เทศกาลให้

อีกไม่กี่วันก็จะคริสต์มาสและขึ้นปีใหม่แล้ว ขออวยพรเลยนะคะ เผื่อไม่ได้คุยกันสัปดาห์หน้า ขอให้สุขสันต์วันคริสต์มาสและปีใหม่คะ คอลัมน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เป็นคอลัมน์ที่เขียนยากสำหรับดิฉัน เพราะตัวเองก็จะบิสซี่กับครอบครัวและคนรอบข้างในขณะที่พยายามรีบทำงานให้เสร็จ

New Year Resolution
พอใกล้ๆปีใหม่ คุณจะได้ยินคนถามบ่อยๆว่า นิวเยียร์เรสโซลูชั่นของคุณคืออะไร (What is your New Year’s Resolution?) “คุณตั้งเข็มหรือโกล (goal) อะไรสำหรับปีใหม่นี้” ตามโพลในอเมริกา นิวเยียร์เรสโซลูชั่นที่ป็อปปูล่ามากคือลดน้ำหนักหรือเลิกบุหรี่ ดิฉันไม่ชอบตั้งโกลระยะยาวหรือ long term goal เพราะมันยากที่จะทำสำเร็จ ดิฉันชอบตั้งโกลระยะสั้น อาจเป็นวันต่อวันหรือต่อสัปดาห์ เพราะจะทำสำเร็จง่ายกว่า และเมื่อสำเร็จปุ๊บก็ตั้งโกลใหม่ ไม่จำเจน่าเบื่อ โกลประจำวันของดิฉันถ้าจะยืมไปใช้บ้างก็ได้นะคะ คือ “ให้”การให้ของดิฉันมีความหมายกว้างมาก ไม่เพียงแต่ไปทำบุญทำทานเท่านั้น ดิฉันโชคดีหน่อยที่สามารถ“ให้”ได้ทุกวันเนื่องจากอาชีพทนายความอำนวย เพราะดิฉันต้อง“ให้วิทยาทาน”รายวันอยู่แล้วต่อคนแปลกหน้าที่โทรศัพท์เข้ามาถามปัญหาและรายสัปดาห์เขียนคอลัมน์กฎหมายนี้

ให้ครอบครัวหรือคนรัก
ถ้าอาชีพคุณไม่อำนวยที่จะพบปะพูดคุยกับคนแปลกหน้าทุกวันอย่างดิฉัน แต่คุณก็ยัง“ให้”ได้เริ่มจากครอบครัวซึ่งถือเป็นสังคมแรกของมนุษย์ การให้ไม่ได้หมายถึงแต่ให้ของขวัญปีใหม่หรือหาเงินมาจุนเจือครอบครัวอย่างเดียว ดิฉันหมายถึงรวมการให้อื่นๆในสิ่งที่จับต้องไม่ได้เช่น “ให้เวลา” กับครอบครัว เวลาคุณอยู่บ้านร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน ดิฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆทุกวันเสาร์พี่น้อง 5 คนนั่งครบหน้าครบตากันเป็นชั่วโมงที่โต๊ะอาหารนั่งมวนบุหรี่ให้คุณพ่อ 4 กระป๋องใหญ่ (ดิฉันไม่แน่ใจว่าคุณพ่อประหยัดมาก หรือมีจุดประสงค์ให้ลูกๆได้นั่งพร้อมหน้าพร้อมตากัน) หรือ “ให้คำชม” ดิฉันจำได้ว่าคุณแม่ดิฉันชอบชมลูกคนอื่น ดิฉันต้องเตือนคุณแม่ว่าให้ชมลูกตนเองบ้าง ฉะนั้นนึกถึงสิ่งดีของลูกและคนรักและให้คำชมเขา และอย่าลืมพูดขอบใจหรือขอบคุณในสิ่งเล็กๆน้อย ดิฉันจำได้ว่าเวลาที่ดิฉันโทรศัพท์ไปหาคุณแม่ คุณแม่จะบอกว่า “ขอบใจนะ ลูก” แค่นี้เราก็รู้ว่าแม่รักและดีใจที่เราโทรไป

ให้เพื่อนบ้าน
Love Thy neighbors อันนี้ต้องขอยืมหลักพระคัมภีร์มาใช้ว่า “ให้รักเพื่อนบ้านของท่าน” เพื่อนบ้านถือเป็นสังคมที่ใกล้ชิดรองมาจากครอบครัว คุณจะไม่มีความสุขเลยถ้าคุณทะเลาะหรือไม่ถูกชะตากับเพื่อนบ้าน ลองหัดยิ้มและ say hello กับเพื่อนบ้านทุกครั้งที่คุณเห็นเขา ถ้าคุณขับรถผ่านเห็นเพื่อนบ้านยืนอยู่หน้าบ้าน ก็ออกแรงนิดหน่อยโดยเปิดกระจกและตะโกนทักเขา หรือโบกมือให้เขาทุกครั้งที่คุณขับรถสวนกัน เวลาคุณจะไม่อยู่บ้านก็ไปฝากบ้านกับเขาสั่งเสียเพื่อนบ้าน ถ้าคุณมีต้นไม้ยื่นไปบ้านเขาและมีผลไม้ก็ไปเสนอให้เขาเก็บกิน ถ้าเขามีผลไม้ยื่นมาบ้านคุณก็ไปขออนุญาตเขาเก็บกิน และภายหลังค่อยคุยกันเรื่องช่วยกันตัดกิ่งไม้ ถ้าคุณจะจัดงานเลี้ยงปีใหม่ก็ไปบอกกล่าวเขาว่าขออนุญาตเสียงดังหน่อยนะ และถึงวันงานก็นำกับข้าวไทยไปให้เขาสักจาน แค่นี้คุณก็จะได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน

ให้คนงานและคนรู้จักข้างเคียง
คนข้างเคียงนี้ดิฉันรวมหมด ทั้งเพื่อนฝูง ลูกจ้าง คนงาน คนที่ให้บริการเรา เช่น บุรุษหรือสตรีไปรษณีย์ คนเก็บขยะ คนสวน ช่างทำผมประจำ แม่บ้านทำความสะอาดบ้าน กับเพื่อนฝูงก็ “ให้เวลา” “ให้อภัย” แบ่งเวลาโทรไปเม๊าท์กัน อย่าคิดเล็กคิดน้อย อย่าลืมว่าคนยิ่งสนิทรักก็จะขัดใจกันมาก ก็หัด“ให้อภัย” กัน ส่วนลูกจ้างที่ทำงานโดยเฉพาะลูกจ้างร้านอาหารไทย ก็“ให้หรือแผ่เมตตา”ต่อลูกจ้าง (ดิฉันเชื่อว่าคนงานร้านอาหารไทยไม่ว่าจะเป็นคนเสริฟหรือคนครัวเขาทำงานหนักมาก นึกภาพยืนผัดหรือเดินเสริฟอาหารทั้งวันๆละ 12 ชั่วโมงคงปวดหลังมาก) ให้เขาพักบ้าง ให้เขาออกไปทำธุระ และอย่าลืมให้ “โบนัส” เป็นสินน้ำใจเขาสิ้นปี ดิฉันรู้จักนายจ้างรวยๆหลายคนที่ไปทำบุญเป็นประจำ แต่ลืม “ให้” ลูกน้องหรือคนงาน สำหรับคนที่ให้บริการเรา รวมบุรุษหรือสตรีไปรษณีย์(ถึงแม้ทางไปรษณีย์จะไม่สนับสนุนให้คนงานรับทิป ตามกฎถ้าทิปไม่เกิน $20 เขาอนุญาตค่ะ) คนเก็บขยะ คนสวน ช่างทำผมประจำ แม่บ้านทำความสะอาดบ้าน อย่าลืมใส่ซองของขวัญปีใหม่ให้เขานะคะ

ให้คนแปลกหน้า
ดิฉันเคยเห็นคนใส่เสื้อยืด T-shirt เขียนข้างหน้าว่า smile, it confuses people “ยิ้ม มันจะทำให้คนสับสน” ดิฉันอ่านแล้วก็ขำเพราะคนอ่านยิ้มแต่คนใส่ไม่ยักยิ้ม ปีใหม่นี้คุณอาจตั้ง goal ด้วยการ “แผ่เมตตา” โดยเริ่มจาก“ยิ้มให้”คนแปลกหน้า (รับรองว่าโลกที่ยุ่งเหยิงจะสว่างไสวมากขึ้น) แต่ละวันให้คิดว่าวันนี้คุณ “ยิ้ม” แล้วหรือยัง ตัวอย่าง เวลาขับรถถ้าถูกแซง แทนที่จะยกนิ้วกลางให้ ก็ยิ้มให้แทน โดยเฉพาะเทศการช๊อปปิ้งนี้เวลาจะจอดรถถ้าจะแย่งกันจอดรถก็“ให้”คนอื่นเขาจอดไปก่อน คิดว่าเราจอดรถไกลดีกว่าได้เดินออกกำลัง

ให้ประเทศ
คุณเคยได้ยินคำขวัญของประธานาธิบดี John F. Kennedy หรือไม่คะที่ว่า “ไม่ถามว่าประเทศทำอะไรให้เรา ให้ถามว่าเราทำอะไรให้ประเทศบ้าง” นอกจากให้สังคมเล็ก ถ้าคุณมีโอกาส คุณควรจะเริ่มคิดให้สังคมใหญ่ คือทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง ภาษาฝรั่งเรียก “ซิวิค ดิวตี้” (civic duty) ซิวิค ดิวตี้ คือหน้าที่พลเมืองดีต่อประเทศชาติ เช่น ออกเสียงเลือกตั้ง จงรักภักดีต่อชาติ เป็นต้น นอกเหนือจากนั้นก็อาจเป็นการอาสาสมัครต่างๆ เช่น ถ้าในเมืองที่คุณอยู่มีงานอะไร คุณอาจจะรับอาสาไปช่วย เช่น วันเลือกตั้ง ทางซิตี้ที่คุณอยู่อาจต้องการพลเมืองอาสาสมัครช่วยนับคะแนน เป็นต้น ปีนี้เป็นปีแรกที่ดิฉันอาสาสมัครทำโปรเจ็คต่างๆให้ซิตี้ออฟ ลา พาลม่า เป็นเมืองที่ดิฉันอาศัยอยู่ (เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ใน ออเร็นจ์ เคาน์ตี้ ติดแอลเอ เคาน์ตี้ มีพื้นที่เพียง 1.8 ตารางไมล์ มีชื่อเสียงสำหรับคนไทยนะคะ เพราะปีนี้เรามี ซิตี้ เคาน์ซิล ไทยคนแรกคือ คุณเฮ็นรี่ เจริญ) เนื่องจากดิฉันตกกระไดพลอยโจนกับลูกชายที่รบเร้าให้ดิฉันพาเขาไปสมัครเป็นตำรวจอาสาสมัคร ดิฉันก็ต้องตามไปสถานีตำรวจช่วยลูกกรอกฟอร์ม เลยถูกตำรวจชวนให้ไปเป็นอาสาสมัครด้วย ตอนนี้ดิฉันก็ต้องเจียดเวลาเดือนละหนึ่งถึงสามวันไปอาสาสมัครช่วยเขียนคอลัมน์ให้ตำรวจในหนังสือพิมพ์รายเดือน และต้องไปมีทติ้งเดือนละครั้ง ไม่ใช่ง่ายๆเพราะเวลาดิฉันจะปลีกตัวไปจากงานและครอบครัวยากมาก แต่ก็โอเค ผลที่ได้กลับก็ถือว่าเป็นการดี เพราะนอกจากจะถือว่าเป็น ซิวิค ดิวตี้ หน้าที่พลเมืองดีอย่างหนึ่งแล้ว การที่มีอาสาสมัครเดินเข้าออกในกรมตำรวจอย่างอิสระ จะทำให้ตำรวจเกรงใจในการปฏิบัติหน้าที่ในขอบเขตและไม่กล้าใช้อำนาจเกิน พวกอาสาสมัครทำหน้าที่เป็นคล้ายๆ watchdog ไปในตัว ผลพลอยได้อื่นๆจากอาสาสมัครคือ ดิฉันรู้จักตำรวจแทบทุกคนในซิตี้และคนอาสาสมัครอื่นๆ และได้ความรู้เพิ่มเติมมากขึ้น เพราะจะถูกเรียกไปเรียนเพิ่มเติมในโครงการต่างๆ เช่นดิฉันเพิ่งไปเรียนหลักสูตร 8 สัปดาห์ วิธีช่วยตนเอง ครอบครัวและคนอื่นในยามที่มีภัยภิบัติฉุกเฉิน เช่น แผ่นดินไหว ไฟไหม้ น้ำท่วม และภัยจากผู้ก่อการร้าย เป็นต้น และดิฉันได้ไปฝึกซ้อมยิงปืน และเรียนเกี่ยวกับแก๊ง การค้าของเถื่อนต่างๆ เป็นต้น ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อตน และทำเพื่อชาติ อีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้กลับคืน คือ ครอบครัวพากพูมใจมากที่ดิฉันไปอาสาสมัคร ก็ทำให้ดิฉันอิ่มใจไปด้วย
สรุป อย่าลืมนะคะ มาตั้ง new year resolution กันเถอะค่ะ ให้ๆบ้าง จำได้ว่าน้องชายดิฉันเคยพูดว่า การให้คนอื่น ก็เหมือน ให้ตนเอง เพราะมันทำให้เรามีความสุข

ใบเขียวแต่งงานจากเมืองไทย

ช่วงระยะปีสองปีที่ผ่านมา ดิฉันจะทำใบเขียวแต่งงานระหว่างชายฝรั่งแต่งงานกับสาวไทยในเมืองไทยมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันยุคอินเตอร์เน็ต ก็จะมีการติดต่อออนไลน์มากขึ้น เวลาดิฉันทำใบเขียวแต่งงานและเห็นสามีฝรั่งรักและให้เกียรติสาวไทย ดิฉันก็จะแฮ็ปปี้สุดๆ แต่ถ้าเห็นคู่ที่ฝรั่งพูดถึงสาวไทยโดยไม่ให้เกียรติกัน ดิฉันก็แฮ็ปปี้น้อยลงและปฏิบัติหน้าที่ตามจรรยาบรรณทนายทำตัวเป็นกลางทำเคสให้สำเร็จไป (ถึงแม้ใจไม่ค่อยเป็นกลางเพราะต้องเห็นใจสาวไทยแน่นอน) สิ่งที่ดิฉันให้คุณได้คือ ให้ความรู้กฎหมายต่อคุณผู้หญิงไทยที่ทำใบเขียวแต่งงานและอยู่ๆก็ย้ายไปอยู่ต่างแดนโดยไม่มีแบ็คกราวนด์กฎหมายและรู้สิทธิตนเอง เพราะถ้าคุณมีความรู้ด้านกฎหมายเท่ากับคุณมีอาวุธคุ้มครองตัวคุณเอง เพื่อสามีฝรั่งหรือสามีไทยที่ทำใบเขียวนำคุณมาจากเมืองไทยก็จะให้เกียรติคุณและไม่เหยียบย่ำคุณ
ขั้นตอนและระยะเวลาทำใบเขียวแต่งงาน
ก่อนจดทะเบียน
กรณีที่แฟนฝรั่งบินมาจดทะเบียนที่เมืองไทย ก่อนที่คุณทั้งสองจะไปจดทะเบียน แฟนฝรั่งต้องไปสถานทูตอเมริกันไปขอใบคล้ายๆใบรับรองสถานภาพว่าตนเป็นโสดสามารถจดทะเบียนกับหญิงไทยได้ เรียกใบแวริฟิเคชั่น ออฟ สแตตัส (Verification of Status) เขาต้องนำพาสปอร์ตอเมริกัน และถ้าเขาเคยจดทะเบียนมาก่อนให้เขานำใบหย่าไปด้วย เขาให้ข้อความต่อหน้าท่านกงสุล จ่ายค่าธรรมเนียมและทางกงสุลออกใบรับรองให้ เมื่อได้รับรองซึ่งเป็นภาษาอังกฤษเขาก็ต้องนำไปแปลเป็นไทยและนำไปให้กระทรวงการต่างประเทศรับรอง ขอแนะนำให้นำไปให้สถานที่รับแปลเอกสารแปลและเขารับไปยื่นที่กระทรวงการต่างประเทศให้เสร็จ คุณอาจขอรายชื่อร้านแปลเอกสารจากสถานทูตได้ หลังจากคุณได้เอกสารกลับมาแล้ว คุณทั้งสองก็สามารถจูงมือกันไปจดทะเบียนได้ที่อำเภอหรือสำนักงานเขต ถ้าแฟนเป็นคนไทยที่โอนสัญชาติเป็นอเมริกันซิติเซ่น วิธีที่ถูกต้องคือทำตามข้างต้น หรือถ้าแฟนคนไทยยังมีทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนไทย ก็อาจจะเดินขึ้นอำเภอจดทะเบียนได้เลยในฐานะคนไทย แต่ถ้าทางอำเภอทราบว่าผู้ชายโอนสัญชาติแล้วอาจจะไม่รับจดทะเบียนและส่งกลับไปทำตามขั้นตอนข้างต้น
พิธีแต่งงาน
คุณอาจมีพิธีแต่งงานหรือไม่มีก็ได้ไม่จำเป็น ดิฉันมีลูกความทำพิธีสมรสที่โรงพยาบาลสงฆ์และทำบุญไปในตัว ซึ่งดิฉันว่าสวีทมากๆนอกจากจะเซฟเงินค่ากินเลี้ยงเอาเงินนั้นไปทำบุญให้พระสงฆ์แล้ว ดิฉันเชื่อว่าแฟนฝรั่งจะทึ่งที่ได้เห็นพิธีไทย แฮ็ปปี้ที่ได้ประหยัดเงิน (โดยทั่วไปฝรั่งเป็นคนประหยัดนะคะ) และดิฉันเชื่อว่าฝรั่งจะให้เกียรติคุณมากขึ้น หรือถ้าคุณอาจจะมีแต่งานเลี้ยงฉลองกันเองในครอบครัวก็ได้ อย่างไรก็ตามขอให้ถ่ายรูปเก็บไว้ เพื่อแสดงต่อกงสุลวันสัมภาษณ์
เปลี่ยนนามสกุล
คุณอาจเปลี่ยนนามสกุลตามสามีหรือไม่เปลี่ยนโดยยังคงใช้นามสกุลไทยของคุณได้ ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายอเมริกันยอมรับค่ะ ถ้าคุณไม่เปลี่ยน เวลาคุณขอพาสปอร์ตไทยคุณยังคงชื่อและนามสกุลไทยอยู่ เวลาขอใบเขียว ใบเขียวก็จะเป็นชื่อและนามสกุลไทย แต่ถ้าคุณต้องการใช้นามสกุลฝรั่ง เมื่อคุณขอพาสปอร์ตก็ใส่นามสกุลฝรั่งเลย หรือถ้ามีพาสปอร์ตอยู่แล้ว เพียงนำทะเบียนสมรสและไปขอแก้ชื่อที่กระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น และเวลาขอใบเขียว ใบเขียวก็จะเป็นนามสกุลฝรั่งตามสามี ตามความเห็นดิฉัน ใจดิฉันชอบที่จะใช้นามสกุลไทยในเอกสารราชการต่างๆ เช่นพาสปอร์ต ทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน เป็นต้น เมื่อคุณไปถึงอเมริกาถ้าคุณเปลี่ยนใจอยากใช้นามสกุลฝรั่ง หรือสามีงอแงอยากให้คุณใช้นามสกุลเขา คุณสามารถใช้นามสกุลเขาได้ โดยไม่ต้องไปยื่นทำเรื่องขอแก้ไขพาสปอร์ตหรือใบขียวของคุณ วิธีเปลี่ยนนามสกุลคือโดยการเริ่มใช้นามสกุลฝรั่งตามสามี เช่นเมื่อไปสมัครงาน ขอ ใบขับขี่ ใบโซเชียล บัตรเครดิต เป็นต้น
เตรียมเอกสารขอใบเขียว
ฝ่ายคุณต้องเตรียมเอกสารดังนี้ คือรูปถ่ายหน้าตรงแบบพาสปอร์ต 2×2 นิ้วหนึ่งใบ สำเนาทะเบียนสมรส สำเนาใบเกิด ถ้าไม่มีให้ใช้สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนแทน สำเนาใบเปลี่ยนชื่อทุกใบ (ถ้ามี) สำเนาใบหย่าทุกใบกับสามีเก่าทุกคน (ถ้าคุณเคยจดทะเบียนสมรสมาก่อน) เอกสารเหล่านี้เป็นภาษาไทยและแปลเป็นภาษาอังกฤษทางสำนักงานเรารับแปล และสำเนาพาสปอร์ต ที่เราต้องใช้เพราะต้องการดูคำสะกดชื่อและนามสกุลของคุณ เพราะปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศสะกดชื่อและนามสกุลให้คุณเมื่อคุณไปทำพาสปอร์ต ถ้าคุณมีบุตรขอสำเนาใบเกิดบุตรด้วย
ทำใบเขียวให้บุตรพร้อมคุณ
ถ้าคุณมีลูกติด และถ้าสามีโอเค สามีสามารถยื่นเรื่องทำใบเขียวให้ลูกคุณได้พร้อมตอนยื่นเรื่องให้คุณในฐานะลูกเลี้ยง ตราบใดที่ลูกคุณอายุต่ำกว่า 18 ปี ณ. วันที่คุณจดทะเบียนและลูกยังเป็นโสด ถ้าลูกอายุเกิน 18 แล้วหรือจดทะเบียนแล้ว สามีไม่สามารถทำเรื่องให้ลูกได้ คุณต้องรอจนกว่าคุณจะได้ใบเขียวหรือเป็นซิติเซ่นก่อนคุณถึงจะยื่นเรื่องให้ลูกเองภายหลังได้ หรือในกรณีที่คุณและสามีไม่พร้อมที่จะเอาลูกไปอเมริกาทันที สามีอาจยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ลูกคุณภายหลังได้
ระยะเวลาคอย
เมื่อสามีกลับอเมริกา ทางเราจะยื่นเรื่องขอใบเขียวไปที่อิมมิเกรชั่น ปัจจุบันเรียก U.S. Citizenship and Immigration Services ปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือนก่อนจะเรียกสัมภาษณ์ (ถ้าเรื่องผ่านด้วยดี คือทางสามีร่วมมือกับทนายส่งเอกสารต่างๆที่ขอ) ตัวคุณจะต้องเซ็นเอกสาร 2 แผ่นคือ ฟอร์ม G-325 Biographic Data เป็นประวัติส่วนตัวของคุณ เช่นที่อยู่ ที่ทำงานปัจจุบันรวมระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา และอีกเอกสารหนึ่งคือ DS 230 I เป็นเอกสารเกี่ยวกับประวัติคุณเช่นกัน ใบนี้เซ็นทีหลังเมือเรื่องผ่านแล้ว
รวบรวมเอกสารระหว่างคอย
ระยะเวลาคอยเรื่องดูเหมือนจะเป็นช่วงที่ทรมานที่สุดสำหรับคนที่มีความรัก ดิฉันแนะนำให้คุณเอ็นจอยเวลาที่คุณอยู่เมืองไทยก่อนไปอเมริกา เพราะเมื่อคุณไปถึงอเมริกาแล้วคุณจะคิดถึงบ้านเรา ตอนนี้คุณก็บิสซี่ (keep busy) รวบรวมเอกสารและหลักฐานเตรียมไปสัมภาษณ์ ดังนี้คือ เอกสารตัวจริงตามข้างต้น คือ ใบเกิด ใบเปลี่ยนชื่อ ใบแต่ง ใบหย่า เป็นต้น ส่วนหลักฐานจะเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าคุณแต่งงานจริงคือมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา รวม หลักฐานการติดต่อก่อนและหลังแต่งงาน เช่น จดหมายติดต่อ การ์ดวันเกิด วันวาเล็นไทน์ เป็นต้น โดยเก็บตัวจดหมายและซองที่มีไปรษณีย์ประทับตรา อีเมล์ติดต่อกัน ให้พรินท์อีเมล์ของคุณและสามีเก็บไว้ หลักฐานการส่งเงินที่สามีซัพพอร์ท รูปถ่ายคู่และหมู่และรูปถ่ายพิธีแต่งงาน การ์ดเชิญแต่งงาน (ถ้ามี) สำเนาการเดินทางที่สามีเข้าเมืองไทยมาหาคุณ เป็นต้น
รายได้สามี
เอกสารหนึ่งที่สามีต้องยื่นคือ หลักฐานการเงินว่าสามีมีรายได้พอที่จะเลี้ยงดูหรือซัพพอร์ทคุณหรือไม่ รัฐบาลไม่ต้องการให้คุณไปเป็นภาระสังคมกินสวัสดิการรัฐบาล (ตอนนี้เป็นตอนที่คุณจะรู้ว่าสามีทำงานดี มีเงินเดือนดีหรือเปล่า) ถ้าสามีมีรายได้ไม่พอตามที่กฎหมายกำหนด เขาอาจหาคนช่วยเซ็นร่วม ผู้นั้นอาจเป็นเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องได้
วันสัมภาษณ์
วันสัมภาษณ์ คุณสามารถไปคนเดียวได้ สามีไม่จำเป็นต้องบินมา หรือสามีอาจไปสัมภาษณ์ด้วยได้ เมื่อคุณได้รับจดหมายเรียกสัมภาษณ์ คุณจะมีเวลาระหว่าง 2-4 สัปดาห์ที่จะเตรียมเอกสารตามรายการที่ระบุในจดหมาย นอกจากเอกสารที่กล่าวมาข้างต้น คุณต้องไปถ่ายรูป ตรวจร่างกายตามรายชื่อหมอที่ให้ และไปขอประวัติจากสันติบาล ถ้าคุณมีปัญหากฎหมาย คุณต้องแจ้งให้ทนายทราบล่วงหน้า ถ้าคุณเคยพยายามขอวีซ่าไปอเมริกามาก่อนและไม่ผ่าน ไม่ป็นไร แต่ทางกงสุลจะดูประเด็นเหล่านั้นว่าคุณแต่งงานจริงหรือเปล่าหรือเพียงเพื่อจะไปอเมริกา วันสัมภาษณ์ทางเจ้าหน้าที่จะตรวจเอกสารและถามคำถามต่างๆเกี่ยวกับตัวคุณและสามี เช่นคุณทั้งสองรู้จักกันอย่างไร ข้อมูลและประวัติเกี่ยวกับสามี ว่ามีพี่น้องกี่คน พ่อแม่อยู่ไหน เป็นต้น ข้อสำคัญคือ ณ. วันที่ยื่นเรื่องถึงวันเรียกสัมภาษณ์ คุณไม่ควรย้ายที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ เพราะเอกสารจะส่งไปให้คุณตามที่อยู่ตอนยื่นเรื่อง ถ้าคุณย้ายที่อยู่และไม่ได้แจ้ง เอกสารคุณอาจจะหายและคุณไม่ได้รับจดหมายนัดสัมภาษณ์ได้ เมื่อเรื่องผ่าน คุณจะกลับไปรับเอกสารและได้แสตมป์ในพาสปอร์ต และคุณสามารถเดินทางได้ทันที หรือภายใน 6 เดือน คุณจะยังไม่ได้ตัวใบเขียว คุณจะได้ใบเขียวทางไปรษณีย์ส่งไปตามที่อยู่สามีประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังจากคุณเข้าอเมริกา
ใบเขียวเงื่อนไข
ภายใต้“กฎหมายป้องกันการแต่งงานปลอม” เรียก Immigration Marriage Fraud Amendments (IMFA) ผ่านมาปี 1986 ถ้าคุณทำใบเขียวแต่งงาน และได้ใบเขียวภายในสองปีนับจากวันที่จดทะเบียนคุณจะได้ใบเขียว “ใบเขียวเงื่อนไข”หรือ Conditional Resident มีอายุ 2 ปี ซึ่งคุณและสามีต้องยื่นเรื่องด้วยกันขอใบเขียวถาวร 90 วันนับจากวันที่คุณได้ใบเขียว เมื่อเรื่องผ่านคุณถึงจะได้ใบเขียวถาวร ถ้าคุณหย่าก่อนสองปี คุณอาจจะสูญใบเขียวได้ นอกจากคุณจะยื่นเรื่องขอผ่อนผัน ซึ่งยากที่จะได้ นอกจากกรณีที่คุณถูกสามีทำร้ายร่างกาย ตบตี กรณีนี้คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวถาวรได้ด้วยตนเอง โดยสามีไม่ต้องเซ็น
ดิฉันเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับสิทธิของคนไทยในอเมริกา รวมหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง และเล่มสอง” และหนังสือ “อยู่อเมริกา” ขอให้คุณเช็คเข้า website ของดิฉัน http://www.rujirat.com คุณสามารถหาซื้อหนังสือได้ในเมืองไทยค่ะ

ทำงานในอเมริกา

ตั้งแต่ดิฉันออกเว๊บไซด์ จะมีแฟนคอลัมน์เมืองไทยอีเมล์มาถามบ่อยๆ ส่วนมากก็จะเป็นคำถามอยากไปทำงานในอเมริกาได้อย่างไร
ไปทำงานในอเมริกา
ถ้าคุณต้องการไปทำงานในอเมริกาอย่างถูกต้อง มีสองวิธีคือ (หนึ่ง) ขอวีซ่าประเภททำงาน (สอง) ขอใบเขียวหรือกรีนคาร์ด ใบเขียวมีประเภทเดียว คือถ้าคุณได้ใบเขียวไม่ว่าจากการแต่งงาน หรือล็อตเตอรี่ คุณสามารถทำงานได้ในอเมริกาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
วีซ่าทำงาน
วีซ่าทำงานมีหลายประเภท (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “วีซ่าต่างชนิด”ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่งบทที่สาม หัวข้อ “ระบบวีซ่า” หน้า 3-15) ตั้งแต่งานระดับโปรเฟสชันแนลถึงระดับกรรมกร ระดับโปรเฟลชันแนลยังแยกออกเป็นกรุ๊บย่อย ตั้งแต่ระดับโปรเฟลชันแนลสูง เช่น หมอ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง นักกีฬาที่มีชื่อเสียงระดับโลก เป็นต้น ถึงระดับโปรเฟลชันแนลกลาง เช่นวิศวกร นักบัญชี พยาบาล ครู สถาปนิก เป็นต้น ระดับโปรเฟลชันแนลนี้คุณต้องจบปริญญาอย่างน้อยปริญญาตรีขึ้นไป และควรมีประสบการณ์ในงานที่จะไปทำ ยิ่งเรียนจบสูงหรือ/และมีประสบการณ์มากยิ่งดี ระดับโปรเฟลชันแนลสูงคุณอาจขอวีซ่าด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีนายจ้างและต้องรอโควต้า ส่วนระดับโปรเฟสชันแนลกลางซึ่งเป็นระดับที่คนทั่วไปขอ คุณต้องมีนายจ้างในอเมริกาทำเรื่องให้ซึ่งอาจต้องคอยช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับโควต้า ส่วนระดับกรรมกรหรือระดับล่าง เช่น งานแม่บ้าน งานหมอนวด งานในครัวทั่วไป ช่างต่างๆ คือระดับที่ไม่ต้องจบปริญญา แต่อาจต้องมีประสบการณ์ในงานที่จะไปทำบ้างหรือไม่มีเลย ระะดับล่างนี้บางประเภทใช้เวลานานเพราะโควต้ายาว แต่บางประเภทโดยเฉพาะงานหรืออาชีพที่ขาดแคลนหรืออาชีพเฉพาะอย่าง หรืองานที่ทำเพียงบางฤดู หรือ/และขอไปเป็นกรุ๊บ เช่น ชาวนา ชาวสวน หมอนวดไทย ช่างมุงหลังคาวัดไทย เป็นต้น ชนิดนี้ขอได้เร็ว แต่ระยะเวลาวีซ่าจะสั้น ระหว่าง 6-12 เดือน แต่ต่อได้เพราะเป็นงานชั่วคราวตามฤดู หรือเป็นวีซ่าเพื่อให้ไปฝึกคนงานท้องถิ่นให้เป็นงาน
ใบเขียวทำงาน
ใบเขียวคือ ใบต่างด้าวถาวร ถ้าคุณได้ใบเขียว คุณสามารถอยู่ในอเมริกาได้ตลอดและทำงานได้ และถ้าคุณได้ระยะหนึ่ง 5 ปี คุณสามารถยื่นเรื่องขอโอนสัญชาติเป็นคนอเมริกันได้ คนงานระดับล่างจะขอวีซ่าไปทำงานได้ยากและบางที่ไม่มีกรุ๊บวีซ่าให้ เนื่องจากระดับล่างคือระดับที่ได้รายได้ขั้นต่ำ ซึ่งนายจ้างควรจะสามารถหาคนงานท้องถิ่นทำได้ง่าย ถ้านายจ้างจะยอมจ่ายเงินเดือน ขอให้คุณนึกเปรียบเทียบวีซ่าระดับล่างนี้คล้ายนายจ้างไทย ที่ไม่อยากจ่ายค่าจ้างคนงานไทย เช่นคนใช้ ช่างก่อสร้าง เนื่องจากคนงานไทยหายากหรือเล่นตัว จึงไปจ้างแรงงานพม่าจ่ายถูกๆ รัฐบาลไม่ต้องการให้แรงงานเถื่อนเข้าประเทศ ในขณะที่คนไทยว่างงานมาก ถ้านายจ้างยอมจ่ายค่าจ้างสูงขึ้นหน่อนก็จะสามารถหาคนงานได้ ในอเมริกาก็เช่นกัน เนื่องจากกฎหมายแรงงานนายจ้างต้องให้สวัสดิการลูกจ้างและจ่ายโอที ซึ่งนายจ้างไม่อยากจ่าย ก็หาทางจ้างแรงงานต่างชาติเถื่อนแทนโดยไม่ให้สวัสดิการและไม่มีโอที วิธีขอวีซ่าทำงานระดับล่างได้ง่าย คืออาชีพที่ขาดแคลนและอาชีพเฉพาะอย่างที่คนงานอเมริกันทำไม่ได้ สำหรับคนไทยคือ อาชีพพ่อครัวหรือแม่ครัวร้านอาหารไทย อาชีพนี้ถือเป็นระดับล่างและหาฝรั่งทำไม่ได้ แต่มีเงื่อนไขคือพ่อครัวแม่ครัวต้องมีประสบการณ์เป็นกุ๊กอย่างน้อยสองปี อาชีพนี้สามารถขอใบเขียวทำงานได้เลยแทนที่จะขอวีซ่า โอกาสในการขอใบเขียวพ่อครัวแม่ครัวของ่ายกว่าที่คิด (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “ใบเขียวทำงาน” ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง บทที่ 4 . “ใบเขียว” หน้า 4-11)
เริ่มต้นอย่างไร
ระดับโปรเฟลชันแนลกลาง เริ่มต้นด้วยคุณต้องหางานก่อน อาจหาทางอินเตอร์เน็ท หรืออาจให้คนรู้จักในอเมริกาช่วยหางานให้ งานนั้นต้องเป็นงานที่คุณเรียนจบมาหรือ/และมีประสบการณ์การทำงานโดยทั่วไปสองปี เมื่อตกลงกับนายจ้างได้เรียบร้อยแล้ว ให้นายจ้างติดต่อทนายในอเมริกาดำเนินเรื่องขอวีซ่าให้ ระเบียบการดำเนินเรื่องขอวีซ่าแต่ละประเภทต่างกันและซับซ้อนยากที่จะสาธยายในที่นี้ และมีเงื่อนไขว่าคุณต้องทำงานอยู่กับนายจ้างที่ทำเรื่องวีซ่าให้คุณ ถ้าคุณออก ไปทำงานกับนายจ้างคนใหม่ นายจ้างคนใหม่ต้องยื่นเรื่องขอวีซ่าเปลี่ยนนายจ้างให้คุณใหม่ วีซ่าทำงานนี้คุณสามารถนำคู่สมรสและบุตรที่อายุต่ำกว่า 21 ปีที่ยังไม่แต่งงานพ่วงไปได้ และในอนาคตคุณสามารถทำเรื่องขอใบเขียวได้
ระดับล่าง ขอยกตัวอย่างใบเขียวพ่อครัวแม่ครัว ซึ่งเป็นใบเขียวที่ดิฉันทำมากที่สุดรองลงมาจากใบเขียวแต่งงาน คุณเริ่มต้นเช่นกัน คือ สมัครงานกับร้านอาหารไทยในอเมริกา โดยเฉพาะร้านที่อยู่รัฐที่หาคนงานได้ยากๆที่ไม่ค่อยมีคนไทยอยู่ อาจจะยอมจ้างคุณ ปัญหาคือนายจ้างกลัวว่าถ้าทำเรื่องใบเขียวให้คุณได้ คุณไปถึงแล้วจะอยู่ไม่ยืด เพราะเมื่อคุณได้ใบเขียวแล้ว คุณเป็นอิสระที่จะย้ายงานได้ไม่จำเป็นต้องอยู่กับนายจ้างที่ทำเรื่องให้คุณ (ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญที่นายจ้างจะบังคับคนงานให้อยู่ด้วย) ฉะนั้นขึ้นอยู่กับคุณที่จะทำให้นายจ้างเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าคุณจะอยู่กับเขาไปนาน โดยทั่วไปคนที่ไปทำงานมักจะไปทำงานกับคนรู้จัก หรือคนจากจังหวัดเดียวกัน หรือมีคนแนะนำมา หรืออาจเป็นญาติพี่น้องได้ เงื่อนไขคือ คุณต้องมีประสบการณ์จริงๆคือเป็นพ่อครัวหรือแม่ครัวร้านอาหารอย่างน้อยสองปี หรืออาจเป็นเจ้าของร้านอาหารและทำครัวในร้านตัวเองอย่างน้อยสองปี ใบเขียวทำงานนี้ถ้าคุณได้ใบเขียว คู่สมรสและบุตรที่อายุต่ำกว่า 21 ปีที่ยังไม่แต่งงานจะได้ใบเขียวพ่วงไปพร้อมกันได้ด้วย ปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 1 ปีขึ้นไป อาจถึงสองหรือสามปีขึ้นอยู่กับโควต้า (ทางอิมมิเกรชั่นพยายามโละโควต้าปีหน้า ถ้าโละได้หมดในปีหน้า ระยะขอใบเขียวพ่อครัวแม่ครัวจะเร็วขึ้น)
วีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียน
ตามกฎหมายวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียนห้ามทำงาน มีข้อยกเว้นคือวีซ่าท่องเที่ยวอาจไปทำงานเช่นไปอาสาสมัครสอนหนังสือตามวัด หรือบางอย่างที่คุณไม่ได้รับเงินเดือน ส่วนวีซ่านักเรียนคุณอาจขอทำงานในโรงเรียนได้ หรือฝึกงานหนึ่งปีเมื่อเรียนจบ อย่างไรก็ตามดิฉันไม่แนะนำให้คุณขอสองวีซ่านี้เพื่อไปโดดทำงาน ถ้าคุณมีวีซ่าสองวีซ่านี้แล้ว คุณอาจเข้าไปหางานได้ เมื่อหานายจ้างที่จะรับคุณทำงานแล้ว คุณค่อยติดต่อทนายทำเรื่องและขยับขยายถายหลัง แต่ระหว่างคุณอยุ่ในอเมริกาด้วยวีซ่านี้ คุณห้ามทำงาน
ใบเขียวแต่งงาน
ถ้าหลังจากอ่านจนมาถึงตรงนี้แล้ว คุณดูจะไม่จัดอยู่ในกรุ๊บทำงานใดเลย คุณอาจต้องหาทางหาแฟนฝรั่งหรือคนไทยซิติเซ่นเพื่อแต่งงาน อาชีพดิฉันจะพบฝรั่งมากที่ชอบถามให้ดิฉันหาแฟนคนไทยให้ ซึ่งดิฉันก็ไม่กล้าเพราะจะเป็นคอนฟลิกกับจะยาบรรณทนาย หาแฟนให้เสร็จทำใบเขียวแต่งงานให้ สงสัยสภาทนายความจะต้องขมวดคิ้วเพ่งเล็งแน่ และอีกอย่างถ้ามันไม่เวิ้ร์คระหว่างสามีภรรยา ดิฉันก็คงนอนไม่หลับแน่ สรุปคือ คุณที่เซิรฟเน็ทคล่องๆอาจจะพยายามหาคู่ทางอินเตอร์เน็ทได้ไม่ลำบากนัก หญิงไทยมีชื่อดีอยู่แล้ว ถ้าคุณพบคู่ทางอินเตอร์เน็ทและคุณยังไม่แน่ใจในตัวผู้ชาย แทนที่จะจดทะเบียนแต่งงาน คุณอาจทำวีซ่าคู่หมั้นไปอเมริกาก่อน เพราะเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2006 กฎหมายอิมมิเกรชั่นได้เข้มงวดระเบียบการขอวีซ่าคู่หมั้นมากขึ้น เพื่อปกป้องผู้หญิงเกรงว่าจะถูกนำไปกระทำทารุณกรรม โดยเพิ่มกฎให้มีการเช็คประวัติคู่หมั้นฝรั่งของคุณว่าเขามีประวัติคดีอาญาเคยทารุณกรรม เช่นตบตีเมียหรือแฟนมาก่อนหรือเปล่า หรือเขาเคยขอวีซ่าคู่หมั้นมากี่ครั้งแล้ว เงื่อนไขวีซ่าคู่หมั้นคือ คุณต้องได้เจอตัวกันแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสองปีก่อนก่อนยื่นเรื่อง และเมื่อได้วีซ่าคู่หมั้น วีซ่ามีอายุ 3 เดือนนับจากวันที่คุณเข้าอเมริกาและคุณต้องแต่งงานกับคู่หมั้นภายใน 90 วันนั้น คุณไม่สามารถไปแต่งานกับคนอื่นได้ ถ้ามันไม่เวิ้ร์คระหว่างคุณและเขา คุณยังมีโอกาสกลับมาเมืองไทยตั้งหลักใหม่ได้ วีซ่าคู่หมั้นนี้คุณสามารถพ่วงบุตรเล็กไปได้ (โปรดอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับวีซ่าคู่หมั้น ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งใหม่” บทที่ 3 หน้า 3-13 และบทที่ 4 หน้า 4-15) ต้นปีนี้ดิฉันทำใบเขียวให้คู่สมรสคู่หนึ่ง คู่นี้พบกันในอเมริกาสามีฝรั่งอายุประมาณ 90 ปี ภรรยาไทยอายุรุ่นๆดิฉัน ทายอายุเองแล้วกัน คู่นี้น่ารักมากๆ ลุงแกใจดี ผู้หญิงก็น่ารักกตัญญูกับลุงสุดๆ ปัจจุบันทั้งสองครองรักกันอย่างมีความสุข แฮ็ปปี้ เอ็นดิ้ง ค่ะ ขอให้คุณโชคดีแบบคู่ตัวอย่างนี้นะคะ

ผลการเลือกตั้งต่อ ก.ม.อิมมิเกรชั่น

หลังจากการเลือกกลางเทอมพึ่งผ่านเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พรรคเดโมแครทได้เสียงข้างมากทั้งในคองเกรสและในเซเนท ขอถือโอกาสทบทวนความจำของผู้ที่เตรียมจะไปสอบซิติเซ่นนะคะ คือ ในเซเนทมีผู้แทนหรือเซเนเต้อร์ทั้งหมด 100 คน คือแต่ละรัฐมีตัวแทน เซเนเต้อร์รัฐละ 2 คน ก่อนเลือกตั้งวันที่ 7 พ.ย. รีพับบลิคกันมีเสียงข้างมาก หลังเลือกตั้งเดโมแครทได้ที่นั่งเพิ่ม 6 ที่นั่งรวมปัจจุบันมีเดโมแครทเซเนเต้อร์ 51 คน รีพับบลิคกันเซเนเต้อร์ 49 คนพอที่จะทำให้ตาชั่งเอียงได้ (tip the scale) ส่วนในคองเกรสมีคองเกรสแมนทั้งหมด 435 คน จำนวนนี้ขึ้นกับจำนวนประชากรในแต่ละดิสตริคของแต่ละรัฐ รัฐใดมีพงเมืองน้อยก็มีคองเกรสแมนน้อย รัฐใดมีพลเมืองมากก็มีคองเกรสแมนมาก เคโมแครทได้ที่นั่งเพิ่ม 28 ที่นั่ง เท่ากับในสภามีเดโมแครทคองเกรสแมน 232 คนและ รีพับบลิคกันคองเกรสแมนเพียง 203 และ Speaker of the House คนใหม่เป็นเดโมแครท ผู้หญิงชื่อ แนนซี่ เพโลซี่ มาจากซานฟรานซิสโก Speaker of the House มีความสำคัญคือ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี คนที่จะรับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีต่อ คือ Speaker of the House
ผลการเลือกตั้งต่ออิมมิเกรชั่น
ตามโพล เหตุผลส่วนใหญ่ที่เดโมแครทชนะเพราะ (หนึ่ง) ประชาชนไม่ชอบนโยบายประธานาธิบดีบุชเกี่ยวกับอิรัก (สอง)พวกคนต่างชาติที่เป็นซิติเซ่น (อิมมิแกรนท์) ตื่นตัวได้ไปออกเสียงเลือกตั้งกันมาก เพราะต้องการให้มีการปฏิรูปนโยบายอิมมิเกรชั่นใหม่ ผลต่อเราคนไทยคือ เราอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายอิมมิเกรชั่นในทางที่ดีขึ้น แต่ในวงทนายอิมมิเกรชั่นก็ยังคาดการกันว่าเราคงไม่ได้เห็น “เกสท์ เวิ้ร์คเค่อร์” จนกระทั่งหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่อีก 2 ปีข้างหน้า เพราะแต่ละพรรคยังไม่กล้าที่จะโปรอิมมิเกรชั่นเต็มที่เพราะจะเป็นการเสี่ยงเกินไปก่อนเลือกตั้งปี 2008 ดิฉันจะคอยส่งข่าวการเคลื่อนไหวนะคะ ตอนนี้ก็รอไปก่อน ไหนๆคุยกันเรื่องโวทแล้ว ก็ขอเตือนนะคะ คนที่เป็นอเมริกันซิติเซ่นเท่านั้นถึงจะโวทได้ ผู้ถือใบเขียวโวทไม่ได้ค่ะ และขอแสดงความยินดีกับคุณ เฮ็นรี่ เจริญ ด้วยที่ได้รับเลือกเป็น City Council ของเมืองลา พาลม่า ดิฉันอยู่เมือง ลาพาลม่า และคุณได้โวท จากครอบครัวเรา 3 คนค่ะ
ไม่มีแอมเนสตี้
สรุปได้ว่า ณ. วันนี้ยังไม่มีแอมเนสตี้โปรแกรมให้ใบเขียวต่อโรบินฮู้ดนะคะ และยังไม่มีการออกเวิ้ร์คเพอร์มิทหรือใบทำใดๆทั้งสิ้น แอมเนสตี้ครั้งล่าสุดที่ผ่านออกมานั้นตั้งแต่ปี 1988 (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “ใบเขียวแอมเนสตี้” ในหนังสือสิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง บทใบเขียว หน้า 4-13) ทางคองเกรสยังถกกันเรื่องผ่านเกสท์ เวิ้ร์คเค่อร์ ถ้าผ่านคือให้โรบินฮู้ดที่ทำงานและจ่ายภาษีได้วีซ่าทำงานระยะหนึ่งและในอนาคตสามารถขอใบเขียวได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ผ่าน เราต้องดูกันว่าเดโมแครทเสียงข้างมากทั้งสองสภาสามารถจะปฏิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่นได้มากเพียงใด
DREAM ACT
สิ่งที่แน่นอนว่าจะผ่านคือ DREAM ACT “ดรีมแอ็กท์” เนื่องจากทั้งสองสภาโวทผ่านแล้ว แต่ยังไม่ได้เป็นกฎหมายออกมาใช้ จุดมุ่งหมายของดรีมแอ็กท์คือ เพื่อเด็กที่พ่อแม่นำเข้ามาในประเทศ โดยที่เด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เด็กเหล่านี้เข้าเรียนโรงเรียนประถม-มัธยมตั้งแต่เด็ก พอเด็กโตขึ้นเรียนจบไฮสกูลเด็กถึงรู้ตัวว่าตนอยู่เถื่อน เพราะในขณะที่เพื่อนๆสอบใบขัลขี่และเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย แต่ตนกลับเข้าไม่ได้ กฎหมายนี้ต้องการช่วยเหลือเด็ก เพราะเยาวชนถือเป็นสมบัติของชาติที่จะทำให้ชาติเจริญได้ ภายใต้ DREAM ACT เด็กสามารถขอใบเขียวได้ และสามารถเรียนมหาวิทยาลัยรัฐในฐานะ resident คือจ่ายค่าเล่าเรียนถูก และสามารถขอทุนหรือเงินช่วยเหลือจากรัฐได้ กฎหมายนี้จึงเปรียบเสมือนช่วยเด็กและให้รางวัลเด็กที่เรียนดี มีความประพฤติดี คุณสมบัติที่เด็กจะได้ใบเขียวตาม DREA ACT คือเด็กต้องมีคุณสมบัติครบทุกข้อดังนี้

  • ต้องจบไฮสกูลในอเมริกา ณ.วันที่ยื่นเรื่องภายใต้ DREAM ACT
  • ต้องอยู่ในอเมริกาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี ณ.วันที่ยื่นเรื่องภายใต้ DREAM ACT
  • ต้องมีความประพฤติดีและไม่มีปัญหาทางกฎหมาย
  • ต้องอายุอย่างน้อย 12 ปี ณ. วันที่กฎหมาย DREAM ACT ผ่าน และจ้องอายุต่ำกว่า 25 ปี ณ.วันที่ยื่นเรื่องภายใต้ DREAM ACT
  • ต้องเข้ามหาวิทยาลัยอย่างน้อย 2 ปี หรือเข้าเป็นทหารอย่างน้อย 2 ปี
  • ข้อเตือนนะคะ เมื่อกฎหมายนี้ผ่านจะมีกำหนดวันเดือนปีที่เด็กเข้าประเทศ เพราะเขาไม่ต้องการให้พ่อแม่รีบนำเด็กแห่เข้าประเทศตอนนี้เพื่อหวังผลประโยชน์ภายใต้ DREAM ACT

    เข้าออกไทยด้วยสองพาสปอร์ต

    ในที่สุดสนามบินใหม่ของประเทศไทย “สุวรรณภูมิ” (Suvarnabhumi) ได้เปิดวันที่ 28 กันยายน 2006 ดิฉันก็ได้แวบไปฉลองเปิดกับเขาด้วย สวยงามค่ะ และการเดินทางไปสนามบินสะดวกมาก ไปโดยทางด่วนได้แทบจะทุกทางด่วน และมีป้ายบอกอย่างชัดแจ้ง ดิฉันใช้เวลาเดินทางภายใน 20 นาทีจากใจกลางเมือง ซึ่งเทียบกับก่อนหน้านี้ไปดอนเมืองยังใช้เวลาประมาณ 35 นาที แต่มีข้อติอย่างแรงคือ พื้นที่สนามบินเป็นกระเบื้องเรียบขัดมัน ลื่นมาก เพื่อนดิฉันซึ่งใส่รองเท้าคัชชูลื่นเกือบหกล้ม และมีคนต่างชาติผู้ชายใส่รองเท้าหนังเดินเข็นรถเล็ก ตอนเดินทางลาด พี่แกก็ลื่นเกือบหกล้ม รถเข็นไถล ดิฉันเดินอยู่ข้างๆรีบยืนเท้าไปขัดรถเข็น และมือจับตัวแก ตัวดิฉันใส่อรงเท้าผ้าใบถึงไม่มีปัญหา ก็ขอเขียนกระจายข่าวมา ณ.ที่นี้ ขอร้องอย่าลงแว็กซ์และหาวิธีทำพื้นให้ด้านหน่อยค่ะเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร มีแฟนคอลัมน์หลายคนที่เป็นอเมริกันซิติเซ่นถือสองพาสปอร์ตที่อยากกลับไปอยู่เมืองไทยนาน จะใช้พาสปอร์ตไทยเข้าประเทศได้อย่างไร เลยจะเขียนให้จากประสบการณ์ของตนเองกับสนามบินใหม่นะคะ
    ถือสองสัญชาติ
    ตามกฎหมายอเมริกัน คุณสามารถถือสองสัญชาติได้ซึ่งขึ้นกับกฎหมายของประเทศที่สองที่คุณถือสัญชาตินั้น ตามกฎหมายไทย ไม่อนุญาตให้ถือสองสัญชาติ (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ การถือสองสัญชาติ ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง 2005 บทที่ 5 กฎหมายสัญชาติและซิติเซ่น หน้า 5-8 ถึง 5-12) คุณสามารถเปิดอ่านข้อมูลในพาสปอร์ตอเมริกันหน้า 5 ข้อ 9 Dual Citizens จะมีรายละเอียดสำหรับผู้ถือสองสัญชาติ
    พาสปอร์ตคืออะไร
    พาสปอร์ตคือหนังสือเดินทางหรือ Travel document คนทุกคนไม่จำเป็นต้องมีพาสปอร์ต ถ้าผู้ใดไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศ ก็จะไม่มีพาสปอร์ต พาสปอร์ตไม่ใช่ “ไอ ดี” (I.D. ย่อมาจาก Identity “ไอเด็นติตี้”) ถ้าคนไทยในเมืองไทยก็จะใช้บัตรประชาชน และทะเบียนบ้านเพื่อพิสูจน์ไอเด็นติตี้ของบุคคล ส่วนในอเมริกาก็มี ใช้ใบขับขี่ เป็นการพิสูจน์ไอเด็นติตี้ ถ้าผู้ใดไม่มีใบขับขี่หรือไม่ขับรถ ก็จะใช้ บัตรประชาชนของรัฐเช่นกัน เช่นของรัฐคาลิฟอร์ เรียก คาลิฟอร์เนียไอดี
    (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ ใบขับขี่และบัตรประชาชน ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง 2005 บทที่ 2 กฎหมายคนเข้าเมือง หน้า -2-12) แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลทั่วไปจะยอมรับว่าพาสปอร์ตของแต่ละประเทศเป็นเอกสารที่จะพิสูจน์ไอเด็นติตี้ของคุณว่าคุณเป็นใคร ปัจจุบันพาสปอร์ตรุ่นใหม่ทั้งของไทยและอเมริกันเรียก อีพาสปอร์ต E-Passport (คิดว่าอี ย่อมาจาก อีเล็คโทรนิค) ซึ่งจะมีระบบแสกนรูปถ่าย และการตรวจข้อมูลที่ยากในการปลอมพาสปอร์ต
    ใช้พาสปอร์ตไทยหรืออเมริกันเข้าไทย
    คุณที่ถืออเมริกันและไทยพาสปอร์ต ถ้าคุณจะเข้าเมืองไทยด้วยอเมริกันพาสปอร์ต คุณไม่ต้องขอวีซ่าไทยเข้าประเทศ คุณสามารถอยู่ในเมืองไทยได้ไม่เกิน 30 วันโดยไม่ต้องมีวีซ่า ถ้าคุณอยู่เกินโดยไม่มีวีซ่าไทย คุณจะเสียค่าปรับรายวันที่สนามบินตอนเดินทางออก ถ้าคุณคิดจะอยู่เกิน 30 วัน คุณอาจทำได้วิธีต่างๆดังนี้
    ขอวีซ่าท่องเที่ยวไทยก่อนเดินทาง โดยไปขอที่กงสุลหรือสถานทูตไทย คุณสามารถเช็คเข้า website กงสุลดาวน์โหลดฟอร์มและอ่านรายละเอียดได้ที่ www.thai-la.net (เว๊บนี้ของกงสุลไทยแอลเอ)
    เข้าประเทศไทยไปก่อนด้วยพาสปอร์ตอเมริกัน และไปขอวีซ่าท่องเที่ยวที่อิมมิเกรชั่นในประเทศไทย (คิดว่าอยู่ที่ทุ่งมหาเมฆ ถามแท็กซี่ให้พาไป)
    เข้าประเทศไทยไปก่อนด้วยพาสปอร์ตอเมริกัน และเดินทางออกนอกประเทศไทยก่อนครบ 30 วัน โดยไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เขมร สิงค์โปร์ ฮ่องกง เป็นต้น ด้วยพาสปอร์ตอเมริกัน และกลับเข้ามาใหม่ด้วยพาสปอร์ตอเมริกัน คราวนี้คุณจะได้แสตมป์ให้อยู่ได้อีก 30 วัน
    ใช้พาสปอร์ตไทยเข้าประเทศอย่าลืมว่าถ้าคุณใช้พาสปอร์ตไทยเข้า คุณต้องออกด้วยพาสปอร์ตไทย ข้อสำคัญคือ ในแต่ละครั้งถ้าคุณเดินทางเข้าด้วยพาสปอร์ตใด คุณต้องเดินทางออกด้วยพาสปอร์ตนั้น
    ขาเข้าประเทศด้วยพาสปอร์ตไทย
    ถ้าคุณยังมีพาสปอร์ตไทยอยู่ และคุณเคยเดินทางออกนอกประเทศไทยด้วยพาสปอร์ตไทย คุณจะมีบัตรขาเข้า/ออกสีขาวแม็กติดกับพาสปอร์ตไทยมาเรียบร้อยแล้ว ถ้าเป็นบัตรขาเข้า/ออกรุ่นเก่า จะไม่มีที่ให้คุณกรอก แต่ถ้าเป็นรุ่นใหม่จะเขียนว่า บัตรขาเข้า และว่างเปล่าแม็กติดอยู่ ซึ่งคุณจะกรอกฟอร์มนี้ก่อนเครื่องบินแลนด์เข้าประเทศ ถ้าเป็นรุ่นเก่าให้คุณรับบัตรขาเข้า/ออกใหม่จากสจ๊วดเด็สหรือแอร์ ซึ่งเขาจะให้ก่อนลงเครื่อง และเมื่อถึงสนามบินผ่านเจ้าหน้าที่ ต.ม. คุณแสดงพาสปอร์ตไทยนั้นเล่มเดียว เจ้าหน้าที่ก็จะดึงบัตรขาเข้านั้นออกจากพาสปอร์ตคุณหรือ ถ้าเป็นบัตรขาเข้า/ออกรุ่นใหม่ คุณก็จะกรอกข้อมูลหน้าเดียว หน้าที่เขียนว่าบัตรขาเข้า ไม่ต้องกรอกหน้าที่เขียนบัตรขาออก ทางเจ้าหน้าที่ ต.ม. ก็จะเก็บบัตรขาเข้าที่คุณกรอกนั้น และไม่แม็กอะไรติดในพาสปอร์ตคุณ ฉะนั้นเท่ากับพาสปอร์ตไทยตอนนี้ของคุณว่างเปล่า ซึ่งถ้าเป็นอเมริกันพาสปอร์ต เจ้าหน้าที่จะฉีกหน้าบัตรขาเข้าออก และแม็กบัตรขาออกติดในอเมริกันพาสปอร์ตของคุณ ปัญหาคือคนที่พึ่งทำพาสปอร์ตไทยใหม่และข้างในพาสปอร์ตว่างเปล่า
    ถือพาสปอร์ตไทยเล่มใหม่
    ถ้าคุณถือพาสปอร์ตไทยรุ่นใหม่ อีพาสปอร์ต และไม่เคยใช้มาก่อน เมื่อเดินทางไปเมืองไทยให้คุณนำพาสปอร์ตไทยเล่มเก่าติดไปด้วย เพราะอีพาสปอร์ตจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับพาสปอร์ตเดิม และคุณเดินทางเข้าด้วยขั้นตอนการเข้าเหมือนข้างต้น โดยกรอกบัตรขาเข้า/ออกรุ่นใหม่ ปัญหาคือ เมื่อคุณไม่มีพาสปอร์ตเล่มเก่า ตอนเข้าประเทศครั้งแรกก็จะขลุกขลักนิดหน่อย แต่ตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองคือ
    ดิฉันใช้อีพาสปอร์ตไทยใหม่ครั้งแรก และไม่ได้นำพาสปอร์ตเดิมติดไป เจ้าหน้าที่ ต.ม. ที่สนามบิน ถามคำถามว่าออกนอกประเทศเมื่อไร และทำพาสปอร์ตใหม่ที่ไหน พาสปอร์ตเก่าอยู่ไหน เจ้าหน้าที่ไม่ได้แสตมป์ให้ แต่ส่งเข้าห้องไปนั่งคอยเจ้านายเขา (ในใจดิฉันอยากจะควักพาสปอร์ตอเมริกันมาใช้ ให้หมดเรื่อง แต่มีความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องเข้าประเทศเราด้วยพาสปอร์ตไทยให้ได้) เมื่อดิฉันไปนั่งคอยอยู่ในห้องสักพัก เจ้าหน้าที่หัวหน้าหนุ่มเดินเข้ามากับเจ้าหน้าที่ลูกน้องอีกหนึ่งคน หลังจากตรวจดูพาสปอร์ตที่ว่างเปล่าของดิฉัน หัวหน้าก็เริ่มซักไซ้ดิฉันหลายข้อดังนี้

    ถาม ออกนอกประเทศครั้งสุดท้ายเมื่อไรครับ
    ตอบ หลายเดือนแล้วค่ะ จำไม่ได้
    ถาม ใช้พาสปอร์ตอะไร
    ตอบ ตอนนั้นดิฉันใช้พาสปอร์ตไทยเล่มเก่าเดินทางออก ก็ตอบตามจริงว่า “ใช้พาสปอร์ตไทย”
    ถาม พาสปอร์ตเก่าอยู่ไหน ทำไมไม่เอาติดมา
    ตอบ อยู่ที่อเมริกาค่ะ ไม่คิดว่าต้องใช้เพราะเขาไม่ได้แม็กเล่มเก่าติดเล่มใหม่เหมือนเมื่อก่อน
    ถาม อยู่อเมริกานานหรือยัง
    ตอบ นานแล้วค่ะ (อยากจะบอกว่า ก่อนคุณเกิด)
    ถาม ทำอะไรอยู่ที่อเมริกา
    ตอบ เป็นทนายความอิมมิเกรชั่นค่ะ
    ถาม อืม (อยู่ในลำคอ) พี่ถือสัญชาติอะไรครับ (คราวนี้เรียกพี่)
    ตอบ ดิฉันเป็นคนไทยค่ะ (จะให้ร้องเพลงชาติไทยให้ฟังไหมคะ)
    ถาม ถือพาสปอร์ตอื่นด้วยหรือเปล่าครับ
    ตอบ ดิฉันโกหกไม่เป็น “ถือค่ะ”
    ถาม พาสปอร์ตอะไรครับ
    ตอบ พาสปอร์ตอเมริกันค่ะ
    ถาม อ๋อ โอเคพี่
    และหัวหน้าหันไปบอกเจ้าหน้าที่ที่มาด้วย “แสตมป์ให้พี่เค้า และเขียนโน้ตลงไปด้วย” ในโน้ตเขียนด้วยลายมือข้างแสตมป์ว่า “ตราขาออกอยู่เล่มเก่า” เขาไม่ได้ขอดูพาสปอร์ตอเมริกันของดิฉันเลย ก่อนออกจากห้อง หันมาโบกไม้โบกมือล่ำลา “โชคดีนะครับ พี่”

    ขาออกประเทศด้วยพาสปอร์ตไทย
    ขั้นที่หนึ่ง เช็คอิน
    ตอนคุณเดินทางออกนอกประเทศนี้จะ “ทริกกี้” (tricky) นิดหน่อย เพราะคุณต้องใช้ทั้งสองพาสปอร์ตอเมริกันและไทย เมื่อถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ดิฉันไปเช็คอินตั๋วก่อนที่เคาน์เต้อร์สายการบิน หน้าที่ของเจ้าหน้าที่สายการบินคือต้องตรวจพาสปอร์ตผู้โดยสาร และตรวจว่าผู้โดยสารมีวีซ่าเข้าประเทศที่จะเดินทางไปหรือไม่ ตอนนี้คุณให้ตั๋วเจ้าหน้าที่และให้พาสปอร์ตอเมริกันเขา เพราะถ้าคุณให้พาสปอร์ตไทยเขา คุณก็เข้าอเมริกาไม่ได้ เพราะพาสปอร์ตไทยของคุณไม่มีวีซ่าเข้าอเมริกา หลังจากเช็คอินเสร็จ ที่เคาน์เต้อร์สายการบินคุณต้องขอบัตรขาเข้า/ออกจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งปกติเจ้าหน้าที่จะไม่ให้บัตรขาเข้า/ออกต่อผู้ที่ถือพาสปอร์ตต่างประเทศ เพราะคุณน่าจะต้องมีบัตรขาออกแม็กติดอยู่แล้วตอนเดินทางเข้า แต่เนื่องจากคุณเข้าด้วยพาสปอร์ตไทย คุณจึงไม่มีบัตรแม็กติดอยู่ (อ่านหัวข้อข้างต้น วิธีใช้พาสปอร์ตไทยเข้าประเทศ) เมื่อได้บัตรแล้ว คุณต้องกรอกบัตรหน้าบัตรขาออกหน้าเดียว ไม่ต้องกรอกหน้าบัตรขาเข้า ส่วนมากเจ้าหน้าที่สายการบินจะส่งบัตรขาเข้า/ออกให้โดยไม่มีปัญหาเมื่อคุณขอ แต่ถ้าคุณพบเจ้าหน้าที่งี่เง่าหน่อย ก็จะถามว่าเอาไปทำไม คุณไม่ต้องใช้เพราะคุณถือพาสปอร์ตอเมริกัน คุณก็บอกเขาไปว่า “ฉันไม่มี ดึงขาดหายไปไหนแล้ว หรือฉันใช้พาสปอร์ตไทยเข้า”
    ขั้นที่สอง ผ่าน ต.ม.
    เมื่อคุณจ่ายค่าภาษีสนามบิน และเดินเข้าไปข้างในเพื่อผ่าน ต.ม อิมมิเกรชั่น ตอนนี้คุณต้องส่งพาสปอร์ตไทยและตั๋วเครื่องบินพร้อมบัตรขาออกที่คุณกรอกให้เจ้าหน้าที่ โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่จะตรวจดูวันที่คุณเดินทางเข้า และแสตมป์วันเดินทางออกบนหน้าเดียวกัน ดึงหน้าบัตรขาออกไปและแม็ก หน้าบัตรขาเข้าติดในพาสปอร์ตคุณ (เพราะคนไทยถือพาสปอร์ตไทย เมื่อเดินทางออก ก็ต้องเดินทางเข้า ถูกไหมคะ ซึ่งถ้าคุณถือพาสปอร์ตอเมริกัน เขาก็จะดึงบัตรขาออกที่แม็กติดกับพาสปอร์ตอเมริกันของคุณออกไป ฉะนั้นพาสปอร์ตอเมริกันของคุณก็จะว่างเปล่า) ถ้าคุณถูกเจ้าหน้าที่ถามคุณว่า “มีวีซ่าเข้าอเมริกาหรือเปล่าครับ” คุณตอบตามตรงว่า “ดิฉันมีอเมริกันพาสปอร์ตค่ะ” ถ้าเขาขอดูก็ส่งให้ ไม่ขอก็ไม่ต้องส่งให้ ของดิฉันเขาไม่ได้ขอดู แต่ถูกถามเฉยๆ
    โอเคค่ะ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์นะคะ ทิปที่จะแนะนำ คือ พูดจาฉะฉานด้วยความเคารพและพูดตามความเป็นจริงกับเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องกลัว คุณไม่ใช่อาชญากรและไม่ได้ทำอะไรผิด เจ้าหน้าที่เขาก็ทำตามหน้าที่เขา เพื่อต้องการตรวจคนเข้าเมืองและปกป้องความปลอดภัยของประเทศ ต้องการเช็คไอดีผู้เข้าประเทศ และ make sure ว่าคุณเป็นคุณไม่ได้เอาพาสปอร์ตคนอื่นมาใช้ และปกป้องประเทศจากผู้ก่อการร้าย

    ตอบจดหมายทำงานในอเมริกา

    จดหมายฉบับหนึ่งถาม ดิฉันและลูกๆได้เป็นอเมริกันซิติเซ่นกันหมดแล้ว ต้องขอขอบคุณคุณรุจีรัตน์อีกครั้ง ที่ช่วยให้ดิฉันสอบผ่านเพราะการได้ฟังเทปของคุณ ดิฉันต้องขอคำแนะนำอีกเรื่องของหลานสาว หลานอายุ 18 ปีเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทย มีบริษัทจัดหางานให้นักเรียนมาทำงานช่วงฤดูร้อน เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 300,000 บาท ถ้าหลานสาวสมัครทำงานกับบริษัท จะได้สิทธิพิเศษ เช่นใบทำงานในอเมริกาตลอดไปหรือไม่ และสามารถเดินทางเข้าออกอเมริกาในฐานะที่เคยเข้ามาทำงานช่วงฤดูร้อนหรือไม่

    ตอบ ดิฉันดีใจที่เทปได้ช่วยให้คุณสอบได้ เรื่องหลาน ขอตอบเป็นจุดๆเลยนะคะ (1) การมาทำงานภาคฤดูร้อน ก็คือมาช่วงซัมเม่อร์อาจประมาณ 2-3 เดือน เป็นการทำงานชั่วคราว อาจเป็นวีซ่าท่องเที่ยว B-2 ธรรมดาและทำงานโดยไม่ต้องมีเวิ้ร์คเพอร์มิท แต่เป็นการอาสาสมัครแบบอย่างที่ครูมาสอนนักเรียนในวัดไทยเป็นต้น หรือ อาจจะเป็นวีซ่า Q หรือเรียกวีซ่าดิสนีย์ คล้ายได้มาทำงานซัมเม่อร์หน้า “ไฮซีซั่น”เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม วีซ่านี้ทำงานได้เลยโดยไม่ต้องมีเวิ้ร์คเพอร์มิท และได้เงินเดือน (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “วีซ่าต่างชนิด”ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง บท . “ระบบวีซ่า” หน้า 3-15) หรืออาจเป็น J-1 คล้ายนักเรียนแลกเปลี่ยนหรือ au pair อย่างไรก็ตาม สมมติว่าทางบริษัทจัดหางานนั้น legitimate จริง (คือ คุณไม่ถูกหลอก) หลานอาจได้วีซ่าประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่จะมีกำหนดเป็นช่วงสั้นเพียงฤดูร้อนเท่านั้น วีซ่าออกให้ช่วงสั้นอาจเพียงแค่ 3 เดือน เมื่อหมดกำหนดก็ต้องกลับ (2) เธอจะไม่ได้สิทธิพิเศษอะไร และจะไม่ได้ใบทำงานในอเมริกาตลอดไป และ (3) ไม่สามารถเดินทางเข้าออกอเมริกาได้ เพราะส่วนมากจะเป็น one time วีซ่า และเป็น single entry ที่อาจจะช่วยได้ในอนาคตคือ การที่หลานได้วีซ่าเข้ามาทำงานในอเมริกาและเดินทางกลับเมื่อหมดกำหนด ก็จะดูดีที่ว่าเด็กมี record หรือประวัติดี ถ้าคราวหน้าเขาไปขอวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียนเข้าอเมริกา ก็อาจจะได้รับพิจารณาดีขึ้น

    ถาม ถ้าดิฉันจะยื่นเรื่องช่วยหลานสาวมาอเมริกา ดิฉันจะต้องทำอย่างไร มีวิธีการอย่างไรที่จะช่วยให้เขาไม่ต้องรอนาน

    ตอบ ดูจากอายุ 18 วิธีที่หลานจะมาอเมริกาเร็วที่สุดคือ ขอเป็นวีซ่านักเรียนมาเรียนหนังสือ คุณจะช่วยได้คือ เซ็นใบรับรองเรื่องการเงินและที่อยู่ให้หลานค่ะ

    ถาม ลูกสาวดิฉันอยู่เกรด 11 ดิฉันต้องการให้เขาเป็นทนายความ จะต้องเริ่มอย่างไร

    ตอบ ถ้าดิฉันเป็นส่วนหนึ่งที่มี impact ต่อคุณที่อยากให้ลูกเป็นทนายความ คิดแล้วปลื้ม ลูกสาวเริ่มได้โดยปรึกษากับ student counseling ที่โรงเรียนค่ะ และเขาจะช่วยแนะนำให้เอง ลูกคุณคงเริ่มด้วยการกวดวิชาและเตรียมตัวสอบ LSAT เป็น Law Student Exam ค่ะ ถ้าเธอได้ score สูงก็จะสามารถหาโรงเรียนเข้าได้ง่าย ทางที่ดีให้ลูกไปคุยกับ counseling ที่โรงเรียนนะคะ

    คำแนะนำ ขอให้คุณเช็คบริษัทหางานนั้นให้ถี่ถ้วน อาจเช็คกับกรมแรงงาน หรือนำ brochure นั้นอาจไปถามกงสุลอเมริกัน และถ้าบริษัทหางานนั้น legitimate จริงๆ ก็ขอไตร่ตรองดูว่า 300,000 บาทนั้นคุ้มไหม กับวีซ่าชั่วคราวเพียง 2-3 เดือน เพราะหลานอาจขอวีซ่านักเรียนมาเรียนด้วยตนเองได้

    จดหมายฉบับที่สอง

    ถาม ดิฉันมีร้านอาหารไทย ต้องการทำใบเขียวเอาแม่ครัวมาจากเมืองไทย มีเพื่อนมี connection กับกรมแรงงานในเมืองไทย บอกจะช่วยเอาโควต้าให้ เพื่อจะได้ทำเรื่องมาเร็ว คุณรุจีรัตน์รับทำเรื่องหรือเปล่าคะ และใช้เวลาเร็วแค่ไหน

    ตอบ อ่านแล้วงง ดิฉันไม่เข้าใจว่าเพื่อนที่มีคอนเน็คชั่นกับกรมแรงงาน บอกจะช่วยเอาโควต้าให้คืออะไร และจะทำเรื่องให้เร็วขึ้นได้อย่างไร ถ้าคุณจะนำแม่ครัว/พ่อครัวมาจากเมืองไทย โดยปกติคุณหาคนครัวเองได้ ไม่ต้องผ่านกรมแรงงานหรือให้เขาหาให้ และไม่ขึ้นกับโควต้าจากกรมแรงงานไทย การขอใบเขียวแม่ครัวมี่ requirement สองอย่างคือ 1.พ่อครัว/แม่ครัวต้องมีประสบการณ์เป็นกุ๊กอย่างน้อยสองปี 2.ร้านอาหารคือร้านคุณต้องมีรายได้พอเพียงที่จะโชว์ว่าคุณมีแรงจ่ายเงินเดือนคนงานตามค่าจ้างตามท้องตลาด ดิฉันรับทำเรื่องค่ะ มีขั้นตอนดังนี้ คือ ขั้นแรกคือยื่นเรื่องขอ labor certificate จากกรมแรงงานที่นี่ ปัจจุบันเร็วประมาณ 60 วันค่ะ เมื่อเรื่องผ่าน ขั้นสอง เราจึงยื่นเรื่องเข้าอิมมิเกรชั่นขอให้เขาเซอร์ติฟายกรุ๊บคนงาน ซึ่งใบเขียวพ่อครัว/แม่ครัวคือ Employment preference กรุ๊บสาม (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “ใบเขียวทำงาน” ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง บท . “ใบเขียว” หน้า 4-11 และอ่าน มาตรา 245 I หน้า 4-5 )ช่วงนี้ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน หลังจากเรื่องทางอิมมิเกรชั่นผ่าน ขั้นสาม เรื่องจะถูกส่งไปที่ National Visa Center ก่อนที่จะส่งไปสถานทูตอเมริกันในเมืองไทย ถ้าไม่ต้องคอยโควต้า ก็จะเร็วเพียงประมาณ 3 เดือนทางสถานทูตน่าจะเรียกสัมภาษณ์ ถ้าไม่ติดโควต้าก็การขอใบเขียวคนครัวจะเร็ว ประมาณ 1 ปีกว่าๆ แต่ตอนนี้โควต้าใบเขียวกรุ๊บสามนี้ backlog มาก เนื่องจากอิมมิแกรชั่นพยายามโละเคสใบเขียวแรงงานที่ยื่นเข้าไปช่วงปี 2001 ภายใต้มาตรา 245i ซึ่งคาดว่าอาจโละเสร็จภายในปีหน้า อย่างไรก็ตามขอแนะนำให้ยื่นเรื่องทันทีค่ะ เพราะเมื่อไรที่เคสเก่าโละ เคสที่รออยู่ตอนนี้ก็จะทยอยออกกัน

    จดหมายฉบับที่สาม

    มีจดหมายถามดิฉันเกี่ยวกับล้มละลายในเมืองไทย ตามกฎหมายไทย และเกี่ยวกับการหย่าล้างในเมืองไทยตามกฎหมายไทยและการจ่ายค่าเลี้ยงดูภรรยาตามกฎหมายไทย ดิฉันไม่ทราบกฎหมายไทยค่ะ ดิฉันไม่ได้เรียนกฎหมายที่เมืองไทยค่ะขอให้ถามทนายไทยในเมืองไทย

    กฏหมายค่าเลี้ยงดูบุตร

    สองสัปดาห์ที่แล้วดิฉันลงเรื่องเกี่ยวกับว่าถ้าทำใบเขียวไม่ผ่าน ทางอิมมิเกรชั่นจะส่งโนติสแจ้งให้คุณไปปรากฏตัวที่ศาลและอาจถูกส่งกลับได้ เหตุผลที่ไดเร็คเต้อร์ของอิมมิเกรชั่นรีบผ่านกฎนี้ออกมา เนื่องจากคดี Duran Gonzales ที่พึ่งตัดสินออกมาเมื่อต้นปีนี้ อนุญาตให้คนที่ขณะถูกดำเนินเรื่องเนรเทศสามารถยื่นเรื่องขอผ่อนผันและยื่นเรื่องขอเปลี่ยนสถานภาพพร้อมกันได้ ซึ่งตามกฎหมายอิมมิเกรชั่นจะไม่อนุมัติ เมื่อเคสนี้ผ่านออกมา ไดเร็คเต้อร์อิมมิเกรชั่นรีบออกกฎให้เจ้าหน้าที่ยื่นโนติสให้ผู้ที่ทำใบเขียวไม่ผ่านไปขึ้นศาลทันที (ปัจจุบันจะให้เวลานานกว่า อิมมิเกรชั่นจะดำเนินเรื่องขับไล่หลังที่ทำใบเขียวไม่ผ่าน) ตอนนี้พวกองค์กรทนายความอิมมิเกรชั่นได้ซูอัยการให้หยุดดำเนินเรื่องขับไล่และให้ใช้คดี Gonzales เป็นบรรทัดฐาน ไงคะ สบายใจขึ้นนิดหนึ่งไมคะ อย่างไรก็ตาม ข้อเตือนคือ แต่ละเจ้าหน้าที่แต่ละออฟฟิส แต่ละเคส ผลจะออกมาไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่และการปฏิบัติของแต่ละออฟฟิส ข้อแนะนำคือ เมื่อยื่นเรื่องขอใบเขียว ให้ทำให้ดีที่สุด เพื่อจะไม่มีปัญหาภายหลัง
    กฎหมายใหม่ค่าเลี้ยงดูบุตร
    เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2006 มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับ Child Support ออกมาใหม่ ตามกฎหมายเก่าผู้ค้างเงินไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเกิน $5,000 ขึ้นไป ไม่สามารถทำพาสปอร์ตอเมริกันได้ หรืออาจถูกยกเลิกพาสปอร์ตได้ นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป รัฐบาลได้ลดจำนวนเงินจาก $5,000 เป็น $2,500 เท่านั้น
    ค่าเลี้ยงดูบุตร หรือ ชายลด์ ซัพพอร์ท
    ตามกฎหมายอเมริกันถ้าคุณมีบุตรในอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นบุตรนอกสมรส บุตรเกิดในสมรสแต่ไม่ใช่ลูกคุณ (นอกจากคุณจะพิสูจน์ว่าไม่ใช่ลูกคุณ ภายในสองปีหลังจากเด็กเกิด) คุณมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูบุตร จนกระทั่งเด็กอายุ 18 ปี การไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรมีความผิดตามกฎหมาย ถือเป็นคดีอาญา กฎหมายนี้ใช้กับทั้งพ่อและแม่ ถ้าเด็กอยู่กับพ่อ แม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเช่นกัน ในคอลัมน์นี้ดิฉันจะสมมติว่าเป็นฝ่ายผู้ชายที่ไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ผลจากการไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ถ้าผู้หญิงไปกินเวลแฟร์หรือขอสวัสดิการรัฐ หรือฟ้องศาลว่าคุณไม่จ่าย ผลคือ คุณไม่สามารถขอใบขับขี่หรือต่ออายุใบขับขี่ได้ มีปัญหาเมื่อจะทำซิติเซ่น หรือถ้าเป็นซิติเซ่น ถ้าติดค่าเลี้ยงดูบุตรเกิน $2,500 ไม่สามารถขอพาสปอร์ตได้ ติดคุก รัฐแจ้งนายจ้างและบังคับให้นายจ้างหักเงินออกจากเงินเดือนจ่ายเงินคืนรัฐ (เผลอๆถูกเชิญออกจากงาน) รัฐบาลพยายามอกกฎหมายเข้มงวดมากขึ้น ที่รัฐต้องยื่นเข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะถ้าคุณไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร และแม่หรือพ่อเด็กไปกินเวลแฟร์ รัฐตกที่นั่งต้องเลี้ยงดูลูกคุณ (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “ค่าเลี้ยงดูบุตร” ได้ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มสอง บท . “หย่าร้าง” หน้า 2-15 ถึง 2-17)
    ข้อตกลงระหว่างพ่อแม่ไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร
    ถ้าพ่อแม่หย่ากัน พ่อแม่ไม่สามารถตกลงกันเองว่าไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร เพราะกฎหมายมองในรูปว่าพ่อหรือแม่ไม่สามารถสละสิทธิ์ค่าเลี้ยงดูบุตรแทนตัวบุตรได้ เพราะเงินนั้นเป็นเงินของเด็กที่จะดำรงชีวิตความเป็นอยู่ได้โดยไม่อดหยาก จำนวนเงินค่าเลี้ยงดูบุตรจะเป็นไปตามสูตรและปรับขึ้นลงได้ขึ้นอยู่กับรัฐและฐานะการเงินของพ่อหรือแม่ ในกรณีเด็กนอกสมรส พ่อยังต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเช่นกัน(โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับผลการไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มสอง บท . “ความอาญาที่ควรรู้” หน้า 7-6 Failure to Pay Child Support)
    ปัญหาเรื่องค่าเลี้ยงดู
    ถึงแม้ปัจจุบันดิฉันเลิกทำเคสหย่าร้าง แต่ในฐานะที่ดิฉันทำเคสอิมมิเกรชั่นดิฉันจะเห็นปัญหาเกี่ยวกับเคสอิมมิเกรชั่นผลมาจากค่าเลี้ยงดูบุตร และบางครั้งไม่ใช่ความผิดของพ่อเด็ก เลยขอเขียนเป็นข้อเตือน ตัวอย่าง
    แต่งงานปลอมเพื่อขอใบเขียว
    กรณีนี้คือฝ่ายชายแต่งงานกับซิติเซ่นหญิง ฝ่ายหญิงมีแฟนหรือ “ผัว” อยู่แล้ว เกิดท้องและมีลูกระหว่างสมรสกับ “ผัว” ทางฝ่ายชายที่ทำใบเขียวก็ดีใจ เพื่อจะได้สัมภาษณ์ขอใบเขียวได้ง่ายขึ้น ข้อเตือนคุณผู้ชายนะคะ อย่ายอมเป็นอันขาด เพราะไม่คุ้มค่ะ คุณจะต้องติดจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็กไปจนเด็กอายุ 18 ปี เพราะเด็กในสมรสตามกฎหมายถือว่าคุณเป็นพ่อ นอกจากคุณจะปฏิเสธและพิสูจน์ว่าคุณไม่ใช่พ่อเด็กภายในสองปีนับจากเด็กเกิด (ซึ่งส่วนมากก็จะไม่กล้าทำเนื่องจากกลัวจะเรื่องแดงขึ้นว่าแต่งปลอม) เพราะถ้าฝ่ายหญิงไปขอสวัสดิการรัฐหรือกินเวลแฟร์เมื่อไร คุณตกที่นั่งต้องใช้เงินรัฐไปอีกหลายปีจนเด็กอายุ 18
    พ่อจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรแต่แม่ยังขอสวัสดิการรัฐ
    อีกกรณีที่ดิฉันเห็นคือ สามีภรรยามีลูกด้วยกันและเลิกกันด้วยดี สามีจ่ายเงินให้ภรรยาเป็นเงินสดทุกครั้งเมื่อภรรยาขอ อาจขอเงินค่าเสื้อผ้า หรืออาหารเด็ก หรือค่าเช่าบ้าน ตัวภรรยาไปขอสวัสดิการรัฐใช้ในฐานะแม่โสดหรือ single parent ในกรณีนี้แม่มักกรอกข้อมูลและต้องแจ้งว่าพ่อไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ถึงจะได้สวัสดิการมากขึ้น ทางรัฐเมื่อตามตัวพ่อเด็กพบ ส่วนมากจากข้อมูลภาษีที่คุณยื่น ก็ฟ้องร้องพ่อเด็กเรียกเก็บเงินคืน ตัวพ่อก็ต้องไปขึ้นศาลพิสูจน์ว่าจ่ายเงินสดให้ภรรยา ถ้าพ่อพิสูจน์ได้ ตัวผู้หญิงก็ตกที่นั่งลำบากเพราะฉ้อฉลเงินรัฐบาล แต่ถ้าพ่อพิสูจน์ไม่ได้ตัวเองก็ตกที่นั่งลำบาก กรณีนี้ผลลัพธ์ออกมา ลำบากทั้งสองฝ่าย ข้อแนะนำ สำหรับพ่อ เวลาคุณจ่ายเงินให้แม่เด็กไม่ว่าจะเป็นค่าอะไรก็ตามหรือให้ค้สยเสน่หาหรือความสงสาร ขอให้จ่ายเป็นเช็คทุกครั้งและจ่ายรายเดือนตรงตามจำนวนที่ตกลงจากศาลตอนหย่า ถ้าคุณต้องการจ่ายนอกเหนือต่างหากได้ด้วยความเสน่หาหรือสงสารก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็ให้จ่ายเป็นเช็คเช่นกัน ส่วนข้อเตือนสำหรับผู้หญิง โปรดอย่าทำ คุณตัดอนาคตตัวเองและของผู้ชาย เพราะเท่ากับคุณฉ้อฉลเงินรัฐ คดีฉ้อฉลถือเป็นความร้ายแรงเข้าไปถึงความประพฤติ เพราะถ้าคุณยังไม่เป็นซิติเซ่น คุณจะมีปัญหาตอนทำซิติเซ่น สัปดาห์หน้าดิฉันจะตอบจดหมายที่ค้างๆนะคะ

    กฏระเบียบอิมมิเกรชั่นใหม่ เริ่มใช้ 1 ต.ค. 2006

    ตั้งแต่เกิดการปฏิรูปการเมืองบ้านเราเมื่อวันที่ 19 กันยาที่ผ่านมา เลยเซ็งๆ ไม่ได้เขียนคอลัมน์สัปดาห์ที่แล้ว จนได้ข่าวว่าแต่งตั้งนายกชั่วคราวได้แล้ว จึงต้องรีบทำใจกลับมาเขียนคอลัมน์ต่อ
    ตอนนี้กฎหมายอิมมิเกรชั่นก็ค่อยๆเปลี่ยนไปในทางเข้มงวดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เกสท์เวิ้ร์คเค่อร์โปรแกรมที่โรบินฮู้ดหลายคนตั้งตารอคอยหวังจะได้ใบเขียวในอนาคต ก็ยังไม่มีทีท่าจะผ่านออกมาเร็วๆนี้

    ทำใบเขียวติดขัดอาจถูกส่งกลับ
    เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2006 ตามเม็มโมจากไดเร็คเต้อร์อิมมิเกรชั่น นาย Michael Aytes ถึงหน่วยงานอิมมิเกรชั่นว่า ในกรณีที่เคสขอใบเขียวในอเมริกาไม่ผ่าน (เคสเปลี่ยนสถานภาพ หรือ Adjustment of Status รวมขอใบเขียวแต่งงาน ใบเขียวครอบครัวและใบเขียวแรงงาน เป็นต้น) เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องส่งโนติสแจ้งผู้ยื่นเรื่องว่าไม่ผ่านและแนบจดหมายแจ้งให้ไปปรากฏตัวที่ศาลอิมมิเกรชั่นทันที (Notice to Appear) และผู้นั้นจะถูกดำเนินเรื่องส่งกลับและไม่สามารถรับอาสากลับเอง หรือเปลี่ยนทำเคสอื่น หรือขอคงไว้ซึ่งวีซ่าเดิม
    ก่อนหน้านี้ถ้าคุณทำเรื่องใบเขียวไม่ผ่าน จะใช้เวลากว่าจะดำเนินเรื่องขับไล่ คุณมีเวลาที่จะรับอาสาเดินทางออกนอกประเทศได้เอง หรืออาจมีเวลาแต่งงานกับซิติเซ่นและทำใบเขียว หรือหย่าและแต่งใหม่ทัน หรืออาจขอเปลี่ยนเป็นวีซ่าอื่นในกรณีที่วีซ่ายังไม่ขาด หรือยังคงไว้ซึ่งวีซ่าเดิม เช่น คนถือวีซ่าท่องเที่ยว ทำใบเขียวแต่งงานไม่ผ่านอาจรับอาสาเดินทางออกไปเองและขอให้คงวีซ่าท่องเที่ยวของตนไว้ ซึ่งหลัง 1 ตุลาคม ตามเม็มโมนี้ คุณจะทำไม่ได้อีกต่อไป
    นอกจากนี้ถ้าคุณถูกดำเนินเรื่องขับไล่ถือเป็นกรณีที่ร้ายแรงที่สุด เพราะจะเป็นปัญหาทำเรื่องกลับเข้าอเมริกาไม่ได้ตลอดชีวิต เพราะถ้าเป็นกรณีรับอาสาเดินทางออกเอง จะไม่เป็นประวัติเสียและสามารถพยายามทำเรื่องเข้าอเมริกาได้
    ผลต่อคุณ
    สิ่งที่กลุ่มทนายอิมมิเกรชั่นเป็นห่วงคือ เคสขอใบเขียวที่มีปัญหาบางครั้งเพียงเล็กน้อย เช่น อาจเป็นการขาดเอกสาร หรือส่งหลักฐานเพิ่มไม่ทัน หรือผู้ยื่นไม่ได้รับจดหมายนัดจากอิมมิเกรชั่น เป็นต้น ตามระเบียบใหม่นี้เคสอาจถูกปฏิเสธได้ง่ายๆ และเมื่อลูกความได้รับโนติสให้ไปศาล ถึงแม้จะเป็นการผิดพลาดเล็กน้อยที่อาจแก้ไขได้ แต่หลังจากได้รับโนติสแล้วจะเป็นการยากที่จะไปเบรกเรื่องและแก้ไขจากปลายเหตุ เพราะระบบงานอิมมิเกรชั่นปัจจุบันแยกออกเป็นหลายแผนก เมื่อคุณถูกโนติสดำเนินเรื่องขับไล่ ทุกแผนกจะมีบันทึกประวัติของคุณ ถึงแม้เรื่องจะแก้ไขได้ภายหลัง แต่หลายครั้งที่ประวัตินั้นไม่ถูกลบจากระบบ ทุกครั้งที่คุณเดินทางเข้าออกประเทศ ก็อาจเป็นปัญหาได้
    ปัญหา
    กลุ่มทนายอิมมิเกรชั่นเชื่อกันว่า ไดเร็คเต้อร์อิมมิเกรชั่นออกเม็มโมครั้งนี้เนื่องจากต้นปีนี้ ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินคดีชนะให้ผู้ที่ถูกดำเนินเรื่องเนรเทศ สามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวได้ในขณะถูกดำเนินเรื่อง ไดเร็คเต้อร์รีบออกเม็มโมประกาศระเบียบใหม่ นี่คือปัญหาระบบกฎหมายที่นี่ เพราะถึงแม้จะมีตัวบทกฎหมายอิมมิเกรชั่นก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันไดเร็คเต้อร์อาจตีความหมายออกมาอย่างหนึ่งและผ่านเม็มโมระบุระเบียบการวางไก๊ดไลน์ ให้เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นก็จะปฎิบัติตามทันที จนกว่าจะมีคดีขึ้นถึงศาล และถึงแม้ศาลจะตัดสินให้เคสชนะ แต่จะเป็นเพียงเคสต่อเคส ตัวบทกฎหมายไม่ได้เปลี่ยน ทนายก็จะพยายามนำเคสนั้นมาเป็นบรรทัดฐานใช้กับเคสต่อไป ถ้าเราได้เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นที่ใจกว้างหน่อยยอมรับเคสบันทัดฐานเป็นตัวอย่าง เคสเราก็จะผ่านไปได้สวย แต่ถ้าแจ๊คพ็อทพบเจ้าหน้าที่ๆไม่สน และตีความหมายเคสแตกต่างไป เคสก็จะถูกปฎิเสธ ผู้ยื่นส่วนมากก็มักจะยอมรับและเลิกราไปเพราะไม่มีเงินสู้ค่าทนายไปต่อสู้ถึงขั้นศาล (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “ระบบกฎหมาย” และ “การขัดกันระหว่างกฎหมายอิมมิเกรชั่นและกฎหมายรัฐ” ได้ในหนังสือ อยู่อเมริกา หน้า 19 และ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง หน้า 1-2 และ 1-8)
    ข้อแนะนำ
    การทำอิมมิเกรชั่นเคสแต่ละเคสต้องละเอียดมากๆ การเตรียมเอกสาร การกรอกข้อมูลในเอกสาร ถึงการสัมภาษณ์แต่ละตอนต้องอาศัยความรู้และความละเอียด ดิฉันเคยเชื่อว่าถ้าเคสคุณไม่มีปัญหาอะไร คุณอาจทำเองก็ได้หรือไปหาแทนะช่วยกรอกฟอร์ม (แทนะสามารถกรอกฟอร์มได้อย่างเดียว ให้คำปรึกษาไม่ได้) แต่หลายปีที่ดิฉันทำเคสมาและอ่านคดี หรือได้ยินปัญหามา ตั้งแต่เล็กกลายเป็นใหญ่ เดี๋ยวนี้ดิฉันจะไม่แนะนำให้ทำเคสเองเลย กฎหมายอิมมิเกรชั่นมีแต่จะซับซ้อนและมีช่องโหว่มากขึ้น แต่ละเจ้าหน้าที่ แต่ละออฟฟิส มองรูปเคสออกมาต่างๆกัน และผลจะออกมาต่างกันได้ โดยเฉพาะเม็มโมระเบียบที่ผ่านออกมาใช้นี้ เริ่มกับเคสที่ยื่นหลังวันที่ 1 ตุลาหรือเคสที่ตัดสินหลังวันที่ 1 ตุลา รวมเคสที่สัมภาษณ์หลังวันที่ 1 ตุลา

    ตอบคำถาม

    ถาม ดิฉันมาอเมริกาได้ 10 กว่าปีแล้วยังไม่ได้หย่ากับสามีเก่าที่เมืองไทย ดิฉันได้จดทะเบียนสมรสกับแฟนใหม่หลายเดือนแล้ว ไม่กล้ายื่นเรื่องเพราะแฟนใหม่ไม่รู้ว่าดิฉันเคยแต่งงานมาก่อน ถ้าดิฉันยื่นเรื่องทำใบเขียวโดยไม่แจ้งว่าเคยแต่งงานมาก่อน ทางอิมมิเกรชั่นจะรู้หรือไม่

    ตอบ ถ้าคุณให้ดิฉันเป็นคนทำใบเขียวให้ ดิฉันก็ต้องแนะนำให้คุณจัดการทำเรื่องหย่าที่เมืองไทยให้เรียบร้อยก่อน คุณสามารถหย่าได้โดยตัวไม่ต้องกลับเมืองไทย โดยจ้างทนายทางเมืองไทยทำเรื่องที่ศาล ถ้าผู้ชายเซ็นยินยอม ก็ควรจะได้เร็วประมาณ 4 เดือน ถ้าถามว่าทางอิมมิเกรชั่นจะรู้ไหม เป็นไปได้ค่ะ หรืออาจไม่รู้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณแต่งงานที่เมืองไทยนานเท่าไรแล้วและแต่งต่างจังหวัดหรือในกรุงเทพ สมัยก่อนหน้ายุคคอมพิวเต้อร์ การเก็บข้อมูลในเมืองไทยยังตกหล่นได้ แต่ปัจจุบันเขาคงรู้ และอีกอย่างคือ ตอนคุณทำวีซ่าเข้ามาอเมริกาเมื่อ 10 ปีก่อน ถ้าคุณกรอกฟอร์มว่าคุณแต่งงานแล้วทางอิมมิเกรชั่นก็จะได้ข้อมูลนี้ค่ะ

    ถาม ถ้าดิฉันทำเรื่องหย่าไปที่เมืองไทยตอนนี้ ดิฉันต้องทำเรื่องหย่าที่นี่กับแฟนใหม่ด้วยหรือไม่

    ตอบ ดิฉันคิดว่าไม่ต้องนะคะ เพราะการสมรสครั้งนี้ถือเป็นการจดทะเบียนซ้อน ฉะนั้นเท่ากับการสมรสนี้เป็นโมฆะ หลังจากที่คุณหย่าทางเมืองไทยเซ็น คุณสามารถจดทะเบียนใหม่ได้เลยและยื่นเรื่องขอใบเขียวได้ ดิฉันได้ทำเคสแบบนี้โดยการสมรสถือเป็นโมฆะและเรื่องผ่าน ลูกความได้ใบเขียวเรียบร้อย (โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่ม หัวข้อ หย่าร้าง ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มสองใหม่” บทที่2 หน้า2-3 และในหนังสือ อยู่อเมริกา หัวข้อแต่งงานและหย่า หน้า 42))

    ถาม ดิฉันอยู่เมืองไทย เคยจดทะเบียนกับสามีมีลูกหนึ่งคน ปัจจุบันสามีอยู่อเมริกาได้จดทะเบียนสมรสใหม่และได้ซิติเซ่นเรียบร้อยแล้ว และเขาได้ทำเรื่องลูกได้ใบเขียวไปอเมริกาแล้ว ดิฉันพึ่งไปทำเรื่องหย่าที่ศาลเสร็จต้นปีนี้ ดิฉันต้องการยื่นเรื่องขอวีซ่าท่องเที่ยวไปอเมริกาไปเยี่ยมลูก ไม่ทราบว่าจะบอกทางกงสุลว่าอย่างไร เกรงว่าจะเป็นปัญหาต่อสามีและลูก คุณรุจีรับทำวีซ่าท่องเที่ยวหรือไม่

    ตอบ คำถามนี้ตอบยากจังค่ะ มีหลายประเด็น คือสรุปได้ว่าสามีเก่าคุณจดทะเบียนซ้อนและได้เบเนฟิต คือได้เป็นซิติเซ่นเรียบร้อยแล้ว ถ้าเรื่องเปิดเผยชึ้นมาภายหลังว่าเขาโกหกตอนทำใบเขียวและซิติเซ่น เขาคงไม่สูญซิติเซ่น เพราะเมื่อได้ซิติเซ่นแล้วจะไม่สูญง่ายๆ แต่ดิฉันเคยเห็นเคสทำนองนี้ที่ผู้ได้ซิติเซ่นจากการปกปิดข้อมูลบางอย่าง ที่ข้อมูลนี้ถ้าเปิดเผยเขาไม่สามารถจะได้ซิติเซ่นได้ ในกรณีนี้ ทางอิมมิเกรชั่นลงโทษด้วยไม่อนุญาตให้เขาทำใบเขียวให้คนอื่น คือไม่ให้คนอื่นได้รับเบเนฟิดต่อจากเขา ฉะนั้นลูกคุณเป็นเพียงใบเขียว ไม่แน่ว่าลูกคุณจะสูญเบเนฟิต (ใบเขียว) หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม วกกลับมาเรื่องวีซ่าของคุณ เพราะคุณพึ่งไปหย่ามาเรียบร้อย ฉะนั้นทางรัฐบาลจะมีประวัติการแต่งและหย่าของคุณ เมื่อคุณไปทำวีซ่า คุณต้องกรอกข้อมูลหมด คือมีชื่อสามีเก่า ชื่อลูก สถานภาพของคุณ และรายชื่อญาติพี่น้องที่อยู่อเมริกา และสถานภาพของเขา ซึ่งคุณก็ต้องกรอกตามความจริงว่ามีบุตรอยู่อเมริกา คุณอาจไม่ต้องกรอกว่าสามีเก่าเป็นซิติเซ่นอยู่อเมริกาก็ได้ เพราะหย่ากันแล้ว แต่ตอนสัมภาษณ์แน่ใจว่าต้องถุกถาม อย่างไรก็ตามทางกงสุลก็คงรู้อยู่ดีจากชื่อที่คุณกรอกลงไป ถ้าคุณสถานภาพการงานการเงินดีคุณก็คงจะได้วีซ่าหรอกค่ะ ดิฉันรับทำวีซ่าท่องเที่ยวค่ะ

    คำถามคำตอบปัญหาใบเขียวแต่งงาน

    ถาม ดิฉันเข้ามาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว วีซ่าขาดนานแล้ว มีแฟนเป็นใบเขียว อีกหนึ่งปีเขาได้ใบเขียวครบ 5 ปีถึงจะยื่นเรื่องทำซิติเซ่น ดิฉันควรแต่งงานและยื่นเรื่องทำใบเขียวตอนนี้เลยหรือคอยให้เขาได้ซิติเซ่นก่อน ถ้ายื่นเรื่องตอนนี้จะขอเวิ้ร์คเพอร์มิทได้หรือไม่

    ตอบ คุณจะแต่งงานเดี๋ยวนี้หรือคอยก็ได้ค่ะแล้วแต่คุณทั้งสอง ถ้าคุณแต่งงานตอนนี้คุณจะยื่นเรื่องทำใบเขียวตอนนี้เลยก็ได้ค่ะ แต่คุณจะขอเวิ้ร์คเพอร์มิทไม่ได้ตอนนี้ เพราะคู่สมรสใบเขียวอยู่ภายใต้โควต้า ต้องรอจนกว่าโควต้ามาถึงก่อนซึ่งอีกหลายปี เมื่อแฟนได้เป็นซิติเซ่น คุณถึงจะทำเรื่อง upgrade เคสจากกรุ๊บคู่สมรสใบเขียวเป็นคู่สมรสซิติเซ่น และในขณะเดียวกันคุณยื่นเรื่องเปลี่ยนสถานภาพขอใบเขียวและขอเวิ้ร์คเพอร์มิทได้ตอนนั้น

    ถาม ผมเป็นซิติเซ่น แต่งงานและทำใบเขียวให้ภรรยาปีที่แล้ว ตอนนี้ภรรยาได้ใบเขียวเงื่อนไข 2 ปี ผมต้องการหย่าจะหย่าตอนนี้เลยได้หรือไม่ ภรรยาจะศูนย์ใบเขียวหรือไม่ ถ้าผมหย่าเสร็จผมต้องคอยนานเท่าไรถึงจะแต่งงานใหม่และทำใบเขียวให้คนใหม่ได้

    ตอบ คุณสามารถหย่าได้ค่ะ เนื่องจากภรรยามีใบเขียวเงื่อนไข 2 ปี หมายความว่าคุณทั้งสองต้องยื่นเรื่องเข้าไปก่อนใบเขียวหมดอายุ ถ้าคุณหย่าตอนนี้ ภรรยาจะศูนย์ใบเขียว นอกจากเธอจะยื่นเรื่องภรรยาขอใบเขียวถาวรด้วยตนเอง โดยต้องทำเรื่องขอผ่อนผัน ซึ่งอาจจะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ถ้าระหว่างก่อนใบเขียวหมดอายุ ภรรยาเองก็ได้แต่งงานกับซิติเซ่นใหม่ เธอสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวใหม่กับแฟนคนใหม่ได้ วกกลับมาในกรณีคุณ เมื่อคุณหย่าเสร็จคุณสามารถแต่งงานใหม่ได้เลยค่ะไม่ต้องคอย และยื่นเรื่องขอใบเขียวให้แฟนใหม่ได้เลย คุณอาจถูกเคี่ยวมากหน่อยวันสัมภาษณ์ แต่ก็ไม่ควรเป็นปัญหานัก อ่านจากจดหมายคุณดูคุณยังห่วงภรรยาเรื่องใบเขียวเขาอยู่ ขอให้ความเห็นว่า ถ้าพออยู่กันได้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงคอยจนกระทั่งทำใบเขียวถาวรให้ภรรยาเสร็จตลอดรอดฝั่งและถึงหย่า ก็คงได้บุญนะคะ

    ถาม ดิฉันได้ใบเขียวชั่วคราวจากการแต่งงานมาหนึ่งปีแล้ว เราเข้ากันไม่ได้ ดิฉันอยากหย่ามาก ถ้าแฟนไม่ยอมจะทำอย่างไร และถ้าหย่าตอนนี้จะศูนย์ใบเขียวไหม

    ตอบ ดูคำถามคำตอบข้างบนนะคะ อาจเข้าทำนองเดียวกัน ถ้าคุณหย่าตอนนี้คุณจะศูนย์ใบเขียวค่ะ แต่ถ้าคุณต้องการหย่า ตามกฎหมายรัฐส่วนมากหย่าได้ค่ะไม่ต้องรอว่าคู่สมรสจะยินยอมหรือไม่ ถึงแฟนไม่ยอมก็หย่าได้ค่ะ(โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่ม หัวข้อ หย่าร้าง ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มสองใหม่” บทที่2 หน้า2-3 และในหนังสือ อยู่อเมริกา หัวข้อแต่งงานและหย่า หน้า 42))

    ถาม ถ้าดิฉันหย่าตอนนี้ และดิฉันแต่งงานใหม่ และทำเรื่องขอใบเขียวถาวรกับสามีใหม่ได้หรือไม่

    ตอบ ถ้าคุณหย่าขณะมีใบเขียวเงื่อนไข หรือใบเขียวชั่วคราวซึ่งมีอายุ 2 ปี กับสามีเก่า เมื่อคุณแต่งงานใหม่ ใบเขียวเก่าจะขาดเพราะคุณยังไม่ได้ทำเรื่องขอยกเลิกเงื่อนไข เมื่อคุณแต่งงานใหม่ คุณต้องยื่นเรื่องขอใบเขียวใหม่ ซึ่งคุณจะได้ใบเขียวเงื่อนไขหรือใบเขียวชั่วคราวเท่านั้น (โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่ม ใบเขียวเงื่อนไข ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มสองใหม่” บทที่ 4 หน้า4-16)