ตอบจดหมายและอีเมล์

คอลัมน์สัปดาห์ที่ 27 มีนา ดิฉันคุยกับแฟนคอลัมน์เรื่องดิฉันชอบตอบคำถามทางอีเมล์มากกว่าโทรศัพท์ เพราะสามารถล่นเวลาทำงานได้มากขึ้น เพราะคำถามทางอีเมล์มักจะสั้น ดิฉันสามารถตอบเป็นข้อๆและตอบจบรวดเดียว โดยไม่มีคำถาม “what if” หรือ “ถ้าสมมติว่า …………” ต่อ หลังลงคอลัมน์ ก็ได้ผลทันทีเพราะมีอีเมล์จาก เบบี้ บูมเม่อร์ เข้ามาหลายฉบับ ทั้งหมดเป็นผู้หญิง และมีจดหมายทางไปรษณีย์จากเบบี้ บูมเม่อร์ชาย (อยากจะสรุปว่าผู้หญิงมักจะ adapt หรือปรับตัวเองได้ง่ายกว่าผู้ชาย ขอโทษไม่ได้ stereotype นะคะ) แต่อย่างไรก็ตามอะไรก็ได้ค่ะ จดหมาย อีเมล์ หรือโทรศัพท์ ก็ดีไปคนละอย่าง ถ้าเป็นจดหมายหรือโทรศัพท์ ดิฉันเห็นลายมือหรือได้ยินเสียงแทบจะอ่านนิสัยคนเขียนหรือคนถามออกทันที ไม่ใช่หมอดูลายมือนะคะ แต่ดิฉันจะชำนาญในการ “สกรีน” (screen) จากประสบการณ์ที่เคยเป็นเซลส์และทนายมาหลายปี
จดหมายจากเบบี้บูมเม่อร์
คุณผู้ชายคนนี้ลายมือสวย ประณีต และตั้งใจเขียนใช้ถ้อยคำสละสลวย อ่านจากลายมือได้ว่ามีความศรัทธาในตัวดิฉันมาก (จริงๆแล้วดิฉันไม่ได้อ่านลายมือเก่งขนาดนั้นหลอกค่ะ เขาเขียนบอกว่าศรัทธาในตัวดิฉัน แต่ลายมือเขาบ่งถึงความจริงใจ) และขอบคุณจากใจเช่นกันค่ะสำหรับคำชม
ถาม ผมได้ใบเขียวจากการแต่งงานกับซิติเซ่นเกือบ 2 ปีแล้ว ตอนยื่นเรื่องขอยกเลิกใบเขียวเงื่อนไข 90 วันก่อนครบสองปี ผมจะสามารถทำเรื่องโอนสัญชาติหรือขอซิติเซ่นในเวลาเดียวกันได้หรือไม่ หรือต้องคอยให้ครบ 3 ปีก่อน หรือผมสามารถยื่นเรื่องขอซิติเซ่น หลัง 6 เดือนนับจากยื่นเรื่องขอยกเลิกใบเขียวเงื่อนไขได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้ค่ะ คุณต้องคอยให้เรื่องขอยกเลิกใบเขียวเงื่อนไขผ่านหรือ “แอ็พพรูฟ” (Approve) ก่อนค่ะ ขั้นตอนมีดังนี้ เมื่อยื่นเรื่องขอใบเขียวจากการแต่งงานกับซิติเซ่น คุณจะได้ใบเขียวเงื่อนไขซึ่งเป็นใบเขียวชั่วคราวมีอายุ 2 ปี ภายใน 90 วันก่อนใบเขียวหมดอายุ คุณยื่นเรื่องขอยกเลิกเงื่อนไขโดยต้องแสดงหลักฐานว่าคุณทั้งสองยังแต่งงานกันอยู่และยังไม่ได้เลิกกัน ซึ่งใช้เวลาประมาณระหว่าง 6-8 เดือน หลังจากเรื่อง “แอ็พพรูฟ” คุณควรได้ใบเขียวถาวรทางไปรษณีย์ หลังจากนั้น คุณจึงสามารถยื่นเรื่องโอนสัญชาติหรือขอซิติเซ่นได้ เร็วที่สุดคือ 90 วันก่อนครบ 3 ปีนับจากวันที่ได้ใบเขียวแรก วิธีดูคือ ให้ดูบนใบเขียว จะเขียนว่า Resident since และวันที่….. . หมายความว่า คุณเป็นเรสสิเด๊นท์หรือมีถิ่นฐานถาวร ณ. ตั้งแต่วันที่นั้น ใบเขียวจากการแต่งงานกับซิติเซ่นเป็นใบเขียวชนิดเดียวที่คุณสามารถยื่นเรื่องขอซิติเซ่นได้ภายใน 3 ปีตราบใดที่คุณยังไม่หย่า แต่ถ้าคุณหย่าหลังได้ใบเขียวถาวรหรือคุณได้ใบเขียวจากวิธีอื่นนอกเหนือจากการแต่งงานกับซิติเซ่น คุณต้องรอ 5 ปี ถึงจะขอซิติเซ่นได้
อีเมล์จากเบบี้บูมเม่อร์
ถาม พี่ชายของดิฉันพึ่งแต่งงานกับซิติเซ่น เขามีลูกสองคน 18 และ 16 ปี วันจดทะเบียนสมรสลูกคนโตอายุยังไม่ครบ 18 ปีเต็ม แต่วันยื่นเรื่องขอใบเขียว คนโตอายุเกิน 18 ปี ทนายบอกว่าคนโตอายุเกินยื่นไม่ได้ จึงยื่นเรื่องเพียงสองคนของตนเองและลูกคนเล็ก พี่ชายและลูกคนเล็ภพึ่งสัมภาษณ์ผ่านรอใบเขียว ถ้าหลังพี่ชายได้ใบเขียวและแอ็พพลายเรื่องฝห้ลูกคนโต จะใช้เวลานานเท่าไร และจะมีวิธีอย่างไรถึงจะทำเรื่องให้ลูกชายคนโตได้ใบเขียวเร็วที่สุด เพราะเด็กต้องการเข้าเรียนหนังสือและขอใบขับขี่
ตอบ พี่ชายคุณได้ข้อมูลไม่ถูกค่ะ ตามกฎหมายอิมมิเกรชั่น ตราบใดที่วันจดทะเบียนสมรสของพี่ชายคุณกับซิติเซ่นก่อนเด็กอายุ 18 ปี ถึงแม้ว่าวันยื่นเรื่องเด็กจะเกิน 18 ปีแล้วก็ตาม เด็กสามารถทำใบเขียวได้พร้อมพ่อ โดยภรรยาใหม่ของพี่ชายคุณ เป็นผู้ยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ในฐะนะลูกเลี้ยง หรือ step child ซึ่งจะจัดอยู่ในกร็บ “อิมมีเดียท เรเลทีฟ” (immediate relatives) พี่ชายคุณไม่ใช่คนยื่นค่ะ ไม่อย่างนั้นจะใช้เวลานานมากประมาณ 5 ปีกว่า (กรุ๊บเพร็ฟเฟอเร็นซ์ 2A พ่อ/แม่ใบเขียวยื่นขอใบเขียวให้ลูก) ถ้าคุณได้ข้อมูลถูกต้อง บัดนี้เด็กควรจะได้ใบเขียวพร้อมพ่อและน้องชายเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตามไม่สายเกินไปค่ะ เราสามารถยื่นเรื่องให้เด็กได้ตอนนี้เลย เด็กจะได้ใบเขียวเร็วประมาณ 4 เดือนค่ะ และ ณ. วันที่เรายื่นเรื่องเมื่อเราได้ใบตอบรับจากอิมมเกรชั่น เด็กสามารถนำใบตอบรับจากอิมมิเกรชั่นไปแสดงที่มหาวิทยาลัยได้ เพื่อเด็กจะได้ลงทะเบียนเรียนทัน Fall เทอมหน้าค่ะ ดิฉันดีใจที่คำตอบนี้สามารถช่วยชุบชีวิตเด็กได้ (คุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ อิมมีเดียท เรเลทีฟ และ กรุ๊บเพร็ฟเฟอเร็นซ์ ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง” บทที่ 4 ใบเขียว หน้า 4-8)
โทรศัพท์จากเบบี้ บูมเม่อร์
ถาม ลูกชายดิฉันเพิ่งได้ซิติเซ่น “ได้ยินเขาบอกมาว่า………. “ (ฮะแอ้ม) มีกฎหมายใหม่ที่เมื่อลูกได้ซิติเซ่นพ่อหรือแม่จะได้ซิติเซ่นตามลูกโดยอัตโนมัติใช่หรือไม่
ตอบ “เขาบอกมาผิดค่ะ……” หรือคุณอาจเข้าใจผิดคือไปสลับกัน มีกฎหมายใหม่ออกมาจริงค่ะเรียก Child Citizenship Act ผ่านมีผลบังคับใช้วันที่ 27 ก.พ. 2001 (คุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเรื่อง Child Citizenship Act ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา”เล่มหนึ่ง บทที่ 5 กฎหมายสัญชาติและซิติเซ่นหน้า 5-4) คือ ถ้าพ่อหรือแม่เด็กได้ซิติเซ่น และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ยังไม่แต่งงาน เด็กจะได้ซิติเซ่นตามพ่อหรือแม่โดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องสอบหรือถูกสอบประวัติ แต่มีเงื่อนไขว่าเด็กต้องได้ใบเขียวแล้วและอยู่ภายใต้ความปกครองของพ่อหรือแม่ซิติเซ่น ที่มาของกฎหมายนี้คือ โดยปกติเมื่อพ่อแม่ซิติเซ่นทำใบเขียวให้ลูก ลูกต้องคอย 5 ปีหลังจากที่ได้ใบเขียวถึงจะยื่นเรื่องทำซิติเซ่นได้ ปัญหาเกิดขึ้นกับเด็กที่เป็นบุตรบุญธรรม เมื่อพ่อแม่อเมริกันซิติเซ่น“อด๊อป” (adopt) รับเด็กกำพร้าต่างชาติมาเป็นบุตรบุญธรรมตั้งแต่แบเบาะ ตัวอย่าง ดาราสาว Angelina Jolie ที่รับบุตรบุญธรรมมาจากเขมร อัฟริกาและเวียตนาม เมื่อเด็กเข้ามาในอเมริกา พ่อแม่คนอเมริกันซึ่งไม่สันทัดกฎหมายอิมมิเกรชั่นไม่รู้ความแตกต่างระหว่างใบเขียวกับซิติเซ่น คิดว่าเด็กนั้นเมื่อเข้ามาในฐานะบุตรบุญธรรมของตน เท่ากับเขาเป็นคนอเมริกันถือสัญชาติอเมริกันเช่นตน พ่อแม่จะไม่เคยคิดว่าเมื่อครบ 5 ปีเมือไรต้องรีบไปทำเรื่องโอนสัญชาติให้บุตรบุญธรรม ตัวเด็กก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เติบโตขึ้นมาในอเมริกากับพ่อแม่ฝรั่ง ตลอดเวลาคิดว่าตนเป็นคนอเมริกัน ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเด็กโตเป็นผู้ใหญ่ไปทำผิดกฎหมายอาญารุนแรง อยู่ดีๆอิมมิเกรชั่นดำเนินเรื่องเนรเทศ และอีกกรณีคือพอ เมื่อเด็กอายุ 18 ปี ครบอายุเลือกตั้งได้ ก็ไป “โวท” (vote) หรือออกเสียงเลือกตั้ง ซึ่งตามกฎหมายอิมมิเกรชั่นถ้าคุณไม่ใช่ซิติเซ่นและคุณไปโวท ถือเป็นกราวนด์ (ground) ที่คุณจะไม่ได้ซิติเซ่นไปตลอดชีวิต เพราะการออกเสียงเลือกตั้งถือเป็นเป็นสิ่งสำคัญมากและเป็นอภิสิทธิ์และหน้าที่อย่างใหญ่หลวงสำหรับคนอเมริกันเท่านั้นที่จะออกเสียงเลือกตั้งได้ หรือในกรณีที่เด็กไปพลาดพรั้งกระทำความผิดทางอาญา นอกจากจะถูกจับติดคุกแล้วยัง “เซอร์ไพรส์” (surprise) ถูกเนรเทศออกนอกประเทศอีกเพราะเด็กยังไม่ได้เป็นซิติเซ่นเพียงถือใบเขียว (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่ม หัวข้อ “คุณสมบัติผู้โอนสัญชาติ” ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา”เล่มหนึ่ง บทที่ 5 กฎหมายสัญชาติและซิติเซ่น) กฎหมาย Child Citizenship Act ผ่านออกมาเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับบุตรบุญธรรมข้างต้นนี้ โดยระบุพ่อหรือแม่อเมริกันซิติเซ่น เมื่อรับเด็กต่างชาติเข้ามาในฐานะบุตรบุญธรรม เมื่อเด็กเข้ามาในประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย คือได้ใบเขียวเข้ามา ณ. วันที่เด็กเหยียบเท้าเข้าอเมริกา เด็กจะได้ซิติเซ่นคือได้สัญชาติอเมริกันทันทีโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องคอย 5 ปีแบบเก่า กฎหมายนี้มีผลกับเด็กลูกซิติเซ่นทั่วไปไม่เฉพาะบุตรบุญธรรม เนื่องจากตามสิทธิรัฐธรรมนูญอเมริกัน กฎหมายไม่สามารถเลือกที่รักมักที่ชังได้ต้องปฏิบัติต่อคนในสถานการณ์เดียวกันเท่าเทียมกัน (เรียก อีควล โพรเท็คชั่น Eaual Protection) กฎหมายนี้จึงได้ผลประโยชน์ครอบคลุมไปถึงเด็กลูกซิติเซ่นทุกคนตราบใดที่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปียังไม่แต่งงานและถือใบเขียวเรียบร้อยแล้ว หรือเข้ามาอเมริกาเพื่อมารับใบเขียว ถ้าพ่อหรือแม่ของเด็กเป็นซิติเซ่นเด็กจะได้ซิติเซ่นโดยอัตโนมัติ ตัวอย่าง
คุณเป็นซิติเซ่น ยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ลูกอายุต่ำกว่า 18 ปีมาจากเมืองไทย เมื่อเรื่องผ่าน วันที่เด็กเดินทางเข้าอเมริกามารับใบเขียว วันที่เด็กเหยียบเท้าเข้าอเมริกา เด็กจะได้สัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติ
คุณได้ใบเขียวจากการแต่งงานกับซิติเซ่น ในขณะเดียวกันลูกของคุณได้ใบเขียวพร้อมคุณในฐานะลูกเลี้ยง สามปีให้หลังคุณยื่นเรื่องโอนสัญชาติได้เป็นซิติเซ่น ณ. วันนั้นถ้าลูกคุณยังอายุต่ำกว่า 18 ปีและไม่แต่งงาน ลูกของคุณจะได้สัญชาติอเมริกันตามคุณโดยอัตโนมัติ
ข้อดีมากๆของกฎหมายนี้อีกข้อหนึ่งคือ กฎหมายมีผลบังคับใช้ย้อนหลัง เรียก “เร็ทโทรแอ็กทีฟ” (retroactive) คือนำมาใช้กับเด็กที่พ่อแม่เป็นซิติเซ่นที่มีลูกที่ได้ใบเขียวก่อนอายุ 18 ปี ถึงแม้ว่าปัจจุบันเด็กจะอายุมากเกิน 18 ปีแล้วก็ตาม กฎหมายนี้ได้ช่วยเด็กลูกความที่เป็นบุตรซิติเซ่นของดิฉันหลายคน ที่มีปัญหาคดีอาญา แทนที่จะถูกเนรเทศกลับได้ซิติเซ่น โดยอัตโนมัติ
ซิติเซ่นชิป เซอร์ติฟิเคท
กรณีที่เด็กได้ซิติเซ่นโดยอัตโนมัติ คุณสามารถยื่นขอพาสปอร์ตอเมริกันให้เด็กได้ทันที โดยแสดงหลักฐานว่าเด็กเป็นลูกของคุณ และคุณเป็นซิติเซ่น แต่เด็กจะไม่มี ซิติเซ่นชิป เซฮร์ติฟิเคท (Certificate of Citizenship) แสดง ดิฉันแนะนำให้คุณยื่นเรื่องขอ ซิติเซ่นชิป เซอร์ติฟิเคท ให้เด็ก เนื่องจากบางประเทศไม่รับว่าพาสปอร์ตเป็นหลักฐานที่แน่นพอว่าผู้ถือพาสปอร์ตเป็นซิติเซ่นของประเทศนั้นๆ แต่ ซิติเซ่นชิป เซอร์ติฟิเคท จะเป็นหลักฐานที่แน่กว่าที่จะพิสูจน์ว่าตนเป็นอเมริกันซิติเซ่น
วกกลับมาคำถามที่ว่าพ่อหรือแม่จะไม่ได้เป็นอเมริกันซิติเซ่นโดยอัตโนมัติตามลูกซิติเซ่นหรือไม่ คือไม่ได้ค่ะ คุณต้องผ่านขั้นตอนดังนี้ คือ ลูกซิติเซ่นต้องอายุเกิน 21 ปีขึ้นไป ต้องยื่นเรื่องขอใบเขียวคุณก่อน ในกร็บ “อิมมีเดียท เรเลทีฟ” (immediate relatives) ซึ่งจะได้เร็วประมาณ 4 เดือน หลังจากคุณได้ใบเขียว คุณต้องคอย 5 ปี คุณถึงจะยื่นเรื่องขอซิติเซ่นเองค่ะ
Happy Easter วันอาทิตย์ที่ 8 เมษานี้ นะคะ เป็นวันทางศาสนาของชาวคาทอลิคที่เชื่อกันว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพ และวันศุกร์ที่ 6 เมษา เป็นวัน Good Friday เป็นวันที่พระเยซูถูกขึงไม้กางเขนและสวรรคต วันศุกร์นี้เป็นวันสุดท้ายที่ผู้นับถือศาสนาคาทอลิคจะไม่ทานเนื้อ สามีของดิฉันเป็นคาทอลิคที่เคร่ง เราไม่ทานเนื้อทุกวันพุธและวันศุกร์เริ่มมาตั้งแต่วัน Ash Wednesday วันที่ 21 ก.พ. จนถึงวันที่ 6 เมษาจะเป็นวันสุดท้าย โชคดีที่สามีทำกับข้าวเก่ง ดิฉันเลยได้ทานปลาอร่อยๆ ทุกวันพุธและศุกร์มา 6 สัปดาห์แล้ว คุณสามารถอ่านเกี่ยวกับวันเทสกาลต่างๆของอเมริกาเป็นเกล็ดความรู้ได้ในหนังสือ “อยู่อเมริกา”หน้า 28

วีซ่าเกษตรกร

ในคอลัมน์เสาร์ที่ 10 มีนา ดิฉันเขียนคอลัมน์ วีซ่า H-2B ให้แฟนคอลัมน์ในเมืองไทยที่อีเมล์มาถามดิฉันเกี่ยวกับวีซ่า H-2B ก่อนที่จะไปลงสมัครโปรแกรมวางเงินเป็นเป็นแสนๆ ดิฉันดีใจที่ตัวเองสามารถเป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้ในวงกว้าง เมื่อต้นเดือนนี้ หนังสือพิมพ์เสรีชัยลงบทความที่สัมภาษณ์คุณคนไทยที่มาทำงานด้วยวีซ่าเกษตรกรและต้องเก็บเงินใช้หนี้ที่กู้มาทำวีซ่า กว่าจะใช้หนี้หมดถึงสองปี วีซ่าเกษตรกรได้สามปี ก็เท่ากับมีเวลาเก็บเงินเพียงหนึ่งปี ขนาดแบบอยู่ประหยัดไม่เที่ยวเลย  อ่านแล้วประทับใจมาก นึกอยากจะวิ่งไป “โซลิสิท” (solicit) หรือชักจูงให้เจ้าของไร่สวนมาจ้างเราเป็นทนายเพื่อหาชาวไร่มาทำงาน และดิฉันจะรับทำโดยคิดค่าทนายจากนายจ้างอย่างเดียวไม่เก็บจากตัวเกษตรกร พวกเขาก็จะมีค่าใช้จ่ายค่าเครื่องบินอย่างเดียวและจะสามารถเก็บเงินได้ตั้งแต่ปีแรก    คิดอยู่หลายวันประกอบกับฤดูนี้เริ่มเข้าหน้าเก็บสตรอเบอรี่ ดิฉันชอบทานสตรอเบอรี่กับ “ฮ้อท ฟัดจ์” (hot fudge) ก็จะไปซื้อสตรอเบอรี่สดที่ฟาร์มทุกสองสามวัน ตั้งใจจะถามคนขายถึงเจ้าของฟาร์ม แต่ยังจัดเวลาไม่ลงตัวเพราะถ้าเริ่มทำเคสเกษตรกร ดิฉันจะต้องดึงเวลาเรียน เวลานอนและเวลาเที่ยวไปทำเพื่อไม่ดึงเวลาจากเคสอื่น เฮ้อ อยากเป็นทสกัณฑ์ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ดิฉัน“ให้”คุณได้ตอนนี้ก็คือให้ความรู้เกี่ยวกับวีซ่านี้ไปก่อน
ความเป็นมาของวีซ่าเกษตรกร
ปัญหาของนายจ้างทั่วไปคือการขาดคนงานทั้งประเภทมีฝีมือและไม่มีฝีมือ ยกตัวอย่างการขาดแรงงานในประเทศไทย เราขาดคนทำงานบ้าน ช่างปูนช่างไม้ ประมง ซึ่งนายจ้างต้องอาศัยแรงงานพม่า เป็นต้น ในอเมริกาก็เช่นกัน ขาดแคลนแรงงาน คนทำงานบ้าน ช่าง ประมง ชาวไร่ ชาวสวน เป็นต้น รัฐบาลเข้าใจถึงปัญหานี้ ในปี 1943 หรือ พ.ศ. 2486 รัฐบาลได้ผ่านวีซ่าทำงานกรุ๊บ H คือวีซ่าทำงานชั่วคราวออกมาครั้งแรก ช่วยบริษัททำน้ำตาล ที่ขาดแรงงานและต้องการคนงานชั่วคราวมาทำไร่อ้อย ฤดูที่ต้องตัดอ้อย โดยเขารับคนงานมาจากเกาะบาฮามาส์ ภายหลังรัฐบาลจึงแยกวีซ่ากรุ๊บ H ออกเป็น H-2A วีซ่าเฉพาะสำหรับเกษตรกร วีซ่า H-2B  วีซ่าคนงานชั่วคราวทุกประเภทยกเว้นเกษตรกร และวีซ่า H-1B เป็นวีซ่าทำงานระดับโปร เฟสชันแน่ล (Professional)  วีซ่ากรุ๊บสองกรุ๊บนี้ วีซ่า H-2A หรือวีซ่าเกษตรกร และวีซ่า H-2B เป็นวีซ่าทำงานชั่วคราว “น็อน อิมมิแกรนท์วีซ่า” (Non Immigrant Visa) ที่นายจ้างหรือบริษัทต้องการคนงานมาลดโหลดช่วงฤดูที่เก็บเกี่ยวและฤดูที่ธุรกิจบูมมากๆ เรียก พี้ค ซีซั่น (peak season) หรือ “ไฮซีซั่น” (high season) เนื่องจากอเมริกาเป็นประเทศใหญ่และมีภูมิอาการศต่างกัน ฉะนั้นแต่ละฤดูและรัฐแต่ละภาคจะมีการเก็บเกี่ยวได้พืชผลไม้ต่างชนิดได้ตลอดปี ฉะนั้นผู้มาวีซ่าเกษตรกรอาจจะต้องไปทำไร่ทำสวนตามที่ต่างๆฉะนั้นอาจจะต้องย้ายรัฐบ่อย
อายุวีซ่า
วีซ่า H-2A เกษตรกรมีอายุ 3 ปี ซึ่งต่างกับวีซ่า H-2B ซึ่งมีอายุเพียงปีเดียวหรือสั้นกว่านั้น

ความรับผิดชอบของนายจ้าง
นายจ้างที่ทำเรื่องวีซ่าให้คุณมา มีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมายอิมมิเกรชั่นดังนี้

ค่าเดินทาง  

  (1) ค่าเครื่องบิน นายจ้างไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายออกค่าเครื่องบินให้ก่อน ส่วนมากคนงานจะเป็นฝ่ายออกค่าเดินทาง ถ้าคุณเป็นฝ่ายออกค่าเครื่องบินเอง ถ้าคุณอยู่ทำงานครบ 50% ของงานตามที่ตกลงในข้อสัญญา นายจ้างต้องคืนเงินค่าเครื่องบินขาไปให้คุณจากเมืองไทยไปอเมริกาและเงินค่าอื่นๆ ที่คุณได้จ่ายมาจากเมืองไทยเพื่อมาทำงาน

(2) ถ้าคุณทำงานครบตามสัญญา นายจ้างต้องออกค่าเครื่องบินขากลับให้คุณ และเงินค่าอื่นๆที่คุณจ่ายในเมืองไทย
ค่าแรง    นายจ้างต้องจ่ายค่าแรงไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำและต้องจ่ายตามค่าแรงในท้องตลาดในรัฐนั้นๆ ถ้านายจ้างจ่ายค่าแรงเป็นงานชิ้น (เรียก พีซเรท หรือ piece-rate) ค่าแรงเมื่อนับออกมาแล้วต้องไม่ต่ำกว่าค่าแรงที่คุณต้องได้ถ้าคุณรับรายชั่วโมง
ที่พักอาศัย        นายจ้างต้องมีที่พักอาศัยให้คนงานอยู่ฟรี ถ้าคนงานไม่สามารถเดินทางไปกลับระหว่างบ้านถึงไร่สวนได้ในวันเดียวกัน ฉะนั้นคนงานที่มาจากเมืองไทยจะต้องได้ที่อยู่ฟรี และที่อยู่นั้นต้องได้มาตรฐานและจะถูกตรวจหรือ “อินเสป็ก” (inspect) ว่าได้มาตรฐานหรือไม่
อาหาร        นายจ้างต้องมีอาหารให้คนงานวันละสามมื้อ นายจ้างสามารถชาร์จค่าอาหารรายวันได้ หรือให้บริเวณครัวฟรีที่สะดวกให้คนงานสามารถทำกับข้าวทานเองได้
รถรับส่ง        ถ้านายจ้างเป็นคนจัดที่พักอาศัยให้ นายจ้างต้องเป็นจัดรถรับส่งคนงานจากที่พักไปไร่ฟรี
ประกันเจ็บป่วย    นายจ้างต้องมีประกันให้ถ้าคนงานเจ็บป่วยขณะทำงาน โดยจ่ายค่ารักษาพยาบาลและชดใช้ค่าแรง เรียก เวิ้ร์คเค่อร์ส คอมเพ็นเซชั่น (Workers Compensation) ถ้ารัฐใดที่ไม่บังคับให้นายจ้างซื้อ เวิ้ร์คเค่อร์ส คอมเพ็นเซชั่น นายจ้างต้องซื้อประกันอื่นที่เท่าเทียมกับ “เวิ้ร์คเค่อร์ส คอมเพ็นเซชั่น” ให้คนงาน
เครื่องมือทำงาน    นายจ้างต้องเป็นคนจัดหาเครื่องมือทำงานให้คนงานฟรี
การันตีงาน    นายจ้างต้องการันตีว่ามีงานให้ทำอย่างน้อย ¾ ตามที่ตกลงในสัญญา  ถ้ามีงานน้อยกว่านั้น นายจ้างยังต้องจ่ายค่าแรงตามที่การันตี
การจ่ายค่าแรง    นายจ้างต้องเก็บ “เร็คคอร์ด” (record) ชั่วโมงงานที่คุณทำอย่างละเอียด และต้องเขียนชั่วโมงงานอย่างละเอียดตอนจ่ายค่าแรงหรือเงินเดือนให้คุณ นายจ้างต้องจ่ายค่าแรงอย่างต่ำสองครั้งต่อเดือนหรือบ่อยกว่านั้นแต่ห้ามน้อยกว่านั้น
ทำใบเขียว    ผู้ที่มาอเมริกาด้วย H-2A ถ้าคุณปิ๊งกับใครในอเมริกา และได้แต่งงานกับผู้ถือสัญชาติอเมริกัน (อเมริกันซิติเซ่น) คู่สมรสอเมริกันซิติเซ่นสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณได้ ในขณะที่วีซ่ายังไม่ขาดหรือวีซ่าขาดแล้ว    (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับวีซ่า H-2B และวีซ่า J-1 ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งบท ระบบวีซ่า หน้า 3-10; 3-13)

วีซ่าเกษตรกรเป็นวีซ่าที่ดีสำหรับชาวไร่ชาวสวน ถ้าคุณต้องการลุยงานเก็บเงินและเรียนรู้ระบบงานในอเมริกา งานเป็นงานหนัก ถ้าคุณตั้งใจทำงานเก็บเงินตามตัวอย่างคุณที่ให้สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์ คุณจะเรียนรู้ความเป็นอยู่ระบบงานของคนที่นี่ และถ้าคุณขวนขวายคุณก็จะได้ภาษากลับไป ถ้าคุณทำงานครบตามกำหนดสัญญา คุณก็จะได้รับประโยชน์หรือเบเนฟิต (benefits) ที่กล่าวมาข้างต้นเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าคุณโดดงานและอยู่เถื่อนกลายเป็นโรบินฮู้ด คุณก็จะอยู่อย่างผิดกฎหมาย เมื่อคุณกลับเมืองไทยคุณจะไม่ได้กลับเข้ามาอเมริกาอีก นอกจากถ้าคุณได้แต่งงานกับซิติเซ่นและได้ใบเขียว คุณถึงจะอยู่ในอเมริกาได้อย่างถูกต้อง ทำงานและเดินทางเข้าออกประเทศได้
คุณที่อยู่เมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้ที่ คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308 หรือ 02 272-4582

คุยกันสนุกๆ

ตั้งแต่ดิฉันเปิดเว๊บไซท์และอีเมล์ รู้สึกว่ามีแฟนๆต่างรัฐและเมืองไทยเพิ่มขึ้น เพราะทุกสัปดาห์จะจะมีอีเมล์เข้ามามากขึ้นและดิฉันชอบตอบคำถามทางอีเมล์ เพราะนอกจากจะช่วยให้ดิฉันมีเวลาทำงานมากขึ้นและยังมีเวลาเที่ยวมากขึ้น คนที่ใช้คอมและอีเมล์เป็นก็จะได้เปรียบเพราะสามารถติดต่อดิฉันได้ “เทว็นตี้ฟอร์-เซเว่น” (24/7 คือตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์) มีแฟนคอลัมน์บอกมาว่าชอบที่ดิฉันเขียนทับศัพท์ภาษาอังกฤษและภาษาไทยควบคู่กัน ทำให้เรียนรู้ศัพท์ไปตัว (ดิฉันชอบให้แฟนๆคอลัมน์ทันสมัยค่ะ และเข้าใจเวลาได้ยินฝรั่งพูด) ถ้าคุณที่ใช้อีเมล์ไม่เป็นลองหัดสิคะ ไม่ยากอย่างที่คิด จำได้ว่าญาติรุ่นพี่ดิฉัน (รุ่นเบบี้ บูมเม่อร์ Baby Boomer) ทำงานแบ๊งค์ตำแหน่งใหญ่ในเมืองไทยใช้คอมไม่เป็น เล่าว่าตอนที่สิงค์โปร์เข้ามาถือหุ้นใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงระบบงาน โดยให้พวกผู้บริหารหัดใช้คอม เขาเริ่มด้วยการบังคับให้ผู้บริหารใช้อีเมล์ภายในบริษัทก่อน แทนที่จะออกจดหมายเวียนสำคัญๆเป็นกระดาษเม็มโม กลายเป็นส่งออกทางอีเมล์

ญาติดิฉันเริ่มใช้อีเมล์เป็นตั้งแต่บัดนั้นและเริ่มสนุกกับมันโดยภายหลังแทบจะเลิกยกโทรศัพท์คุยกับเพื่อนร่วมงาน อีเมล์คุยกันแทน
ดิฉันอยากให้แนะนำให้คุณลองใช้คอมของลูกหลานในบ้านให้เด็กสอนให้ หรือไม่ก็ไปเรียนคอร์สผู้ใหญ่ที่ “อดัลท์สกูล” (Adult school) ตอนนี้เพิ่งเปิดลงทะเบียนภาคสปริงหรือฤดูใบไม้ผลิ (Spring) ดิฉันเองเพิ่งไปลงเรียนคอร์ส (course) ไว้สองคลาส (class) ค่ะ คือ สแปนิช (Spanish) และ แบลลี่ดานซ์ (Belly Dance) ที่เมืองไซเปรส (Cypress) กับแอนนาไฮม์ (Anaheim) เริ่มสัปดาห์หน้าไปถึงมิถุนา นอกจากจะได้ความรู้เพิ่มยังได้บริหารหน้าท้องอีกด้วย ถ้าใครสนใจไปเรียนคอมโทรติดต่อได้ที่ 714.808.4949 แอนนาไฮม์ และ 714.484.7038 ไซเปรส หรือลงทะเบียนออนไลน์ http://www.sce.cc.ca.us ส่วนผู้ที่ไม่เก่งภาษาและไม่กล้าไปสอบซิติเซ่น ขอแนะนำอย่างแรงค่ะให้ไปลงทะเบียนเรียนคลาส เตรียมตัวสอบซิติเซ่น ซึ่งเขามีเปิดสอน ค่าเรียนประมาณ $35-50 ขึ้นอยู่กับโรงเรียน และฟังเทปชุดเตรียมสอบซิติเซ่นของดิฉันควบคู่ไป คลาสอื่นๆให้ความรู่มีมาก เช่นเรียนทำอาหาร ขนม จัดดอกไม้เป็นต้น

ผู้ที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวสามารถลงทะเบียนเรียนได้โดยไม่ผิดกฎหมายอิมมิเกรชั่นและไม่ต้องไปเปลี่ยนเป็นวีซ่านักเรียน
ดิฉันจำได้ว่าดิฉันใช้คอมครั้งแรกตอนเรียนกฎหมายปีสาม ดิฉันไปหาพี่สาวที่เยอรมันนี นั่งมองพี่สาวใช้คอม และพี่สาวบอกว่า ดิฉันจะเป็นทนายความได้อย่างไรใช้คอมไม่เป็น ต้องหัดตั้งแต่เดี๋ยวนี้ พอดิฉันกลับมาอเมริกาก็วิ่งไปซื้อคอมทันทีเครื่องละประมาณ $2,500 (เดี๋ยวนี้ $500 กว่าก็ซื้อได้) ตอนซื้อ ร้านที่ซื้อมีคลาสสอนวิธีใช้คอมให้ ดิฉันก็หัดเรียนวิธีเปิดปิด หลังจากนั้นดิฉันก็หัดพิมพ์ต๊อกแต๊กๆไปเรื่อย ดิฉันไม่เคยเรียนพิมพ์ดีด ทั้งไทยและอังกฤษมาก่อนในชีวิต พอจบเป็นทนาย จำได้ว่าครั้งแรกที่ดิฉันตัดสินใจเขียนคอลัมน์กฎหมาย ดิฉันนั่งพิมพ์ภาษาไทยครั้งแรกชีวิต พิมพ์อยู่หลายชั่วโมงได้หนึ่งหน้า และไม่รู้อย่างไร นิ้วไปจิ้มคีย์ลบหรือ ดีลีท (delete) ลบหน้านั้นออกไปทั้งหน้า ดิฉันจำได้ว่าเอามือปิดหน้าร้องไห้โฮ คุณสามารถหาอ่านบทความแรก (หน้าประวัติศาสตร์นี้) เรื่อง “คนไทยกลัวถูกซู” ได้ในหนังสือ รวมคอลัมน์กฎหมายเล่มหนึ่ง  ซึ่งเป็นหนังสือรวมคอลัมน์กฎหมายแต่ละสัปดาห์มากกว่า 52 บทที่ดิฉันเขียนลงในหนังสือพิมพ์เสรีชัยในปีแรกที่ดิฉันเป็นทนายใหม่ๆ (หนังสือรวมคอลัมน์กฎหมายเล่มหนึ่งเป็นหนังสือที่ดิฉันรักมากที่สุด เพราะดิฉันเขียน. “จิ้ม” ด้วยหัวใจจริงๆ) จนวันนั้นถึง ณ. วันนี้ 12 ปีกว่าแล้วที่ดิฉันทั้งเขียนคอลัมน์แต่ละสัปดาห์และหนังสือผลงานดิฉันทั้งหมด 7 เล่ม ดิฉันยังจิ้มคีย์อยู่เลยค่ะ เพราะจนปัจจุบันก็ยังพิมพ์สัมผัสไม่เป็น อยากจะโทษสามีเก่าที่ตอนนั้นดิฉันเป็นแม่บ้านอยู่บ้านเลี้ยงลูก อยากจะไปเรียนวิธีพิมพ์ดีดที่อดัลท์สกูล เขาบอกว่าไปเรียนทำไม ถ้าเธอพิมพ์ดีดเป็นเวลาเธอไปทำงานก็จะมีแต่ผู้ชายใช้ให้เธอพิมพ์ดีด เธอก็จะตกที่นั่งเลขา เธอจบปริญญาโทแล้วไม่ต้องไปเป็นเลขาใคร (สมัยก่อนผู้ชายผู้หญิงไม่ค่อยจะเท่าเทียมกันในที่ทำงาน คุณสามารถอ่านเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ ความไม่เท่าเทียมกันของผู้หญิงได้ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” บท วัฒนธรรมอเมริกัน หัวข้อ วัฒนธรรมผู้หญิงอเมริกัน  หน้า -29 และในหนังสือ “รวมคอลัมน์กฎหมายเล่มหนึ่ง”  เรื่อง สิทธิผู้หญิง หน้า 52)
สรุป ถ้าคุณจะมีข้อแก้ตัวไม่ไปเรียนวิธีใช้คอมว่าพิมพ์ไม่เป็นก็คงไม่มีแล้วนะคะ ถ้าดิฉันจิ้มหนังสือทั้งเล่มได้ คุณต้องจิ้มอีเมล์หาดิฉันได้ ประโยชน์ของการใช้อีเมล์นอกจากคุณจะได้คุยกับดิฉัน 24/7 ช็อปปิ้งออนไลน์ประหยัดน้ำมัน และสามารถเข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ เจ็นเอ็กซ์ (Gen X อายุระหว่าง 42-30 ปี) และเจ็นวาย (Gen Y อายุระหว่าง 29-13 ปี) และถ้าลูกหลานเห็นคุณใช้คอมเป็นก็จะเกรงใจ และก็จะกลัวคุณแอบไปดูว่าเขาดูอะไรอยู่หน้าคอม เวลาดิฉันมีอีเมล์เข้ามาส่วนใหญ่จะมาจากสองรุ่นนี้คือ เจ็นเอ็กซ์ และ เจ็นวาย แทบจะไม่มีรุ่นดิฉันคือรุ่นเบบี้บูมเม่อร์ (อายุระหว่าง 61-43 ปี) เข้ามาเลย ถ้าหลังจากคอลัมน์นี้ ดิฉันมีรุ่นเบบี้บูมเม่อร์อีเมล์เข้ามาดิฉันคงจะแฮ็ปปี้สุดๆ (คุณสามารถอ่านข้อมูลเกร็ดความรู้เกี่ยวกับรุ่น หรือ เจนเนอเรชั่น ต่างๆกัน ได้ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” บท วัฒนธรรมอเมริกัน หัวข้อ วัฒนธรรมต่างรุ่น  หน้า -31)
เป็นไงคะ สัปดาห์ที่แล้วเมื่อวันที่ 11 มีนาที่ทางรัฐบาลเปลี่ยนเวลาเร็วขึ้นกว่าที่เคยปฏิบัติมา 6 สัปดาห์เพื่อประหยัดพลังงาน (เดย์ไลท์ เซฟวิ่ง ไทม์ Day light saving time) ทำให้หลายคนสูญเวลานอนไปหนึ่งชั่วโมง หกโมงเช้ายังมืดตึ๊ดตื๋อ นึกถึงคนแถบตะวันออกหรืออีสท์ โคสท์ (East Coast) คงมืดและหนาวสุดๆ
และวันเซ็นท์ แพททริค เดย์ (Saint Patrick’s Day) วันเทศกาลของคนไอริชเมื่อวันเสาร์ที่ 17 มีนา พวกคุณใส่อะไรสีเขียวๆกันบ้างหรือเปล่า ถ้าไม่ใส่ก็จะเป็นประเพณีที่จะถูกหยิก ถ้าถูกหยิกมากๆเนื้อก็จะ “เขียว” ปั้ดไปเอง วันเทสกาลสนุกๆคราวหน้าคือ วัน “เอพริลส ฟูล” (April’s fool day) ตรงกับวันที่ 1 เมษา วันนี้เป็นวันที่คนอเมริกันจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะ คือเขาจะแกล้งพูดอะไรๆหลอกคุณ เช่น “รถของคุณยางแบน” หรือ “มีโทรศัพท์ถึงคุณ” เมื่อคุณหลงเชื่อวิ่งไปดูรถ หรือวิ่งไปรับโทรศัพท์ เขาก็จะตะโกนบอกคุณด้วยความลิงโลดใจว่า “เอพริลส ฟูล” คือฉันหลอกเธอสำเร็จ ลองเล่นสิคะ สนุกดี  แต่อย่าให้รุนแรงเช่นไปหลอกเขาว่า แฟนป่วยหรือมีแอ็กซิเด็นท์ เป็นต้น เพราะอาจเสียเพื่อนได้ (คุณสามารถอ่านข้อมูลเกร็ดความรู้ได้ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” บทการแบ่งเขตและวันหยุด  หน้า  27)
ดิฉัน “เม๊าท์” มาเกินหนึ่งหน้าแล้ว วกกลับมารายงานข่าวความคืบหน้าของ “คอมพรีเฮ็นซีฟ อิมมิเกรชั่นรีฟอร์ม” (Comprehensive Immigration Reform เรียกย่อๆว่า CRI) หรือการปฏิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่นใหม่ ซึ่งจะรวมโปรแกรมสำคัญที่ทุกคนรอคอยคือ  เกสท์ เว็ร์คเคอร์ โปรแกรม ที่จะให้โรบินฮู้ดทำงานอย่างถูกกฎหมายและสามารถขอใบเขียวได้ในอนาคต และ ดรีมแอกท์ (DREAM ACT) ที่จะให้เด็กที่ได้เข้ามาเรียนหนังสือในอเมริกาตั้งแต่เล็กสามารถขอใบเขียวได้ และเพื่อมีโอกาสเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยจ่ายค่าเล่าเรียนในฐานะอเมริกันเรสสิเดนท์ได้ ขอย้ำอีกทีว่าตอนนี้ยังไม่ผ่านนะคะ แต่กำลังมีการเคลื่อนไหวในสภา ทางเซเนท (Senate) และเฮาส์ฟลอร์ (House floor) เอาข้อเสนอหรือบิล (Bill) หลายบิลที่ส.ส.ร่างเสนอและผ่านแล้ว เข้าประชุมอยู่ โดยพยายามที่จะแก้ไขเพิ่มและตัดอันใดที่คาดว่าจะเวิ้ร์คและไม่เวิ้ร์ค เช่น ข้อที่ว่าผู้ที่เข้ามาก่อน 5 ปีถึงจะยื่นเรื่องขอเบเนฟิทได้อาจเปลี่ยนปีให้น้อยกว่านั้น หรือผู้ยื่นเรื่องต้องเดินทางออกนอกประเทศและกลับมาใหม่ และหลายๆข้อ คาดว่าเมื่อ CRI นี้ผ่านจะเป็นการปฏิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่นครั้งใหญ่หลังจากการปฏิรูป ครั้งแอมเนสตี้ปี 1986 และปี 1996 (โปรดอ่านเกี่ยวกับกฎหมายคนเข้าเมือง หัวข้อ กฎหมายอภัยโทษ และ กฎหมายคนเข้าเมืองฉบับปฏิรูปปี 1996 ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง” บทกฎหมายคนเข้าเมืองหน้า 2-6 ถึง 2-9) อดใจรอกันอีกหน่อยนะคะ
คุณที่อยู่เมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้ที่ คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308 หรือ 02 272-4582

วีซ่า H-2 B

ประกาศ ผลงานของดิฉันทั้งหมดมีหนังสือ 6 เล่มดังนี้ “รวมคอลัมน์กฎหมายเล่ม 1 เล่ม 2 เล่ม 3 ซึ่งรวมคอลัมน์เขียนลงเสรีชัยแต่ละสัปดาห์มีเนื้อหาสาระทั่วไปด้านกฎหมาย ทั้งสามเล่ม $60 หนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา เล่ม 1 และเล่ม ,2 ฉบับ update เล่มละ $45 ให้ความรู้กฎหมายทั่วไปรวม กฎหมายอิมมิเกรชั่น กฎหมายเกี่ยวกับนายจ้างและลูกจ้าง แลนด์ลอร์ดและผู้เช่า บ้านและที่ดินการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในเมืองไทย กฎหมายครอบครัวและหย่าร้าง หนี้สินและเครดิตคาร์ด มรดกพินัยกรรม และลิฟวิ่งทรัสต์ ศาลและคดีอาญาต่างๆ และหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดชื่อ “อยู่อเมริกา” เล่มละ $35 ให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอเมริกา ความเป็นอยู่และสังคมของคนอเมริกัน เพื่อให้คุณเข้าใจคนอเมริกัน ความนึกคิดของเขา และรู้จักสังคมอเมริกัน ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถดำรงชีวิตประจำวันอยู่ในอเมริกาง่ายขึ้น

ประกาศ คุณสามารถอ่านคอลัมน์นี้ได้จาก website ค่ะ http://www.rujirat.com และติดต่อดิฉันได้ทางโทรศัพท์ 714.994.5958 หรือทางแฟกส์ที่ 714.475.6939 หรืออีเมล์หาดิฉันได้ที่ attorneyruji@aol.com

อย่าลืมนะคะ ว่าคืนวันเสาร์ที่ 10 มีนาคมนี้หรือเช้าวันอาทิตย์วันที่ 11 มีนา เราจะมีการเปลี่ยนเวลาตอนตีสอง โดยหมุนเข็มนาฬิกาจากตีสองเป็นตีสาม การเปลี่ยนเวลานี้เป็นการประหยัดพลังงาน ปีนี้เริ่มปีแรกที่เปลี่ยนเวลาเร็วขึ้นซึ่งเมื่อก่อนจะเปลี่ยนวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนเมษายน (คุณสามารถอ่านข้อมูลเกร็ดความรู้นี้ได้ในหนังสือ อยู่อเมริกา หน้า 27)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีแฟนเว๊บไซท์อีเมล์มาหาดิฉันจากเมืองไทย เธอเห็นโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐรับทำ H-2 B วีซ่าเธออยากทำแต่กลัวถูกหลอกไปขายแรงงานอย่างผิดกฎหมาย ขอให้ดิฉันช่วยอธิบายว่า H-2B วีซ่า (เอ็ช ทู บี) คืออะไร และขอคำแนะนำว่าควรทำดีหรือไม่ อ่านแล้วดีใจมากๆที่เธอนึกถึงดิฉันและรอบคอบถามเข้ามาก่อน ประกอบกับสัปดาห์ที่แล้วหนังสือพิมพ์เสรีชัยลงอาร์ติเคิลที่สัมภาษณ์ผู้ที่มาทำงานเป็นเกษตรกรภายใต้ H-2A ทำให้ดิฉันมีความตั้งใจเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับสองวีซ่านี้ให้คนไทยที่อยากมาทำงานในอเมริกา

ถาม วีซ่า H-2 B คืออะไร ความหมายของวีซ่าเป็นประเภทไหน

ตอบ วีซ่า H-2 B เป็นวีซ่าทำงานชั่วคราว “น็อน อิมมิแกรนท์วีซ่า” (Non Immigrant Visa) ที่นายจ้างหรือบริษัทต้องการคนงานมาลดโหลดช่วงฤดูที่ธุรกิจบูมมากๆ เรียก พี้ค ซีซั่น (peak season) หรือ “ไฮซีซั่น” (high season) เมื่อหมดช่วงธุรกิจบูม นายจ้างก็จะไม่ต้องการคนงานต่อไป หรือบริษัทที่พึ่งเปิดใหม่ต้องการคนงานมาช่วยฝึกคนงานอื่นทำต่อไป หรือคนงานมาช่วยงานแฟร์ชั่วคราวครั้งเดียว นายจ้างต้องโชว์ว่างานนั้นเป็นงานชั่วคราว ทำครั้งเดียว ถ้างานนั้นถือเป็นงานประจำจะขอวีซ่านี้ไม่ผ่าน (คองเกรสออกวีซ่ากรุ๊บ H ครั้งแรกในปี 1943 หรือ พ.ศ. 2486 ให้กับบริษัททำน้ำตาล ที่ขาดแรงงานและต้องการคนงานชั่วคราวมาตัดอ้อยจากเกาะบาฮามาส์ ภายหลังคองเกรสแยกวีซ่ากรุ๊บ H เป็นสองกรุ๊บคือ วีซ่า H-2A หรือวีซ่าเกษตรกร และวีซ่า H-2B วีซ่าคนงานชั่วคราวทุกประเภทยกเว้นเกษตรกร) งานกรุ๊บ H-2Bวีซ่าเป็นได้ทุกอาชีพอาจต้องอาศัยทักษะ (สกิลด์ เวิ้ร์คเค่อร์ส skilled workers) หรือไม่ต้องอาศัยทักษะ (อันสกิลด์ เวิ้ร์คเค่อร์ส unskilled workers) ตัวอย่างงาน คนงานตามโรงแรม รีสอร์ท สปา ซึ่งสามารถโชว์ช่วง “พี้ค ซีซั่น” ได้ อาจเป็นหน้าร้อน หรือหน้าหนาวเช่นตามสกีรีสอร์ท คนทำสวน หน้าสปริงจะมีการทำสวนมาก หรือบริษัทที่สร้างบ้านจัดสรรอาจต้องการแต่งสวนภายในหนึ่งปี ชาวประมงช่วงหน้าทำประมง อาชีพช่างต่างๆ เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างก่อสร้าง ช่างเชื่อม ช่างหล่อ (เหล็ก นะคะ ไม่ใช่รูปหล่อ) คนงานในร้านอาหารหรือพ่อครัวแม่ครัว คนงานขายของตามห้าง คนทำงานในโรงงานเนื้อหรือไก่ และหมอนวด เป็นต้น อายุวีซ่าหนึ่งปีหรือน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับงาน คุณอาจขอต่อวีซ่าได้ครั้งละหนึ่งปีในอเมริกา ต่อได้สูงสุดสองครั้ง แต่ขอต่อยากมาก เพราถ้าขอต่อจะถือว่าเข้าข่ายงานถาวร แทนที่จะเป็นงานชั่วคราว วีซ่านี้มีโควต้าออกให้ปีละ 66,000 ใบ เริ่มวันที่ 1 คุลาคม ถึง 30 กันยายน นายจ้างสามารถยื่นเรื่องก่อนภาไม่เกิน 120 วันก่อนที่จะต้องการคนงานเข้ามา

ถาม ถ้าไปอเมริกาด้วยวีซ่า H-2B เราจะอยู่ในฐานะอะไร

ตอบ H-2 B เป็นวีซ่าทำงานโดยเฉพาะ ถ้าคุณเข้ามาในอเมริกาด้วยวีซ่า H-2B คุณจะอยู่ในสถานภาพคนงานชั่วคราว คุณทำงานได้ถูกต้องตามกฎหมาย และคุณจะได้ค่าแรงหรือเงินเดือนตามที่กำหนด คือตามที่นายจ้างแจ้งไปที่กรมแรงงานตอนยื่นเรื่องทำวีซ่า ค่าแรงที่คุณจะได้ต้องเป็นไปตามค่าแรงตามท้องตลาดห้ามต่ำกว่านั้น เพราะจะถือว่าไปแย่งงานคนในอเมริกา คุณต้องทำงานกับบริษัทที่ทำเรื่องให้ คุณสามารถทำใบขับขี่ได้ และมีบัตรโซเชียล เซ็คเคี้ยวริตี้ หรือบัตรประกันสังคม รายได้ของคุณจะถูกหักภาษี และคุณยื่นภาษีรายได้สิ้นปี

ถาม ความยากในการขอวีซ่าผ่านเมื่อเทียบกับ J-1 วีซ่า

ตอบ การขอวีซ่า H-2B มีสองขั้นตอนคือ ขั้นตอนแรกนายจ้างยื่นเรื่องที่อิมมิเกรชั่นในอเมริกา นายจ้างหนึ่งคนหรือบริษัทสามารถยื่นเรื่องขอวีซ่าให้คนงานได้หลายคน โดยยังไม่ต้องให้รายชื่อ นายจ้างต้องพิสูจน์ว่างานเป็นงานชั่วคราว ฤดูที่ธุรกิจ “พี้ค” (peak) และเมื่อหมด “พี้ค” เมื่อไร เขาไม่ต้องการคนงานอีกต่อไป เมื่อขั้นนี้ผ่าน เรื่องจึงไปถึงสถานทูต อเมริกันในเมืองไทย ตอนนี้คนที่เป็นนายหน้าหรือบริษัทหาคนงานควรจะได้รายชื่อคนงานที่จะไปทำงานเรียบร้อยแล้ว ความยากในการขอวีซ่าคือ คนงานนอกจากควรจะต้องมีประสบการณ์ในงานที่จะไปทำแล้ว (ถึงแม้บางอาชีพไม่ต้องมีทักษะ แต่อาชีพส่วนมากคุณควรต้องมีประสบการณ์หรือมีความรู้ด้านนั้น) คุณยังต้องแสดงให้เห็นว่าตนไม่มีเจตนาที่จะไปทำงานหรืออยู่ถาวรในอเมริกา โดยแสดงหลักฐานความผูกพันกับประเทศไทย เช่นมีทรัพย์สิน หรือและมีครอบครัวอยู่เมืองไทย คำตอบคือไม่มีใครการันตีให้คุณได้ว่าทางสถานทูตจะอนุมัติวีซ่าให้ได้ ถ้าทางสถานทูตไม่อนุมัติทางนายหน้าหรือบริษัทหางานสามารถเปลี่ยนคนงานที่มีสำรองไว้ได้ วีซ่านี้ยากง่ายกว่าวีซ่า J-1 หรือไม่ วีซ่า J-1 เป็นวีซ่านักเรียนแลกเปลี่ยน หรือมาทำงานส่วนมากจะเป็นงานโอแพร์ (Au Pair) คืองานเลี้ยงเด็กในบ้าน ระหว่างสองวีซ่านี้คงไม่ยากง่ายกว่ากันนัก แต่งานเลี้ยงเด็กอาจจะไม่ถูกเสป็กกับหลายคน และคุณยังต้องอยู่ในบ้านของนายจ้าง(โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับวีซ่า H-2B และวีซ่า J-1 ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งบท ระบบวีซ่า หน้า 3-10; 3-13)

ถาม มีแรงงานไทยไปอเมริกาหรือเปล่า ที่ใช้วีซ่า H-2B

ตอบ มีค่ะ เคยมีกลุ่มหมอนวดมาด้วย H-2B วีซ่า มาทำให้บริษัทคนจีน ตามที่หมอนวดเล่าให้ฟังว่า ได้ค่าแรงตามที่กำหนดจริง แต่ต้องทำชั่วโมงยาวมากและไม่ได้เงินเพิ่ม ตามกฎหมายถ้าคุณทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง นายจ้างต้องจ่ายโอที

ตามอีเมล์ที่คุณว่า คุณกลัวถูกหลอกจะไปขายแรงงานอย่างผิดกฎหมาย ขอให้ดิฉันแนะนำวิธีเช็คบริษัท ที่จะแนะนำได้คือ คุณขอ references รายชื่อบริษัทเคยทำวีซ่าให้ไปมาแล้ว คุณบอกว่านี่เป็นตรั้งแรกที่บริษัททำวีซ่านี้ แต่ถ้าทางบริษัทเคยทำวีซ่า J-1 คุณสามารถขอ references รายชื่อคนที่ไป J-1 และคุณอาจจะไปลองเช็คกับสถานทูตอเมริกัน เขาอาจจะมีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่เคยหลอกลวงทำวีซ่า ดิฉันเต็มใจค่ะที่คุณบอกจะ attach เอกสารสัญญามาให้ดิฉันอ่านดู โชคดีนะคะ

คุณที่อยู่เมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้ที่ คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308 หรือ 02 272-4582

ค่าธรรมเนียมใหม่และควรทำซิติเซ่นดีหรือไม่

เป็นไงคะ สัปดาห์แห่งความรัก 14 ก.พ. ที่พึ่งผ่านไป Happy Valentine นะคะ วันหยุดราชการหน้าคือ เพรสสิเด๊นท์ เดย์ (President’s Day) ปีนี้ตรงกับวันที่ 19 ก.พ. และเทศกาลสนุกๆครั้งต่อไปคือ St. Patrick’s Day วันที่ 17 มีนา ที่ดิฉันกล่าวถึงวันเหล่านี้เนื่องจากข้อสอบซิติเซ่นใหม่ปีหน้าจะมีคำถามเกี่ยวกับวันหยุดราชการที่สำคัญ และความหมายของมัน เพื่อต้องการให้ผู้ที่จะมาเป็นอเมริกันซิติเซ่นรู้ถึงประเพณีต่างๆและความเป็นอเมริกันโดยแท้ ในหนังสือเล่มใหม่ของดิฉัน “อยู่อเมริกา” มีข้อมูลหนึ่งบท เกี่ยวกับการแบ่งเขตเวลาและวันหยุด บทนี้จะอยู่ในข้อสอบซิติเซ่นใหม่นะคะ
หลังจากสัปดาห์ที่แล้วลงเรื่องค่าธรรมเนียมอิมมิเกรชั่นที่จะขึ้นเดือนตุลาคม 2007 นี้ มีแฟนคอลัมน์และลูกความโทรมาขอรายละเอียดกันมาก ลูกความเก่าที่ได้ใบเขียวแล้วห่วงว่าควรรีบทำซิติเซ่นหรือไม่

ค่าธรรมเนียมใหม่
อิมมิเกรชั่นเสนอขึ้นค่าธรรมเนียมประมาณ 80% เริ่มเดือนตุลาคม 2007 ซึ่งสูงมาก โดยให้เหตุผลว่าที่จำเป็นต้องขึ้นค่าธรรมเนียม เพื่อจะได้จ้างเจ้าหน้าที่เพิ่ม เพื่อช่วยให้ “พรอเซส” (process) เคสให้เร็วขึ้น เพราะตอนนี้เคสติดค้างหรือ “แบ็คล็อก” (backlog) มาก (ขอโน็ตนะคะ ที่ดิฉันมักเขียนคำภาษาอังกฤษทับศัพท์บ่อยไม่ใช่เว่อหรือ แต่เพื่อให้คุณรู้ใช้ศัพท์และนำไปใช้ได้ เวลาฟังข่าวหรือฟังทนายฝรั่งพูดจะได้เข้าใจ) ถ้าข้อเสนอผ่านค่าธรรมเนียมใหม่จะเป็นดังนี้ คือ ค่าเปลี่ยนสถานภาพ (Adjustment of Status) คือค่าทำใบเขียวในอเมริกาจากปัจจุบัน $765 ขึ้นเป็น $1,305 ค่ายกเลิกเงื่อนไขใบเขียวแต่งงาน (Conditional Green card) จากสองปีเป็นใบเขียวถาวร (Permanent Green card) จากปัจจุบัน $275 (ค่ายื่น $205 บวกค่าพิมพ์นิ้วมืออีก $70) ขึ้นเป็น $545 และค่าทำซิติเซ่นจากปัจจุบัน $400 ขึ้นเป็น $675 ไงคะ โหดไหม!!!

ทำซิติเซ่นดีหรือไม่
ลูกความหลายคนที่โทรมาถามความเห็นดิฉันว่าควรทำซิติเซ่นดีไหม (โอนสัญชาติจากไทยเป็นอเมริกัน) โดยบอกเหตุผลว่าที่ไม่ทำเพราะในอนาคตต้องการย้ายกลับไปอยู่เมืองไทย สำหรับดิฉันจุดนี้ควรเป็นเหตุผลใหญ่ที่คุณควรต้องทำซิติเซ่น เพราะถ้าคุณย้ายกลับไปอยู่เมืองไทย คุณจะสูญใบเขียวและหมดโอกาสที่จะได้ทำซิติเซ่น เพราะกว่าคุณจะขอใบเขียวใหม่และต้องอยู่ในอเมริกาอีก 3-5 ปี กว่าจะทำซิติเซ่นได้ไม่ใช่ของง่าย โดยเฉพาะกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไปในทางเข้มงวดขึ้นไม่ใช่จะง่ายลง และเมื่อคุณถึงอายุรีไทร์เม๊นท์ คุณก็คงไม่อยากมาทนอยู่ในอเมริกา 3- 5 ปีเพื่อรอทำซิติเซ่น เพราะถ้าคุณได้อเมริกันซิติเซ่นคุณสามารถอยู่เมืองไทยได้ตลอด โดยไม่ต้องเทียวไปเทียวมา และเมื่อไรที่คุณต้องการกลับอเมริกา คุณสามารถกลับได้ทุกเมื่อ และ ณ.เวลานี้ ถ้าคุณยื่นเรื่องทำซิติเซ่น ใช้เวลาเร็วมากประมาณ 4 เดือน อย่าลืมว่าการได้ใบเขียวไม่ได้มาง่ายๆ เมื่อได้แล้วก็ไม่น่าจะยอมสูญมันง่ายๆ ถ้ามีโอกาสควรจะยื่นเรื่องทำซิติเซ่นทันที

ข้อดีของการเป็นอเมริกันซิติเซ่น
เมื่อคุณเป็นซิติเซ่น คุณสามารถเลือกอยู่ที่ไหนได้ทั่วโลก โดยไม่มีการเสียสิทธิ สวัสดิการ หรือสูญซิติเซ่นชิป ฉะนั้นถ้าคุณย้ายกลับไปอยู่เมืองไทย คุณสามารถอยู่ในเมืองไทยไปตลอดชีวิตโดยไม่ต้องกลับเข้าอเมริกาเลยได้ หรืออยากกลับเมื่อไรก็กลับได้ ถ้าคุณได้รับเงินโซเชียลเมื่อแก่ คุณยังได้รับอยู่ถึงแม้คุณจะย้ายกลับไปอยู่เมืองไทย และนอกจากนี้ถ้าเกิดคุณเจ็บป่วยหนักต้องกลับมารับการรักษาพยาบาล หรือต้องการอวัยวะต่างๆ คุณมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาล สวัสดิการเม็ดดิแคร์ต่างๆในอเมริกาได้
เมื่อคุณเป็นซิติเซ่น คุณจะถืออเมริกันพาสปอร์ต (และในขณะเดียวกันคุณยังเก็บพาสปอร์ตไทย) ถ้าคุณชอบเที่ยวอย่างดิฉัน คุณสามารถเดินทางเข้าได้เกือบทุกประเทศทั่วโลกด้วยอเมริกันพาสปอร์ตโดยไม่ต้องขอวีซ่า แต่ถ้าคุณถือพาสปอร์ตไทย คุณต้องเสียเวลาทำวีซ่าเข้าประเทศ

อยู่ประเทศไทยในฐานะอเมริกันซิติเซ่น
ลูกความหลายคนเป็นห่วงว่า ถ้าโอนสัญชาติทำซิติเซ่นแล้วจะอยู่ประเทศไทยไม่ได้และยุ่งยาก ไม่ยุ่งเลยค่ะถ้าคุณจะวางแผนก่อนไปดังนี้ (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ กฎหมายสัญชาติและซิติเซ่น ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง บทที่ 5 หัวข้อ การถือสองสัญชาติ กฎหมายสัญชาติไทย การถือสองพาสปอร์ตไทย และย้ายกลับไปเมืองไทย)
ก่อนย้าย คุณควรเช็คกับคนทำบัญชีของคุณและดูสถานการณ์ทางการเงินของคุณว่าควรทำอย่างไรกับทรัพย์สินและหนี้สินที่นี่ (สังหาและอสังหาริมทรัพย์) เพราะในฐานะที่เป็นอเมริกันซิติเซ่นคุณยังมีหน้าที่ต้องยื่นภาษีทุกปี ถึงแม้คุณจะมีรายได้ต่ำและไม่ต้องจ่ายภาษีก็ตาม ดิฉันขอแนะนำให้คุณติดต่อกับคนทำบัญชีที่ในอเมริกาและให้เขายื่นให้แต่ละปี หรือคุณสามารถขอข้อมูลได้ที่สถานทูตอเมริกันในประเทศไทย
คุณควรเช็คกับโซเชียล เซคคิวริตี้ ออฟฟิสก่อนย้ายไปเมืองไทยเรื่องให้โอนเงินเข้าธนาคารเป็น Direct deposit และเช็คกฎระเบียบโซเชียลในการที่คุณจะย้ายไปอยู่นอกประเทศ ตามกฎคุณต้องแจ้งให้ทางออฟฟิสทราบถ้าคุณออกนอกประเทศเกิน 30 วัน
คุณควรเก็บเครดิตคาร์ดจากแบ๊งค์ในอเมริกาอย่างน้อยหนึ่งใบ เก็บบัญชีธนาคารอย่างน้อยหนึ่งบัญชีเพื่อไว้จ่ายบิลออนไลน์ เช่นบิลเครดิตคาร์ด ค่าภาษี เป็นต้น และเก็บที่อยู่ในอเมริกา อาจเป็นโพสท์ ออฟฟิส บ็อกส์ ที่ไปรษณีย์ เนื่องจากปลอดภัยที่สุด (ดิฉันไม่แนะนำให้ยืมที่อยู่เพื่อน) บัตรเครดิตในอเมริกามีกฎหมายโพรเท็คชั่นผู้บริโภค (consumer protection law) ดีกว่ากฎหมายประเทศไทย ถ้าคุณทำเครดิตคาร์ดของอเมริกาหาย และมีคนอื่นนำไปรูดใช้ คุณรับผิดชอบจำนวนเงินสูงสุด $50 แต่ภายใต้กฎหมายไทยไม่มี protection (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ บัตรเครดิต ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มสอง บทที่ 4 หัวข้อ บัตรเครดิต หน้า 4-7) คุณควรเลือกบัตรเครดิตที่ไม่ชาร์จค่าเซอร์วิสอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อคุณใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศ (ดิฉันใช้ Capital One Master Card ซึ่งไม่ชาร์จ fee) ส่วนบัญชีธนาคาร ดิฉันชอบแบ๊งค์ออฟอเมริกา Bank of America เพราะมีสาขาในเมืองไทยและปลอดภัยเมื่อจ่ายบิลออนไลน์และยังใช้ง่าย (user friendly) อีกด้วย คุณควรเก็บบัญชีธนาคารและเครดิตคาร์ดอย่างน้อยหนึ่งปีหรือนานกว่านั้น จนกว่าคุณจะแน่ใจว่า คุณตัดสายใยกับอเมริกาและไม่กลับมาอีก
เมื่อพาสปอร์ตอเมริกันหมดอายุ คุณสามารถต่อพาสปอร์ตอเมริกันได้ที่สถานทูตอเมริกันในประเทศไทย
ระหว่างอยู่เมืองไทย คุณสามารถใช้เซอร์วิสของกงสุลอเมริกันได้ เช่นต้องการทำโนตารี่ ต่อพาสปอร์ต ออกเสียงเลือกตั้ง เป็นต้น โดยคุณไม่ต้องเข้าแถวรอนาน โดยเข้าไปด้านเซอร์วิสสำหรับอเมริกันซิติเซ่น ซึ่งมีเวลาทำการโดยเฉพาะ
คุณควรขึ้นทะเบียนกับกงสุลอเมริกัน โดยให้ที่อยู่ในประเทศไทย โปรดเช็คเข้าไปใน website กงสุล www.travelstate.gov และคอยอ่านข่าวสารต่างๆ ซึ่งมีประโยชน์มาก ถ้ามีภัยอันตรายใดๆกับคนอเมริกัน ทางกงสุลจะแจ้งไปที่อีเมล์ของคุณ
ขอให้คุณยังคงบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน ถ้าคุณที่แต่งงานกับฝรั่งและใช้นามสกุลตามสามี ดิฉันขอแนะนำว่าให้คงใช้นามสกุลไทยตามเดิม เพื่อจะได้ไม่ลำบากในการเป็นเจ้าของที่ดิน และถ้าคุณจดทะเบียนสมรสกับสามีฝรั่งในอเมริกา ขอแนะนำว่าไม่ต้องไปจดทะเบียนในประเทศไทยซ้ำ เพราะการสมรสในอเมริกานั้นถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในประเทศไทยจะไม่มีข้อมูล เท่ากับว่าคุณสามารถคงใช้นางสาวและนามสกุลไทยต่อไปโดยไม่ต้องไปเปลี่ยน ผลดีคือ คุณจะสามารถทำนิติกรรมต่างๆได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอคำยินยอมจากสามี กฎหมายไทยไม่ให้สิทธิหญิงไทยที่มีสามีทำนิติกรรมด้วยตนเอง
ถ้าคุณได้จดทะเบียนกับสามีฝรั่งในเมืองไทยแล้ว ขอแนะนำให้คุณยังคงใช้นามสกุลไทยตนเองในใบขับขี่ บัตรประชาชน และทะเบียนบ้าน เพื่อถ้าคุณถูกใบสั่งหรือต้องไปติดต่อสำนักงานราชการ จะได้ไม่โดนเจ้าหน้าที่เลิกคิ้วเงยหน้าขึ้นมามองหน้าคุณอีกครั้งหนึ่ง
ถ้าคุณใช้พาสปอร์ตอเมริกันเข้าประเทศไทย คุณสามารถทำวีซ่าอยู่ในประเทศไทยได้หนึ่งปีในฐานะที่เป็นคนไทย กฎหมายคนเข้าเมืองเกี่ยวกับวีซ่าพึ่งเปลี่ยนไป ขอให้คุณเช็คกับ ต.ม. แต่ถ้าคุณเข้าประเทศไทยด้วยพาสปอร์ตไทย และอยู่ในประเทศไทยฐานเป็นคนไทย คุณก็ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายเรื่องวีซ่า
คุณไม่จำเป็นต้องประกาศให้คนทั่วไปรู้ว่าคุณเป็นอเมริกันซิติเซ่น เก็บอเมริกันพาสปอร์ตในที่ปลอดภัย ถ่ายสำเนาพาสปอร์ตเก็บไว้ มีลูกความเคยเล่าว่า พี่น้องแย่งทรัพย์สินมรดกกันเองได้นำมาอ้างว่าเขาเป็นอเมริกันซิติเซ่นไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้

สูญสัญชาติไทยหรือไม่
ลูกความหลายคนเป็นห่วงเรื่องว่าคุณจะสูญสัญชาติไทยหรือไม่ ถ้าคุณถือสัญชาติอเมริกันด้วย ตามกฎหมายอเมริกัน คุณสามารถถือสองสัญชาติได้ ตราบใดที่กฎหมายประเทศที่สองนั้นยอมรับสองสัญชาติ สรุปคุณถือสองสัญชาติตามกฎหมายอเมริกันได้ และถือสองพาสปอร์ตอเมริกันและไทยได้ไม่ผิด ส่วนกฎหมายไทยตามกฎรัฐธรรมนูญไม่ยอมรับสองสัญชาติ แต่การสูญสัญชาติไม่ได้เกิดขึ้นโดยปริยายหรือโดยอัตโนมัติ คุณต้องไปยื่นเรื่องขอสละสัญชาติ ซึ่งในแง่ปฏิบัติ ดิฉันว่าไม่มีใครที่จะไปทำ และตามประสบการณ์ของดิฉันเจ้าหน้าที่ ต.ม. ก็ไม่สนที่คุณจะถือสองพาสปอร์ต
การได้อเมริกันซิติเซ่น ได้ผลประโยชน์มากกว่าเสีย สำหรับดิฉัน ไม่ว่าดิฉันจะถือสัญชาติใด แต่ในจิตใต้สำนึกดิฉัน ดิฉันเป็นคนไทย

กฎหมายใหม่การเซ็นซัพพอร์ท

ก่อนอื่นขอรายงานข่าวอิมมิเกรชั่นเรื่องค่าธรรมเนียมจะขึ้น คองเกรสได้เสนอขึ้นค่าธรรมเนียมอิมมิเกรชั่น ถ้าข้อเสนอผ่าน ค่าธรรมเนียมจะขึ้นเดือนตุลาคมปี 2007 ประมาณ 80% ค่ะตัวอย่างค่าทำซิติเซ่นจะขึ้นจาก $330 เป็น$595 บวกค่าพิมพ์นิ้วมืออีก $70 (อันนี้ไม่ขึ้น) รวม $665

เมื่อคุณทำใบเขียวแต่งงานหรือใบเขียวครอบครัวกรุ๊บอื่นๆที่ครอบครัวยื่นให้ (โปรดอ่านเกี่ยวกับ ใบเขียวครอบครัว เพิ่มในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง บท “ใบเขียว” หน้า 4-8) และใบเขียวจากการทำงานในกรณีที่เจ้าของร้านที่ยื่นให้เป็นญาติกับคุณ ผู้ยื่นเรื่องเรียก “เพอร์ทิชันเน่อร์” (petitioner) หรือสปอนเซ่อร์ต้องกรอกฟอร์ม I-864 เรียก “แอฟฟิเดวิท ออฟ ซัพพอร์ท”(Affidavit of Support) รับรองกับรัฐบาลว่า ในกรณีที่ผู้ที่ได้ใบเขียวไปรับสวัสดิการรัฐบาล รัฐบาลสามารถเรียกเก็บเงินจาก “เพอร์ทิชันเน่อร์” หรือสปอนเซ่อร์ให้ใช้เงินรัฐบาลได้ เมื่อเดือนมิถุนายน 2006 อิมมิเกรชั่นผ่านกฎระเบียบการใหม่เกี่ยวกับการเซ็นซัพพอร์ท ซึ่งทำให้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

สวัสดิการสังคม

ตามกฎอิมมิเกรชั่น คุณสามารถขอใช้สวัสสดิการสังคมหลังจากคุณได้ใบเขียว 5 ปีขึ้นไป สวัสดิการสังคมแยกเป็นสองโปรแกรมคือ (1) สวัสดิการสังคมของรัฐบาลกลาง และ (2) สวัสดิการสังคมของรัฐ ซึ่งขึ้นอยู่แต่ละรัฐจะกำหนด ที่นี้จะกล่าวถึงแต่สวัสดิการสังคมของรัฐบาลกลางเท่านั้น ถ้าคุณไปใช้สวัสดิการสังคมของรัฐบาลกลาง “เพอร์ทิชันเน่อร์”หรือสปอนเซ่อร์อาจต้องใช้เงินคืนให้รัฐบาลถ้าถูกเรียกทวง คือ Food Stamps, Medicaid, Supplemental Security Income (SSI), Temporary Assistance for Needy Families, และ the State Child Health Insurance Program.ส่วนสวัสดิการที่ไม่รวม คือถ้าคุณไปใช้สวัสดิการเหล่านี้ “เพอร์ทิชันเน่อร์” หรือสปอนเซ่อร์ไม่ต้องชดใช้คือ Emergency Medicaid; short-term, non-cash emergency relief; services provided under the National School Lunch and Child Nutrition Acts; immunization and testing for communicable disease; student assistance under the Higher Education Act and Public Health Service Act; certain forms of foster care or adoption assistance under the Social Security Act; Head Start Programs, programs under the Elementary and Secondary Education Act; and Job training Partnership Act programs.

เมื่อไรหมดภาระ

“เพอร์ทิชันเน่อร์”หรือสปอนเซ่อร์หมดภาระรับผิดชอบคุณก็ต่อเมื่อ

  • คุณเป็นอเมริกันซิติเซ่น
  • คุณทำงานรับเพย์โรลคือเสียภาษีครบ 40 ไตรมาสหรือ 40 ควอเต้อร์ เนื่องจากเมื่อคุณทำงานครบ 40 ควอเต้อร์ คุณจะได้รับเงินสวัสดิการสังคมหรือ เงินโซเชียล เซคคิวริตี้เมื่อเกษียร(โปรดอ่านเกี่ยวกับ ระบบประกันสังคม เพิ่มในหนังสือ อยู่อเมริกา หน้า 37)
  • เมื่อคุณยกเลิกใบเขียวและเดินทางออกนอกอเมริกา
  • เมื่อคุณถูกดำเนินเรื่องเนรเทศ และต้องมีการเซ็นแอฟฟิเดวิท ออฟ ซัพพอร์ทใหม่
  • เมื่อตาย
  • หมายเหตุค่ะ ถึงแม้คคุณหย่ากับ“เพอร์ทิชันเน่อร์”ๆยังไม่หมดภาระ

    รายได้ขั้นต่ำของสปอนเซ่อร์
    “เพอร์ทิชันเน่อร์”หรือสปอนเซ่อร์ต้องมีรายได้ 125% สูงกว่ากว่ารายได้ขั้นต่ำตามที่รัฐบาลกำหนด ยกเว้นถ้า“เพอร์ทิชันเน่อร์”เป็นทหารสามารถโชว์รายได้น้อยลง รายได้ขั้นต่ำนี้ปรับขึ้นทุกปีประมาณเดือนเมษายนตามเปอร์เซ็นอัตราค่าครองชีพ วิธีคำนวน รายได้ คุณต้องเริ่มจากจำนวนสมาชิกในครอบครัว โดยเริ่มจากสองคน คือ ตัว “เพอร์ทิชันเน่อร์”และคุณ รายได้ขั้นต่ำของสองคนคือ $16,500 ต่อปี สมมติสามียื่นเรื่องใบเขียวแต่งงานให้คุณ สามีต้องมีรายได้โชว์บนภาษีหรือ อินคัมแทกส์ $16,500 ต่อปีขึ้นไป แต่ถ้าคุณมีลูกติดหนึ่งและสามียื่นเรื่องทำใบเขียวให้คุณและลูกติดพร้อมกัน เท่ากับสมาชิกครอบครัวเพิ่มเป็นสาม รายได้จะเพิ่ม $4,250 ต่อคน กลายเป็น $20,750 ต่อปี ถ้าสามีเคยเซ็นซัพพอร์ทให้คนอื่นมาก่อนและยังไม่หมดภาระ หรือเขาเคลมคนอื่นในอินคัมแท็กส์ในฐานะดีเพ็นเด้นท์ คุณต้องเพิ่มบุคคลนั้นเข้าไปด้วย รายได้จำนวนนี้ใช้กับทุกรัฐยกเว้นรัฐอลาสก้าและฮาวายอิซึ่งจะสูงกว่านี้เนื่องจากสองรัฐนี้มีค่าครองชีพสูง คุณสามารถเช็คจำนวนรายได้นี้ได้ในเว๊บไซท์ของรัฐบาล http://www.uscis.gov และคลิคเข้าไปที่ Poverty Guidelines

    ทรัพย์สินของสปอนเซ่อร์
    “เพอร์ทิชันเน่อร์”หรือสปอนเซ่อร์ที่มีรายได้ไม่พอ แต่มีทรัพย์สินเรียก “แอสเส็ท” (Assets) เช่นบ้าน รถ สามารถนำมูลค่าทรัพย์สินมาใช้คำนวณบวกกับรายได้ที่ขาดได้ กฎนี้ได้เปลี่ยนแปลงดีขึ้น จากเมื่อก่อนนี้ ต้องมีทรัพย์สินมูลค่า 5 เท่าของรายได้ขั้นต่ำ หลังจากมิถุนายน 2006 ตามกฎใหม่ ลดลงเหลือ 3 เท่าของจำนวนเงินที่ขาด ตัวอย่าง “เพอร์ทิชันเน่อร์” มีรายได้ 10,000 ต่อปี และยังขาดอีก $6,500 เขาจะต้องมีทรัพย์สินมูลค่าอีก $19,500 ($6,500 x 3) ก็จะสามารถเซ็นซัพพอร์ทด้วยตนเองได้

    Joint Sponsor
    “จอยนท์ สปอนเซ่อร์” (Joint Sponsor) คือคนที่สามารถมาเซ็นร่วม คล้ายๆมาช่วยเซ็นค้ำ ในกรณีที่รายได้ของ “เพอร์ทิชันเน่อร์”ไม่พอและไม่มี “แอสเส็ท” “จอยนท์ สปอนเซ่อร์” ไม่จำเป็นต้องเป็นญาติพี่น้องอาจเป็นคนอื่นได้ แต่ต้องเป็นซิติเซ่นหรือถือใบเขียว และเขาต้องมีรายได้สูงเกินรายได้ขั้นต่ำด้วยตนเอง หมายความว่าเขาไม่สามารถเอารายได้ของเขามาบวกกับรายได้ของ “เพอร์ทิชันเน่อร์” ที่ขาด

    Household Member
    “เฮาส์โฮลด์เม็มเบอร์” (Household Member) ต่างกับ“จอยนท์ สปอนเซ่อร์” คือ“เฮาส์โฮลด์เม็มเบอร์” เป็นสมาชิกในครอบครัวที่อยู่บ้านเดียวกันกับ“เพอร์ทิชันเน่อร์”หรือสปอนเซ่อร์ เขาสามารถช่วยเซ็นซัพพอร์ทร่วมกับตัว“เพอร์ทิชันเน่อร์” ได้ โดยบวกรายได้ของตัวเองกับรายได้ของ “เพอร์ทิชันเน่อร์” ถึงแม้เขาจะยื่นภาษีต่างหากของเขาเอง ซึ่งต่างกับ“จอยนท์ สปอนเซ่อร์”ที่ไม่สามารถบวกรายได้ร่วมกับรายได้ของ“เพอร์ทิชันเน่อร์”

    รายได้ของผู้ได้ใบเขียว
    ในกรณีที่ตัวผู้รับใบเขียวทำงานและจ่ายภาษี ถึงแม้คุณจะทำงานเถื่อนก็ตาม และคุณอยู่บ้านเดียวกับ “เพอร์ทิชันเน่อร์” คุณถือเป็นสมาชิกในครอบครัว (Household Member) คุณสามารถคำนวณรายได้ของคุณรวมกับรายได้ของ“เพอร์ทิชันเน่อร์”ถ้ารายได้ของ “เพอร์ทิชันเน่อร์” คนเดียวไม่พอ

    เอกสารต้องยื่น
    เอกสารที่ต้องยื่นในการเซ็นซัพพอร์ทได้มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2006 คือก่อนหน้านี้ต้องยื่นภาษีย้อนหลัง 3 ปี เดี๋ยวนี้ยื่นภาษีย้อนหลังปีล่าสุดเพียงปีเดียว และทางอิมมิเกรชั่นจะพิจารณาให้น้ำหนักจากรายได้ล่าสุดหรือรายได้ปัจจุบันมากกว่ารายได้ย้อนหลัง และขอสำเนาหางเช็ค 3-6 เดือนหรือ/และจดหมายรับรองการทำงานจากนายจ้าง ข้อเปลี่ยนแปลงที่ดีอีกอย่างคือ ก่อนหน้าลายเซ็นต้องเซ็นต่อหน้าโนตารี่ พับบลิค ซึ่งโนตารี่ พับบลิค คิดลายเซ็นละ $10 บางเคสที่มีทั้งสปอนเซ่อร์และ “จอยนท์ สปอนเซ่อร์” ต้องมีลายเซ็นถึง 4 ลายเซ็นทำให้สิ้นเปลือง ปัจจุบันไม่ต้องแล้วนะคะไหนๆพูดเรื่องโนตารี่แล้วก็ต่อเลย เวลาคุณแปลเอกสารจากไทยเป็นอังกฤษ คุณไม่ต้องโนตาไรส์ลายเซ็น หรือเซ็นต่อหน้าโนตารี่นะคะ เปลืองโดยใช่เหตุ

    หน้าที่ทนาย
    เวลาดิฉันทำเคสใบเขียว ดิฉันจะพยายามอย่างมากที่จะค้นหาทรัพย์สินหรือ/และรายได้ของ“เพอร์ทิชันเน่อร์”และตัวผู้ทำใบเขียว และคำนวณให้พอ บางครั้งเคสที่คาบเส้น ถ้าเรามีหลักฐานและแนบคำอธิบายดี หลายครั้งที่เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นจะยอมรับรายได้ของ “เพอร์ทิชันเน่อร์”โดยไม่ต้องมี “จอยนท์ สปอนเซ่อร์”เซ็นร่วม มีลูกความหลายคนบอกดิฉันว่าต้องไปจ่ายเงินขอให้คนอื่นมาช่วยเซ็นเป็น “จอยนท์ สปอนเซ่อร์”ดิฉันหวังว่าความรู้จากกฎหมายใหม่นี้จะช่วยคุณได้

    อะไรใหม่ในอิมมิเกรชั่น

    สวัสดีค่ะ ดิฉันไม่ได้เขียนคอลัมน์หลายสัปดาห์ มีแฟนคอลัมน์จดหมายมาตามและโทรมาแจ้งว่าติดต่อดิฉันไม่ได้เนื่องจากเบอร์โทรออฟฟิสดิฉันในหนังสือพิมพ์ตรงกรอบโฆษณาขายหนังสือ ลงผิดเป็น 714-944-5958 ดิฉันแจ้งแก้กับเสรีชัยแล้วค่ะ จกโน้ตลงเลยนะคะ เบอร์โทรออฟฟิสที่ถูกต้องคือ 714-994-5958 ถือโอกาสขอบคุณผู้ที่ส่งก๊าร์ดปีใหม่ให้ดิฉันทุกคนด้วยค่ะ ดิฉันเปิดอ่านทุกใบ และแฮ็ปปี้ที่สามารถ “ให้” วิทยาทานต่อคุณๆได้

    พาสปอร์ตเข้าออกเม็กซิโก

    เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค 2007 นี้ อเมริกันซิติเซ่นต้องแสดงพาสปอร์ตเมื่อเดินทางเข้าออกเม็กซิโก และเบอร์มิวด้า คุณต้องแสดงพาสปอร์ตอเมริกันเมื่อกลับเข้าอเมริกา ก่อนหน้านี้ไม่ต้อง กฎนี้ใช้เฉพาะเดินทางด้วยสายการบินเท่านั้น ถ้าคุณไปทางเรือหรือขับรถ คุณไม่ต้องแสดงพาสปอร์ตตอนเข้าประเทศ แต่ดิฉันแนะนำให้คุณนำพาสปอร์ตติดตัวถ้าคุณไปเรือ เพราะถ้ามีปัญหาบางอย่าง เช่น คุณเจ็บป่วยกะทันหันและต้องบินกลับเข้าอเมริกา คุณจะไม่สามารถเข้าอเมริกาได้ถ้าไม่มีพาสปอร์ต ข้อนี้เกี่ยวกับพาสปอร์ตอย่างเดียวนะคะ อย่าเข้าใจผิดเกี่ยวกับวีซ่า ผู้ถืออเมริกันพาสปอร์ตไม่ต้องทำวีซ่าเข้าประเทศเม็กซิโกหรือเบอร์มิวด้า

    ส่วนผู้ถือใบเขียวเมื่อบินไปเม็กซิโกต้องนำพาสปอร์ตไทยและขอวีซ่าเข้าเม็กซิโกก่อน เพราะคนไทยเข้าเม็กซิโกต้องขอวีซ่าถึงแม้คุณจะมีใบเขียวก็ตาม ใบเขียวใช้สำหรับตอนเข้าประเทศอเมริกาเท่านั้น เช่นเดียวกับผู้ถือใบเขียวเดินทางไปยุโรปต้องขอวีซ่าก่อนไปเช่นกัน ส่วนบินไปเบอร์มิวด้าดิฉันไม่แน่ใจว่าผู้ถือใบเขียวต้องขอวีซ่าเข้าหรือไม่ ขอให้คุณเช็คกับเทรเวลเอเย่นก่อนซื้อตั๋วหรือเช็คเข้าเว๊บไซท์เบอร์มิวด้า

    ข้อสอบซิติเซ่นใหม่

    ต้นปี 2008 อิมมิเกรชั่นจะเปลี่ยนข้อสอบซิติเซ่นใหม่ ซึ่งคำถามจะเน้นให้ผู้สอบเข้าใจถึงหน้าที่ ความรับผิดชอบของการเป็นพลเมืองอเมริกัน ข้อสอบจะโฟกัสถึง ระบอบประชาธิปไตย สิทธิและหน้าที่ของซิติเซ่น ภูมิศาสตร์ ประชาธิปไตยอเมริกัน ตัวบทกฎหมาย ประวัติศาสตร์อเมริกา ระบอบรัฐบาล และความรู้ภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่สอง เหตุผลในการเปลี่ยนข้อสอบ เนื่องจากข้อสอบเก่า ะคนจะจำข้อสอบเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ไม่เข้าใจความหมายและเข้าซึ้งถึงความเป็นอเมริกัน

    ตอนนี้ข้อสอบใหม่อยู่ในขั้นทดลอง เรียก Pilot test “ไพล็อตเทสท์” โดยมีการนำข้อสอบมาทดลองใช้ใน 10 เมือง คือ Albany NY; Boston Mass; Charleston SC; Denver Colo; El Paso TX; Kansas City MO; Miami Fla; San Antonio TX; Tucsan Ariz; และ Yakima Wash.เพื่อจะดูว่าข้อสอบข้อไหนยากที่คนผิดกันมาก เขาจะได้ดึงข้อสอบนั้นออกไป ผู้ที่ไปสอบซิติเซ่นใน 10 เมืองนี้สามารถเลือกขอใช้ข้อสอบซิติเซ่นชุดใหม่ได้ ถ้าผ่านก็เท่ากับผ่าน แต่ถ้าไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร เจ้าหน้าที่จะให้โอกาสคุณสอบข้อสอบเก่าแทนทันที ดิฉันเชื่อว่าเป็นโอกาสดีสำหรับคุณที่อยู่หนึ่งใน 10 เมืองนี้ที่จะขอใช้ข้อสอบใหม่ เพราะเท่ากับคุณมีสองโอกาส ถ้าไม่ผ่านอันแรกก็อาจจะผ่านอันที่สอง

    หลังจากที่ดิฉันอ่าน“ไพล็อตเทสท์” 144 ข้อ คำตอบข้อสอบแทบทั้งหมดอยู่ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” ในบทเหล่านี้ คือ บทข้อมูลพื้นฐาน บทการปกครอง บทประวัติย่ออเมริกา บทภูมิภาคและอากาศ บทการแบ่งเขตและวันหยุด และ บทวัฒนธรรมอเมริกัน ดิฉันภูมิใจมากในหนังสือของตัวเองที่ดิฉันทันสมัยกว่าอิมมิเกรชั่น ที่ออกหนังสือมาตั้งแต่ปีที่แล้วเพื่อให้คนไทยในอเมริการู้จักอเมริกา ความเป็นอยู่และหน้าที่ในการเป็นแขกบ้านเขา หรือหน้าที่พลเมืองดีของเขา ก่อนที่อิมมิเกรชั่นจะนึกแนวข้อสอบซิติเซ่นออก ดิฉันเชื่อว่าถ้าคุณอ่านหนังสือเล่มนี้ (ซึ่งอ่านเข้าใจง่ายยิ่งกว่าอ่านหนังสืออ่านเล่น) คุณจะเข้าใจและสอบผ่าน ซึ่งดีกว่าไปนั่งท่องจำข้อสอบซิติเซ่นเป็นนกแก้วนกขุนทอง ปีหน้าเมื่อข้อสอบใหม่ผ่านมาใช้ ดิฉันจะทำเทปข้อสอบใหม่ขายให้ค่ะ

    Guest Worker Program

    ส่วนกฎหมายใหม่ Guest Worker Program ที่จะช่วยโรบินฮู้ดในอเมริกาที่ทำงานในอเมริกา สามารถได้ใบทำงานและใบเขียวในอนาคต ยังไม่มีอะไรใหม่คืบหน้า เพราะรัฐบาลเองก็วุ่นวาย เพราะตั้งแต่การเลือกตั้งกลางสมัยเมื่อเดือน พ.ย. ที่แล้ว พรรคเดโมแครทได้มีเสียงข้างมากในสภา บุชซึ่งเป็นพรรครีพลับบลิคกัน ก็วุ่นวายเรียกคะแนนเสียงจากคนกลับมาและวุ่นเรื่องส่งทหารเพิ่มไปอิรัก (เหตุผลใหญ่ที่คะแนนตก) ลูกความโรบินฮู้ดหลายคนโทรมาถามว่าจะมีความหวังบ้างไหมว่ากฎหมายนี้จะออก “มีค่ะ” อิมมิเกรชั่นรีฟอร์ม (ปฏิรูป) ต้องมีแน่ๆมันจะถึงจุดระเบิดแล้ว ทั้งพรรครีพับบลิคกันและพรรคเดโมแครตพยายามเอาใจกลุ่มลาติโน่ (เม็กซิกัน) ที่จะหาเสียงกับพวกเขาปีหน้า แต่ก็ยังดูใจเสียงโหวด เพราะยังต้องเอาใจคนอเมริกันด้วยเพราะคนอเมริกันที่แอนไท (แอนตี้) กฎหมายนี้มีมาก ถ้ากฎหมายผ่านจะออกมาในรูปอะลุ่มอล่วย แต่ต้องผ่านออกมาแน่ๆ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยหน้าเดือน พ.ย. ปี 2008 อดใจคอยนะคะ คนไหนคอยไม่ไหว ถ้ามีโอกาสแต่งงานก็แต่งเลยนะคะ ปีใหม่ทีไรดิฉันจะนึกถึงเพลงเบิร์ด ที่ว่า “สวัสดี สวัสดี สวัสดีปีใหม่ ใครรักใครให้ได้แต่งงานกัน”

    เทศกาลให้

    อีกไม่กี่วันก็จะคริสต์มาสและขึ้นปีใหม่แล้ว ขออวยพรเลยนะคะ เผื่อไม่ได้คุยกันสัปดาห์หน้า ขอให้สุขสันต์วันคริสต์มาสและปีใหม่คะ คอลัมน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เป็นคอลัมน์ที่เขียนยากสำหรับดิฉัน เพราะตัวเองก็จะบิสซี่กับครอบครัวและคนรอบข้างในขณะที่พยายามรีบทำงานให้เสร็จ

    New Year Resolution
    พอใกล้ๆปีใหม่ คุณจะได้ยินคนถามบ่อยๆว่า นิวเยียร์เรสโซลูชั่นของคุณคืออะไร (What is your New Year’s Resolution?) “คุณตั้งเข็มหรือโกล (goal) อะไรสำหรับปีใหม่นี้” ตามโพลในอเมริกา นิวเยียร์เรสโซลูชั่นที่ป็อปปูล่ามากคือลดน้ำหนักหรือเลิกบุหรี่ ดิฉันไม่ชอบตั้งโกลระยะยาวหรือ long term goal เพราะมันยากที่จะทำสำเร็จ ดิฉันชอบตั้งโกลระยะสั้น อาจเป็นวันต่อวันหรือต่อสัปดาห์ เพราะจะทำสำเร็จง่ายกว่า และเมื่อสำเร็จปุ๊บก็ตั้งโกลใหม่ ไม่จำเจน่าเบื่อ โกลประจำวันของดิฉันถ้าจะยืมไปใช้บ้างก็ได้นะคะ คือ “ให้”การให้ของดิฉันมีความหมายกว้างมาก ไม่เพียงแต่ไปทำบุญทำทานเท่านั้น ดิฉันโชคดีหน่อยที่สามารถ“ให้”ได้ทุกวันเนื่องจากอาชีพทนายความอำนวย เพราะดิฉันต้อง“ให้วิทยาทาน”รายวันอยู่แล้วต่อคนแปลกหน้าที่โทรศัพท์เข้ามาถามปัญหาและรายสัปดาห์เขียนคอลัมน์กฎหมายนี้

    ให้ครอบครัวหรือคนรัก
    ถ้าอาชีพคุณไม่อำนวยที่จะพบปะพูดคุยกับคนแปลกหน้าทุกวันอย่างดิฉัน แต่คุณก็ยัง“ให้”ได้เริ่มจากครอบครัวซึ่งถือเป็นสังคมแรกของมนุษย์ การให้ไม่ได้หมายถึงแต่ให้ของขวัญปีใหม่หรือหาเงินมาจุนเจือครอบครัวอย่างเดียว ดิฉันหมายถึงรวมการให้อื่นๆในสิ่งที่จับต้องไม่ได้เช่น “ให้เวลา” กับครอบครัว เวลาคุณอยู่บ้านร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน ดิฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆทุกวันเสาร์พี่น้อง 5 คนนั่งครบหน้าครบตากันเป็นชั่วโมงที่โต๊ะอาหารนั่งมวนบุหรี่ให้คุณพ่อ 4 กระป๋องใหญ่ (ดิฉันไม่แน่ใจว่าคุณพ่อประหยัดมาก หรือมีจุดประสงค์ให้ลูกๆได้นั่งพร้อมหน้าพร้อมตากัน) หรือ “ให้คำชม” ดิฉันจำได้ว่าคุณแม่ดิฉันชอบชมลูกคนอื่น ดิฉันต้องเตือนคุณแม่ว่าให้ชมลูกตนเองบ้าง ฉะนั้นนึกถึงสิ่งดีของลูกและคนรักและให้คำชมเขา และอย่าลืมพูดขอบใจหรือขอบคุณในสิ่งเล็กๆน้อย ดิฉันจำได้ว่าเวลาที่ดิฉันโทรศัพท์ไปหาคุณแม่ คุณแม่จะบอกว่า “ขอบใจนะ ลูก” แค่นี้เราก็รู้ว่าแม่รักและดีใจที่เราโทรไป

    ให้เพื่อนบ้าน
    Love Thy neighbors อันนี้ต้องขอยืมหลักพระคัมภีร์มาใช้ว่า “ให้รักเพื่อนบ้านของท่าน” เพื่อนบ้านถือเป็นสังคมที่ใกล้ชิดรองมาจากครอบครัว คุณจะไม่มีความสุขเลยถ้าคุณทะเลาะหรือไม่ถูกชะตากับเพื่อนบ้าน ลองหัดยิ้มและ say hello กับเพื่อนบ้านทุกครั้งที่คุณเห็นเขา ถ้าคุณขับรถผ่านเห็นเพื่อนบ้านยืนอยู่หน้าบ้าน ก็ออกแรงนิดหน่อยโดยเปิดกระจกและตะโกนทักเขา หรือโบกมือให้เขาทุกครั้งที่คุณขับรถสวนกัน เวลาคุณจะไม่อยู่บ้านก็ไปฝากบ้านกับเขาสั่งเสียเพื่อนบ้าน ถ้าคุณมีต้นไม้ยื่นไปบ้านเขาและมีผลไม้ก็ไปเสนอให้เขาเก็บกิน ถ้าเขามีผลไม้ยื่นมาบ้านคุณก็ไปขออนุญาตเขาเก็บกิน และภายหลังค่อยคุยกันเรื่องช่วยกันตัดกิ่งไม้ ถ้าคุณจะจัดงานเลี้ยงปีใหม่ก็ไปบอกกล่าวเขาว่าขออนุญาตเสียงดังหน่อยนะ และถึงวันงานก็นำกับข้าวไทยไปให้เขาสักจาน แค่นี้คุณก็จะได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน

    ให้คนงานและคนรู้จักข้างเคียง
    คนข้างเคียงนี้ดิฉันรวมหมด ทั้งเพื่อนฝูง ลูกจ้าง คนงาน คนที่ให้บริการเรา เช่น บุรุษหรือสตรีไปรษณีย์ คนเก็บขยะ คนสวน ช่างทำผมประจำ แม่บ้านทำความสะอาดบ้าน กับเพื่อนฝูงก็ “ให้เวลา” “ให้อภัย” แบ่งเวลาโทรไปเม๊าท์กัน อย่าคิดเล็กคิดน้อย อย่าลืมว่าคนยิ่งสนิทรักก็จะขัดใจกันมาก ก็หัด“ให้อภัย” กัน ส่วนลูกจ้างที่ทำงานโดยเฉพาะลูกจ้างร้านอาหารไทย ก็“ให้หรือแผ่เมตตา”ต่อลูกจ้าง (ดิฉันเชื่อว่าคนงานร้านอาหารไทยไม่ว่าจะเป็นคนเสริฟหรือคนครัวเขาทำงานหนักมาก นึกภาพยืนผัดหรือเดินเสริฟอาหารทั้งวันๆละ 12 ชั่วโมงคงปวดหลังมาก) ให้เขาพักบ้าง ให้เขาออกไปทำธุระ และอย่าลืมให้ “โบนัส” เป็นสินน้ำใจเขาสิ้นปี ดิฉันรู้จักนายจ้างรวยๆหลายคนที่ไปทำบุญเป็นประจำ แต่ลืม “ให้” ลูกน้องหรือคนงาน สำหรับคนที่ให้บริการเรา รวมบุรุษหรือสตรีไปรษณีย์(ถึงแม้ทางไปรษณีย์จะไม่สนับสนุนให้คนงานรับทิป ตามกฎถ้าทิปไม่เกิน $20 เขาอนุญาตค่ะ) คนเก็บขยะ คนสวน ช่างทำผมประจำ แม่บ้านทำความสะอาดบ้าน อย่าลืมใส่ซองของขวัญปีใหม่ให้เขานะคะ

    ให้คนแปลกหน้า
    ดิฉันเคยเห็นคนใส่เสื้อยืด T-shirt เขียนข้างหน้าว่า smile, it confuses people “ยิ้ม มันจะทำให้คนสับสน” ดิฉันอ่านแล้วก็ขำเพราะคนอ่านยิ้มแต่คนใส่ไม่ยักยิ้ม ปีใหม่นี้คุณอาจตั้ง goal ด้วยการ “แผ่เมตตา” โดยเริ่มจาก“ยิ้มให้”คนแปลกหน้า (รับรองว่าโลกที่ยุ่งเหยิงจะสว่างไสวมากขึ้น) แต่ละวันให้คิดว่าวันนี้คุณ “ยิ้ม” แล้วหรือยัง ตัวอย่าง เวลาขับรถถ้าถูกแซง แทนที่จะยกนิ้วกลางให้ ก็ยิ้มให้แทน โดยเฉพาะเทศการช๊อปปิ้งนี้เวลาจะจอดรถถ้าจะแย่งกันจอดรถก็“ให้”คนอื่นเขาจอดไปก่อน คิดว่าเราจอดรถไกลดีกว่าได้เดินออกกำลัง

    ให้ประเทศ
    คุณเคยได้ยินคำขวัญของประธานาธิบดี John F. Kennedy หรือไม่คะที่ว่า “ไม่ถามว่าประเทศทำอะไรให้เรา ให้ถามว่าเราทำอะไรให้ประเทศบ้าง” นอกจากให้สังคมเล็ก ถ้าคุณมีโอกาส คุณควรจะเริ่มคิดให้สังคมใหญ่ คือทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง ภาษาฝรั่งเรียก “ซิวิค ดิวตี้” (civic duty) ซิวิค ดิวตี้ คือหน้าที่พลเมืองดีต่อประเทศชาติ เช่น ออกเสียงเลือกตั้ง จงรักภักดีต่อชาติ เป็นต้น นอกเหนือจากนั้นก็อาจเป็นการอาสาสมัครต่างๆ เช่น ถ้าในเมืองที่คุณอยู่มีงานอะไร คุณอาจจะรับอาสาไปช่วย เช่น วันเลือกตั้ง ทางซิตี้ที่คุณอยู่อาจต้องการพลเมืองอาสาสมัครช่วยนับคะแนน เป็นต้น ปีนี้เป็นปีแรกที่ดิฉันอาสาสมัครทำโปรเจ็คต่างๆให้ซิตี้ออฟ ลา พาลม่า เป็นเมืองที่ดิฉันอาศัยอยู่ (เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ใน ออเร็นจ์ เคาน์ตี้ ติดแอลเอ เคาน์ตี้ มีพื้นที่เพียง 1.8 ตารางไมล์ มีชื่อเสียงสำหรับคนไทยนะคะ เพราะปีนี้เรามี ซิตี้ เคาน์ซิล ไทยคนแรกคือ คุณเฮ็นรี่ เจริญ) เนื่องจากดิฉันตกกระไดพลอยโจนกับลูกชายที่รบเร้าให้ดิฉันพาเขาไปสมัครเป็นตำรวจอาสาสมัคร ดิฉันก็ต้องตามไปสถานีตำรวจช่วยลูกกรอกฟอร์ม เลยถูกตำรวจชวนให้ไปเป็นอาสาสมัครด้วย ตอนนี้ดิฉันก็ต้องเจียดเวลาเดือนละหนึ่งถึงสามวันไปอาสาสมัครช่วยเขียนคอลัมน์ให้ตำรวจในหนังสือพิมพ์รายเดือน และต้องไปมีทติ้งเดือนละครั้ง ไม่ใช่ง่ายๆเพราะเวลาดิฉันจะปลีกตัวไปจากงานและครอบครัวยากมาก แต่ก็โอเค ผลที่ได้กลับก็ถือว่าเป็นการดี เพราะนอกจากจะถือว่าเป็น ซิวิค ดิวตี้ หน้าที่พลเมืองดีอย่างหนึ่งแล้ว การที่มีอาสาสมัครเดินเข้าออกในกรมตำรวจอย่างอิสระ จะทำให้ตำรวจเกรงใจในการปฏิบัติหน้าที่ในขอบเขตและไม่กล้าใช้อำนาจเกิน พวกอาสาสมัครทำหน้าที่เป็นคล้ายๆ watchdog ไปในตัว ผลพลอยได้อื่นๆจากอาสาสมัครคือ ดิฉันรู้จักตำรวจแทบทุกคนในซิตี้และคนอาสาสมัครอื่นๆ และได้ความรู้เพิ่มเติมมากขึ้น เพราะจะถูกเรียกไปเรียนเพิ่มเติมในโครงการต่างๆ เช่นดิฉันเพิ่งไปเรียนหลักสูตร 8 สัปดาห์ วิธีช่วยตนเอง ครอบครัวและคนอื่นในยามที่มีภัยภิบัติฉุกเฉิน เช่น แผ่นดินไหว ไฟไหม้ น้ำท่วม และภัยจากผู้ก่อการร้าย เป็นต้น และดิฉันได้ไปฝึกซ้อมยิงปืน และเรียนเกี่ยวกับแก๊ง การค้าของเถื่อนต่างๆ เป็นต้น ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อตน และทำเพื่อชาติ อีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้กลับคืน คือ ครอบครัวพากพูมใจมากที่ดิฉันไปอาสาสมัคร ก็ทำให้ดิฉันอิ่มใจไปด้วย
    สรุป อย่าลืมนะคะ มาตั้ง new year resolution กันเถอะค่ะ ให้ๆบ้าง จำได้ว่าน้องชายดิฉันเคยพูดว่า การให้คนอื่น ก็เหมือน ให้ตนเอง เพราะมันทำให้เรามีความสุข

    ใบเขียวแต่งงานจากเมืองไทย

    ช่วงระยะปีสองปีที่ผ่านมา ดิฉันจะทำใบเขียวแต่งงานระหว่างชายฝรั่งแต่งงานกับสาวไทยในเมืองไทยมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันยุคอินเตอร์เน็ต ก็จะมีการติดต่อออนไลน์มากขึ้น เวลาดิฉันทำใบเขียวแต่งงานและเห็นสามีฝรั่งรักและให้เกียรติสาวไทย ดิฉันก็จะแฮ็ปปี้สุดๆ แต่ถ้าเห็นคู่ที่ฝรั่งพูดถึงสาวไทยโดยไม่ให้เกียรติกัน ดิฉันก็แฮ็ปปี้น้อยลงและปฏิบัติหน้าที่ตามจรรยาบรรณทนายทำตัวเป็นกลางทำเคสให้สำเร็จไป (ถึงแม้ใจไม่ค่อยเป็นกลางเพราะต้องเห็นใจสาวไทยแน่นอน) สิ่งที่ดิฉันให้คุณได้คือ ให้ความรู้กฎหมายต่อคุณผู้หญิงไทยที่ทำใบเขียวแต่งงานและอยู่ๆก็ย้ายไปอยู่ต่างแดนโดยไม่มีแบ็คกราวนด์กฎหมายและรู้สิทธิตนเอง เพราะถ้าคุณมีความรู้ด้านกฎหมายเท่ากับคุณมีอาวุธคุ้มครองตัวคุณเอง เพื่อสามีฝรั่งหรือสามีไทยที่ทำใบเขียวนำคุณมาจากเมืองไทยก็จะให้เกียรติคุณและไม่เหยียบย่ำคุณ
    ขั้นตอนและระยะเวลาทำใบเขียวแต่งงาน
    ก่อนจดทะเบียน
    กรณีที่แฟนฝรั่งบินมาจดทะเบียนที่เมืองไทย ก่อนที่คุณทั้งสองจะไปจดทะเบียน แฟนฝรั่งต้องไปสถานทูตอเมริกันไปขอใบคล้ายๆใบรับรองสถานภาพว่าตนเป็นโสดสามารถจดทะเบียนกับหญิงไทยได้ เรียกใบแวริฟิเคชั่น ออฟ สแตตัส (Verification of Status) เขาต้องนำพาสปอร์ตอเมริกัน และถ้าเขาเคยจดทะเบียนมาก่อนให้เขานำใบหย่าไปด้วย เขาให้ข้อความต่อหน้าท่านกงสุล จ่ายค่าธรรมเนียมและทางกงสุลออกใบรับรองให้ เมื่อได้รับรองซึ่งเป็นภาษาอังกฤษเขาก็ต้องนำไปแปลเป็นไทยและนำไปให้กระทรวงการต่างประเทศรับรอง ขอแนะนำให้นำไปให้สถานที่รับแปลเอกสารแปลและเขารับไปยื่นที่กระทรวงการต่างประเทศให้เสร็จ คุณอาจขอรายชื่อร้านแปลเอกสารจากสถานทูตได้ หลังจากคุณได้เอกสารกลับมาแล้ว คุณทั้งสองก็สามารถจูงมือกันไปจดทะเบียนได้ที่อำเภอหรือสำนักงานเขต ถ้าแฟนเป็นคนไทยที่โอนสัญชาติเป็นอเมริกันซิติเซ่น วิธีที่ถูกต้องคือทำตามข้างต้น หรือถ้าแฟนคนไทยยังมีทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนไทย ก็อาจจะเดินขึ้นอำเภอจดทะเบียนได้เลยในฐานะคนไทย แต่ถ้าทางอำเภอทราบว่าผู้ชายโอนสัญชาติแล้วอาจจะไม่รับจดทะเบียนและส่งกลับไปทำตามขั้นตอนข้างต้น
    พิธีแต่งงาน
    คุณอาจมีพิธีแต่งงานหรือไม่มีก็ได้ไม่จำเป็น ดิฉันมีลูกความทำพิธีสมรสที่โรงพยาบาลสงฆ์และทำบุญไปในตัว ซึ่งดิฉันว่าสวีทมากๆนอกจากจะเซฟเงินค่ากินเลี้ยงเอาเงินนั้นไปทำบุญให้พระสงฆ์แล้ว ดิฉันเชื่อว่าแฟนฝรั่งจะทึ่งที่ได้เห็นพิธีไทย แฮ็ปปี้ที่ได้ประหยัดเงิน (โดยทั่วไปฝรั่งเป็นคนประหยัดนะคะ) และดิฉันเชื่อว่าฝรั่งจะให้เกียรติคุณมากขึ้น หรือถ้าคุณอาจจะมีแต่งานเลี้ยงฉลองกันเองในครอบครัวก็ได้ อย่างไรก็ตามขอให้ถ่ายรูปเก็บไว้ เพื่อแสดงต่อกงสุลวันสัมภาษณ์
    เปลี่ยนนามสกุล
    คุณอาจเปลี่ยนนามสกุลตามสามีหรือไม่เปลี่ยนโดยยังคงใช้นามสกุลไทยของคุณได้ ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายอเมริกันยอมรับค่ะ ถ้าคุณไม่เปลี่ยน เวลาคุณขอพาสปอร์ตไทยคุณยังคงชื่อและนามสกุลไทยอยู่ เวลาขอใบเขียว ใบเขียวก็จะเป็นชื่อและนามสกุลไทย แต่ถ้าคุณต้องการใช้นามสกุลฝรั่ง เมื่อคุณขอพาสปอร์ตก็ใส่นามสกุลฝรั่งเลย หรือถ้ามีพาสปอร์ตอยู่แล้ว เพียงนำทะเบียนสมรสและไปขอแก้ชื่อที่กระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น และเวลาขอใบเขียว ใบเขียวก็จะเป็นนามสกุลฝรั่งตามสามี ตามความเห็นดิฉัน ใจดิฉันชอบที่จะใช้นามสกุลไทยในเอกสารราชการต่างๆ เช่นพาสปอร์ต ทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน เป็นต้น เมื่อคุณไปถึงอเมริกาถ้าคุณเปลี่ยนใจอยากใช้นามสกุลฝรั่ง หรือสามีงอแงอยากให้คุณใช้นามสกุลเขา คุณสามารถใช้นามสกุลเขาได้ โดยไม่ต้องไปยื่นทำเรื่องขอแก้ไขพาสปอร์ตหรือใบขียวของคุณ วิธีเปลี่ยนนามสกุลคือโดยการเริ่มใช้นามสกุลฝรั่งตามสามี เช่นเมื่อไปสมัครงาน ขอ ใบขับขี่ ใบโซเชียล บัตรเครดิต เป็นต้น
    เตรียมเอกสารขอใบเขียว
    ฝ่ายคุณต้องเตรียมเอกสารดังนี้ คือรูปถ่ายหน้าตรงแบบพาสปอร์ต 2×2 นิ้วหนึ่งใบ สำเนาทะเบียนสมรส สำเนาใบเกิด ถ้าไม่มีให้ใช้สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนแทน สำเนาใบเปลี่ยนชื่อทุกใบ (ถ้ามี) สำเนาใบหย่าทุกใบกับสามีเก่าทุกคน (ถ้าคุณเคยจดทะเบียนสมรสมาก่อน) เอกสารเหล่านี้เป็นภาษาไทยและแปลเป็นภาษาอังกฤษทางสำนักงานเรารับแปล และสำเนาพาสปอร์ต ที่เราต้องใช้เพราะต้องการดูคำสะกดชื่อและนามสกุลของคุณ เพราะปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศสะกดชื่อและนามสกุลให้คุณเมื่อคุณไปทำพาสปอร์ต ถ้าคุณมีบุตรขอสำเนาใบเกิดบุตรด้วย
    ทำใบเขียวให้บุตรพร้อมคุณ
    ถ้าคุณมีลูกติด และถ้าสามีโอเค สามีสามารถยื่นเรื่องทำใบเขียวให้ลูกคุณได้พร้อมตอนยื่นเรื่องให้คุณในฐานะลูกเลี้ยง ตราบใดที่ลูกคุณอายุต่ำกว่า 18 ปี ณ. วันที่คุณจดทะเบียนและลูกยังเป็นโสด ถ้าลูกอายุเกิน 18 แล้วหรือจดทะเบียนแล้ว สามีไม่สามารถทำเรื่องให้ลูกได้ คุณต้องรอจนกว่าคุณจะได้ใบเขียวหรือเป็นซิติเซ่นก่อนคุณถึงจะยื่นเรื่องให้ลูกเองภายหลังได้ หรือในกรณีที่คุณและสามีไม่พร้อมที่จะเอาลูกไปอเมริกาทันที สามีอาจยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ลูกคุณภายหลังได้
    ระยะเวลาคอย
    เมื่อสามีกลับอเมริกา ทางเราจะยื่นเรื่องขอใบเขียวไปที่อิมมิเกรชั่น ปัจจุบันเรียก U.S. Citizenship and Immigration Services ปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือนก่อนจะเรียกสัมภาษณ์ (ถ้าเรื่องผ่านด้วยดี คือทางสามีร่วมมือกับทนายส่งเอกสารต่างๆที่ขอ) ตัวคุณจะต้องเซ็นเอกสาร 2 แผ่นคือ ฟอร์ม G-325 Biographic Data เป็นประวัติส่วนตัวของคุณ เช่นที่อยู่ ที่ทำงานปัจจุบันรวมระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา และอีกเอกสารหนึ่งคือ DS 230 I เป็นเอกสารเกี่ยวกับประวัติคุณเช่นกัน ใบนี้เซ็นทีหลังเมือเรื่องผ่านแล้ว
    รวบรวมเอกสารระหว่างคอย
    ระยะเวลาคอยเรื่องดูเหมือนจะเป็นช่วงที่ทรมานที่สุดสำหรับคนที่มีความรัก ดิฉันแนะนำให้คุณเอ็นจอยเวลาที่คุณอยู่เมืองไทยก่อนไปอเมริกา เพราะเมื่อคุณไปถึงอเมริกาแล้วคุณจะคิดถึงบ้านเรา ตอนนี้คุณก็บิสซี่ (keep busy) รวบรวมเอกสารและหลักฐานเตรียมไปสัมภาษณ์ ดังนี้คือ เอกสารตัวจริงตามข้างต้น คือ ใบเกิด ใบเปลี่ยนชื่อ ใบแต่ง ใบหย่า เป็นต้น ส่วนหลักฐานจะเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าคุณแต่งงานจริงคือมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา รวม หลักฐานการติดต่อก่อนและหลังแต่งงาน เช่น จดหมายติดต่อ การ์ดวันเกิด วันวาเล็นไทน์ เป็นต้น โดยเก็บตัวจดหมายและซองที่มีไปรษณีย์ประทับตรา อีเมล์ติดต่อกัน ให้พรินท์อีเมล์ของคุณและสามีเก็บไว้ หลักฐานการส่งเงินที่สามีซัพพอร์ท รูปถ่ายคู่และหมู่และรูปถ่ายพิธีแต่งงาน การ์ดเชิญแต่งงาน (ถ้ามี) สำเนาการเดินทางที่สามีเข้าเมืองไทยมาหาคุณ เป็นต้น
    รายได้สามี
    เอกสารหนึ่งที่สามีต้องยื่นคือ หลักฐานการเงินว่าสามีมีรายได้พอที่จะเลี้ยงดูหรือซัพพอร์ทคุณหรือไม่ รัฐบาลไม่ต้องการให้คุณไปเป็นภาระสังคมกินสวัสดิการรัฐบาล (ตอนนี้เป็นตอนที่คุณจะรู้ว่าสามีทำงานดี มีเงินเดือนดีหรือเปล่า) ถ้าสามีมีรายได้ไม่พอตามที่กฎหมายกำหนด เขาอาจหาคนช่วยเซ็นร่วม ผู้นั้นอาจเป็นเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องได้
    วันสัมภาษณ์
    วันสัมภาษณ์ คุณสามารถไปคนเดียวได้ สามีไม่จำเป็นต้องบินมา หรือสามีอาจไปสัมภาษณ์ด้วยได้ เมื่อคุณได้รับจดหมายเรียกสัมภาษณ์ คุณจะมีเวลาระหว่าง 2-4 สัปดาห์ที่จะเตรียมเอกสารตามรายการที่ระบุในจดหมาย นอกจากเอกสารที่กล่าวมาข้างต้น คุณต้องไปถ่ายรูป ตรวจร่างกายตามรายชื่อหมอที่ให้ และไปขอประวัติจากสันติบาล ถ้าคุณมีปัญหากฎหมาย คุณต้องแจ้งให้ทนายทราบล่วงหน้า ถ้าคุณเคยพยายามขอวีซ่าไปอเมริกามาก่อนและไม่ผ่าน ไม่ป็นไร แต่ทางกงสุลจะดูประเด็นเหล่านั้นว่าคุณแต่งงานจริงหรือเปล่าหรือเพียงเพื่อจะไปอเมริกา วันสัมภาษณ์ทางเจ้าหน้าที่จะตรวจเอกสารและถามคำถามต่างๆเกี่ยวกับตัวคุณและสามี เช่นคุณทั้งสองรู้จักกันอย่างไร ข้อมูลและประวัติเกี่ยวกับสามี ว่ามีพี่น้องกี่คน พ่อแม่อยู่ไหน เป็นต้น ข้อสำคัญคือ ณ. วันที่ยื่นเรื่องถึงวันเรียกสัมภาษณ์ คุณไม่ควรย้ายที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ เพราะเอกสารจะส่งไปให้คุณตามที่อยู่ตอนยื่นเรื่อง ถ้าคุณย้ายที่อยู่และไม่ได้แจ้ง เอกสารคุณอาจจะหายและคุณไม่ได้รับจดหมายนัดสัมภาษณ์ได้ เมื่อเรื่องผ่าน คุณจะกลับไปรับเอกสารและได้แสตมป์ในพาสปอร์ต และคุณสามารถเดินทางได้ทันที หรือภายใน 6 เดือน คุณจะยังไม่ได้ตัวใบเขียว คุณจะได้ใบเขียวทางไปรษณีย์ส่งไปตามที่อยู่สามีประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังจากคุณเข้าอเมริกา
    ใบเขียวเงื่อนไข
    ภายใต้“กฎหมายป้องกันการแต่งงานปลอม” เรียก Immigration Marriage Fraud Amendments (IMFA) ผ่านมาปี 1986 ถ้าคุณทำใบเขียวแต่งงาน และได้ใบเขียวภายในสองปีนับจากวันที่จดทะเบียนคุณจะได้ใบเขียว “ใบเขียวเงื่อนไข”หรือ Conditional Resident มีอายุ 2 ปี ซึ่งคุณและสามีต้องยื่นเรื่องด้วยกันขอใบเขียวถาวร 90 วันนับจากวันที่คุณได้ใบเขียว เมื่อเรื่องผ่านคุณถึงจะได้ใบเขียวถาวร ถ้าคุณหย่าก่อนสองปี คุณอาจจะสูญใบเขียวได้ นอกจากคุณจะยื่นเรื่องขอผ่อนผัน ซึ่งยากที่จะได้ นอกจากกรณีที่คุณถูกสามีทำร้ายร่างกาย ตบตี กรณีนี้คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวถาวรได้ด้วยตนเอง โดยสามีไม่ต้องเซ็น
    ดิฉันเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับสิทธิของคนไทยในอเมริกา รวมหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง และเล่มสอง” และหนังสือ “อยู่อเมริกา” ขอให้คุณเช็คเข้า website ของดิฉัน http://www.rujirat.com คุณสามารถหาซื้อหนังสือได้ในเมืองไทยค่ะ

    ทำงานในอเมริกา

    ตั้งแต่ดิฉันออกเว๊บไซด์ จะมีแฟนคอลัมน์เมืองไทยอีเมล์มาถามบ่อยๆ ส่วนมากก็จะเป็นคำถามอยากไปทำงานในอเมริกาได้อย่างไร
    ไปทำงานในอเมริกา
    ถ้าคุณต้องการไปทำงานในอเมริกาอย่างถูกต้อง มีสองวิธีคือ (หนึ่ง) ขอวีซ่าประเภททำงาน (สอง) ขอใบเขียวหรือกรีนคาร์ด ใบเขียวมีประเภทเดียว คือถ้าคุณได้ใบเขียวไม่ว่าจากการแต่งงาน หรือล็อตเตอรี่ คุณสามารถทำงานได้ในอเมริกาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
    วีซ่าทำงาน
    วีซ่าทำงานมีหลายประเภท (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “วีซ่าต่างชนิด”ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่งบทที่สาม หัวข้อ “ระบบวีซ่า” หน้า 3-15) ตั้งแต่งานระดับโปรเฟสชันแนลถึงระดับกรรมกร ระดับโปรเฟลชันแนลยังแยกออกเป็นกรุ๊บย่อย ตั้งแต่ระดับโปรเฟลชันแนลสูง เช่น หมอ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง นักกีฬาที่มีชื่อเสียงระดับโลก เป็นต้น ถึงระดับโปรเฟลชันแนลกลาง เช่นวิศวกร นักบัญชี พยาบาล ครู สถาปนิก เป็นต้น ระดับโปรเฟลชันแนลนี้คุณต้องจบปริญญาอย่างน้อยปริญญาตรีขึ้นไป และควรมีประสบการณ์ในงานที่จะไปทำ ยิ่งเรียนจบสูงหรือ/และมีประสบการณ์มากยิ่งดี ระดับโปรเฟลชันแนลสูงคุณอาจขอวีซ่าด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีนายจ้างและต้องรอโควต้า ส่วนระดับโปรเฟสชันแนลกลางซึ่งเป็นระดับที่คนทั่วไปขอ คุณต้องมีนายจ้างในอเมริกาทำเรื่องให้ซึ่งอาจต้องคอยช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับโควต้า ส่วนระดับกรรมกรหรือระดับล่าง เช่น งานแม่บ้าน งานหมอนวด งานในครัวทั่วไป ช่างต่างๆ คือระดับที่ไม่ต้องจบปริญญา แต่อาจต้องมีประสบการณ์ในงานที่จะไปทำบ้างหรือไม่มีเลย ระะดับล่างนี้บางประเภทใช้เวลานานเพราะโควต้ายาว แต่บางประเภทโดยเฉพาะงานหรืออาชีพที่ขาดแคลนหรืออาชีพเฉพาะอย่าง หรืองานที่ทำเพียงบางฤดู หรือ/และขอไปเป็นกรุ๊บ เช่น ชาวนา ชาวสวน หมอนวดไทย ช่างมุงหลังคาวัดไทย เป็นต้น ชนิดนี้ขอได้เร็ว แต่ระยะเวลาวีซ่าจะสั้น ระหว่าง 6-12 เดือน แต่ต่อได้เพราะเป็นงานชั่วคราวตามฤดู หรือเป็นวีซ่าเพื่อให้ไปฝึกคนงานท้องถิ่นให้เป็นงาน
    ใบเขียวทำงาน
    ใบเขียวคือ ใบต่างด้าวถาวร ถ้าคุณได้ใบเขียว คุณสามารถอยู่ในอเมริกาได้ตลอดและทำงานได้ และถ้าคุณได้ระยะหนึ่ง 5 ปี คุณสามารถยื่นเรื่องขอโอนสัญชาติเป็นคนอเมริกันได้ คนงานระดับล่างจะขอวีซ่าไปทำงานได้ยากและบางที่ไม่มีกรุ๊บวีซ่าให้ เนื่องจากระดับล่างคือระดับที่ได้รายได้ขั้นต่ำ ซึ่งนายจ้างควรจะสามารถหาคนงานท้องถิ่นทำได้ง่าย ถ้านายจ้างจะยอมจ่ายเงินเดือน ขอให้คุณนึกเปรียบเทียบวีซ่าระดับล่างนี้คล้ายนายจ้างไทย ที่ไม่อยากจ่ายค่าจ้างคนงานไทย เช่นคนใช้ ช่างก่อสร้าง เนื่องจากคนงานไทยหายากหรือเล่นตัว จึงไปจ้างแรงงานพม่าจ่ายถูกๆ รัฐบาลไม่ต้องการให้แรงงานเถื่อนเข้าประเทศ ในขณะที่คนไทยว่างงานมาก ถ้านายจ้างยอมจ่ายค่าจ้างสูงขึ้นหน่อนก็จะสามารถหาคนงานได้ ในอเมริกาก็เช่นกัน เนื่องจากกฎหมายแรงงานนายจ้างต้องให้สวัสดิการลูกจ้างและจ่ายโอที ซึ่งนายจ้างไม่อยากจ่าย ก็หาทางจ้างแรงงานต่างชาติเถื่อนแทนโดยไม่ให้สวัสดิการและไม่มีโอที วิธีขอวีซ่าทำงานระดับล่างได้ง่าย คืออาชีพที่ขาดแคลนและอาชีพเฉพาะอย่างที่คนงานอเมริกันทำไม่ได้ สำหรับคนไทยคือ อาชีพพ่อครัวหรือแม่ครัวร้านอาหารไทย อาชีพนี้ถือเป็นระดับล่างและหาฝรั่งทำไม่ได้ แต่มีเงื่อนไขคือพ่อครัวแม่ครัวต้องมีประสบการณ์เป็นกุ๊กอย่างน้อยสองปี อาชีพนี้สามารถขอใบเขียวทำงานได้เลยแทนที่จะขอวีซ่า โอกาสในการขอใบเขียวพ่อครัวแม่ครัวของ่ายกว่าที่คิด (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “ใบเขียวทำงาน” ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง บทที่ 4 . “ใบเขียว” หน้า 4-11)
    เริ่มต้นอย่างไร
    ระดับโปรเฟลชันแนลกลาง เริ่มต้นด้วยคุณต้องหางานก่อน อาจหาทางอินเตอร์เน็ท หรืออาจให้คนรู้จักในอเมริกาช่วยหางานให้ งานนั้นต้องเป็นงานที่คุณเรียนจบมาหรือ/และมีประสบการณ์การทำงานโดยทั่วไปสองปี เมื่อตกลงกับนายจ้างได้เรียบร้อยแล้ว ให้นายจ้างติดต่อทนายในอเมริกาดำเนินเรื่องขอวีซ่าให้ ระเบียบการดำเนินเรื่องขอวีซ่าแต่ละประเภทต่างกันและซับซ้อนยากที่จะสาธยายในที่นี้ และมีเงื่อนไขว่าคุณต้องทำงานอยู่กับนายจ้างที่ทำเรื่องวีซ่าให้คุณ ถ้าคุณออก ไปทำงานกับนายจ้างคนใหม่ นายจ้างคนใหม่ต้องยื่นเรื่องขอวีซ่าเปลี่ยนนายจ้างให้คุณใหม่ วีซ่าทำงานนี้คุณสามารถนำคู่สมรสและบุตรที่อายุต่ำกว่า 21 ปีที่ยังไม่แต่งงานพ่วงไปได้ และในอนาคตคุณสามารถทำเรื่องขอใบเขียวได้
    ระดับล่าง ขอยกตัวอย่างใบเขียวพ่อครัวแม่ครัว ซึ่งเป็นใบเขียวที่ดิฉันทำมากที่สุดรองลงมาจากใบเขียวแต่งงาน คุณเริ่มต้นเช่นกัน คือ สมัครงานกับร้านอาหารไทยในอเมริกา โดยเฉพาะร้านที่อยู่รัฐที่หาคนงานได้ยากๆที่ไม่ค่อยมีคนไทยอยู่ อาจจะยอมจ้างคุณ ปัญหาคือนายจ้างกลัวว่าถ้าทำเรื่องใบเขียวให้คุณได้ คุณไปถึงแล้วจะอยู่ไม่ยืด เพราะเมื่อคุณได้ใบเขียวแล้ว คุณเป็นอิสระที่จะย้ายงานได้ไม่จำเป็นต้องอยู่กับนายจ้างที่ทำเรื่องให้คุณ (ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญที่นายจ้างจะบังคับคนงานให้อยู่ด้วย) ฉะนั้นขึ้นอยู่กับคุณที่จะทำให้นายจ้างเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าคุณจะอยู่กับเขาไปนาน โดยทั่วไปคนที่ไปทำงานมักจะไปทำงานกับคนรู้จัก หรือคนจากจังหวัดเดียวกัน หรือมีคนแนะนำมา หรืออาจเป็นญาติพี่น้องได้ เงื่อนไขคือ คุณต้องมีประสบการณ์จริงๆคือเป็นพ่อครัวหรือแม่ครัวร้านอาหารอย่างน้อยสองปี หรืออาจเป็นเจ้าของร้านอาหารและทำครัวในร้านตัวเองอย่างน้อยสองปี ใบเขียวทำงานนี้ถ้าคุณได้ใบเขียว คู่สมรสและบุตรที่อายุต่ำกว่า 21 ปีที่ยังไม่แต่งงานจะได้ใบเขียวพ่วงไปพร้อมกันได้ด้วย ปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 1 ปีขึ้นไป อาจถึงสองหรือสามปีขึ้นอยู่กับโควต้า (ทางอิมมิเกรชั่นพยายามโละโควต้าปีหน้า ถ้าโละได้หมดในปีหน้า ระยะขอใบเขียวพ่อครัวแม่ครัวจะเร็วขึ้น)
    วีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียน
    ตามกฎหมายวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียนห้ามทำงาน มีข้อยกเว้นคือวีซ่าท่องเที่ยวอาจไปทำงานเช่นไปอาสาสมัครสอนหนังสือตามวัด หรือบางอย่างที่คุณไม่ได้รับเงินเดือน ส่วนวีซ่านักเรียนคุณอาจขอทำงานในโรงเรียนได้ หรือฝึกงานหนึ่งปีเมื่อเรียนจบ อย่างไรก็ตามดิฉันไม่แนะนำให้คุณขอสองวีซ่านี้เพื่อไปโดดทำงาน ถ้าคุณมีวีซ่าสองวีซ่านี้แล้ว คุณอาจเข้าไปหางานได้ เมื่อหานายจ้างที่จะรับคุณทำงานแล้ว คุณค่อยติดต่อทนายทำเรื่องและขยับขยายถายหลัง แต่ระหว่างคุณอยุ่ในอเมริกาด้วยวีซ่านี้ คุณห้ามทำงาน
    ใบเขียวแต่งงาน
    ถ้าหลังจากอ่านจนมาถึงตรงนี้แล้ว คุณดูจะไม่จัดอยู่ในกรุ๊บทำงานใดเลย คุณอาจต้องหาทางหาแฟนฝรั่งหรือคนไทยซิติเซ่นเพื่อแต่งงาน อาชีพดิฉันจะพบฝรั่งมากที่ชอบถามให้ดิฉันหาแฟนคนไทยให้ ซึ่งดิฉันก็ไม่กล้าเพราะจะเป็นคอนฟลิกกับจะยาบรรณทนาย หาแฟนให้เสร็จทำใบเขียวแต่งงานให้ สงสัยสภาทนายความจะต้องขมวดคิ้วเพ่งเล็งแน่ และอีกอย่างถ้ามันไม่เวิ้ร์คระหว่างสามีภรรยา ดิฉันก็คงนอนไม่หลับแน่ สรุปคือ คุณที่เซิรฟเน็ทคล่องๆอาจจะพยายามหาคู่ทางอินเตอร์เน็ทได้ไม่ลำบากนัก หญิงไทยมีชื่อดีอยู่แล้ว ถ้าคุณพบคู่ทางอินเตอร์เน็ทและคุณยังไม่แน่ใจในตัวผู้ชาย แทนที่จะจดทะเบียนแต่งงาน คุณอาจทำวีซ่าคู่หมั้นไปอเมริกาก่อน เพราะเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2006 กฎหมายอิมมิเกรชั่นได้เข้มงวดระเบียบการขอวีซ่าคู่หมั้นมากขึ้น เพื่อปกป้องผู้หญิงเกรงว่าจะถูกนำไปกระทำทารุณกรรม โดยเพิ่มกฎให้มีการเช็คประวัติคู่หมั้นฝรั่งของคุณว่าเขามีประวัติคดีอาญาเคยทารุณกรรม เช่นตบตีเมียหรือแฟนมาก่อนหรือเปล่า หรือเขาเคยขอวีซ่าคู่หมั้นมากี่ครั้งแล้ว เงื่อนไขวีซ่าคู่หมั้นคือ คุณต้องได้เจอตัวกันแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสองปีก่อนก่อนยื่นเรื่อง และเมื่อได้วีซ่าคู่หมั้น วีซ่ามีอายุ 3 เดือนนับจากวันที่คุณเข้าอเมริกาและคุณต้องแต่งงานกับคู่หมั้นภายใน 90 วันนั้น คุณไม่สามารถไปแต่งานกับคนอื่นได้ ถ้ามันไม่เวิ้ร์คระหว่างคุณและเขา คุณยังมีโอกาสกลับมาเมืองไทยตั้งหลักใหม่ได้ วีซ่าคู่หมั้นนี้คุณสามารถพ่วงบุตรเล็กไปได้ (โปรดอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับวีซ่าคู่หมั้น ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งใหม่” บทที่ 3 หน้า 3-13 และบทที่ 4 หน้า 4-15) ต้นปีนี้ดิฉันทำใบเขียวให้คู่สมรสคู่หนึ่ง คู่นี้พบกันในอเมริกาสามีฝรั่งอายุประมาณ 90 ปี ภรรยาไทยอายุรุ่นๆดิฉัน ทายอายุเองแล้วกัน คู่นี้น่ารักมากๆ ลุงแกใจดี ผู้หญิงก็น่ารักกตัญญูกับลุงสุดๆ ปัจจุบันทั้งสองครองรักกันอย่างมีความสุข แฮ็ปปี้ เอ็นดิ้ง ค่ะ ขอให้คุณโชคดีแบบคู่ตัวอย่างนี้นะคะ