อเมริกาประเทศที่ดีที่สุดในโลก

อเมริกาประเทศที่ดีที่สุดในโลก America, The Greatest Country on Earth

ในที่สุด “รีพับบลิคกัน แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” (Republican National Convention RNC) และ “เดโมแครท แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” (Democratic National Convention DNC) พึ่งสิ้นสุดไป เป็นการฉลองของแต่ละพรรค มีการประกาศชื่อตัวแทนพรรค (ผู้ที่ได้“เดเลเกท”หรือคะแนนสูงสุด) อย่างเป็นทางการ  และตัวแทนพรรคจะประกาศชื่อ “รันนิ่ง เมท” (Running Mate) หรือว่าที่รองประธานาธิบดีในวันนั้น นาย“ดอนัลด์ ทรัมพ์”(Donald Trump) ได้เป็นผู้นำพรรครีพับ บลิคกัน และเขาเลือก นาย“ไมค์ เพ๊นซ์”(Mike Pence) ผู้ว่าหรือ “กัฟวันเน่อร์”(Governor) รัฐอินเดียน่าเป็น“รันนิ่ง เมท”  ส่วนเดโมแครท นาง“ฮิลลารี่ คลินตัน” (Hillary Clinton) ได้เป็นผู้นำพรรค เธอเลือกนาย“ทิม เคน” (Tim Kane) วุฒิสมาชิกหรือ “เซเนเต้อร์” (Senator) รัฐเวอร์จิเนีย  เป็น“รันนิ่ง เมท” พรรค“รีพับบลิคกัน” ระหว่าง 18-21 ก.ค. ส่วน“เดโมแครท” 25– 28 ก.ค.

ดิฉันกลับจากเที่ยวยุโรปวันที่ 17 ก.ค. ทันได้ดูแนชันเนิล คอนเว็นชั่นพอดี ดิฉันไม่ได้ติดตาม “รีพับบลิคกัน แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” เพราะ“เจ๊ทแล๊ก” (Jet Lag) และขี้เกียจฟัง “ทรัมพ์” พ่น แต่ได้ติดตาม“เดโมแครติค แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” วันแรกนาง “มิชเช็ล โอบาม่า” ภรรยาป.ธ.น.โอบาม่า ออกมาพูด ประโยคที่เธอพูดติดใจดิฉันมากคือ “America, The Greatest Country on Earth” (อเมริกาประเทศที่ดีที่สุดในโลก) เพราะตอนกลับจากยุโรป เมื่อลงจากเครื่องบินเหยียบเท้าแผ่นดินอเมริกาเท่านนั้น รู้สึกเหมือนขื้นสวรรค์

เที่ยวยุโรป

ไปยุโรปคราวนี้เป็นครั้งแรกที่ดิฉันซื้อทัวร์บริษัท“โกลบัสทัสร์” (Globus Tour) และเลือกเที่ยวยุโรปตอนใต้ประเทศในกลุ่มคาบสมุทรไอบีเรีย หรือ“ไอบีเรีย  เพ็นนินสุล่าา” (Iberia Peninsula) รวม เสปน ปอร์ตุเกส ช่องแคบจิบรอลต้า และมอร็อคโค 13 วัน ทุกครั้งที่เราไปยุโรปจะไปประเทศทางเหนือ เราออกจากลอสแอนเจลิสวันที่ 4 ก.ค. วันชาติอเมริกา “อินดีเพ็นเด็นท์ เดย์” (Independent Day) ถึง “มาดริด” (Madrid) เมื่อหลวงเสปนบ่ายวันที่ 5 ก.ค. วันรุ่งขึ้น 6 ก.ค. โปรแกรมตระเวนเมือง“มาดริด” เราสวนทางกับ “มิชเช็ล โอบาม่า” ลูกสาว 2 คน “มาเลีย” “ซาช่าห์” (Malia & Sasha) อยู่ที่เมืองมาดริดพอดี เธอมา“โพรโมท”การศึกษาของผู้หญิง และพา “มาเลีย” ลูกสาวคนโตที่พึ่งจบไฮสกูลมาดู “มหาวิทยาลัยที่เมืองเซวีล” (University of Seville) ตามช่าวในเสปนว่า “มาเลีย”คิดจะมาเรียนที่นี่ 1 ปี คณะเธอพึ่งออกจากมาดริดก่อน 1 วัน โชคดีการจราจรไม่ติดขัด เรานอน“มาดริด” 2 คืน

