วัน 20 มกราเป็นวันพิธีเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ “โจ ไบเดน” (Joe Biden) และเราได้รองประธานาธิบดีผู้หญิงคนแรก นาง“กมลา แฮริส” (Kamala Harris) ตอนดิฉันดู “เลดี้กาก่า”(Lady Gaga) ร้องเพลงชาติอเมริกัน ดิฉันน้ำตาไหล“แฮ็ปปี้” (เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกคือวันที่ดิฉันสาบานตนเป็น “ซิติเซ่น”) ดิฉันถือเป็นการเปิดฉากใหม่ ของความสำเร็จในการต่อสู้เพื่อสิทธิเสมอภาคที่เท่าเทียมกันของผู้หญิง คนผิวดำ และการแต่งงานระหว่างผิว คือครบวงจร 

นาง“กมลา แฮริส” “สุภาพสตรีหมายเลขสอง” ควงสามีนาย“ดั๊ก เอ็มฮอฟ” (Doug Emhoff) คนขาว“สุภาพบุรุษหมายเลขสอง” วันพิธีเข้ารับตำแหน่ง รองประธานาธิบดี 20 ม.ค. 2021

การกีดกันผิว

เมื่อดิฉันเรียนกฎหมาย ทำให้ดิฉันเข้าใจที่มาที่ไปของประวัติศาสตร์อเมริกาอย่างลึกซึ้ง จากการศึกษาคดีต่างๆและการตัดสินคดีที่ค่อยๆเปลี่ยนไปตามยุคและกาลสมัย และได้“เช๊พ” (shape) อเมริกามาเป็นอเมริกาปัจจุบัน

ตามประวัติศาสตร์คนผิวดำจากประเทศอัฟริกาถูกลักลอบตัวเข้ามาอเมริกาโดยชาวโปร์ตุเกสนำมาขายเป็นทาส ระหว่าง ค.ศ. 1525-1866 อเมริกามีคนผิวดำทาสมากกว่า 12.5 ล้านคน พวกขุนนางและเจ้าของไร่จะประมูลซื้อคนดำเอามาเป็นทาสทำงานไร่ฝ้ายและไร่ยาสูบ ทาสถือเป็นสมบัติของเจ้านายคือพวกเขาไม่มีสิทธิในตัวเองใดๆทั้งสิ้น เมื่อออกลูก หลานมาพวกเขาก็ยังเป็นทาส และเป็นสมบัติของเจ้านายไปทั้งโคตร ระหว่างปี ค.ศ. 1861-1865 เกิดสงครามกลางเมือง หรือ“สงครามเลิกทาส” ระหว่างรัฐทางเหนือและรัฐทางใต้ รัฐทางเหนือต้องการให้เลิกทาส แต่รัฐทางใต้(ซึ่งทำไร่นาเป็นหลัก)ต่อต้านการเลิกทาส ปี ค.ศ. 1863 ประธานาธิบดี “ลินคอล์น” ออกคำสั่ง“ประกาศ”ให้อิสรภาพทาส ปี ค.ศ. 1865 เมื่อสงครามสิ้นสุด รัฐทางใต้แพ้ รัฐบาลผ่านรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข บทที่ 13 ระบุว่า “ห้ามมีทาสและห้ามบังคับใช้คนโดยที่เขาไม่ต้องการ” ฉบับนี้เท่ากับให้โอกาสทาสที่ไม่สามารถออกจากบ้านเจ้านาย เพราะไม่มีที่ไป พวกเขาไม่มีการศึกษา ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้คือออกไปก็อดตาย เขาก็จะมีสิทธิอยู่เป็นทาสต่อไป ปีค.ศ. 1868 รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข บทที่ 14 ผ่านระบุว่า“ทุกคนที่เกิดในแผ่นดินอเมริกา ถือว่าเป็นพลเมืองอเมริกัน และเขามีสิทธิที่จะแสวงหาความสุข มีสิทธิ เสรีภาพ อิสรภาพ และความคุ้มครองทางกฎหมาย” (ฉบับนี้ เท่ากับผู้ที่เกิดในอเมริกาจะได้สัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติ เรียกการได้สัญชาติตามหลักแผ่นดิน ไม่ใช่ตามสายเลือด) ฉบับนี้เท่ากับเปิดช่องทางให้ลูกหลานทาสที่เกิดในอเมริกา มีเสรีภาพและมีความเท่าเทียมเป็นพลเมืองอเมริกัน คือไม่เป็นสมบัติของเจ้านายอีกต่อไป ปี ค.ศ. 1870  รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข บทที่ 15 ผ่าน ให้สิทธิคนผิวดำออกเสียงเลือกตั้งได้ 

สรุป ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1870 มาในภาคทฤษฎีเท่ากับคนผิวดำมีสิทธิเสมอภาคเท่าเทียมคนขาว แต่ในภาคปฏิบัติไม่เป็นยังงั้น คนผิวดำก็ยังถูกกีดกันอย่างมากๆอยู่ดี รัฐทางใต้จะกีดกันคนดำมากกว่ารัฐตอนเหนือ รถประจำทางแยกที่นั่งคนผิวดำนั่งแถวหลังๆผิวขาวแถวหน้าๆ ห้องน้ำสาธารณะแยกผิว ร้านอาหารไม่ขายให้คนผิวดำ เด็กไม่สามารถไปโรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้านได้ต้องไปโรงเรียนเฉพาะคนดำซึ่งอยู่ไกลจากบ้าน คนผิวดำถูกกีดกัน และกั้นไม้ไม่ให้เข้าไปออกเสียงเลือกตั้ง ปีค.ศ. 1896 คดีบรรทัดฐานที่ศาลนำมาใช้เป็นการตัดสินว่า เมื่อคนดำซูรัฐให้พวกเขามีสิทธินั่งรถประจำทางได้ทุกที่นั่งที่ว่าง ศาลตัดสินให้รัฐชนะ โดยอ้างว่า การที่รัฐจัดที่นั่งแยกให้ทั้งสองฝ่าย ผิวดำและผิวขาว เรียกว่า “แยกกันแต่เสมอภาค” หรือ “Separate but Equal” มาจนกระทั่งปี ค.ศ. 1954 ในคดียันทัดฐาน  Brown V Board of Education พ่อของเด็กดำซูกระทรวงศึกษาที่ไม่ให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนเด็กขาวเรียน คราวนี้คนดำชนะศาลสั่งล้มใช้ระบบ “แยกกันแต่เสมอภาค” คนดำยังคงต่อสู้เพื่อความเสมอภาคมาจนทุกวันนี้  

ความไม่เสมอถาคของผู้หญิง

สมัยก่อนเมื่อผู้หญิงแต่งงาน เธอจะตกเป็นสมบัติของสามีเช่นเดียวกับทาส (ที่ตกเป็นสมบัติของเจ้านาย) คือผู้หญิงหมดสิทธิเสรีภาพและในร่างกายตน ตัวอย่าง สามีตบตีได้ ข่มขืนภรรยาได้ เธอทำแท้งไม่ได้ เธอไม่มีสิทธิฟ้องร้องด้วยตนเองได้(สามีต้องเป็นคนฟ้องร้องให้) เธอไม่สามารถเป็นเจ้าของสมบัติได้ และผู้หญิงไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ ผู้หญิงได้ต่อสู้เรียกสิทธิความเสมอภาคมาตลอด ปีค.ศ. 1894 กฎหมาย Married Woman’s Property Act ผ่าน ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วสามารถเป็นเจ้าของสมบัติได้ ปี ค.ศ. 1920 รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข บทที่ 19 ให้สิทธิผู้หญิงออกเสียงเลือกตั้งได้ ปี ค.ศ. 1994 รัฐบาลกลางผ่านกฎหมาย ห้ามมีการกระทำรุนแรงต่อผู้หญิง รวมภรรยา แฟน คู่รัก คู่หมั้น  The Violence Against Women Act of 1994  เรียกย่อว่า “วาว่า” (VAWA) จากการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคของผู้หญิง เปิดทางให้ผู้หญิงมีสิทธิในร่างกายตนเอง ฉะนั้นผู้หญิงมีสิทธิทำแท้งได้ ในคดีบันทัดฐาน Roe v Wade ค.ศ. 1973 ศาลสั่งว่าคลีนิคฟรีรัฐไม่สามารถปฏิเสธไม่ทำแท้งให้ผู้หญิงได้  

การแต่งงานระหว่างผิวขาวและผิวดำ 

การแต่งงานระหว่างผิวขาวและผิวดำถือเป็นสิ่ง “ตาบู” มากๆๆมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ในสมัยโน้นสังคมไม่ยอมรับเอาเลย จนมาถึงปี ค.ศ. 1967 ศาลตัดสินในคดี Loving v. Virginia ซึ่งเป็นคดีบันทัดฐานที่ศาลใช้อ้างถึงปัจจุบันนี้ ความเป็นมาคือ ปี ค.ศ. 1958 นาย“ริชาร์ด เลิฟวิ่ง” คนขาวแต่งงานกับ“มิลเดร็ด” ลูกครึ่งผิวดำและขาว ทั้งสองอยู่รัฐเวอร์จิเนียซึ่งกฎหมายรัฐห้ามการแต่งงานระหว่างผิวและถือเป็นคดีอาญาถึงติดคุก ทั้งสองเป็น “ไฮสกูล สวีทฮาร์ท” ได้ไปจดทะเบียนสมรสที่ “วอชิงตัน ดีซี” และกลับไปอยู่ฟาร์มของตนในเวอร์จิเนีย  5 อาทิตย์หลังจดทะเบียนตำรวจบุกเข้าไปในบ้านตอนดึกและจับทั้งสองเข้าคุก เมื่อขึ้นศาลรัฐ ผู้พิพากษาลงโทษว่าผิดแต่ท่านพักการลงโทษและเสนอเงื่อนไขว่าทั้งสองต้องย้ายออกจากรัฐ และห้ามกลับเข้ามาเป็นเวลา 25 ปี ทั้งสองได้ย้ายไปอยู่แถบ“วอชิงตัน ดีซี” ทั้งสองต้องการย้ายกลับฟาร์ม ได้อุทธรณ์และไปถึงศาลสูงสุดของรัฐแต่แพ้มาตลอด ในที่สุดเขาได้ไปปรึกษาท่านอัยการสูงสุดช่วงนั้น คือ “โรเบิร์ท เคเนดี้” (น้องชาย จอห์น เอฟ เคเนดี้) ท่านได้แนะนำทั้งสองให้ไปหาองค์กร The American Civil Liberties Union องค์กรทนายความที่ต่อสู้เพื่อสิทธิและความเสมอภาคของคนผิวดำ เรียกย่อว่า “ACLU” ซึ่ง ACLU รับเคสและได้ต่อสู้คดีไปถึงศาลสูงสุด “U.S. Supreme Court” โดยอ้างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขบท 14 ที่ “การันตี สิทธิทุกคนที่จะ แสวงหาความสุข “Personal rights to pursuit of happiness” รวมทั้งสิทธิที่จะแต่งงาน “Freedom to marry” ซึ่งสิทธินี้เป็นสิทธิที่สถิตอยู่ในตัวบุคคลไม่ว่าจะสีผิว เชื้อชาติ หรือ สัญชาติอะไร และรัฐไม่สามารถละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนั้นๆได้” ศาลคว่ำคดีรัฐตัดสินให้ Loving ชนะ ตรงกับวันที่ 12 มิถุนายน ปี 1967 (ดูรูป) ครอบครัว “เลิฟวิ่ง” พ่อแม่และลูก 3 คน ได้ย้ายกลับไปอยู่ฟาร์มที่รัฐเวอร์จิเนีย นาย“ริชาร์ด” แอ็กซิเดนถูกรถชนตายปี ค.ศ. 1975 ส่วนนาง มิลเดร็ด มีชีวิตอยู่ถึงปี 2008 ไม่เคยแต่งงานใหม่   หลังจากคำตัดสินคดี Loving v. Virginia รัฐเวอร์จิเนียและหลายรัฐยกเลิกกฎหมายห้ามแต่งงานระหว่างผิว รัฐอลาบาม่าเป็นรัฐสุดท้ายที่ยกเลิกกฎหมายห้ามแต่งงานระหว่างผิวใน ปี ค.ศ. 2000

นางมิลเดร็ดและนายริชาร์ด เลิฟวิ่ง ปีค.ศ. 1967

คดี Loving ได้เปิดประตูให้คดี “แต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน” ในคดี Obergefell v. Hodges ตัดสินปี ค.ศ. 2015 โจทก์หลายคู่ซูรัฐที่ตนอยู่ ร่วมกับคดี Obergefell v. Hodges คดีชนะรวดทุกศาลไปถึงศาลสูงสุด  “U.S. Supreme Court” ผู้พิพากษา “แอนโทนี่ เคเนดี้” แห่งศาลสูงสุดได้อ้างถึงคดี Loving เป็นบันทัดฐาน ศาลตัดสินว่า “สิทธิในการแต่งงานถือเป็นสิทธิพื้นฐาน “Fundamental right” ซึ่งการันตีให้ทุกคนรวมทั้ง คู่สมรสเพศเดียวกัน ศาลสั่งว่าทุกรัฐทั้ง 50 รัฐ(ยกเว้นอาณานิคมของอเมริกา)ไม่สามารถปฏิเสธไม่จดทะเบียนสมรสให้เพศเดียวกันได้ รัฐที่ยังมีคำนิยาม “การสมรส เกิดขึ้น ระหว่าง หญิง และชาย” “one man and one woman” นั้นต้องยกเลิกคำนิยามนี้ เคสนี้เป็นการตัดสินครั้งใหญ่เพราะครอบหมดทั้งประเทศ ดิฉันจำได้ว่าหลังคดีนี้ตัดสิน อิมมิเกรชั่นเปิดรับทำใบเขียวแต่งงานเพศเดียวกัน ณ. วันนี้ ครอบครัวผสม เกย์ เลสเบียน และต่างศาสนา “Multiracial families” ถือวันที่ 12 มิถุนายน เป็นวันแห่งความรัก เรียก “เลิฟวิ่ง เดย์” (Loving day) และมีการฉลองเช่นเดียวกับวันวาเลนไทน์ 

ตอนนี้คุณคงเข้าใจความรู้สึกของดิฉันที่ทำไม“แฮ็ปปี้”ในแง่ทนายที่มีโอกาสเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายในประเทศนี้ และการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคและสิทธิส่วนบุคคลของพลเมืองอเมริกันมาจนถึงปัจจุบัน อเมริกาประกาศอิสรภาพจากประเทศอังกฤษปี ค.ศ. 1776 ปีนี้ ค.ศ. 2021รวม 245 ปี ว่าว !!! แต่ก็ไม่มีอะไรสายเกินไปเนอะคะ

<span>%d</span> bloggers like this: