สติมิลัส แพลน STIMULUS PLAN

ตอนนี้ถ้าคุณฟังข่าว คุณจะได้ยินแต่เรื่อง “สติมิลัส แพลน” (Stimulus Plan) ที่พึ่งผ่านสองสภาและประธานาธิบดีโอบาม่าเซ็นผ่านออกมาใช้แล้ว และถ้าคุณอยู่รัฐคาลิฟอร์เนียเหมือนดิฉันคุณก็จะได้ยินข่าวเกี่ยวกับ “บั๊ดเจ็ด คัท” (Budget cut) ที่ผู้ว่ารัฐคาลิฟอร์เนีย “อาร์โนลด์ ชว็อรสเน๊กเก้อร์” พึ่งเซ็นผ่านออกมา ก่อนที่เราจะพูดรายละเอียดว่า“สติมิลัส แพลน” จะกระทบเราทุกคนอย่างไร หรือ“บั๊ดเจ็ด คัท” จะกระทบคนคาลิฟอร์เนียอย่างไร ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจระบบการบริหารระดับประเทศ และระบบการบริหารระดับรัฐว่าต่างกันอย่างไร

เราอยู่ในประเทศอเมริกา เท่ากับเราเป็นพลเมืองของรัฐที่เราอยู่และอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐและเสียภาษีให้รัฐ และในขณะเดียวกันเราเป็นประชาชนของประเทศอเมริกา เราต้องอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐบาลกลางหรือ “เฟ็ดเดอรัล กัฟเวอร์นเม๊นท์” (Federal Government) และเสียภาษีให้รัฐบาลกลาง (คุณจะเห็นว่าสิ้นปีเวลาคุณทำ “อินคัม แท็กซ์” คุณต้องจ่ายสองภาษี คือ เฟ๊ดเดอรัล และของรัฐที่คุณอยู่) การบริหารระดับประเทศคือมี ประธานาธิบดี หรือ “เพร็สสิเด๊นท์” (President) เป็นผู้บริหารประเทศดำรงตำแหน่งสูงสุด และเรามีผู้ร่างกฎหมายหรือ “ลอว์เม๊คเค่อร์” (Lawmakers) คือรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสองสภาคือ เซเนทและคองเกรส (Senate และ Congress) ในเซเนทมี เซเนเต้อร์ (คล้ายวุฒิสมาชิกบ้านเรา) และในคองเกรสมี คองเกรสเม็น (คล้าย ส.ส. หรือผู้แทนราษฎรบ้านเรา) ซึ่งเขาเหล่านี้มาจากรัฐแต่ละรัฐซึ่งพลเมืองในรัฐเลือกตั้งเพื่อให้เขาเป็นตัวแทนไปออกเสียงในสภา เซเนเต้อร์มีทั้งหมด 100 คน รัฐละ 2 คน ส่วนคองเกรสเม็น มีทั้งหมด 435 คน จำนวนต่างกันแต่ละรัฐขึ้นกับจำนวนพลเมืองในรัฐ ส่วนการบริหารระดับรัฐ ผู้บริหารรัฐที่ดำรงตำแหน่งใหญ่สุดคือ ผู้ว่าหรือ“กัฟวันเน่อร์” (Governor)  (ข้อมูลเหล่านี้เป็นความรู้ที่จะอยู่ในข้อสอบซิติเซ่น และคุณสามารถอ่านหาความรู้เพิ่มเกี่ยวกับกฎหมายรัฐ และรัฐบาลกลาง ได้ในหนังสือสิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่งหน้า 1-4 แฟนคอลัมน์ในอเมริกาสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉันได้ที่ PO BOX 552 Cypress, CA 90630  โปรดดูวิธีสั่งซื้อทางเว๊บเพจภายใต้ Books หรือโฆษณาใน น.ส.พ. เสรีชัย แฟนที่เมืองไทยสั่งซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308)

สติมิลัส แพลน

คราวนี้วกกลับมาเรื่อง “สติมิลัสแพลน” ที่พึ่งผ่านออกมาคำว่า “สติมิลัส” (stimulus) แปลว่า “กระตุ้น” ที่เรียกอย่างนี้คือเป็นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจคือสองสภาโหวดผ่านรับข้อเสนอของประธานาธิบดีโอบาม่าให้กู้เงินจากคลังจำนวน 787 บิลเลี่ยนดอลล่า (บิลเลี่ยน = พันล้าน) เงินจำนวนนี้โดยหลักใหญ่จะไปส่งเสริมด้านพลังงานหรือ “เอ็นเนอร์จี้” (Energy) การศึกษาหรือ “เอ๊ดดูเคชั่น” (Education) และสุขภาพหรือ “แฮ๊ลท์แคร์” (Health Care) จุดประสงค์เพื่อสร้างงานเพื่อช่วยให้ประชาชนมีงานทำเมื่อคนทำงานก็มีเงินมาใช้จ่ายและเศรษฐกิจก็จะหมุนเวียนแทนที่จะหยุดนิ่งเช่นปัจจุบันเงินนี้จะไปสร้างสาธารณูประโภคหรือ “อินฟราสตรัคเช่อร์” (infrastructure) เช่นสร้างทางรถไฟด่วนหรือ “สปีดเทรน” ข้ามรัฐสร้างถนนส่งเสริมเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานให้เงินกู้รัฐแบ๊ง(โดยมีเงื่อนไขให้แบ๊งออกเงินกู้มากขึ้นและให้ลดความเข้มงวดที่จะออกเงินกู้) ให้เงินกู้บริษัทผลิตรถยนต์ในอเมริกาเพื่อจะไม่ต้องไล่คนงานออกเนื่องจากขาดทุนนี่คือผลกระทบทางอ้อมต่อคุณคือเมื่อคนมีงานทำคนก็มีเงินใช้มาจับจ่ายธุรกิจทั่วๆไปก็จะดีขึ้นผลกระทบที่ช่วยโดยตรงคือคุณที่ยื่นอินคัมแท็กซ์จะได้เช็คจากรัฐบาลซึ่งมาจากส่วนหนึ่งของ “สติมิลัสแพลน” นอกจากนั้นรัฐบาลยังให้ประชาชนออกมาในรูปแท็กซ์เครดิตต่างๆเช่นให้แท็กซ์เครดิตต่อผู้ชื้อบ้านเป็นครั้งแรกหรือ “เฟิร์สทไทม์บายเอ้อร์” (First time buyers) และเพิ่มจำนวนเงินและยืดเวลาให้ผู้ตกงานและรับเช็คสำหรับคนว่างงานหรือ “อันเอ็มพลอยเม๊นท์เช็ค” (unemployment checks) ขอให้คุณเช็คกับคนทำแท็กซ์สติมิลัส

การเปลี่ยนแปลงระดับรัฐ

เศรษฐกิจตกต่ำนี้เป็นไปทั่วทุกรัฐ บางรัฐมีผลกระทบมากกว่าบางรัฐ รัฐคาลิฟอร์เนียที่ดิฉันอยู่เศรษฐกิจก็แทบบจะหยุดนิ่ง บ้านราคาตกมาก คนตกงานเยอะ ลูกความดิฉันที่มีธุรกิจส่วนตัวบ่นอุบว่าธุรกิจโสลว์ (slow) ผู้ว่าหรือ“กัฟวันเน่อร์” (governor) ของเรา “อาร์โนลด์ ชว็อรสเน๊กเก้อร์” (ดาราหนังบู๊เก่า) พยายามที่จะตัด “บั๊ดเจ็ท” และลด “เด็ฟฟิซิท” (deficit) คือตัดรายจ่าย และหาเงินเพิ่มเข้ารัฐ ต้องการให้ผู้ร่างกฎหมาย ผ่านแพลน “บั๊ดเจ็ท คัท” ออกมาให้เร็วที่สุด ระหว่างที่ ลอว์เม็คเก้อร์ถกเถียงกันเพราะไม่อยากจะเพิ่มภาษี ผู้ว่าเราก็ขู่ว่าถ้าไม่ผ่าน “บั๊ดเจ็ท คัท” ออกมาให้เร็วที่สุด พี่แกจะ “เลย์ อ๊อฟ” ข้าราชการออกจากงาน ปัจจุบัน“อาร์โนลด์ ชว็อรสเน๊กเก้อร์” ได้สมญานามว่า “เทอร์มิเนเต้อร์” (Terminator) ซึ่งแปลว่า “กำจัด” คือพี่แกกำจัดท่าเดียว พี่แกเริ่มโปรแกรมเอาข้าราชการออกหลายแผนก และลดชั่วโมงทำงาน โดยบังคับให้ข้าราชการหยุกงานวันศุกร์ 2 ศุกร์ใน 1 เดือน ในที่สุด“บั๊ดเจ็ท คัท” ของคาลิฟอร์เนียได้ผ่านออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผลกระทบต่อคนคาลิฟอร์เนียคือ

สถานที่ราชการรัฐคาลิฟอร์เนียหลายแห่งปิดวันศุกร์ 2 ศุกร์ต่อ 1 เดือนรวมทั้งดีเอ็มวี (D.M.V.) ย่อมาจาก “ดีพาร์ทเม๊นท์อ๊อฟมอเต้อร์วีฮิเคิ้ล” (Department of Motor Vehicles) ที่ๆคุณทำใบขับขี่และบัตรประชาชน

ภาษี “เซลส์ แทกซ์” (sales tax) ในเขตออเร็นจ์ เคาน์ตี้ (orange county) รัฐคาลิฟอร์เนียที่ดิฉันอยู่ จะขึ้นจาก 7.75% เป็น 8.75% เริ่มวันที่ 1 เมษานี้

ค่าแสตมป์ขึ้นราคาเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2009 นี้จาก 42 เซ็นต์เป็น 44 เซ็นต์สำหรับส่งจดหมายในประเทศน้ำหนักภไม่เกิน 1 อาวนซ์ส่วนอาวนซ์ที่สองไม่ขึ้นยังคง 17 เซ็นต์อย่างเดิม

เล๊นท์ เดย์

วันพุธที่ 24 กุมภา ที่ผ่านมาเป็นวัน “แอ๊ช เว๊นส์เดย์” (Ash Wednesday) ซึ่งเป็นวันทางศาสนาของชาวคริสเตียน เป็นวันแรกของการถือศีลคล้ายวันพระเรียก “เล๊นท์ เดย์” (Lent Day)พวกคริสเตียนโดยเฉพาะคาทอลิคจะถือศีลหรือเข้า เล๊นท์ เป็นเวลา 46 วัน นับตั้งแต่วัน Ash Wednesday ไปจนถึงวัน “อีสเต้อร์” (Easter) ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 12 เมษา วันอีสเต้อร์เป็นวันที่พระเยซูถูกตรึงไม้การเขน โดยปกติคนที่เคร่ง จะไม่ทานเนื้อ จะทานแต่ปลา หรือสิ่งอื่นๆที่เขาชอบ เช่นของหวานต่างๆรวมทั้งช็อคโกแล็ต สามีดิฉันเป็นคาทอลิค บ้านเราช่วงเล๊นท์ เราจะทานปลาทุกวันศุกร์ ผู้ที่มีร้านอาหารช่วงนี้คุณคงจะขายอาหารทำด้วยปลาได้ดี

%d bloggers like this: