วีซ่า H-2 B

ประกาศ ผลงานของดิฉันทั้งหมดมีหนังสือ 6 เล่มดังนี้ “รวมคอลัมน์กฎหมายเล่ม 1 เล่ม 2 เล่ม 3 ซึ่งรวมคอลัมน์เขียนลงเสรีชัยแต่ละสัปดาห์มีเนื้อหาสาระทั่วไปด้านกฎหมาย ทั้งสามเล่ม $60 หนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา เล่ม 1 และเล่ม ,2 ฉบับ update เล่มละ $45 ให้ความรู้กฎหมายทั่วไปรวม กฎหมายอิมมิเกรชั่น กฎหมายเกี่ยวกับนายจ้างและลูกจ้าง แลนด์ลอร์ดและผู้เช่า บ้านและที่ดินการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในเมืองไทย กฎหมายครอบครัวและหย่าร้าง หนี้สินและเครดิตคาร์ด มรดกพินัยกรรม และลิฟวิ่งทรัสต์ ศาลและคดีอาญาต่างๆ และหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดชื่อ “อยู่อเมริกา” เล่มละ $35 ให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอเมริกา ความเป็นอยู่และสังคมของคนอเมริกัน เพื่อให้คุณเข้าใจคนอเมริกัน ความนึกคิดของเขา และรู้จักสังคมอเมริกัน ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถดำรงชีวิตประจำวันอยู่ในอเมริกาง่ายขึ้น

ประกาศ คุณสามารถอ่านคอลัมน์นี้ได้จาก website ค่ะ http://www.rujirat.com และติดต่อดิฉันได้ทางโทรศัพท์ 714.994.5958 หรือทางแฟกส์ที่ 714.475.6939 หรืออีเมล์หาดิฉันได้ที่ attorneyruji@aol.com

อย่าลืมนะคะ ว่าคืนวันเสาร์ที่ 10 มีนาคมนี้หรือเช้าวันอาทิตย์วันที่ 11 มีนา เราจะมีการเปลี่ยนเวลาตอนตีสอง โดยหมุนเข็มนาฬิกาจากตีสองเป็นตีสาม การเปลี่ยนเวลานี้เป็นการประหยัดพลังงาน ปีนี้เริ่มปีแรกที่เปลี่ยนเวลาเร็วขึ้นซึ่งเมื่อก่อนจะเปลี่ยนวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนเมษายน (คุณสามารถอ่านข้อมูลเกร็ดความรู้นี้ได้ในหนังสือ อยู่อเมริกา หน้า 27)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีแฟนเว๊บไซท์อีเมล์มาหาดิฉันจากเมืองไทย เธอเห็นโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐรับทำ H-2 B วีซ่าเธออยากทำแต่กลัวถูกหลอกไปขายแรงงานอย่างผิดกฎหมาย ขอให้ดิฉันช่วยอธิบายว่า H-2B วีซ่า (เอ็ช ทู บี) คืออะไร และขอคำแนะนำว่าควรทำดีหรือไม่ อ่านแล้วดีใจมากๆที่เธอนึกถึงดิฉันและรอบคอบถามเข้ามาก่อน ประกอบกับสัปดาห์ที่แล้วหนังสือพิมพ์เสรีชัยลงอาร์ติเคิลที่สัมภาษณ์ผู้ที่มาทำงานเป็นเกษตรกรภายใต้ H-2A ทำให้ดิฉันมีความตั้งใจเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับสองวีซ่านี้ให้คนไทยที่อยากมาทำงานในอเมริกา

ถาม วีซ่า H-2 B คืออะไร ความหมายของวีซ่าเป็นประเภทไหน

ตอบ วีซ่า H-2 B เป็นวีซ่าทำงานชั่วคราว “น็อน อิมมิแกรนท์วีซ่า” (Non Immigrant Visa) ที่นายจ้างหรือบริษัทต้องการคนงานมาลดโหลดช่วงฤดูที่ธุรกิจบูมมากๆ เรียก พี้ค ซีซั่น (peak season) หรือ “ไฮซีซั่น” (high season) เมื่อหมดช่วงธุรกิจบูม นายจ้างก็จะไม่ต้องการคนงานต่อไป หรือบริษัทที่พึ่งเปิดใหม่ต้องการคนงานมาช่วยฝึกคนงานอื่นทำต่อไป หรือคนงานมาช่วยงานแฟร์ชั่วคราวครั้งเดียว นายจ้างต้องโชว์ว่างานนั้นเป็นงานชั่วคราว ทำครั้งเดียว ถ้างานนั้นถือเป็นงานประจำจะขอวีซ่านี้ไม่ผ่าน (คองเกรสออกวีซ่ากรุ๊บ H ครั้งแรกในปี 1943 หรือ พ.ศ. 2486 ให้กับบริษัททำน้ำตาล ที่ขาดแรงงานและต้องการคนงานชั่วคราวมาตัดอ้อยจากเกาะบาฮามาส์ ภายหลังคองเกรสแยกวีซ่ากรุ๊บ H เป็นสองกรุ๊บคือ วีซ่า H-2A หรือวีซ่าเกษตรกร และวีซ่า H-2B วีซ่าคนงานชั่วคราวทุกประเภทยกเว้นเกษตรกร) งานกรุ๊บ H-2Bวีซ่าเป็นได้ทุกอาชีพอาจต้องอาศัยทักษะ (สกิลด์ เวิ้ร์คเค่อร์ส skilled workers) หรือไม่ต้องอาศัยทักษะ (อันสกิลด์ เวิ้ร์คเค่อร์ส unskilled workers) ตัวอย่างงาน คนงานตามโรงแรม รีสอร์ท สปา ซึ่งสามารถโชว์ช่วง “พี้ค ซีซั่น” ได้ อาจเป็นหน้าร้อน หรือหน้าหนาวเช่นตามสกีรีสอร์ท คนทำสวน หน้าสปริงจะมีการทำสวนมาก หรือบริษัทที่สร้างบ้านจัดสรรอาจต้องการแต่งสวนภายในหนึ่งปี ชาวประมงช่วงหน้าทำประมง อาชีพช่างต่างๆ เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างก่อสร้าง ช่างเชื่อม ช่างหล่อ (เหล็ก นะคะ ไม่ใช่รูปหล่อ) คนงานในร้านอาหารหรือพ่อครัวแม่ครัว คนงานขายของตามห้าง คนทำงานในโรงงานเนื้อหรือไก่ และหมอนวด เป็นต้น อายุวีซ่าหนึ่งปีหรือน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับงาน คุณอาจขอต่อวีซ่าได้ครั้งละหนึ่งปีในอเมริกา ต่อได้สูงสุดสองครั้ง แต่ขอต่อยากมาก เพราถ้าขอต่อจะถือว่าเข้าข่ายงานถาวร แทนที่จะเป็นงานชั่วคราว วีซ่านี้มีโควต้าออกให้ปีละ 66,000 ใบ เริ่มวันที่ 1 คุลาคม ถึง 30 กันยายน นายจ้างสามารถยื่นเรื่องก่อนภาไม่เกิน 120 วันก่อนที่จะต้องการคนงานเข้ามา

ถาม ถ้าไปอเมริกาด้วยวีซ่า H-2B เราจะอยู่ในฐานะอะไร

ตอบ H-2 B เป็นวีซ่าทำงานโดยเฉพาะ ถ้าคุณเข้ามาในอเมริกาด้วยวีซ่า H-2B คุณจะอยู่ในสถานภาพคนงานชั่วคราว คุณทำงานได้ถูกต้องตามกฎหมาย และคุณจะได้ค่าแรงหรือเงินเดือนตามที่กำหนด คือตามที่นายจ้างแจ้งไปที่กรมแรงงานตอนยื่นเรื่องทำวีซ่า ค่าแรงที่คุณจะได้ต้องเป็นไปตามค่าแรงตามท้องตลาดห้ามต่ำกว่านั้น เพราะจะถือว่าไปแย่งงานคนในอเมริกา คุณต้องทำงานกับบริษัทที่ทำเรื่องให้ คุณสามารถทำใบขับขี่ได้ และมีบัตรโซเชียล เซ็คเคี้ยวริตี้ หรือบัตรประกันสังคม รายได้ของคุณจะถูกหักภาษี และคุณยื่นภาษีรายได้สิ้นปี

ถาม ความยากในการขอวีซ่าผ่านเมื่อเทียบกับ J-1 วีซ่า

ตอบ การขอวีซ่า H-2B มีสองขั้นตอนคือ ขั้นตอนแรกนายจ้างยื่นเรื่องที่อิมมิเกรชั่นในอเมริกา นายจ้างหนึ่งคนหรือบริษัทสามารถยื่นเรื่องขอวีซ่าให้คนงานได้หลายคน โดยยังไม่ต้องให้รายชื่อ นายจ้างต้องพิสูจน์ว่างานเป็นงานชั่วคราว ฤดูที่ธุรกิจ “พี้ค” (peak) และเมื่อหมด “พี้ค” เมื่อไร เขาไม่ต้องการคนงานอีกต่อไป เมื่อขั้นนี้ผ่าน เรื่องจึงไปถึงสถานทูต อเมริกันในเมืองไทย ตอนนี้คนที่เป็นนายหน้าหรือบริษัทหาคนงานควรจะได้รายชื่อคนงานที่จะไปทำงานเรียบร้อยแล้ว ความยากในการขอวีซ่าคือ คนงานนอกจากควรจะต้องมีประสบการณ์ในงานที่จะไปทำแล้ว (ถึงแม้บางอาชีพไม่ต้องมีทักษะ แต่อาชีพส่วนมากคุณควรต้องมีประสบการณ์หรือมีความรู้ด้านนั้น) คุณยังต้องแสดงให้เห็นว่าตนไม่มีเจตนาที่จะไปทำงานหรืออยู่ถาวรในอเมริกา โดยแสดงหลักฐานความผูกพันกับประเทศไทย เช่นมีทรัพย์สิน หรือและมีครอบครัวอยู่เมืองไทย คำตอบคือไม่มีใครการันตีให้คุณได้ว่าทางสถานทูตจะอนุมัติวีซ่าให้ได้ ถ้าทางสถานทูตไม่อนุมัติทางนายหน้าหรือบริษัทหางานสามารถเปลี่ยนคนงานที่มีสำรองไว้ได้ วีซ่านี้ยากง่ายกว่าวีซ่า J-1 หรือไม่ วีซ่า J-1 เป็นวีซ่านักเรียนแลกเปลี่ยน หรือมาทำงานส่วนมากจะเป็นงานโอแพร์ (Au Pair) คืองานเลี้ยงเด็กในบ้าน ระหว่างสองวีซ่านี้คงไม่ยากง่ายกว่ากันนัก แต่งานเลี้ยงเด็กอาจจะไม่ถูกเสป็กกับหลายคน และคุณยังต้องอยู่ในบ้านของนายจ้าง(โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับวีซ่า H-2B และวีซ่า J-1 ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งบท ระบบวีซ่า หน้า 3-10; 3-13)

ถาม มีแรงงานไทยไปอเมริกาหรือเปล่า ที่ใช้วีซ่า H-2B

ตอบ มีค่ะ เคยมีกลุ่มหมอนวดมาด้วย H-2B วีซ่า มาทำให้บริษัทคนจีน ตามที่หมอนวดเล่าให้ฟังว่า ได้ค่าแรงตามที่กำหนดจริง แต่ต้องทำชั่วโมงยาวมากและไม่ได้เงินเพิ่ม ตามกฎหมายถ้าคุณทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง นายจ้างต้องจ่ายโอที

ตามอีเมล์ที่คุณว่า คุณกลัวถูกหลอกจะไปขายแรงงานอย่างผิดกฎหมาย ขอให้ดิฉันแนะนำวิธีเช็คบริษัท ที่จะแนะนำได้คือ คุณขอ references รายชื่อบริษัทเคยทำวีซ่าให้ไปมาแล้ว คุณบอกว่านี่เป็นตรั้งแรกที่บริษัททำวีซ่านี้ แต่ถ้าทางบริษัทเคยทำวีซ่า J-1 คุณสามารถขอ references รายชื่อคนที่ไป J-1 และคุณอาจจะไปลองเช็คกับสถานทูตอเมริกัน เขาอาจจะมีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่เคยหลอกลวงทำวีซ่า ดิฉันเต็มใจค่ะที่คุณบอกจะ attach เอกสารสัญญามาให้ดิฉันอ่านดู โชคดีนะคะ

คุณที่อยู่เมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้ที่ คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308 หรือ 02 272-4582

ค่าธรรมเนียมใหม่และควรทำซิติเซ่นดีหรือไม่

เป็นไงคะ สัปดาห์แห่งความรัก 14 ก.พ. ที่พึ่งผ่านไป Happy Valentine นะคะ วันหยุดราชการหน้าคือ เพรสสิเด๊นท์ เดย์ (President’s Day) ปีนี้ตรงกับวันที่ 19 ก.พ. และเทศกาลสนุกๆครั้งต่อไปคือ St. Patrick’s Day วันที่ 17 มีนา ที่ดิฉันกล่าวถึงวันเหล่านี้เนื่องจากข้อสอบซิติเซ่นใหม่ปีหน้าจะมีคำถามเกี่ยวกับวันหยุดราชการที่สำคัญ และความหมายของมัน เพื่อต้องการให้ผู้ที่จะมาเป็นอเมริกันซิติเซ่นรู้ถึงประเพณีต่างๆและความเป็นอเมริกันโดยแท้ ในหนังสือเล่มใหม่ของดิฉัน “อยู่อเมริกา” มีข้อมูลหนึ่งบท เกี่ยวกับการแบ่งเขตเวลาและวันหยุด บทนี้จะอยู่ในข้อสอบซิติเซ่นใหม่นะคะ
หลังจากสัปดาห์ที่แล้วลงเรื่องค่าธรรมเนียมอิมมิเกรชั่นที่จะขึ้นเดือนตุลาคม 2007 นี้ มีแฟนคอลัมน์และลูกความโทรมาขอรายละเอียดกันมาก ลูกความเก่าที่ได้ใบเขียวแล้วห่วงว่าควรรีบทำซิติเซ่นหรือไม่

ค่าธรรมเนียมใหม่
อิมมิเกรชั่นเสนอขึ้นค่าธรรมเนียมประมาณ 80% เริ่มเดือนตุลาคม 2007 ซึ่งสูงมาก โดยให้เหตุผลว่าที่จำเป็นต้องขึ้นค่าธรรมเนียม เพื่อจะได้จ้างเจ้าหน้าที่เพิ่ม เพื่อช่วยให้ “พรอเซส” (process) เคสให้เร็วขึ้น เพราะตอนนี้เคสติดค้างหรือ “แบ็คล็อก” (backlog) มาก (ขอโน็ตนะคะ ที่ดิฉันมักเขียนคำภาษาอังกฤษทับศัพท์บ่อยไม่ใช่เว่อหรือ แต่เพื่อให้คุณรู้ใช้ศัพท์และนำไปใช้ได้ เวลาฟังข่าวหรือฟังทนายฝรั่งพูดจะได้เข้าใจ) ถ้าข้อเสนอผ่านค่าธรรมเนียมใหม่จะเป็นดังนี้ คือ ค่าเปลี่ยนสถานภาพ (Adjustment of Status) คือค่าทำใบเขียวในอเมริกาจากปัจจุบัน $765 ขึ้นเป็น $1,305 ค่ายกเลิกเงื่อนไขใบเขียวแต่งงาน (Conditional Green card) จากสองปีเป็นใบเขียวถาวร (Permanent Green card) จากปัจจุบัน $275 (ค่ายื่น $205 บวกค่าพิมพ์นิ้วมืออีก $70) ขึ้นเป็น $545 และค่าทำซิติเซ่นจากปัจจุบัน $400 ขึ้นเป็น $675 ไงคะ โหดไหม!!!

ทำซิติเซ่นดีหรือไม่
ลูกความหลายคนที่โทรมาถามความเห็นดิฉันว่าควรทำซิติเซ่นดีไหม (โอนสัญชาติจากไทยเป็นอเมริกัน) โดยบอกเหตุผลว่าที่ไม่ทำเพราะในอนาคตต้องการย้ายกลับไปอยู่เมืองไทย สำหรับดิฉันจุดนี้ควรเป็นเหตุผลใหญ่ที่คุณควรต้องทำซิติเซ่น เพราะถ้าคุณย้ายกลับไปอยู่เมืองไทย คุณจะสูญใบเขียวและหมดโอกาสที่จะได้ทำซิติเซ่น เพราะกว่าคุณจะขอใบเขียวใหม่และต้องอยู่ในอเมริกาอีก 3-5 ปี กว่าจะทำซิติเซ่นได้ไม่ใช่ของง่าย โดยเฉพาะกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไปในทางเข้มงวดขึ้นไม่ใช่จะง่ายลง และเมื่อคุณถึงอายุรีไทร์เม๊นท์ คุณก็คงไม่อยากมาทนอยู่ในอเมริกา 3- 5 ปีเพื่อรอทำซิติเซ่น เพราะถ้าคุณได้อเมริกันซิติเซ่นคุณสามารถอยู่เมืองไทยได้ตลอด โดยไม่ต้องเทียวไปเทียวมา และเมื่อไรที่คุณต้องการกลับอเมริกา คุณสามารถกลับได้ทุกเมื่อ และ ณ.เวลานี้ ถ้าคุณยื่นเรื่องทำซิติเซ่น ใช้เวลาเร็วมากประมาณ 4 เดือน อย่าลืมว่าการได้ใบเขียวไม่ได้มาง่ายๆ เมื่อได้แล้วก็ไม่น่าจะยอมสูญมันง่ายๆ ถ้ามีโอกาสควรจะยื่นเรื่องทำซิติเซ่นทันที

ข้อดีของการเป็นอเมริกันซิติเซ่น
เมื่อคุณเป็นซิติเซ่น คุณสามารถเลือกอยู่ที่ไหนได้ทั่วโลก โดยไม่มีการเสียสิทธิ สวัสดิการ หรือสูญซิติเซ่นชิป ฉะนั้นถ้าคุณย้ายกลับไปอยู่เมืองไทย คุณสามารถอยู่ในเมืองไทยไปตลอดชีวิตโดยไม่ต้องกลับเข้าอเมริกาเลยได้ หรืออยากกลับเมื่อไรก็กลับได้ ถ้าคุณได้รับเงินโซเชียลเมื่อแก่ คุณยังได้รับอยู่ถึงแม้คุณจะย้ายกลับไปอยู่เมืองไทย และนอกจากนี้ถ้าเกิดคุณเจ็บป่วยหนักต้องกลับมารับการรักษาพยาบาล หรือต้องการอวัยวะต่างๆ คุณมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาล สวัสดิการเม็ดดิแคร์ต่างๆในอเมริกาได้
เมื่อคุณเป็นซิติเซ่น คุณจะถืออเมริกันพาสปอร์ต (และในขณะเดียวกันคุณยังเก็บพาสปอร์ตไทย) ถ้าคุณชอบเที่ยวอย่างดิฉัน คุณสามารถเดินทางเข้าได้เกือบทุกประเทศทั่วโลกด้วยอเมริกันพาสปอร์ตโดยไม่ต้องขอวีซ่า แต่ถ้าคุณถือพาสปอร์ตไทย คุณต้องเสียเวลาทำวีซ่าเข้าประเทศ

อยู่ประเทศไทยในฐานะอเมริกันซิติเซ่น
ลูกความหลายคนเป็นห่วงว่า ถ้าโอนสัญชาติทำซิติเซ่นแล้วจะอยู่ประเทศไทยไม่ได้และยุ่งยาก ไม่ยุ่งเลยค่ะถ้าคุณจะวางแผนก่อนไปดังนี้ (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ กฎหมายสัญชาติและซิติเซ่น ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง บทที่ 5 หัวข้อ การถือสองสัญชาติ กฎหมายสัญชาติไทย การถือสองพาสปอร์ตไทย และย้ายกลับไปเมืองไทย)
ก่อนย้าย คุณควรเช็คกับคนทำบัญชีของคุณและดูสถานการณ์ทางการเงินของคุณว่าควรทำอย่างไรกับทรัพย์สินและหนี้สินที่นี่ (สังหาและอสังหาริมทรัพย์) เพราะในฐานะที่เป็นอเมริกันซิติเซ่นคุณยังมีหน้าที่ต้องยื่นภาษีทุกปี ถึงแม้คุณจะมีรายได้ต่ำและไม่ต้องจ่ายภาษีก็ตาม ดิฉันขอแนะนำให้คุณติดต่อกับคนทำบัญชีที่ในอเมริกาและให้เขายื่นให้แต่ละปี หรือคุณสามารถขอข้อมูลได้ที่สถานทูตอเมริกันในประเทศไทย
คุณควรเช็คกับโซเชียล เซคคิวริตี้ ออฟฟิสก่อนย้ายไปเมืองไทยเรื่องให้โอนเงินเข้าธนาคารเป็น Direct deposit และเช็คกฎระเบียบโซเชียลในการที่คุณจะย้ายไปอยู่นอกประเทศ ตามกฎคุณต้องแจ้งให้ทางออฟฟิสทราบถ้าคุณออกนอกประเทศเกิน 30 วัน
คุณควรเก็บเครดิตคาร์ดจากแบ๊งค์ในอเมริกาอย่างน้อยหนึ่งใบ เก็บบัญชีธนาคารอย่างน้อยหนึ่งบัญชีเพื่อไว้จ่ายบิลออนไลน์ เช่นบิลเครดิตคาร์ด ค่าภาษี เป็นต้น และเก็บที่อยู่ในอเมริกา อาจเป็นโพสท์ ออฟฟิส บ็อกส์ ที่ไปรษณีย์ เนื่องจากปลอดภัยที่สุด (ดิฉันไม่แนะนำให้ยืมที่อยู่เพื่อน) บัตรเครดิตในอเมริกามีกฎหมายโพรเท็คชั่นผู้บริโภค (consumer protection law) ดีกว่ากฎหมายประเทศไทย ถ้าคุณทำเครดิตคาร์ดของอเมริกาหาย และมีคนอื่นนำไปรูดใช้ คุณรับผิดชอบจำนวนเงินสูงสุด $50 แต่ภายใต้กฎหมายไทยไม่มี protection (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ บัตรเครดิต ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มสอง บทที่ 4 หัวข้อ บัตรเครดิต หน้า 4-7) คุณควรเลือกบัตรเครดิตที่ไม่ชาร์จค่าเซอร์วิสอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อคุณใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศ (ดิฉันใช้ Capital One Master Card ซึ่งไม่ชาร์จ fee) ส่วนบัญชีธนาคาร ดิฉันชอบแบ๊งค์ออฟอเมริกา Bank of America เพราะมีสาขาในเมืองไทยและปลอดภัยเมื่อจ่ายบิลออนไลน์และยังใช้ง่าย (user friendly) อีกด้วย คุณควรเก็บบัญชีธนาคารและเครดิตคาร์ดอย่างน้อยหนึ่งปีหรือนานกว่านั้น จนกว่าคุณจะแน่ใจว่า คุณตัดสายใยกับอเมริกาและไม่กลับมาอีก
เมื่อพาสปอร์ตอเมริกันหมดอายุ คุณสามารถต่อพาสปอร์ตอเมริกันได้ที่สถานทูตอเมริกันในประเทศไทย
ระหว่างอยู่เมืองไทย คุณสามารถใช้เซอร์วิสของกงสุลอเมริกันได้ เช่นต้องการทำโนตารี่ ต่อพาสปอร์ต ออกเสียงเลือกตั้ง เป็นต้น โดยคุณไม่ต้องเข้าแถวรอนาน โดยเข้าไปด้านเซอร์วิสสำหรับอเมริกันซิติเซ่น ซึ่งมีเวลาทำการโดยเฉพาะ
คุณควรขึ้นทะเบียนกับกงสุลอเมริกัน โดยให้ที่อยู่ในประเทศไทย โปรดเช็คเข้าไปใน website กงสุล www.travelstate.gov และคอยอ่านข่าวสารต่างๆ ซึ่งมีประโยชน์มาก ถ้ามีภัยอันตรายใดๆกับคนอเมริกัน ทางกงสุลจะแจ้งไปที่อีเมล์ของคุณ
ขอให้คุณยังคงบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน ถ้าคุณที่แต่งงานกับฝรั่งและใช้นามสกุลตามสามี ดิฉันขอแนะนำว่าให้คงใช้นามสกุลไทยตามเดิม เพื่อจะได้ไม่ลำบากในการเป็นเจ้าของที่ดิน และถ้าคุณจดทะเบียนสมรสกับสามีฝรั่งในอเมริกา ขอแนะนำว่าไม่ต้องไปจดทะเบียนในประเทศไทยซ้ำ เพราะการสมรสในอเมริกานั้นถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในประเทศไทยจะไม่มีข้อมูล เท่ากับว่าคุณสามารถคงใช้นางสาวและนามสกุลไทยต่อไปโดยไม่ต้องไปเปลี่ยน ผลดีคือ คุณจะสามารถทำนิติกรรมต่างๆได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอคำยินยอมจากสามี กฎหมายไทยไม่ให้สิทธิหญิงไทยที่มีสามีทำนิติกรรมด้วยตนเอง
ถ้าคุณได้จดทะเบียนกับสามีฝรั่งในเมืองไทยแล้ว ขอแนะนำให้คุณยังคงใช้นามสกุลไทยตนเองในใบขับขี่ บัตรประชาชน และทะเบียนบ้าน เพื่อถ้าคุณถูกใบสั่งหรือต้องไปติดต่อสำนักงานราชการ จะได้ไม่โดนเจ้าหน้าที่เลิกคิ้วเงยหน้าขึ้นมามองหน้าคุณอีกครั้งหนึ่ง
ถ้าคุณใช้พาสปอร์ตอเมริกันเข้าประเทศไทย คุณสามารถทำวีซ่าอยู่ในประเทศไทยได้หนึ่งปีในฐานะที่เป็นคนไทย กฎหมายคนเข้าเมืองเกี่ยวกับวีซ่าพึ่งเปลี่ยนไป ขอให้คุณเช็คกับ ต.ม. แต่ถ้าคุณเข้าประเทศไทยด้วยพาสปอร์ตไทย และอยู่ในประเทศไทยฐานเป็นคนไทย คุณก็ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายเรื่องวีซ่า
คุณไม่จำเป็นต้องประกาศให้คนทั่วไปรู้ว่าคุณเป็นอเมริกันซิติเซ่น เก็บอเมริกันพาสปอร์ตในที่ปลอดภัย ถ่ายสำเนาพาสปอร์ตเก็บไว้ มีลูกความเคยเล่าว่า พี่น้องแย่งทรัพย์สินมรดกกันเองได้นำมาอ้างว่าเขาเป็นอเมริกันซิติเซ่นไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้

สูญสัญชาติไทยหรือไม่
ลูกความหลายคนเป็นห่วงเรื่องว่าคุณจะสูญสัญชาติไทยหรือไม่ ถ้าคุณถือสัญชาติอเมริกันด้วย ตามกฎหมายอเมริกัน คุณสามารถถือสองสัญชาติได้ ตราบใดที่กฎหมายประเทศที่สองนั้นยอมรับสองสัญชาติ สรุปคุณถือสองสัญชาติตามกฎหมายอเมริกันได้ และถือสองพาสปอร์ตอเมริกันและไทยได้ไม่ผิด ส่วนกฎหมายไทยตามกฎรัฐธรรมนูญไม่ยอมรับสองสัญชาติ แต่การสูญสัญชาติไม่ได้เกิดขึ้นโดยปริยายหรือโดยอัตโนมัติ คุณต้องไปยื่นเรื่องขอสละสัญชาติ ซึ่งในแง่ปฏิบัติ ดิฉันว่าไม่มีใครที่จะไปทำ และตามประสบการณ์ของดิฉันเจ้าหน้าที่ ต.ม. ก็ไม่สนที่คุณจะถือสองพาสปอร์ต
การได้อเมริกันซิติเซ่น ได้ผลประโยชน์มากกว่าเสีย สำหรับดิฉัน ไม่ว่าดิฉันจะถือสัญชาติใด แต่ในจิตใต้สำนึกดิฉัน ดิฉันเป็นคนไทย

กฎหมายใหม่การเซ็นซัพพอร์ท

ก่อนอื่นขอรายงานข่าวอิมมิเกรชั่นเรื่องค่าธรรมเนียมจะขึ้น คองเกรสได้เสนอขึ้นค่าธรรมเนียมอิมมิเกรชั่น ถ้าข้อเสนอผ่าน ค่าธรรมเนียมจะขึ้นเดือนตุลาคมปี 2007 ประมาณ 80% ค่ะตัวอย่างค่าทำซิติเซ่นจะขึ้นจาก $330 เป็น$595 บวกค่าพิมพ์นิ้วมืออีก $70 (อันนี้ไม่ขึ้น) รวม $665

เมื่อคุณทำใบเขียวแต่งงานหรือใบเขียวครอบครัวกรุ๊บอื่นๆที่ครอบครัวยื่นให้ (โปรดอ่านเกี่ยวกับ ใบเขียวครอบครัว เพิ่มในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง บท “ใบเขียว” หน้า 4-8) และใบเขียวจากการทำงานในกรณีที่เจ้าของร้านที่ยื่นให้เป็นญาติกับคุณ ผู้ยื่นเรื่องเรียก “เพอร์ทิชันเน่อร์” (petitioner) หรือสปอนเซ่อร์ต้องกรอกฟอร์ม I-864 เรียก “แอฟฟิเดวิท ออฟ ซัพพอร์ท”(Affidavit of Support) รับรองกับรัฐบาลว่า ในกรณีที่ผู้ที่ได้ใบเขียวไปรับสวัสดิการรัฐบาล รัฐบาลสามารถเรียกเก็บเงินจาก “เพอร์ทิชันเน่อร์” หรือสปอนเซ่อร์ให้ใช้เงินรัฐบาลได้ เมื่อเดือนมิถุนายน 2006 อิมมิเกรชั่นผ่านกฎระเบียบการใหม่เกี่ยวกับการเซ็นซัพพอร์ท ซึ่งทำให้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

สวัสดิการสังคม

ตามกฎอิมมิเกรชั่น คุณสามารถขอใช้สวัสสดิการสังคมหลังจากคุณได้ใบเขียว 5 ปีขึ้นไป สวัสดิการสังคมแยกเป็นสองโปรแกรมคือ (1) สวัสดิการสังคมของรัฐบาลกลาง และ (2) สวัสดิการสังคมของรัฐ ซึ่งขึ้นอยู่แต่ละรัฐจะกำหนด ที่นี้จะกล่าวถึงแต่สวัสดิการสังคมของรัฐบาลกลางเท่านั้น ถ้าคุณไปใช้สวัสดิการสังคมของรัฐบาลกลาง “เพอร์ทิชันเน่อร์”หรือสปอนเซ่อร์อาจต้องใช้เงินคืนให้รัฐบาลถ้าถูกเรียกทวง คือ Food Stamps, Medicaid, Supplemental Security Income (SSI), Temporary Assistance for Needy Families, และ the State Child Health Insurance Program.ส่วนสวัสดิการที่ไม่รวม คือถ้าคุณไปใช้สวัสดิการเหล่านี้ “เพอร์ทิชันเน่อร์” หรือสปอนเซ่อร์ไม่ต้องชดใช้คือ Emergency Medicaid; short-term, non-cash emergency relief; services provided under the National School Lunch and Child Nutrition Acts; immunization and testing for communicable disease; student assistance under the Higher Education Act and Public Health Service Act; certain forms of foster care or adoption assistance under the Social Security Act; Head Start Programs, programs under the Elementary and Secondary Education Act; and Job training Partnership Act programs.

เมื่อไรหมดภาระ

“เพอร์ทิชันเน่อร์”หรือสปอนเซ่อร์หมดภาระรับผิดชอบคุณก็ต่อเมื่อ

  • คุณเป็นอเมริกันซิติเซ่น
  • คุณทำงานรับเพย์โรลคือเสียภาษีครบ 40 ไตรมาสหรือ 40 ควอเต้อร์ เนื่องจากเมื่อคุณทำงานครบ 40 ควอเต้อร์ คุณจะได้รับเงินสวัสดิการสังคมหรือ เงินโซเชียล เซคคิวริตี้เมื่อเกษียร(โปรดอ่านเกี่ยวกับ ระบบประกันสังคม เพิ่มในหนังสือ อยู่อเมริกา หน้า 37)
  • เมื่อคุณยกเลิกใบเขียวและเดินทางออกนอกอเมริกา
  • เมื่อคุณถูกดำเนินเรื่องเนรเทศ และต้องมีการเซ็นแอฟฟิเดวิท ออฟ ซัพพอร์ทใหม่
  • เมื่อตาย
  • หมายเหตุค่ะ ถึงแม้คคุณหย่ากับ“เพอร์ทิชันเน่อร์”ๆยังไม่หมดภาระ

    รายได้ขั้นต่ำของสปอนเซ่อร์
    “เพอร์ทิชันเน่อร์”หรือสปอนเซ่อร์ต้องมีรายได้ 125% สูงกว่ากว่ารายได้ขั้นต่ำตามที่รัฐบาลกำหนด ยกเว้นถ้า“เพอร์ทิชันเน่อร์”เป็นทหารสามารถโชว์รายได้น้อยลง รายได้ขั้นต่ำนี้ปรับขึ้นทุกปีประมาณเดือนเมษายนตามเปอร์เซ็นอัตราค่าครองชีพ วิธีคำนวน รายได้ คุณต้องเริ่มจากจำนวนสมาชิกในครอบครัว โดยเริ่มจากสองคน คือ ตัว “เพอร์ทิชันเน่อร์”และคุณ รายได้ขั้นต่ำของสองคนคือ $16,500 ต่อปี สมมติสามียื่นเรื่องใบเขียวแต่งงานให้คุณ สามีต้องมีรายได้โชว์บนภาษีหรือ อินคัมแทกส์ $16,500 ต่อปีขึ้นไป แต่ถ้าคุณมีลูกติดหนึ่งและสามียื่นเรื่องทำใบเขียวให้คุณและลูกติดพร้อมกัน เท่ากับสมาชิกครอบครัวเพิ่มเป็นสาม รายได้จะเพิ่ม $4,250 ต่อคน กลายเป็น $20,750 ต่อปี ถ้าสามีเคยเซ็นซัพพอร์ทให้คนอื่นมาก่อนและยังไม่หมดภาระ หรือเขาเคลมคนอื่นในอินคัมแท็กส์ในฐานะดีเพ็นเด้นท์ คุณต้องเพิ่มบุคคลนั้นเข้าไปด้วย รายได้จำนวนนี้ใช้กับทุกรัฐยกเว้นรัฐอลาสก้าและฮาวายอิซึ่งจะสูงกว่านี้เนื่องจากสองรัฐนี้มีค่าครองชีพสูง คุณสามารถเช็คจำนวนรายได้นี้ได้ในเว๊บไซท์ของรัฐบาล http://www.uscis.gov และคลิคเข้าไปที่ Poverty Guidelines

    ทรัพย์สินของสปอนเซ่อร์
    “เพอร์ทิชันเน่อร์”หรือสปอนเซ่อร์ที่มีรายได้ไม่พอ แต่มีทรัพย์สินเรียก “แอสเส็ท” (Assets) เช่นบ้าน รถ สามารถนำมูลค่าทรัพย์สินมาใช้คำนวณบวกกับรายได้ที่ขาดได้ กฎนี้ได้เปลี่ยนแปลงดีขึ้น จากเมื่อก่อนนี้ ต้องมีทรัพย์สินมูลค่า 5 เท่าของรายได้ขั้นต่ำ หลังจากมิถุนายน 2006 ตามกฎใหม่ ลดลงเหลือ 3 เท่าของจำนวนเงินที่ขาด ตัวอย่าง “เพอร์ทิชันเน่อร์” มีรายได้ 10,000 ต่อปี และยังขาดอีก $6,500 เขาจะต้องมีทรัพย์สินมูลค่าอีก $19,500 ($6,500 x 3) ก็จะสามารถเซ็นซัพพอร์ทด้วยตนเองได้

    Joint Sponsor
    “จอยนท์ สปอนเซ่อร์” (Joint Sponsor) คือคนที่สามารถมาเซ็นร่วม คล้ายๆมาช่วยเซ็นค้ำ ในกรณีที่รายได้ของ “เพอร์ทิชันเน่อร์”ไม่พอและไม่มี “แอสเส็ท” “จอยนท์ สปอนเซ่อร์” ไม่จำเป็นต้องเป็นญาติพี่น้องอาจเป็นคนอื่นได้ แต่ต้องเป็นซิติเซ่นหรือถือใบเขียว และเขาต้องมีรายได้สูงเกินรายได้ขั้นต่ำด้วยตนเอง หมายความว่าเขาไม่สามารถเอารายได้ของเขามาบวกกับรายได้ของ “เพอร์ทิชันเน่อร์” ที่ขาด

    Household Member
    “เฮาส์โฮลด์เม็มเบอร์” (Household Member) ต่างกับ“จอยนท์ สปอนเซ่อร์” คือ“เฮาส์โฮลด์เม็มเบอร์” เป็นสมาชิกในครอบครัวที่อยู่บ้านเดียวกันกับ“เพอร์ทิชันเน่อร์”หรือสปอนเซ่อร์ เขาสามารถช่วยเซ็นซัพพอร์ทร่วมกับตัว“เพอร์ทิชันเน่อร์” ได้ โดยบวกรายได้ของตัวเองกับรายได้ของ “เพอร์ทิชันเน่อร์” ถึงแม้เขาจะยื่นภาษีต่างหากของเขาเอง ซึ่งต่างกับ“จอยนท์ สปอนเซ่อร์”ที่ไม่สามารถบวกรายได้ร่วมกับรายได้ของ“เพอร์ทิชันเน่อร์”

    รายได้ของผู้ได้ใบเขียว
    ในกรณีที่ตัวผู้รับใบเขียวทำงานและจ่ายภาษี ถึงแม้คุณจะทำงานเถื่อนก็ตาม และคุณอยู่บ้านเดียวกับ “เพอร์ทิชันเน่อร์” คุณถือเป็นสมาชิกในครอบครัว (Household Member) คุณสามารถคำนวณรายได้ของคุณรวมกับรายได้ของ“เพอร์ทิชันเน่อร์”ถ้ารายได้ของ “เพอร์ทิชันเน่อร์” คนเดียวไม่พอ

    เอกสารต้องยื่น
    เอกสารที่ต้องยื่นในการเซ็นซัพพอร์ทได้มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2006 คือก่อนหน้านี้ต้องยื่นภาษีย้อนหลัง 3 ปี เดี๋ยวนี้ยื่นภาษีย้อนหลังปีล่าสุดเพียงปีเดียว และทางอิมมิเกรชั่นจะพิจารณาให้น้ำหนักจากรายได้ล่าสุดหรือรายได้ปัจจุบันมากกว่ารายได้ย้อนหลัง และขอสำเนาหางเช็ค 3-6 เดือนหรือ/และจดหมายรับรองการทำงานจากนายจ้าง ข้อเปลี่ยนแปลงที่ดีอีกอย่างคือ ก่อนหน้าลายเซ็นต้องเซ็นต่อหน้าโนตารี่ พับบลิค ซึ่งโนตารี่ พับบลิค คิดลายเซ็นละ $10 บางเคสที่มีทั้งสปอนเซ่อร์และ “จอยนท์ สปอนเซ่อร์” ต้องมีลายเซ็นถึง 4 ลายเซ็นทำให้สิ้นเปลือง ปัจจุบันไม่ต้องแล้วนะคะไหนๆพูดเรื่องโนตารี่แล้วก็ต่อเลย เวลาคุณแปลเอกสารจากไทยเป็นอังกฤษ คุณไม่ต้องโนตาไรส์ลายเซ็น หรือเซ็นต่อหน้าโนตารี่นะคะ เปลืองโดยใช่เหตุ

    หน้าที่ทนาย
    เวลาดิฉันทำเคสใบเขียว ดิฉันจะพยายามอย่างมากที่จะค้นหาทรัพย์สินหรือ/และรายได้ของ“เพอร์ทิชันเน่อร์”และตัวผู้ทำใบเขียว และคำนวณให้พอ บางครั้งเคสที่คาบเส้น ถ้าเรามีหลักฐานและแนบคำอธิบายดี หลายครั้งที่เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นจะยอมรับรายได้ของ “เพอร์ทิชันเน่อร์”โดยไม่ต้องมี “จอยนท์ สปอนเซ่อร์”เซ็นร่วม มีลูกความหลายคนบอกดิฉันว่าต้องไปจ่ายเงินขอให้คนอื่นมาช่วยเซ็นเป็น “จอยนท์ สปอนเซ่อร์”ดิฉันหวังว่าความรู้จากกฎหมายใหม่นี้จะช่วยคุณได้

    อะไรใหม่ในอิมมิเกรชั่น

    สวัสดีค่ะ ดิฉันไม่ได้เขียนคอลัมน์หลายสัปดาห์ มีแฟนคอลัมน์จดหมายมาตามและโทรมาแจ้งว่าติดต่อดิฉันไม่ได้เนื่องจากเบอร์โทรออฟฟิสดิฉันในหนังสือพิมพ์ตรงกรอบโฆษณาขายหนังสือ ลงผิดเป็น 714-944-5958 ดิฉันแจ้งแก้กับเสรีชัยแล้วค่ะ จกโน้ตลงเลยนะคะ เบอร์โทรออฟฟิสที่ถูกต้องคือ 714-994-5958 ถือโอกาสขอบคุณผู้ที่ส่งก๊าร์ดปีใหม่ให้ดิฉันทุกคนด้วยค่ะ ดิฉันเปิดอ่านทุกใบ และแฮ็ปปี้ที่สามารถ “ให้” วิทยาทานต่อคุณๆได้

    พาสปอร์ตเข้าออกเม็กซิโก

    เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค 2007 นี้ อเมริกันซิติเซ่นต้องแสดงพาสปอร์ตเมื่อเดินทางเข้าออกเม็กซิโก และเบอร์มิวด้า คุณต้องแสดงพาสปอร์ตอเมริกันเมื่อกลับเข้าอเมริกา ก่อนหน้านี้ไม่ต้อง กฎนี้ใช้เฉพาะเดินทางด้วยสายการบินเท่านั้น ถ้าคุณไปทางเรือหรือขับรถ คุณไม่ต้องแสดงพาสปอร์ตตอนเข้าประเทศ แต่ดิฉันแนะนำให้คุณนำพาสปอร์ตติดตัวถ้าคุณไปเรือ เพราะถ้ามีปัญหาบางอย่าง เช่น คุณเจ็บป่วยกะทันหันและต้องบินกลับเข้าอเมริกา คุณจะไม่สามารถเข้าอเมริกาได้ถ้าไม่มีพาสปอร์ต ข้อนี้เกี่ยวกับพาสปอร์ตอย่างเดียวนะคะ อย่าเข้าใจผิดเกี่ยวกับวีซ่า ผู้ถืออเมริกันพาสปอร์ตไม่ต้องทำวีซ่าเข้าประเทศเม็กซิโกหรือเบอร์มิวด้า

    ส่วนผู้ถือใบเขียวเมื่อบินไปเม็กซิโกต้องนำพาสปอร์ตไทยและขอวีซ่าเข้าเม็กซิโกก่อน เพราะคนไทยเข้าเม็กซิโกต้องขอวีซ่าถึงแม้คุณจะมีใบเขียวก็ตาม ใบเขียวใช้สำหรับตอนเข้าประเทศอเมริกาเท่านั้น เช่นเดียวกับผู้ถือใบเขียวเดินทางไปยุโรปต้องขอวีซ่าก่อนไปเช่นกัน ส่วนบินไปเบอร์มิวด้าดิฉันไม่แน่ใจว่าผู้ถือใบเขียวต้องขอวีซ่าเข้าหรือไม่ ขอให้คุณเช็คกับเทรเวลเอเย่นก่อนซื้อตั๋วหรือเช็คเข้าเว๊บไซท์เบอร์มิวด้า

    ข้อสอบซิติเซ่นใหม่

    ต้นปี 2008 อิมมิเกรชั่นจะเปลี่ยนข้อสอบซิติเซ่นใหม่ ซึ่งคำถามจะเน้นให้ผู้สอบเข้าใจถึงหน้าที่ ความรับผิดชอบของการเป็นพลเมืองอเมริกัน ข้อสอบจะโฟกัสถึง ระบอบประชาธิปไตย สิทธิและหน้าที่ของซิติเซ่น ภูมิศาสตร์ ประชาธิปไตยอเมริกัน ตัวบทกฎหมาย ประวัติศาสตร์อเมริกา ระบอบรัฐบาล และความรู้ภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่สอง เหตุผลในการเปลี่ยนข้อสอบ เนื่องจากข้อสอบเก่า ะคนจะจำข้อสอบเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ไม่เข้าใจความหมายและเข้าซึ้งถึงความเป็นอเมริกัน

    ตอนนี้ข้อสอบใหม่อยู่ในขั้นทดลอง เรียก Pilot test “ไพล็อตเทสท์” โดยมีการนำข้อสอบมาทดลองใช้ใน 10 เมือง คือ Albany NY; Boston Mass; Charleston SC; Denver Colo; El Paso TX; Kansas City MO; Miami Fla; San Antonio TX; Tucsan Ariz; และ Yakima Wash.เพื่อจะดูว่าข้อสอบข้อไหนยากที่คนผิดกันมาก เขาจะได้ดึงข้อสอบนั้นออกไป ผู้ที่ไปสอบซิติเซ่นใน 10 เมืองนี้สามารถเลือกขอใช้ข้อสอบซิติเซ่นชุดใหม่ได้ ถ้าผ่านก็เท่ากับผ่าน แต่ถ้าไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร เจ้าหน้าที่จะให้โอกาสคุณสอบข้อสอบเก่าแทนทันที ดิฉันเชื่อว่าเป็นโอกาสดีสำหรับคุณที่อยู่หนึ่งใน 10 เมืองนี้ที่จะขอใช้ข้อสอบใหม่ เพราะเท่ากับคุณมีสองโอกาส ถ้าไม่ผ่านอันแรกก็อาจจะผ่านอันที่สอง

    หลังจากที่ดิฉันอ่าน“ไพล็อตเทสท์” 144 ข้อ คำตอบข้อสอบแทบทั้งหมดอยู่ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” ในบทเหล่านี้ คือ บทข้อมูลพื้นฐาน บทการปกครอง บทประวัติย่ออเมริกา บทภูมิภาคและอากาศ บทการแบ่งเขตและวันหยุด และ บทวัฒนธรรมอเมริกัน ดิฉันภูมิใจมากในหนังสือของตัวเองที่ดิฉันทันสมัยกว่าอิมมิเกรชั่น ที่ออกหนังสือมาตั้งแต่ปีที่แล้วเพื่อให้คนไทยในอเมริการู้จักอเมริกา ความเป็นอยู่และหน้าที่ในการเป็นแขกบ้านเขา หรือหน้าที่พลเมืองดีของเขา ก่อนที่อิมมิเกรชั่นจะนึกแนวข้อสอบซิติเซ่นออก ดิฉันเชื่อว่าถ้าคุณอ่านหนังสือเล่มนี้ (ซึ่งอ่านเข้าใจง่ายยิ่งกว่าอ่านหนังสืออ่านเล่น) คุณจะเข้าใจและสอบผ่าน ซึ่งดีกว่าไปนั่งท่องจำข้อสอบซิติเซ่นเป็นนกแก้วนกขุนทอง ปีหน้าเมื่อข้อสอบใหม่ผ่านมาใช้ ดิฉันจะทำเทปข้อสอบใหม่ขายให้ค่ะ

    Guest Worker Program

    ส่วนกฎหมายใหม่ Guest Worker Program ที่จะช่วยโรบินฮู้ดในอเมริกาที่ทำงานในอเมริกา สามารถได้ใบทำงานและใบเขียวในอนาคต ยังไม่มีอะไรใหม่คืบหน้า เพราะรัฐบาลเองก็วุ่นวาย เพราะตั้งแต่การเลือกตั้งกลางสมัยเมื่อเดือน พ.ย. ที่แล้ว พรรคเดโมแครทได้มีเสียงข้างมากในสภา บุชซึ่งเป็นพรรครีพลับบลิคกัน ก็วุ่นวายเรียกคะแนนเสียงจากคนกลับมาและวุ่นเรื่องส่งทหารเพิ่มไปอิรัก (เหตุผลใหญ่ที่คะแนนตก) ลูกความโรบินฮู้ดหลายคนโทรมาถามว่าจะมีความหวังบ้างไหมว่ากฎหมายนี้จะออก “มีค่ะ” อิมมิเกรชั่นรีฟอร์ม (ปฏิรูป) ต้องมีแน่ๆมันจะถึงจุดระเบิดแล้ว ทั้งพรรครีพับบลิคกันและพรรคเดโมแครตพยายามเอาใจกลุ่มลาติโน่ (เม็กซิกัน) ที่จะหาเสียงกับพวกเขาปีหน้า แต่ก็ยังดูใจเสียงโหวด เพราะยังต้องเอาใจคนอเมริกันด้วยเพราะคนอเมริกันที่แอนไท (แอนตี้) กฎหมายนี้มีมาก ถ้ากฎหมายผ่านจะออกมาในรูปอะลุ่มอล่วย แต่ต้องผ่านออกมาแน่ๆ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยหน้าเดือน พ.ย. ปี 2008 อดใจคอยนะคะ คนไหนคอยไม่ไหว ถ้ามีโอกาสแต่งงานก็แต่งเลยนะคะ ปีใหม่ทีไรดิฉันจะนึกถึงเพลงเบิร์ด ที่ว่า “สวัสดี สวัสดี สวัสดีปีใหม่ ใครรักใครให้ได้แต่งงานกัน”

    เทศกาลให้

    อีกไม่กี่วันก็จะคริสต์มาสและขึ้นปีใหม่แล้ว ขออวยพรเลยนะคะ เผื่อไม่ได้คุยกันสัปดาห์หน้า ขอให้สุขสันต์วันคริสต์มาสและปีใหม่คะ คอลัมน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เป็นคอลัมน์ที่เขียนยากสำหรับดิฉัน เพราะตัวเองก็จะบิสซี่กับครอบครัวและคนรอบข้างในขณะที่พยายามรีบทำงานให้เสร็จ

    New Year Resolution
    พอใกล้ๆปีใหม่ คุณจะได้ยินคนถามบ่อยๆว่า นิวเยียร์เรสโซลูชั่นของคุณคืออะไร (What is your New Year’s Resolution?) “คุณตั้งเข็มหรือโกล (goal) อะไรสำหรับปีใหม่นี้” ตามโพลในอเมริกา นิวเยียร์เรสโซลูชั่นที่ป็อปปูล่ามากคือลดน้ำหนักหรือเลิกบุหรี่ ดิฉันไม่ชอบตั้งโกลระยะยาวหรือ long term goal เพราะมันยากที่จะทำสำเร็จ ดิฉันชอบตั้งโกลระยะสั้น อาจเป็นวันต่อวันหรือต่อสัปดาห์ เพราะจะทำสำเร็จง่ายกว่า และเมื่อสำเร็จปุ๊บก็ตั้งโกลใหม่ ไม่จำเจน่าเบื่อ โกลประจำวันของดิฉันถ้าจะยืมไปใช้บ้างก็ได้นะคะ คือ “ให้”การให้ของดิฉันมีความหมายกว้างมาก ไม่เพียงแต่ไปทำบุญทำทานเท่านั้น ดิฉันโชคดีหน่อยที่สามารถ“ให้”ได้ทุกวันเนื่องจากอาชีพทนายความอำนวย เพราะดิฉันต้อง“ให้วิทยาทาน”รายวันอยู่แล้วต่อคนแปลกหน้าที่โทรศัพท์เข้ามาถามปัญหาและรายสัปดาห์เขียนคอลัมน์กฎหมายนี้

    ให้ครอบครัวหรือคนรัก
    ถ้าอาชีพคุณไม่อำนวยที่จะพบปะพูดคุยกับคนแปลกหน้าทุกวันอย่างดิฉัน แต่คุณก็ยัง“ให้”ได้เริ่มจากครอบครัวซึ่งถือเป็นสังคมแรกของมนุษย์ การให้ไม่ได้หมายถึงแต่ให้ของขวัญปีใหม่หรือหาเงินมาจุนเจือครอบครัวอย่างเดียว ดิฉันหมายถึงรวมการให้อื่นๆในสิ่งที่จับต้องไม่ได้เช่น “ให้เวลา” กับครอบครัว เวลาคุณอยู่บ้านร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน ดิฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆทุกวันเสาร์พี่น้อง 5 คนนั่งครบหน้าครบตากันเป็นชั่วโมงที่โต๊ะอาหารนั่งมวนบุหรี่ให้คุณพ่อ 4 กระป๋องใหญ่ (ดิฉันไม่แน่ใจว่าคุณพ่อประหยัดมาก หรือมีจุดประสงค์ให้ลูกๆได้นั่งพร้อมหน้าพร้อมตากัน) หรือ “ให้คำชม” ดิฉันจำได้ว่าคุณแม่ดิฉันชอบชมลูกคนอื่น ดิฉันต้องเตือนคุณแม่ว่าให้ชมลูกตนเองบ้าง ฉะนั้นนึกถึงสิ่งดีของลูกและคนรักและให้คำชมเขา และอย่าลืมพูดขอบใจหรือขอบคุณในสิ่งเล็กๆน้อย ดิฉันจำได้ว่าเวลาที่ดิฉันโทรศัพท์ไปหาคุณแม่ คุณแม่จะบอกว่า “ขอบใจนะ ลูก” แค่นี้เราก็รู้ว่าแม่รักและดีใจที่เราโทรไป

    ให้เพื่อนบ้าน
    Love Thy neighbors อันนี้ต้องขอยืมหลักพระคัมภีร์มาใช้ว่า “ให้รักเพื่อนบ้านของท่าน” เพื่อนบ้านถือเป็นสังคมที่ใกล้ชิดรองมาจากครอบครัว คุณจะไม่มีความสุขเลยถ้าคุณทะเลาะหรือไม่ถูกชะตากับเพื่อนบ้าน ลองหัดยิ้มและ say hello กับเพื่อนบ้านทุกครั้งที่คุณเห็นเขา ถ้าคุณขับรถผ่านเห็นเพื่อนบ้านยืนอยู่หน้าบ้าน ก็ออกแรงนิดหน่อยโดยเปิดกระจกและตะโกนทักเขา หรือโบกมือให้เขาทุกครั้งที่คุณขับรถสวนกัน เวลาคุณจะไม่อยู่บ้านก็ไปฝากบ้านกับเขาสั่งเสียเพื่อนบ้าน ถ้าคุณมีต้นไม้ยื่นไปบ้านเขาและมีผลไม้ก็ไปเสนอให้เขาเก็บกิน ถ้าเขามีผลไม้ยื่นมาบ้านคุณก็ไปขออนุญาตเขาเก็บกิน และภายหลังค่อยคุยกันเรื่องช่วยกันตัดกิ่งไม้ ถ้าคุณจะจัดงานเลี้ยงปีใหม่ก็ไปบอกกล่าวเขาว่าขออนุญาตเสียงดังหน่อยนะ และถึงวันงานก็นำกับข้าวไทยไปให้เขาสักจาน แค่นี้คุณก็จะได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน

    ให้คนงานและคนรู้จักข้างเคียง
    คนข้างเคียงนี้ดิฉันรวมหมด ทั้งเพื่อนฝูง ลูกจ้าง คนงาน คนที่ให้บริการเรา เช่น บุรุษหรือสตรีไปรษณีย์ คนเก็บขยะ คนสวน ช่างทำผมประจำ แม่บ้านทำความสะอาดบ้าน กับเพื่อนฝูงก็ “ให้เวลา” “ให้อภัย” แบ่งเวลาโทรไปเม๊าท์กัน อย่าคิดเล็กคิดน้อย อย่าลืมว่าคนยิ่งสนิทรักก็จะขัดใจกันมาก ก็หัด“ให้อภัย” กัน ส่วนลูกจ้างที่ทำงานโดยเฉพาะลูกจ้างร้านอาหารไทย ก็“ให้หรือแผ่เมตตา”ต่อลูกจ้าง (ดิฉันเชื่อว่าคนงานร้านอาหารไทยไม่ว่าจะเป็นคนเสริฟหรือคนครัวเขาทำงานหนักมาก นึกภาพยืนผัดหรือเดินเสริฟอาหารทั้งวันๆละ 12 ชั่วโมงคงปวดหลังมาก) ให้เขาพักบ้าง ให้เขาออกไปทำธุระ และอย่าลืมให้ “โบนัส” เป็นสินน้ำใจเขาสิ้นปี ดิฉันรู้จักนายจ้างรวยๆหลายคนที่ไปทำบุญเป็นประจำ แต่ลืม “ให้” ลูกน้องหรือคนงาน สำหรับคนที่ให้บริการเรา รวมบุรุษหรือสตรีไปรษณีย์(ถึงแม้ทางไปรษณีย์จะไม่สนับสนุนให้คนงานรับทิป ตามกฎถ้าทิปไม่เกิน $20 เขาอนุญาตค่ะ) คนเก็บขยะ คนสวน ช่างทำผมประจำ แม่บ้านทำความสะอาดบ้าน อย่าลืมใส่ซองของขวัญปีใหม่ให้เขานะคะ

    ให้คนแปลกหน้า
    ดิฉันเคยเห็นคนใส่เสื้อยืด T-shirt เขียนข้างหน้าว่า smile, it confuses people “ยิ้ม มันจะทำให้คนสับสน” ดิฉันอ่านแล้วก็ขำเพราะคนอ่านยิ้มแต่คนใส่ไม่ยักยิ้ม ปีใหม่นี้คุณอาจตั้ง goal ด้วยการ “แผ่เมตตา” โดยเริ่มจาก“ยิ้มให้”คนแปลกหน้า (รับรองว่าโลกที่ยุ่งเหยิงจะสว่างไสวมากขึ้น) แต่ละวันให้คิดว่าวันนี้คุณ “ยิ้ม” แล้วหรือยัง ตัวอย่าง เวลาขับรถถ้าถูกแซง แทนที่จะยกนิ้วกลางให้ ก็ยิ้มให้แทน โดยเฉพาะเทศการช๊อปปิ้งนี้เวลาจะจอดรถถ้าจะแย่งกันจอดรถก็“ให้”คนอื่นเขาจอดไปก่อน คิดว่าเราจอดรถไกลดีกว่าได้เดินออกกำลัง

    ให้ประเทศ
    คุณเคยได้ยินคำขวัญของประธานาธิบดี John F. Kennedy หรือไม่คะที่ว่า “ไม่ถามว่าประเทศทำอะไรให้เรา ให้ถามว่าเราทำอะไรให้ประเทศบ้าง” นอกจากให้สังคมเล็ก ถ้าคุณมีโอกาส คุณควรจะเริ่มคิดให้สังคมใหญ่ คือทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง ภาษาฝรั่งเรียก “ซิวิค ดิวตี้” (civic duty) ซิวิค ดิวตี้ คือหน้าที่พลเมืองดีต่อประเทศชาติ เช่น ออกเสียงเลือกตั้ง จงรักภักดีต่อชาติ เป็นต้น นอกเหนือจากนั้นก็อาจเป็นการอาสาสมัครต่างๆ เช่น ถ้าในเมืองที่คุณอยู่มีงานอะไร คุณอาจจะรับอาสาไปช่วย เช่น วันเลือกตั้ง ทางซิตี้ที่คุณอยู่อาจต้องการพลเมืองอาสาสมัครช่วยนับคะแนน เป็นต้น ปีนี้เป็นปีแรกที่ดิฉันอาสาสมัครทำโปรเจ็คต่างๆให้ซิตี้ออฟ ลา พาลม่า เป็นเมืองที่ดิฉันอาศัยอยู่ (เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ใน ออเร็นจ์ เคาน์ตี้ ติดแอลเอ เคาน์ตี้ มีพื้นที่เพียง 1.8 ตารางไมล์ มีชื่อเสียงสำหรับคนไทยนะคะ เพราะปีนี้เรามี ซิตี้ เคาน์ซิล ไทยคนแรกคือ คุณเฮ็นรี่ เจริญ) เนื่องจากดิฉันตกกระไดพลอยโจนกับลูกชายที่รบเร้าให้ดิฉันพาเขาไปสมัครเป็นตำรวจอาสาสมัคร ดิฉันก็ต้องตามไปสถานีตำรวจช่วยลูกกรอกฟอร์ม เลยถูกตำรวจชวนให้ไปเป็นอาสาสมัครด้วย ตอนนี้ดิฉันก็ต้องเจียดเวลาเดือนละหนึ่งถึงสามวันไปอาสาสมัครช่วยเขียนคอลัมน์ให้ตำรวจในหนังสือพิมพ์รายเดือน และต้องไปมีทติ้งเดือนละครั้ง ไม่ใช่ง่ายๆเพราะเวลาดิฉันจะปลีกตัวไปจากงานและครอบครัวยากมาก แต่ก็โอเค ผลที่ได้กลับก็ถือว่าเป็นการดี เพราะนอกจากจะถือว่าเป็น ซิวิค ดิวตี้ หน้าที่พลเมืองดีอย่างหนึ่งแล้ว การที่มีอาสาสมัครเดินเข้าออกในกรมตำรวจอย่างอิสระ จะทำให้ตำรวจเกรงใจในการปฏิบัติหน้าที่ในขอบเขตและไม่กล้าใช้อำนาจเกิน พวกอาสาสมัครทำหน้าที่เป็นคล้ายๆ watchdog ไปในตัว ผลพลอยได้อื่นๆจากอาสาสมัครคือ ดิฉันรู้จักตำรวจแทบทุกคนในซิตี้และคนอาสาสมัครอื่นๆ และได้ความรู้เพิ่มเติมมากขึ้น เพราะจะถูกเรียกไปเรียนเพิ่มเติมในโครงการต่างๆ เช่นดิฉันเพิ่งไปเรียนหลักสูตร 8 สัปดาห์ วิธีช่วยตนเอง ครอบครัวและคนอื่นในยามที่มีภัยภิบัติฉุกเฉิน เช่น แผ่นดินไหว ไฟไหม้ น้ำท่วม และภัยจากผู้ก่อการร้าย เป็นต้น และดิฉันได้ไปฝึกซ้อมยิงปืน และเรียนเกี่ยวกับแก๊ง การค้าของเถื่อนต่างๆ เป็นต้น ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อตน และทำเพื่อชาติ อีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้กลับคืน คือ ครอบครัวพากพูมใจมากที่ดิฉันไปอาสาสมัคร ก็ทำให้ดิฉันอิ่มใจไปด้วย
    สรุป อย่าลืมนะคะ มาตั้ง new year resolution กันเถอะค่ะ ให้ๆบ้าง จำได้ว่าน้องชายดิฉันเคยพูดว่า การให้คนอื่น ก็เหมือน ให้ตนเอง เพราะมันทำให้เรามีความสุข

    ใบเขียวแต่งงานจากเมืองไทย

    ช่วงระยะปีสองปีที่ผ่านมา ดิฉันจะทำใบเขียวแต่งงานระหว่างชายฝรั่งแต่งงานกับสาวไทยในเมืองไทยมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันยุคอินเตอร์เน็ต ก็จะมีการติดต่อออนไลน์มากขึ้น เวลาดิฉันทำใบเขียวแต่งงานและเห็นสามีฝรั่งรักและให้เกียรติสาวไทย ดิฉันก็จะแฮ็ปปี้สุดๆ แต่ถ้าเห็นคู่ที่ฝรั่งพูดถึงสาวไทยโดยไม่ให้เกียรติกัน ดิฉันก็แฮ็ปปี้น้อยลงและปฏิบัติหน้าที่ตามจรรยาบรรณทนายทำตัวเป็นกลางทำเคสให้สำเร็จไป (ถึงแม้ใจไม่ค่อยเป็นกลางเพราะต้องเห็นใจสาวไทยแน่นอน) สิ่งที่ดิฉันให้คุณได้คือ ให้ความรู้กฎหมายต่อคุณผู้หญิงไทยที่ทำใบเขียวแต่งงานและอยู่ๆก็ย้ายไปอยู่ต่างแดนโดยไม่มีแบ็คกราวนด์กฎหมายและรู้สิทธิตนเอง เพราะถ้าคุณมีความรู้ด้านกฎหมายเท่ากับคุณมีอาวุธคุ้มครองตัวคุณเอง เพื่อสามีฝรั่งหรือสามีไทยที่ทำใบเขียวนำคุณมาจากเมืองไทยก็จะให้เกียรติคุณและไม่เหยียบย่ำคุณ
    ขั้นตอนและระยะเวลาทำใบเขียวแต่งงาน
    ก่อนจดทะเบียน
    กรณีที่แฟนฝรั่งบินมาจดทะเบียนที่เมืองไทย ก่อนที่คุณทั้งสองจะไปจดทะเบียน แฟนฝรั่งต้องไปสถานทูตอเมริกันไปขอใบคล้ายๆใบรับรองสถานภาพว่าตนเป็นโสดสามารถจดทะเบียนกับหญิงไทยได้ เรียกใบแวริฟิเคชั่น ออฟ สแตตัส (Verification of Status) เขาต้องนำพาสปอร์ตอเมริกัน และถ้าเขาเคยจดทะเบียนมาก่อนให้เขานำใบหย่าไปด้วย เขาให้ข้อความต่อหน้าท่านกงสุล จ่ายค่าธรรมเนียมและทางกงสุลออกใบรับรองให้ เมื่อได้รับรองซึ่งเป็นภาษาอังกฤษเขาก็ต้องนำไปแปลเป็นไทยและนำไปให้กระทรวงการต่างประเทศรับรอง ขอแนะนำให้นำไปให้สถานที่รับแปลเอกสารแปลและเขารับไปยื่นที่กระทรวงการต่างประเทศให้เสร็จ คุณอาจขอรายชื่อร้านแปลเอกสารจากสถานทูตได้ หลังจากคุณได้เอกสารกลับมาแล้ว คุณทั้งสองก็สามารถจูงมือกันไปจดทะเบียนได้ที่อำเภอหรือสำนักงานเขต ถ้าแฟนเป็นคนไทยที่โอนสัญชาติเป็นอเมริกันซิติเซ่น วิธีที่ถูกต้องคือทำตามข้างต้น หรือถ้าแฟนคนไทยยังมีทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนไทย ก็อาจจะเดินขึ้นอำเภอจดทะเบียนได้เลยในฐานะคนไทย แต่ถ้าทางอำเภอทราบว่าผู้ชายโอนสัญชาติแล้วอาจจะไม่รับจดทะเบียนและส่งกลับไปทำตามขั้นตอนข้างต้น
    พิธีแต่งงาน
    คุณอาจมีพิธีแต่งงานหรือไม่มีก็ได้ไม่จำเป็น ดิฉันมีลูกความทำพิธีสมรสที่โรงพยาบาลสงฆ์และทำบุญไปในตัว ซึ่งดิฉันว่าสวีทมากๆนอกจากจะเซฟเงินค่ากินเลี้ยงเอาเงินนั้นไปทำบุญให้พระสงฆ์แล้ว ดิฉันเชื่อว่าแฟนฝรั่งจะทึ่งที่ได้เห็นพิธีไทย แฮ็ปปี้ที่ได้ประหยัดเงิน (โดยทั่วไปฝรั่งเป็นคนประหยัดนะคะ) และดิฉันเชื่อว่าฝรั่งจะให้เกียรติคุณมากขึ้น หรือถ้าคุณอาจจะมีแต่งานเลี้ยงฉลองกันเองในครอบครัวก็ได้ อย่างไรก็ตามขอให้ถ่ายรูปเก็บไว้ เพื่อแสดงต่อกงสุลวันสัมภาษณ์
    เปลี่ยนนามสกุล
    คุณอาจเปลี่ยนนามสกุลตามสามีหรือไม่เปลี่ยนโดยยังคงใช้นามสกุลไทยของคุณได้ ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายอเมริกันยอมรับค่ะ ถ้าคุณไม่เปลี่ยน เวลาคุณขอพาสปอร์ตไทยคุณยังคงชื่อและนามสกุลไทยอยู่ เวลาขอใบเขียว ใบเขียวก็จะเป็นชื่อและนามสกุลไทย แต่ถ้าคุณต้องการใช้นามสกุลฝรั่ง เมื่อคุณขอพาสปอร์ตก็ใส่นามสกุลฝรั่งเลย หรือถ้ามีพาสปอร์ตอยู่แล้ว เพียงนำทะเบียนสมรสและไปขอแก้ชื่อที่กระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น และเวลาขอใบเขียว ใบเขียวก็จะเป็นนามสกุลฝรั่งตามสามี ตามความเห็นดิฉัน ใจดิฉันชอบที่จะใช้นามสกุลไทยในเอกสารราชการต่างๆ เช่นพาสปอร์ต ทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน เป็นต้น เมื่อคุณไปถึงอเมริกาถ้าคุณเปลี่ยนใจอยากใช้นามสกุลฝรั่ง หรือสามีงอแงอยากให้คุณใช้นามสกุลเขา คุณสามารถใช้นามสกุลเขาได้ โดยไม่ต้องไปยื่นทำเรื่องขอแก้ไขพาสปอร์ตหรือใบขียวของคุณ วิธีเปลี่ยนนามสกุลคือโดยการเริ่มใช้นามสกุลฝรั่งตามสามี เช่นเมื่อไปสมัครงาน ขอ ใบขับขี่ ใบโซเชียล บัตรเครดิต เป็นต้น
    เตรียมเอกสารขอใบเขียว
    ฝ่ายคุณต้องเตรียมเอกสารดังนี้ คือรูปถ่ายหน้าตรงแบบพาสปอร์ต 2×2 นิ้วหนึ่งใบ สำเนาทะเบียนสมรส สำเนาใบเกิด ถ้าไม่มีให้ใช้สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนแทน สำเนาใบเปลี่ยนชื่อทุกใบ (ถ้ามี) สำเนาใบหย่าทุกใบกับสามีเก่าทุกคน (ถ้าคุณเคยจดทะเบียนสมรสมาก่อน) เอกสารเหล่านี้เป็นภาษาไทยและแปลเป็นภาษาอังกฤษทางสำนักงานเรารับแปล และสำเนาพาสปอร์ต ที่เราต้องใช้เพราะต้องการดูคำสะกดชื่อและนามสกุลของคุณ เพราะปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศสะกดชื่อและนามสกุลให้คุณเมื่อคุณไปทำพาสปอร์ต ถ้าคุณมีบุตรขอสำเนาใบเกิดบุตรด้วย
    ทำใบเขียวให้บุตรพร้อมคุณ
    ถ้าคุณมีลูกติด และถ้าสามีโอเค สามีสามารถยื่นเรื่องทำใบเขียวให้ลูกคุณได้พร้อมตอนยื่นเรื่องให้คุณในฐานะลูกเลี้ยง ตราบใดที่ลูกคุณอายุต่ำกว่า 18 ปี ณ. วันที่คุณจดทะเบียนและลูกยังเป็นโสด ถ้าลูกอายุเกิน 18 แล้วหรือจดทะเบียนแล้ว สามีไม่สามารถทำเรื่องให้ลูกได้ คุณต้องรอจนกว่าคุณจะได้ใบเขียวหรือเป็นซิติเซ่นก่อนคุณถึงจะยื่นเรื่องให้ลูกเองภายหลังได้ หรือในกรณีที่คุณและสามีไม่พร้อมที่จะเอาลูกไปอเมริกาทันที สามีอาจยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ลูกคุณภายหลังได้
    ระยะเวลาคอย
    เมื่อสามีกลับอเมริกา ทางเราจะยื่นเรื่องขอใบเขียวไปที่อิมมิเกรชั่น ปัจจุบันเรียก U.S. Citizenship and Immigration Services ปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือนก่อนจะเรียกสัมภาษณ์ (ถ้าเรื่องผ่านด้วยดี คือทางสามีร่วมมือกับทนายส่งเอกสารต่างๆที่ขอ) ตัวคุณจะต้องเซ็นเอกสาร 2 แผ่นคือ ฟอร์ม G-325 Biographic Data เป็นประวัติส่วนตัวของคุณ เช่นที่อยู่ ที่ทำงานปัจจุบันรวมระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา และอีกเอกสารหนึ่งคือ DS 230 I เป็นเอกสารเกี่ยวกับประวัติคุณเช่นกัน ใบนี้เซ็นทีหลังเมือเรื่องผ่านแล้ว
    รวบรวมเอกสารระหว่างคอย
    ระยะเวลาคอยเรื่องดูเหมือนจะเป็นช่วงที่ทรมานที่สุดสำหรับคนที่มีความรัก ดิฉันแนะนำให้คุณเอ็นจอยเวลาที่คุณอยู่เมืองไทยก่อนไปอเมริกา เพราะเมื่อคุณไปถึงอเมริกาแล้วคุณจะคิดถึงบ้านเรา ตอนนี้คุณก็บิสซี่ (keep busy) รวบรวมเอกสารและหลักฐานเตรียมไปสัมภาษณ์ ดังนี้คือ เอกสารตัวจริงตามข้างต้น คือ ใบเกิด ใบเปลี่ยนชื่อ ใบแต่ง ใบหย่า เป็นต้น ส่วนหลักฐานจะเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าคุณแต่งงานจริงคือมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา รวม หลักฐานการติดต่อก่อนและหลังแต่งงาน เช่น จดหมายติดต่อ การ์ดวันเกิด วันวาเล็นไทน์ เป็นต้น โดยเก็บตัวจดหมายและซองที่มีไปรษณีย์ประทับตรา อีเมล์ติดต่อกัน ให้พรินท์อีเมล์ของคุณและสามีเก็บไว้ หลักฐานการส่งเงินที่สามีซัพพอร์ท รูปถ่ายคู่และหมู่และรูปถ่ายพิธีแต่งงาน การ์ดเชิญแต่งงาน (ถ้ามี) สำเนาการเดินทางที่สามีเข้าเมืองไทยมาหาคุณ เป็นต้น
    รายได้สามี
    เอกสารหนึ่งที่สามีต้องยื่นคือ หลักฐานการเงินว่าสามีมีรายได้พอที่จะเลี้ยงดูหรือซัพพอร์ทคุณหรือไม่ รัฐบาลไม่ต้องการให้คุณไปเป็นภาระสังคมกินสวัสดิการรัฐบาล (ตอนนี้เป็นตอนที่คุณจะรู้ว่าสามีทำงานดี มีเงินเดือนดีหรือเปล่า) ถ้าสามีมีรายได้ไม่พอตามที่กฎหมายกำหนด เขาอาจหาคนช่วยเซ็นร่วม ผู้นั้นอาจเป็นเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องได้
    วันสัมภาษณ์
    วันสัมภาษณ์ คุณสามารถไปคนเดียวได้ สามีไม่จำเป็นต้องบินมา หรือสามีอาจไปสัมภาษณ์ด้วยได้ เมื่อคุณได้รับจดหมายเรียกสัมภาษณ์ คุณจะมีเวลาระหว่าง 2-4 สัปดาห์ที่จะเตรียมเอกสารตามรายการที่ระบุในจดหมาย นอกจากเอกสารที่กล่าวมาข้างต้น คุณต้องไปถ่ายรูป ตรวจร่างกายตามรายชื่อหมอที่ให้ และไปขอประวัติจากสันติบาล ถ้าคุณมีปัญหากฎหมาย คุณต้องแจ้งให้ทนายทราบล่วงหน้า ถ้าคุณเคยพยายามขอวีซ่าไปอเมริกามาก่อนและไม่ผ่าน ไม่ป็นไร แต่ทางกงสุลจะดูประเด็นเหล่านั้นว่าคุณแต่งงานจริงหรือเปล่าหรือเพียงเพื่อจะไปอเมริกา วันสัมภาษณ์ทางเจ้าหน้าที่จะตรวจเอกสารและถามคำถามต่างๆเกี่ยวกับตัวคุณและสามี เช่นคุณทั้งสองรู้จักกันอย่างไร ข้อมูลและประวัติเกี่ยวกับสามี ว่ามีพี่น้องกี่คน พ่อแม่อยู่ไหน เป็นต้น ข้อสำคัญคือ ณ. วันที่ยื่นเรื่องถึงวันเรียกสัมภาษณ์ คุณไม่ควรย้ายที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ เพราะเอกสารจะส่งไปให้คุณตามที่อยู่ตอนยื่นเรื่อง ถ้าคุณย้ายที่อยู่และไม่ได้แจ้ง เอกสารคุณอาจจะหายและคุณไม่ได้รับจดหมายนัดสัมภาษณ์ได้ เมื่อเรื่องผ่าน คุณจะกลับไปรับเอกสารและได้แสตมป์ในพาสปอร์ต และคุณสามารถเดินทางได้ทันที หรือภายใน 6 เดือน คุณจะยังไม่ได้ตัวใบเขียว คุณจะได้ใบเขียวทางไปรษณีย์ส่งไปตามที่อยู่สามีประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังจากคุณเข้าอเมริกา
    ใบเขียวเงื่อนไข
    ภายใต้“กฎหมายป้องกันการแต่งงานปลอม” เรียก Immigration Marriage Fraud Amendments (IMFA) ผ่านมาปี 1986 ถ้าคุณทำใบเขียวแต่งงาน และได้ใบเขียวภายในสองปีนับจากวันที่จดทะเบียนคุณจะได้ใบเขียว “ใบเขียวเงื่อนไข”หรือ Conditional Resident มีอายุ 2 ปี ซึ่งคุณและสามีต้องยื่นเรื่องด้วยกันขอใบเขียวถาวร 90 วันนับจากวันที่คุณได้ใบเขียว เมื่อเรื่องผ่านคุณถึงจะได้ใบเขียวถาวร ถ้าคุณหย่าก่อนสองปี คุณอาจจะสูญใบเขียวได้ นอกจากคุณจะยื่นเรื่องขอผ่อนผัน ซึ่งยากที่จะได้ นอกจากกรณีที่คุณถูกสามีทำร้ายร่างกาย ตบตี กรณีนี้คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวถาวรได้ด้วยตนเอง โดยสามีไม่ต้องเซ็น
    ดิฉันเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับสิทธิของคนไทยในอเมริกา รวมหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง และเล่มสอง” และหนังสือ “อยู่อเมริกา” ขอให้คุณเช็คเข้า website ของดิฉัน http://www.rujirat.com คุณสามารถหาซื้อหนังสือได้ในเมืองไทยค่ะ

    ทำงานในอเมริกา

    ตั้งแต่ดิฉันออกเว๊บไซด์ จะมีแฟนคอลัมน์เมืองไทยอีเมล์มาถามบ่อยๆ ส่วนมากก็จะเป็นคำถามอยากไปทำงานในอเมริกาได้อย่างไร
    ไปทำงานในอเมริกา
    ถ้าคุณต้องการไปทำงานในอเมริกาอย่างถูกต้อง มีสองวิธีคือ (หนึ่ง) ขอวีซ่าประเภททำงาน (สอง) ขอใบเขียวหรือกรีนคาร์ด ใบเขียวมีประเภทเดียว คือถ้าคุณได้ใบเขียวไม่ว่าจากการแต่งงาน หรือล็อตเตอรี่ คุณสามารถทำงานได้ในอเมริกาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
    วีซ่าทำงาน
    วีซ่าทำงานมีหลายประเภท (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “วีซ่าต่างชนิด”ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่งบทที่สาม หัวข้อ “ระบบวีซ่า” หน้า 3-15) ตั้งแต่งานระดับโปรเฟสชันแนลถึงระดับกรรมกร ระดับโปรเฟลชันแนลยังแยกออกเป็นกรุ๊บย่อย ตั้งแต่ระดับโปรเฟลชันแนลสูง เช่น หมอ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง นักกีฬาที่มีชื่อเสียงระดับโลก เป็นต้น ถึงระดับโปรเฟลชันแนลกลาง เช่นวิศวกร นักบัญชี พยาบาล ครู สถาปนิก เป็นต้น ระดับโปรเฟลชันแนลนี้คุณต้องจบปริญญาอย่างน้อยปริญญาตรีขึ้นไป และควรมีประสบการณ์ในงานที่จะไปทำ ยิ่งเรียนจบสูงหรือ/และมีประสบการณ์มากยิ่งดี ระดับโปรเฟลชันแนลสูงคุณอาจขอวีซ่าด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีนายจ้างและต้องรอโควต้า ส่วนระดับโปรเฟสชันแนลกลางซึ่งเป็นระดับที่คนทั่วไปขอ คุณต้องมีนายจ้างในอเมริกาทำเรื่องให้ซึ่งอาจต้องคอยช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับโควต้า ส่วนระดับกรรมกรหรือระดับล่าง เช่น งานแม่บ้าน งานหมอนวด งานในครัวทั่วไป ช่างต่างๆ คือระดับที่ไม่ต้องจบปริญญา แต่อาจต้องมีประสบการณ์ในงานที่จะไปทำบ้างหรือไม่มีเลย ระะดับล่างนี้บางประเภทใช้เวลานานเพราะโควต้ายาว แต่บางประเภทโดยเฉพาะงานหรืออาชีพที่ขาดแคลนหรืออาชีพเฉพาะอย่าง หรืองานที่ทำเพียงบางฤดู หรือ/และขอไปเป็นกรุ๊บ เช่น ชาวนา ชาวสวน หมอนวดไทย ช่างมุงหลังคาวัดไทย เป็นต้น ชนิดนี้ขอได้เร็ว แต่ระยะเวลาวีซ่าจะสั้น ระหว่าง 6-12 เดือน แต่ต่อได้เพราะเป็นงานชั่วคราวตามฤดู หรือเป็นวีซ่าเพื่อให้ไปฝึกคนงานท้องถิ่นให้เป็นงาน
    ใบเขียวทำงาน
    ใบเขียวคือ ใบต่างด้าวถาวร ถ้าคุณได้ใบเขียว คุณสามารถอยู่ในอเมริกาได้ตลอดและทำงานได้ และถ้าคุณได้ระยะหนึ่ง 5 ปี คุณสามารถยื่นเรื่องขอโอนสัญชาติเป็นคนอเมริกันได้ คนงานระดับล่างจะขอวีซ่าไปทำงานได้ยากและบางที่ไม่มีกรุ๊บวีซ่าให้ เนื่องจากระดับล่างคือระดับที่ได้รายได้ขั้นต่ำ ซึ่งนายจ้างควรจะสามารถหาคนงานท้องถิ่นทำได้ง่าย ถ้านายจ้างจะยอมจ่ายเงินเดือน ขอให้คุณนึกเปรียบเทียบวีซ่าระดับล่างนี้คล้ายนายจ้างไทย ที่ไม่อยากจ่ายค่าจ้างคนงานไทย เช่นคนใช้ ช่างก่อสร้าง เนื่องจากคนงานไทยหายากหรือเล่นตัว จึงไปจ้างแรงงานพม่าจ่ายถูกๆ รัฐบาลไม่ต้องการให้แรงงานเถื่อนเข้าประเทศ ในขณะที่คนไทยว่างงานมาก ถ้านายจ้างยอมจ่ายค่าจ้างสูงขึ้นหน่อนก็จะสามารถหาคนงานได้ ในอเมริกาก็เช่นกัน เนื่องจากกฎหมายแรงงานนายจ้างต้องให้สวัสดิการลูกจ้างและจ่ายโอที ซึ่งนายจ้างไม่อยากจ่าย ก็หาทางจ้างแรงงานต่างชาติเถื่อนแทนโดยไม่ให้สวัสดิการและไม่มีโอที วิธีขอวีซ่าทำงานระดับล่างได้ง่าย คืออาชีพที่ขาดแคลนและอาชีพเฉพาะอย่างที่คนงานอเมริกันทำไม่ได้ สำหรับคนไทยคือ อาชีพพ่อครัวหรือแม่ครัวร้านอาหารไทย อาชีพนี้ถือเป็นระดับล่างและหาฝรั่งทำไม่ได้ แต่มีเงื่อนไขคือพ่อครัวแม่ครัวต้องมีประสบการณ์เป็นกุ๊กอย่างน้อยสองปี อาชีพนี้สามารถขอใบเขียวทำงานได้เลยแทนที่จะขอวีซ่า โอกาสในการขอใบเขียวพ่อครัวแม่ครัวของ่ายกว่าที่คิด (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “ใบเขียวทำงาน” ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง บทที่ 4 . “ใบเขียว” หน้า 4-11)
    เริ่มต้นอย่างไร
    ระดับโปรเฟลชันแนลกลาง เริ่มต้นด้วยคุณต้องหางานก่อน อาจหาทางอินเตอร์เน็ท หรืออาจให้คนรู้จักในอเมริกาช่วยหางานให้ งานนั้นต้องเป็นงานที่คุณเรียนจบมาหรือ/และมีประสบการณ์การทำงานโดยทั่วไปสองปี เมื่อตกลงกับนายจ้างได้เรียบร้อยแล้ว ให้นายจ้างติดต่อทนายในอเมริกาดำเนินเรื่องขอวีซ่าให้ ระเบียบการดำเนินเรื่องขอวีซ่าแต่ละประเภทต่างกันและซับซ้อนยากที่จะสาธยายในที่นี้ และมีเงื่อนไขว่าคุณต้องทำงานอยู่กับนายจ้างที่ทำเรื่องวีซ่าให้คุณ ถ้าคุณออก ไปทำงานกับนายจ้างคนใหม่ นายจ้างคนใหม่ต้องยื่นเรื่องขอวีซ่าเปลี่ยนนายจ้างให้คุณใหม่ วีซ่าทำงานนี้คุณสามารถนำคู่สมรสและบุตรที่อายุต่ำกว่า 21 ปีที่ยังไม่แต่งงานพ่วงไปได้ และในอนาคตคุณสามารถทำเรื่องขอใบเขียวได้
    ระดับล่าง ขอยกตัวอย่างใบเขียวพ่อครัวแม่ครัว ซึ่งเป็นใบเขียวที่ดิฉันทำมากที่สุดรองลงมาจากใบเขียวแต่งงาน คุณเริ่มต้นเช่นกัน คือ สมัครงานกับร้านอาหารไทยในอเมริกา โดยเฉพาะร้านที่อยู่รัฐที่หาคนงานได้ยากๆที่ไม่ค่อยมีคนไทยอยู่ อาจจะยอมจ้างคุณ ปัญหาคือนายจ้างกลัวว่าถ้าทำเรื่องใบเขียวให้คุณได้ คุณไปถึงแล้วจะอยู่ไม่ยืด เพราะเมื่อคุณได้ใบเขียวแล้ว คุณเป็นอิสระที่จะย้ายงานได้ไม่จำเป็นต้องอยู่กับนายจ้างที่ทำเรื่องให้คุณ (ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญที่นายจ้างจะบังคับคนงานให้อยู่ด้วย) ฉะนั้นขึ้นอยู่กับคุณที่จะทำให้นายจ้างเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าคุณจะอยู่กับเขาไปนาน โดยทั่วไปคนที่ไปทำงานมักจะไปทำงานกับคนรู้จัก หรือคนจากจังหวัดเดียวกัน หรือมีคนแนะนำมา หรืออาจเป็นญาติพี่น้องได้ เงื่อนไขคือ คุณต้องมีประสบการณ์จริงๆคือเป็นพ่อครัวหรือแม่ครัวร้านอาหารอย่างน้อยสองปี หรืออาจเป็นเจ้าของร้านอาหารและทำครัวในร้านตัวเองอย่างน้อยสองปี ใบเขียวทำงานนี้ถ้าคุณได้ใบเขียว คู่สมรสและบุตรที่อายุต่ำกว่า 21 ปีที่ยังไม่แต่งงานจะได้ใบเขียวพ่วงไปพร้อมกันได้ด้วย ปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 1 ปีขึ้นไป อาจถึงสองหรือสามปีขึ้นอยู่กับโควต้า (ทางอิมมิเกรชั่นพยายามโละโควต้าปีหน้า ถ้าโละได้หมดในปีหน้า ระยะขอใบเขียวพ่อครัวแม่ครัวจะเร็วขึ้น)
    วีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียน
    ตามกฎหมายวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียนห้ามทำงาน มีข้อยกเว้นคือวีซ่าท่องเที่ยวอาจไปทำงานเช่นไปอาสาสมัครสอนหนังสือตามวัด หรือบางอย่างที่คุณไม่ได้รับเงินเดือน ส่วนวีซ่านักเรียนคุณอาจขอทำงานในโรงเรียนได้ หรือฝึกงานหนึ่งปีเมื่อเรียนจบ อย่างไรก็ตามดิฉันไม่แนะนำให้คุณขอสองวีซ่านี้เพื่อไปโดดทำงาน ถ้าคุณมีวีซ่าสองวีซ่านี้แล้ว คุณอาจเข้าไปหางานได้ เมื่อหานายจ้างที่จะรับคุณทำงานแล้ว คุณค่อยติดต่อทนายทำเรื่องและขยับขยายถายหลัง แต่ระหว่างคุณอยุ่ในอเมริกาด้วยวีซ่านี้ คุณห้ามทำงาน
    ใบเขียวแต่งงาน
    ถ้าหลังจากอ่านจนมาถึงตรงนี้แล้ว คุณดูจะไม่จัดอยู่ในกรุ๊บทำงานใดเลย คุณอาจต้องหาทางหาแฟนฝรั่งหรือคนไทยซิติเซ่นเพื่อแต่งงาน อาชีพดิฉันจะพบฝรั่งมากที่ชอบถามให้ดิฉันหาแฟนคนไทยให้ ซึ่งดิฉันก็ไม่กล้าเพราะจะเป็นคอนฟลิกกับจะยาบรรณทนาย หาแฟนให้เสร็จทำใบเขียวแต่งงานให้ สงสัยสภาทนายความจะต้องขมวดคิ้วเพ่งเล็งแน่ และอีกอย่างถ้ามันไม่เวิ้ร์คระหว่างสามีภรรยา ดิฉันก็คงนอนไม่หลับแน่ สรุปคือ คุณที่เซิรฟเน็ทคล่องๆอาจจะพยายามหาคู่ทางอินเตอร์เน็ทได้ไม่ลำบากนัก หญิงไทยมีชื่อดีอยู่แล้ว ถ้าคุณพบคู่ทางอินเตอร์เน็ทและคุณยังไม่แน่ใจในตัวผู้ชาย แทนที่จะจดทะเบียนแต่งงาน คุณอาจทำวีซ่าคู่หมั้นไปอเมริกาก่อน เพราะเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2006 กฎหมายอิมมิเกรชั่นได้เข้มงวดระเบียบการขอวีซ่าคู่หมั้นมากขึ้น เพื่อปกป้องผู้หญิงเกรงว่าจะถูกนำไปกระทำทารุณกรรม โดยเพิ่มกฎให้มีการเช็คประวัติคู่หมั้นฝรั่งของคุณว่าเขามีประวัติคดีอาญาเคยทารุณกรรม เช่นตบตีเมียหรือแฟนมาก่อนหรือเปล่า หรือเขาเคยขอวีซ่าคู่หมั้นมากี่ครั้งแล้ว เงื่อนไขวีซ่าคู่หมั้นคือ คุณต้องได้เจอตัวกันแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสองปีก่อนก่อนยื่นเรื่อง และเมื่อได้วีซ่าคู่หมั้น วีซ่ามีอายุ 3 เดือนนับจากวันที่คุณเข้าอเมริกาและคุณต้องแต่งงานกับคู่หมั้นภายใน 90 วันนั้น คุณไม่สามารถไปแต่งานกับคนอื่นได้ ถ้ามันไม่เวิ้ร์คระหว่างคุณและเขา คุณยังมีโอกาสกลับมาเมืองไทยตั้งหลักใหม่ได้ วีซ่าคู่หมั้นนี้คุณสามารถพ่วงบุตรเล็กไปได้ (โปรดอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับวีซ่าคู่หมั้น ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งใหม่” บทที่ 3 หน้า 3-13 และบทที่ 4 หน้า 4-15) ต้นปีนี้ดิฉันทำใบเขียวให้คู่สมรสคู่หนึ่ง คู่นี้พบกันในอเมริกาสามีฝรั่งอายุประมาณ 90 ปี ภรรยาไทยอายุรุ่นๆดิฉัน ทายอายุเองแล้วกัน คู่นี้น่ารักมากๆ ลุงแกใจดี ผู้หญิงก็น่ารักกตัญญูกับลุงสุดๆ ปัจจุบันทั้งสองครองรักกันอย่างมีความสุข แฮ็ปปี้ เอ็นดิ้ง ค่ะ ขอให้คุณโชคดีแบบคู่ตัวอย่างนี้นะคะ

    ผลการเลือกตั้งต่อ ก.ม.อิมมิเกรชั่น

    หลังจากการเลือกกลางเทอมพึ่งผ่านเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พรรคเดโมแครทได้เสียงข้างมากทั้งในคองเกรสและในเซเนท ขอถือโอกาสทบทวนความจำของผู้ที่เตรียมจะไปสอบซิติเซ่นนะคะ คือ ในเซเนทมีผู้แทนหรือเซเนเต้อร์ทั้งหมด 100 คน คือแต่ละรัฐมีตัวแทน เซเนเต้อร์รัฐละ 2 คน ก่อนเลือกตั้งวันที่ 7 พ.ย. รีพับบลิคกันมีเสียงข้างมาก หลังเลือกตั้งเดโมแครทได้ที่นั่งเพิ่ม 6 ที่นั่งรวมปัจจุบันมีเดโมแครทเซเนเต้อร์ 51 คน รีพับบลิคกันเซเนเต้อร์ 49 คนพอที่จะทำให้ตาชั่งเอียงได้ (tip the scale) ส่วนในคองเกรสมีคองเกรสแมนทั้งหมด 435 คน จำนวนนี้ขึ้นกับจำนวนประชากรในแต่ละดิสตริคของแต่ละรัฐ รัฐใดมีพงเมืองน้อยก็มีคองเกรสแมนน้อย รัฐใดมีพลเมืองมากก็มีคองเกรสแมนมาก เคโมแครทได้ที่นั่งเพิ่ม 28 ที่นั่ง เท่ากับในสภามีเดโมแครทคองเกรสแมน 232 คนและ รีพับบลิคกันคองเกรสแมนเพียง 203 และ Speaker of the House คนใหม่เป็นเดโมแครท ผู้หญิงชื่อ แนนซี่ เพโลซี่ มาจากซานฟรานซิสโก Speaker of the House มีความสำคัญคือ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี คนที่จะรับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีต่อ คือ Speaker of the House
    ผลการเลือกตั้งต่ออิมมิเกรชั่น
    ตามโพล เหตุผลส่วนใหญ่ที่เดโมแครทชนะเพราะ (หนึ่ง) ประชาชนไม่ชอบนโยบายประธานาธิบดีบุชเกี่ยวกับอิรัก (สอง)พวกคนต่างชาติที่เป็นซิติเซ่น (อิมมิแกรนท์) ตื่นตัวได้ไปออกเสียงเลือกตั้งกันมาก เพราะต้องการให้มีการปฏิรูปนโยบายอิมมิเกรชั่นใหม่ ผลต่อเราคนไทยคือ เราอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายอิมมิเกรชั่นในทางที่ดีขึ้น แต่ในวงทนายอิมมิเกรชั่นก็ยังคาดการกันว่าเราคงไม่ได้เห็น “เกสท์ เวิ้ร์คเค่อร์” จนกระทั่งหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่อีก 2 ปีข้างหน้า เพราะแต่ละพรรคยังไม่กล้าที่จะโปรอิมมิเกรชั่นเต็มที่เพราะจะเป็นการเสี่ยงเกินไปก่อนเลือกตั้งปี 2008 ดิฉันจะคอยส่งข่าวการเคลื่อนไหวนะคะ ตอนนี้ก็รอไปก่อน ไหนๆคุยกันเรื่องโวทแล้ว ก็ขอเตือนนะคะ คนที่เป็นอเมริกันซิติเซ่นเท่านั้นถึงจะโวทได้ ผู้ถือใบเขียวโวทไม่ได้ค่ะ และขอแสดงความยินดีกับคุณ เฮ็นรี่ เจริญ ด้วยที่ได้รับเลือกเป็น City Council ของเมืองลา พาลม่า ดิฉันอยู่เมือง ลาพาลม่า และคุณได้โวท จากครอบครัวเรา 3 คนค่ะ
    ไม่มีแอมเนสตี้
    สรุปได้ว่า ณ. วันนี้ยังไม่มีแอมเนสตี้โปรแกรมให้ใบเขียวต่อโรบินฮู้ดนะคะ และยังไม่มีการออกเวิ้ร์คเพอร์มิทหรือใบทำใดๆทั้งสิ้น แอมเนสตี้ครั้งล่าสุดที่ผ่านออกมานั้นตั้งแต่ปี 1988 (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “ใบเขียวแอมเนสตี้” ในหนังสือสิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง บทใบเขียว หน้า 4-13) ทางคองเกรสยังถกกันเรื่องผ่านเกสท์ เวิ้ร์คเค่อร์ ถ้าผ่านคือให้โรบินฮู้ดที่ทำงานและจ่ายภาษีได้วีซ่าทำงานระยะหนึ่งและในอนาคตสามารถขอใบเขียวได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ผ่าน เราต้องดูกันว่าเดโมแครทเสียงข้างมากทั้งสองสภาสามารถจะปฏิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่นได้มากเพียงใด
    DREAM ACT
    สิ่งที่แน่นอนว่าจะผ่านคือ DREAM ACT “ดรีมแอ็กท์” เนื่องจากทั้งสองสภาโวทผ่านแล้ว แต่ยังไม่ได้เป็นกฎหมายออกมาใช้ จุดมุ่งหมายของดรีมแอ็กท์คือ เพื่อเด็กที่พ่อแม่นำเข้ามาในประเทศ โดยที่เด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เด็กเหล่านี้เข้าเรียนโรงเรียนประถม-มัธยมตั้งแต่เด็ก พอเด็กโตขึ้นเรียนจบไฮสกูลเด็กถึงรู้ตัวว่าตนอยู่เถื่อน เพราะในขณะที่เพื่อนๆสอบใบขัลขี่และเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย แต่ตนกลับเข้าไม่ได้ กฎหมายนี้ต้องการช่วยเหลือเด็ก เพราะเยาวชนถือเป็นสมบัติของชาติที่จะทำให้ชาติเจริญได้ ภายใต้ DREAM ACT เด็กสามารถขอใบเขียวได้ และสามารถเรียนมหาวิทยาลัยรัฐในฐานะ resident คือจ่ายค่าเล่าเรียนถูก และสามารถขอทุนหรือเงินช่วยเหลือจากรัฐได้ กฎหมายนี้จึงเปรียบเสมือนช่วยเด็กและให้รางวัลเด็กที่เรียนดี มีความประพฤติดี คุณสมบัติที่เด็กจะได้ใบเขียวตาม DREA ACT คือเด็กต้องมีคุณสมบัติครบทุกข้อดังนี้

  • ต้องจบไฮสกูลในอเมริกา ณ.วันที่ยื่นเรื่องภายใต้ DREAM ACT
  • ต้องอยู่ในอเมริกาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี ณ.วันที่ยื่นเรื่องภายใต้ DREAM ACT
  • ต้องมีความประพฤติดีและไม่มีปัญหาทางกฎหมาย
  • ต้องอายุอย่างน้อย 12 ปี ณ. วันที่กฎหมาย DREAM ACT ผ่าน และจ้องอายุต่ำกว่า 25 ปี ณ.วันที่ยื่นเรื่องภายใต้ DREAM ACT
  • ต้องเข้ามหาวิทยาลัยอย่างน้อย 2 ปี หรือเข้าเป็นทหารอย่างน้อย 2 ปี
  • ข้อเตือนนะคะ เมื่อกฎหมายนี้ผ่านจะมีกำหนดวันเดือนปีที่เด็กเข้าประเทศ เพราะเขาไม่ต้องการให้พ่อแม่รีบนำเด็กแห่เข้าประเทศตอนนี้เพื่อหวังผลประโยชน์ภายใต้ DREAM ACT

    เข้าออกไทยด้วยสองพาสปอร์ต

    ในที่สุดสนามบินใหม่ของประเทศไทย “สุวรรณภูมิ” (Suvarnabhumi) ได้เปิดวันที่ 28 กันยายน 2006 ดิฉันก็ได้แวบไปฉลองเปิดกับเขาด้วย สวยงามค่ะ และการเดินทางไปสนามบินสะดวกมาก ไปโดยทางด่วนได้แทบจะทุกทางด่วน และมีป้ายบอกอย่างชัดแจ้ง ดิฉันใช้เวลาเดินทางภายใน 20 นาทีจากใจกลางเมือง ซึ่งเทียบกับก่อนหน้านี้ไปดอนเมืองยังใช้เวลาประมาณ 35 นาที แต่มีข้อติอย่างแรงคือ พื้นที่สนามบินเป็นกระเบื้องเรียบขัดมัน ลื่นมาก เพื่อนดิฉันซึ่งใส่รองเท้าคัชชูลื่นเกือบหกล้ม และมีคนต่างชาติผู้ชายใส่รองเท้าหนังเดินเข็นรถเล็ก ตอนเดินทางลาด พี่แกก็ลื่นเกือบหกล้ม รถเข็นไถล ดิฉันเดินอยู่ข้างๆรีบยืนเท้าไปขัดรถเข็น และมือจับตัวแก ตัวดิฉันใส่อรงเท้าผ้าใบถึงไม่มีปัญหา ก็ขอเขียนกระจายข่าวมา ณ.ที่นี้ ขอร้องอย่าลงแว็กซ์และหาวิธีทำพื้นให้ด้านหน่อยค่ะเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร มีแฟนคอลัมน์หลายคนที่เป็นอเมริกันซิติเซ่นถือสองพาสปอร์ตที่อยากกลับไปอยู่เมืองไทยนาน จะใช้พาสปอร์ตไทยเข้าประเทศได้อย่างไร เลยจะเขียนให้จากประสบการณ์ของตนเองกับสนามบินใหม่นะคะ
    ถือสองสัญชาติ
    ตามกฎหมายอเมริกัน คุณสามารถถือสองสัญชาติได้ซึ่งขึ้นกับกฎหมายของประเทศที่สองที่คุณถือสัญชาตินั้น ตามกฎหมายไทย ไม่อนุญาตให้ถือสองสัญชาติ (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ การถือสองสัญชาติ ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง 2005 บทที่ 5 กฎหมายสัญชาติและซิติเซ่น หน้า 5-8 ถึง 5-12) คุณสามารถเปิดอ่านข้อมูลในพาสปอร์ตอเมริกันหน้า 5 ข้อ 9 Dual Citizens จะมีรายละเอียดสำหรับผู้ถือสองสัญชาติ
    พาสปอร์ตคืออะไร
    พาสปอร์ตคือหนังสือเดินทางหรือ Travel document คนทุกคนไม่จำเป็นต้องมีพาสปอร์ต ถ้าผู้ใดไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศ ก็จะไม่มีพาสปอร์ต พาสปอร์ตไม่ใช่ “ไอ ดี” (I.D. ย่อมาจาก Identity “ไอเด็นติตี้”) ถ้าคนไทยในเมืองไทยก็จะใช้บัตรประชาชน และทะเบียนบ้านเพื่อพิสูจน์ไอเด็นติตี้ของบุคคล ส่วนในอเมริกาก็มี ใช้ใบขับขี่ เป็นการพิสูจน์ไอเด็นติตี้ ถ้าผู้ใดไม่มีใบขับขี่หรือไม่ขับรถ ก็จะใช้ บัตรประชาชนของรัฐเช่นกัน เช่นของรัฐคาลิฟอร์ เรียก คาลิฟอร์เนียไอดี
    (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ ใบขับขี่และบัตรประชาชน ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง 2005 บทที่ 2 กฎหมายคนเข้าเมือง หน้า -2-12) แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลทั่วไปจะยอมรับว่าพาสปอร์ตของแต่ละประเทศเป็นเอกสารที่จะพิสูจน์ไอเด็นติตี้ของคุณว่าคุณเป็นใคร ปัจจุบันพาสปอร์ตรุ่นใหม่ทั้งของไทยและอเมริกันเรียก อีพาสปอร์ต E-Passport (คิดว่าอี ย่อมาจาก อีเล็คโทรนิค) ซึ่งจะมีระบบแสกนรูปถ่าย และการตรวจข้อมูลที่ยากในการปลอมพาสปอร์ต
    ใช้พาสปอร์ตไทยหรืออเมริกันเข้าไทย
    คุณที่ถืออเมริกันและไทยพาสปอร์ต ถ้าคุณจะเข้าเมืองไทยด้วยอเมริกันพาสปอร์ต คุณไม่ต้องขอวีซ่าไทยเข้าประเทศ คุณสามารถอยู่ในเมืองไทยได้ไม่เกิน 30 วันโดยไม่ต้องมีวีซ่า ถ้าคุณอยู่เกินโดยไม่มีวีซ่าไทย คุณจะเสียค่าปรับรายวันที่สนามบินตอนเดินทางออก ถ้าคุณคิดจะอยู่เกิน 30 วัน คุณอาจทำได้วิธีต่างๆดังนี้
    ขอวีซ่าท่องเที่ยวไทยก่อนเดินทาง โดยไปขอที่กงสุลหรือสถานทูตไทย คุณสามารถเช็คเข้า website กงสุลดาวน์โหลดฟอร์มและอ่านรายละเอียดได้ที่ www.thai-la.net (เว๊บนี้ของกงสุลไทยแอลเอ)
    เข้าประเทศไทยไปก่อนด้วยพาสปอร์ตอเมริกัน และไปขอวีซ่าท่องเที่ยวที่อิมมิเกรชั่นในประเทศไทย (คิดว่าอยู่ที่ทุ่งมหาเมฆ ถามแท็กซี่ให้พาไป)
    เข้าประเทศไทยไปก่อนด้วยพาสปอร์ตอเมริกัน และเดินทางออกนอกประเทศไทยก่อนครบ 30 วัน โดยไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เขมร สิงค์โปร์ ฮ่องกง เป็นต้น ด้วยพาสปอร์ตอเมริกัน และกลับเข้ามาใหม่ด้วยพาสปอร์ตอเมริกัน คราวนี้คุณจะได้แสตมป์ให้อยู่ได้อีก 30 วัน
    ใช้พาสปอร์ตไทยเข้าประเทศอย่าลืมว่าถ้าคุณใช้พาสปอร์ตไทยเข้า คุณต้องออกด้วยพาสปอร์ตไทย ข้อสำคัญคือ ในแต่ละครั้งถ้าคุณเดินทางเข้าด้วยพาสปอร์ตใด คุณต้องเดินทางออกด้วยพาสปอร์ตนั้น
    ขาเข้าประเทศด้วยพาสปอร์ตไทย
    ถ้าคุณยังมีพาสปอร์ตไทยอยู่ และคุณเคยเดินทางออกนอกประเทศไทยด้วยพาสปอร์ตไทย คุณจะมีบัตรขาเข้า/ออกสีขาวแม็กติดกับพาสปอร์ตไทยมาเรียบร้อยแล้ว ถ้าเป็นบัตรขาเข้า/ออกรุ่นเก่า จะไม่มีที่ให้คุณกรอก แต่ถ้าเป็นรุ่นใหม่จะเขียนว่า บัตรขาเข้า และว่างเปล่าแม็กติดอยู่ ซึ่งคุณจะกรอกฟอร์มนี้ก่อนเครื่องบินแลนด์เข้าประเทศ ถ้าเป็นรุ่นเก่าให้คุณรับบัตรขาเข้า/ออกใหม่จากสจ๊วดเด็สหรือแอร์ ซึ่งเขาจะให้ก่อนลงเครื่อง และเมื่อถึงสนามบินผ่านเจ้าหน้าที่ ต.ม. คุณแสดงพาสปอร์ตไทยนั้นเล่มเดียว เจ้าหน้าที่ก็จะดึงบัตรขาเข้านั้นออกจากพาสปอร์ตคุณหรือ ถ้าเป็นบัตรขาเข้า/ออกรุ่นใหม่ คุณก็จะกรอกข้อมูลหน้าเดียว หน้าที่เขียนว่าบัตรขาเข้า ไม่ต้องกรอกหน้าที่เขียนบัตรขาออก ทางเจ้าหน้าที่ ต.ม. ก็จะเก็บบัตรขาเข้าที่คุณกรอกนั้น และไม่แม็กอะไรติดในพาสปอร์ตคุณ ฉะนั้นเท่ากับพาสปอร์ตไทยตอนนี้ของคุณว่างเปล่า ซึ่งถ้าเป็นอเมริกันพาสปอร์ต เจ้าหน้าที่จะฉีกหน้าบัตรขาเข้าออก และแม็กบัตรขาออกติดในอเมริกันพาสปอร์ตของคุณ ปัญหาคือคนที่พึ่งทำพาสปอร์ตไทยใหม่และข้างในพาสปอร์ตว่างเปล่า
    ถือพาสปอร์ตไทยเล่มใหม่
    ถ้าคุณถือพาสปอร์ตไทยรุ่นใหม่ อีพาสปอร์ต และไม่เคยใช้มาก่อน เมื่อเดินทางไปเมืองไทยให้คุณนำพาสปอร์ตไทยเล่มเก่าติดไปด้วย เพราะอีพาสปอร์ตจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับพาสปอร์ตเดิม และคุณเดินทางเข้าด้วยขั้นตอนการเข้าเหมือนข้างต้น โดยกรอกบัตรขาเข้า/ออกรุ่นใหม่ ปัญหาคือ เมื่อคุณไม่มีพาสปอร์ตเล่มเก่า ตอนเข้าประเทศครั้งแรกก็จะขลุกขลักนิดหน่อย แต่ตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองคือ
    ดิฉันใช้อีพาสปอร์ตไทยใหม่ครั้งแรก และไม่ได้นำพาสปอร์ตเดิมติดไป เจ้าหน้าที่ ต.ม. ที่สนามบิน ถามคำถามว่าออกนอกประเทศเมื่อไร และทำพาสปอร์ตใหม่ที่ไหน พาสปอร์ตเก่าอยู่ไหน เจ้าหน้าที่ไม่ได้แสตมป์ให้ แต่ส่งเข้าห้องไปนั่งคอยเจ้านายเขา (ในใจดิฉันอยากจะควักพาสปอร์ตอเมริกันมาใช้ ให้หมดเรื่อง แต่มีความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องเข้าประเทศเราด้วยพาสปอร์ตไทยให้ได้) เมื่อดิฉันไปนั่งคอยอยู่ในห้องสักพัก เจ้าหน้าที่หัวหน้าหนุ่มเดินเข้ามากับเจ้าหน้าที่ลูกน้องอีกหนึ่งคน หลังจากตรวจดูพาสปอร์ตที่ว่างเปล่าของดิฉัน หัวหน้าก็เริ่มซักไซ้ดิฉันหลายข้อดังนี้

    ถาม ออกนอกประเทศครั้งสุดท้ายเมื่อไรครับ
    ตอบ หลายเดือนแล้วค่ะ จำไม่ได้
    ถาม ใช้พาสปอร์ตอะไร
    ตอบ ตอนนั้นดิฉันใช้พาสปอร์ตไทยเล่มเก่าเดินทางออก ก็ตอบตามจริงว่า “ใช้พาสปอร์ตไทย”
    ถาม พาสปอร์ตเก่าอยู่ไหน ทำไมไม่เอาติดมา
    ตอบ อยู่ที่อเมริกาค่ะ ไม่คิดว่าต้องใช้เพราะเขาไม่ได้แม็กเล่มเก่าติดเล่มใหม่เหมือนเมื่อก่อน
    ถาม อยู่อเมริกานานหรือยัง
    ตอบ นานแล้วค่ะ (อยากจะบอกว่า ก่อนคุณเกิด)
    ถาม ทำอะไรอยู่ที่อเมริกา
    ตอบ เป็นทนายความอิมมิเกรชั่นค่ะ
    ถาม อืม (อยู่ในลำคอ) พี่ถือสัญชาติอะไรครับ (คราวนี้เรียกพี่)
    ตอบ ดิฉันเป็นคนไทยค่ะ (จะให้ร้องเพลงชาติไทยให้ฟังไหมคะ)
    ถาม ถือพาสปอร์ตอื่นด้วยหรือเปล่าครับ
    ตอบ ดิฉันโกหกไม่เป็น “ถือค่ะ”
    ถาม พาสปอร์ตอะไรครับ
    ตอบ พาสปอร์ตอเมริกันค่ะ
    ถาม อ๋อ โอเคพี่
    และหัวหน้าหันไปบอกเจ้าหน้าที่ที่มาด้วย “แสตมป์ให้พี่เค้า และเขียนโน้ตลงไปด้วย” ในโน้ตเขียนด้วยลายมือข้างแสตมป์ว่า “ตราขาออกอยู่เล่มเก่า” เขาไม่ได้ขอดูพาสปอร์ตอเมริกันของดิฉันเลย ก่อนออกจากห้อง หันมาโบกไม้โบกมือล่ำลา “โชคดีนะครับ พี่”

    ขาออกประเทศด้วยพาสปอร์ตไทย
    ขั้นที่หนึ่ง เช็คอิน
    ตอนคุณเดินทางออกนอกประเทศนี้จะ “ทริกกี้” (tricky) นิดหน่อย เพราะคุณต้องใช้ทั้งสองพาสปอร์ตอเมริกันและไทย เมื่อถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ดิฉันไปเช็คอินตั๋วก่อนที่เคาน์เต้อร์สายการบิน หน้าที่ของเจ้าหน้าที่สายการบินคือต้องตรวจพาสปอร์ตผู้โดยสาร และตรวจว่าผู้โดยสารมีวีซ่าเข้าประเทศที่จะเดินทางไปหรือไม่ ตอนนี้คุณให้ตั๋วเจ้าหน้าที่และให้พาสปอร์ตอเมริกันเขา เพราะถ้าคุณให้พาสปอร์ตไทยเขา คุณก็เข้าอเมริกาไม่ได้ เพราะพาสปอร์ตไทยของคุณไม่มีวีซ่าเข้าอเมริกา หลังจากเช็คอินเสร็จ ที่เคาน์เต้อร์สายการบินคุณต้องขอบัตรขาเข้า/ออกจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งปกติเจ้าหน้าที่จะไม่ให้บัตรขาเข้า/ออกต่อผู้ที่ถือพาสปอร์ตต่างประเทศ เพราะคุณน่าจะต้องมีบัตรขาออกแม็กติดอยู่แล้วตอนเดินทางเข้า แต่เนื่องจากคุณเข้าด้วยพาสปอร์ตไทย คุณจึงไม่มีบัตรแม็กติดอยู่ (อ่านหัวข้อข้างต้น วิธีใช้พาสปอร์ตไทยเข้าประเทศ) เมื่อได้บัตรแล้ว คุณต้องกรอกบัตรหน้าบัตรขาออกหน้าเดียว ไม่ต้องกรอกหน้าบัตรขาเข้า ส่วนมากเจ้าหน้าที่สายการบินจะส่งบัตรขาเข้า/ออกให้โดยไม่มีปัญหาเมื่อคุณขอ แต่ถ้าคุณพบเจ้าหน้าที่งี่เง่าหน่อย ก็จะถามว่าเอาไปทำไม คุณไม่ต้องใช้เพราะคุณถือพาสปอร์ตอเมริกัน คุณก็บอกเขาไปว่า “ฉันไม่มี ดึงขาดหายไปไหนแล้ว หรือฉันใช้พาสปอร์ตไทยเข้า”
    ขั้นที่สอง ผ่าน ต.ม.
    เมื่อคุณจ่ายค่าภาษีสนามบิน และเดินเข้าไปข้างในเพื่อผ่าน ต.ม อิมมิเกรชั่น ตอนนี้คุณต้องส่งพาสปอร์ตไทยและตั๋วเครื่องบินพร้อมบัตรขาออกที่คุณกรอกให้เจ้าหน้าที่ โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่จะตรวจดูวันที่คุณเดินทางเข้า และแสตมป์วันเดินทางออกบนหน้าเดียวกัน ดึงหน้าบัตรขาออกไปและแม็ก หน้าบัตรขาเข้าติดในพาสปอร์ตคุณ (เพราะคนไทยถือพาสปอร์ตไทย เมื่อเดินทางออก ก็ต้องเดินทางเข้า ถูกไหมคะ ซึ่งถ้าคุณถือพาสปอร์ตอเมริกัน เขาก็จะดึงบัตรขาออกที่แม็กติดกับพาสปอร์ตอเมริกันของคุณออกไป ฉะนั้นพาสปอร์ตอเมริกันของคุณก็จะว่างเปล่า) ถ้าคุณถูกเจ้าหน้าที่ถามคุณว่า “มีวีซ่าเข้าอเมริกาหรือเปล่าครับ” คุณตอบตามตรงว่า “ดิฉันมีอเมริกันพาสปอร์ตค่ะ” ถ้าเขาขอดูก็ส่งให้ ไม่ขอก็ไม่ต้องส่งให้ ของดิฉันเขาไม่ได้ขอดู แต่ถูกถามเฉยๆ
    โอเคค่ะ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์นะคะ ทิปที่จะแนะนำ คือ พูดจาฉะฉานด้วยความเคารพและพูดตามความเป็นจริงกับเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องกลัว คุณไม่ใช่อาชญากรและไม่ได้ทำอะไรผิด เจ้าหน้าที่เขาก็ทำตามหน้าที่เขา เพื่อต้องการตรวจคนเข้าเมืองและปกป้องความปลอดภัยของประเทศ ต้องการเช็คไอดีผู้เข้าประเทศ และ make sure ว่าคุณเป็นคุณไม่ได้เอาพาสปอร์ตคนอื่นมาใช้ และปกป้องประเทศจากผู้ก่อการร้าย

    ตอบจดหมายทำงานในอเมริกา

    จดหมายฉบับหนึ่งถาม ดิฉันและลูกๆได้เป็นอเมริกันซิติเซ่นกันหมดแล้ว ต้องขอขอบคุณคุณรุจีรัตน์อีกครั้ง ที่ช่วยให้ดิฉันสอบผ่านเพราะการได้ฟังเทปของคุณ ดิฉันต้องขอคำแนะนำอีกเรื่องของหลานสาว หลานอายุ 18 ปีเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทย มีบริษัทจัดหางานให้นักเรียนมาทำงานช่วงฤดูร้อน เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 300,000 บาท ถ้าหลานสาวสมัครทำงานกับบริษัท จะได้สิทธิพิเศษ เช่นใบทำงานในอเมริกาตลอดไปหรือไม่ และสามารถเดินทางเข้าออกอเมริกาในฐานะที่เคยเข้ามาทำงานช่วงฤดูร้อนหรือไม่

    ตอบ ดิฉันดีใจที่เทปได้ช่วยให้คุณสอบได้ เรื่องหลาน ขอตอบเป็นจุดๆเลยนะคะ (1) การมาทำงานภาคฤดูร้อน ก็คือมาช่วงซัมเม่อร์อาจประมาณ 2-3 เดือน เป็นการทำงานชั่วคราว อาจเป็นวีซ่าท่องเที่ยว B-2 ธรรมดาและทำงานโดยไม่ต้องมีเวิ้ร์คเพอร์มิท แต่เป็นการอาสาสมัครแบบอย่างที่ครูมาสอนนักเรียนในวัดไทยเป็นต้น หรือ อาจจะเป็นวีซ่า Q หรือเรียกวีซ่าดิสนีย์ คล้ายได้มาทำงานซัมเม่อร์หน้า “ไฮซีซั่น”เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม วีซ่านี้ทำงานได้เลยโดยไม่ต้องมีเวิ้ร์คเพอร์มิท และได้เงินเดือน (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “วีซ่าต่างชนิด”ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง บท . “ระบบวีซ่า” หน้า 3-15) หรืออาจเป็น J-1 คล้ายนักเรียนแลกเปลี่ยนหรือ au pair อย่างไรก็ตาม สมมติว่าทางบริษัทจัดหางานนั้น legitimate จริง (คือ คุณไม่ถูกหลอก) หลานอาจได้วีซ่าประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่จะมีกำหนดเป็นช่วงสั้นเพียงฤดูร้อนเท่านั้น วีซ่าออกให้ช่วงสั้นอาจเพียงแค่ 3 เดือน เมื่อหมดกำหนดก็ต้องกลับ (2) เธอจะไม่ได้สิทธิพิเศษอะไร และจะไม่ได้ใบทำงานในอเมริกาตลอดไป และ (3) ไม่สามารถเดินทางเข้าออกอเมริกาได้ เพราะส่วนมากจะเป็น one time วีซ่า และเป็น single entry ที่อาจจะช่วยได้ในอนาคตคือ การที่หลานได้วีซ่าเข้ามาทำงานในอเมริกาและเดินทางกลับเมื่อหมดกำหนด ก็จะดูดีที่ว่าเด็กมี record หรือประวัติดี ถ้าคราวหน้าเขาไปขอวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียนเข้าอเมริกา ก็อาจจะได้รับพิจารณาดีขึ้น

    ถาม ถ้าดิฉันจะยื่นเรื่องช่วยหลานสาวมาอเมริกา ดิฉันจะต้องทำอย่างไร มีวิธีการอย่างไรที่จะช่วยให้เขาไม่ต้องรอนาน

    ตอบ ดูจากอายุ 18 วิธีที่หลานจะมาอเมริกาเร็วที่สุดคือ ขอเป็นวีซ่านักเรียนมาเรียนหนังสือ คุณจะช่วยได้คือ เซ็นใบรับรองเรื่องการเงินและที่อยู่ให้หลานค่ะ

    ถาม ลูกสาวดิฉันอยู่เกรด 11 ดิฉันต้องการให้เขาเป็นทนายความ จะต้องเริ่มอย่างไร

    ตอบ ถ้าดิฉันเป็นส่วนหนึ่งที่มี impact ต่อคุณที่อยากให้ลูกเป็นทนายความ คิดแล้วปลื้ม ลูกสาวเริ่มได้โดยปรึกษากับ student counseling ที่โรงเรียนค่ะ และเขาจะช่วยแนะนำให้เอง ลูกคุณคงเริ่มด้วยการกวดวิชาและเตรียมตัวสอบ LSAT เป็น Law Student Exam ค่ะ ถ้าเธอได้ score สูงก็จะสามารถหาโรงเรียนเข้าได้ง่าย ทางที่ดีให้ลูกไปคุยกับ counseling ที่โรงเรียนนะคะ

    คำแนะนำ ขอให้คุณเช็คบริษัทหางานนั้นให้ถี่ถ้วน อาจเช็คกับกรมแรงงาน หรือนำ brochure นั้นอาจไปถามกงสุลอเมริกัน และถ้าบริษัทหางานนั้น legitimate จริงๆ ก็ขอไตร่ตรองดูว่า 300,000 บาทนั้นคุ้มไหม กับวีซ่าชั่วคราวเพียง 2-3 เดือน เพราะหลานอาจขอวีซ่านักเรียนมาเรียนด้วยตนเองได้

    จดหมายฉบับที่สอง

    ถาม ดิฉันมีร้านอาหารไทย ต้องการทำใบเขียวเอาแม่ครัวมาจากเมืองไทย มีเพื่อนมี connection กับกรมแรงงานในเมืองไทย บอกจะช่วยเอาโควต้าให้ เพื่อจะได้ทำเรื่องมาเร็ว คุณรุจีรัตน์รับทำเรื่องหรือเปล่าคะ และใช้เวลาเร็วแค่ไหน

    ตอบ อ่านแล้วงง ดิฉันไม่เข้าใจว่าเพื่อนที่มีคอนเน็คชั่นกับกรมแรงงาน บอกจะช่วยเอาโควต้าให้คืออะไร และจะทำเรื่องให้เร็วขึ้นได้อย่างไร ถ้าคุณจะนำแม่ครัว/พ่อครัวมาจากเมืองไทย โดยปกติคุณหาคนครัวเองได้ ไม่ต้องผ่านกรมแรงงานหรือให้เขาหาให้ และไม่ขึ้นกับโควต้าจากกรมแรงงานไทย การขอใบเขียวแม่ครัวมี่ requirement สองอย่างคือ 1.พ่อครัว/แม่ครัวต้องมีประสบการณ์เป็นกุ๊กอย่างน้อยสองปี 2.ร้านอาหารคือร้านคุณต้องมีรายได้พอเพียงที่จะโชว์ว่าคุณมีแรงจ่ายเงินเดือนคนงานตามค่าจ้างตามท้องตลาด ดิฉันรับทำเรื่องค่ะ มีขั้นตอนดังนี้ คือ ขั้นแรกคือยื่นเรื่องขอ labor certificate จากกรมแรงงานที่นี่ ปัจจุบันเร็วประมาณ 60 วันค่ะ เมื่อเรื่องผ่าน ขั้นสอง เราจึงยื่นเรื่องเข้าอิมมิเกรชั่นขอให้เขาเซอร์ติฟายกรุ๊บคนงาน ซึ่งใบเขียวพ่อครัว/แม่ครัวคือ Employment preference กรุ๊บสาม (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “ใบเขียวทำงาน” ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง บท . “ใบเขียว” หน้า 4-11 และอ่าน มาตรา 245 I หน้า 4-5 )ช่วงนี้ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน หลังจากเรื่องทางอิมมิเกรชั่นผ่าน ขั้นสาม เรื่องจะถูกส่งไปที่ National Visa Center ก่อนที่จะส่งไปสถานทูตอเมริกันในเมืองไทย ถ้าไม่ต้องคอยโควต้า ก็จะเร็วเพียงประมาณ 3 เดือนทางสถานทูตน่าจะเรียกสัมภาษณ์ ถ้าไม่ติดโควต้าก็การขอใบเขียวคนครัวจะเร็ว ประมาณ 1 ปีกว่าๆ แต่ตอนนี้โควต้าใบเขียวกรุ๊บสามนี้ backlog มาก เนื่องจากอิมมิแกรชั่นพยายามโละเคสใบเขียวแรงงานที่ยื่นเข้าไปช่วงปี 2001 ภายใต้มาตรา 245i ซึ่งคาดว่าอาจโละเสร็จภายในปีหน้า อย่างไรก็ตามขอแนะนำให้ยื่นเรื่องทันทีค่ะ เพราะเมื่อไรที่เคสเก่าโละ เคสที่รออยู่ตอนนี้ก็จะทยอยออกกัน

    จดหมายฉบับที่สาม

    มีจดหมายถามดิฉันเกี่ยวกับล้มละลายในเมืองไทย ตามกฎหมายไทย และเกี่ยวกับการหย่าล้างในเมืองไทยตามกฎหมายไทยและการจ่ายค่าเลี้ยงดูภรรยาตามกฎหมายไทย ดิฉันไม่ทราบกฎหมายไทยค่ะ ดิฉันไม่ได้เรียนกฎหมายที่เมืองไทยค่ะขอให้ถามทนายไทยในเมืองไทย