ซาลามังคา

วันที่  7 ก.ค. เราออกเดินทางโดยรถทัวร์จากมาดริดซึ่งอยู่ภาคกลางของประเทศ ไปทางตะวันตกเมือง “ซาลามังคา” (Salamanca) ระหว่างทางเราแวะเมือง “ซะโกเวีย” (Segovia) ดูสะพานส่งน้ำที่ชาวโรมันสร้าง 2000 กว่าปี “โรมัน อะคัวร์ดัค”(Roman Aqueduct) เราไปถึงเมือง “ซาลามังคา” เย็น ที่พักสุดยอด เป็นพระอารามหรือ“มอนัสเตรี่” (Monastery) เก่าแก่มากกว่า 700 ปี  ปัจจุบันเป็นโรงแรม สปา ชื่อ “ฮาเซียนด้า ซอริต้า” (Hacienda Zorita) สวยสุด วิว ทิวทัศน์ ก่อนเข้าสถานที่ เราเห็นแกะที่เขาเลี้ยง ฟาร์มต้นมะกอก ต้นองุ่น “เกรพไวน์” “มอนัสเตรี่” นี้มีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์  ประมาณปี ค.ศ. 1492  “คริสโตเฟ่อร์ โคลัมบัส” ได้มาพักที่นี่ ตอนที่เขาเข้าพบ “กษัตริย์และราชืนีแห่งสเปน คิง เฟอร์ดินาน และควีนอิสซาเบลล่า” (King Ferdinand and Queen Isabella) เพื่อขอให้ท่านสปอนเซ่อร์การเดินทางไปแผ่นดินใหม่ “อีสท์ อินดิส” (East Indies) หรือ“อินเดียฝั่งตะวันออก” เพื่อแสวงหาเครื่องเทศ ไฮท์ไลท์ของทัวร์นี้ คือ ดิฉันได้นอนห้องที่“คริสโตเฟ่อร์ โคลัมบัส” นอน  ห้องเบอร์ 18 (ดูรูป ข้างใน และวิวข้างนอก) ชื่อหน้าห้องเขียน CAMARA Del ALMIRANTE CRISTÓBAL COLÓN แปลตรงตัว คือ ห้องของ พลเรือเอก คริสโตเฟ่อร์ โคลัมบัส ภาษาสแปนิชสะกดชื่อ “คริสโตเฟ่อร์ โคลัมบัส” เป็น  Cristóbal Colón ภาษาอิตาเลียนสะกด Cristoforo Colombo  โคลัมบัสเป็นชาวอิตาเลียน ส่วนภาษาลาตินสะกด Christophorus Columbus ดิฉันไม่รู้ว่าตัวเองได้ห้องประวัติศาสตร์ พอดีเพื่อนทัวร์ชาวเปอร์โตริกัน ขึ้นมาดูห้อง พอเห็นป้ายหน้าห้อง กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ ว่าดิฉันได้นอนห้อง คริสโตเฟ่อร์ โคลัมบัส  (ใครจะอ่านออกเน๊อะ) โปรแกรมวันนั้น อาหารเย็นมี “ไวน์   เทสติ้ง” (Wine tasting) เทสท์ น้ำมันมะกอก และเนยแข็ง ซึ่งทำเองที่นั่น “ออแกนนิค”แท้ ยกเว้นไวน์ที่เสริฟชื่อ La Rioja มาจากทางเหนือของสเปน

CAMARA Del ALMIRANTE CRISTÓBAL COLÓN
CAMARA Del ALMIRANTE CRISTÓBAL COLÓN
เตียงที่เรานอน คงไม่ใช่เตียงโคลัมบัส
เตียงที่เรานอน คงไม่ใช่เตียงโคลัมบัส
Picture3
ห้องน้ำ เห็นวิวข้างนอก
วิวนอกห้องนอนและห้องน้ำ
วิวนอกห้องนอนและห้องน้ำ

ลิสบอน “ลิสโบว่า”

เราออกจาก “ซาลามังคา” วันที่ 8 ก.ค. รถขับต่อไปทางตะวันตก ไปเมือง “ลิสบอน” เมืองหลวงประเทศปอร์ตุเกส ภาษา “ปอร์ตุกีส” สะกด “Lisboa” อ่าน “ลิสโบว่า” เรานอนที่นั่น 2 คืน ระหว่างทาง เราหยุดดู สถานที่มีปาฏิหารเจ้าแม่ฟาติมา เรียก “บาสิลิก้า” (Basilica) เลยพึ่งรู้ความแตกต่างระหว่าง “คาทริดัล” (Cathedral) และ “บาสิลิก้า” “คาทริดัล” คือโบสถ์ เป็นสถานที่ๆท่าน “บิชอบ” เคยมาเทศ ส่วน  “บาสิลิก้า” คือ สถานที่ๆมีปาฏิหาร ดิฉันชอบ “ลิสโบว่า” ค่าครองชีพถูก บ้านเมืองน่าอยู่ อากาศดีเพราะอยู่ติดทะเล เราทานอาหารมีชื่อของลิสโบว่า คือ หอยทากตัวเล็ก เรียก “สเนลส์” (Snails หรือ Caracois) (ดูรูป) เป็นอาหารแกล้มกับถั่วปากอ้า อร่อยสุดยอดกินกับเบียร์ท้องถิ่น และอีกอันที่ชอบคือ “ฟาโด มิวสิค”เป็นเพลงไสตล์ประจำชาติ จะมีร้องทั่วไปตามร้านอาหาร “ฟาโด ไสตล์” เป็นเพลงที่ออกความรู้สึกมาก มักเกี่ยวกับความหวังและการรอคอยคนรักกลับมากจากเรือประมง

คืนวันที่ 9 เรายังอยู่ “ลิสโบว่า” คืนนั้นตรงกับวันแข่ง บอลยูโร รอบชิงชนะเลิส ระหว่างปอร์ตุเกส และฝรั่งเศษ พวกเรานั่งดูในล็อบบี้โรงแรมเชียร์ช่วยกันลุ้นทีมปอร์ตุเกส เพราะหัวหน้าทัวร์เราเป็น ชาวปอร์ตุกีส ชื่อ Luis ผลคือ ปอร์ตุเกสชนะ 1-0 รุ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 10 ก.ค. เราโชคดีอีก ออกจาก ลิสโบว่าแต่เช้าเลี่ยงการจราจรติดขัด เพราะวันอาทิตย์เขามีการฉลองใหญ่ ปิดถนนหลายสาย

หอยทากตัวน้อย และถั่วปากอ้า
หอยทากตัวน้อย และถั่วปากอ้า

เซวิล (เซวีย่า)

วันที่ 10 ก.ค.เราออกจาก ลิสโบว่า ไปเมือง “เซวิล” หรือ “เซวีย่า” (Seville) เราเคลื่อนขบวงไปทางไต้เข้าแคว้น “แอนดาลูเซีย” ตอนใต้ของเสปน (สเปนมี 17 แคว้นหรือ “รีเจียน” และมี 50 จังหวัด) เราโชคดีอีก ที่สวนทางกับป.ธ.น. โอบาม่า เพราะตามหมายกำหนดการโอบาม่าจะมาเจอครอบครัวและไปเมืองเซวิลเพื่อพบกับกษัตริย์เสปน  แต่ต้องเปลี่ยนแผนกลับเมกากระทันหัน เนื่องจากเหตุการณ์วุ่นวานน่าสลดใจที่ เมือง ดัลลัส เท็กซัส คืนวัน พฤหัส ที่ 7 ก.ค. ที่มี“สไน้เป้อร์” ยิงตำรวจตาย 5 ศพ  เราได้เลี่ยงการจราจรติดขัดอีกครั้งหนึ่ง  ที่เซวีย่า เราได้เห็น“มหาวิทยาลัยเซวีย่า”ที่ “มาเลีย”คิดจะไปเรียน ซึ่งเคยเป็นโรงงานทำยาสูบเก่า เราพักที่เซวีย่า 2 คืน ได้ผ่านเห็นที่ไปดูเต้นรำ “เฟลมเม็งโก้” (Flamenco) และดื่ม เหล้าผสม“แซงเกรียร์” (Sangria) สองอย่างนี้มีชื่อมากในแคว้น “แอนดาลูเซีย” อาหารอีกจานที่ดิฉันชอบมากในสเปนคืออาหารจานเล็กๆเรีนก “ทา ปาส” (Tapas) ดิฉันชอบแฮมหรือ “ฮาโมน” (Jamon) ทานกับมะกอก ฮาโมนมีหลายราคามากตั้งแต่กิโลละ 50-500 ยูโร

แฮม หรือ “ฮาโมน” (Jamon)
แฮม หรือ “ฮาโมน” (Jamon)

ทานเจียร์

วันที่ 12 ก.ค. เราออกจากเซวีย่าไป เมือง “ทานเจียร์ หรือ ทานจ่ะ”  (Tangier, Tanja) ประเทศมอร็อคโค เราต้องนั่งเรือข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมหาสมุทรแอตแลนติค เมืองทานจ่ะ บ้านเมือง อาคารมีวัฒนธรรมและศิลปะผสมระหว่าง มัสลิม คริสเตียน และยิว เมืองนี้เป็นเมืองทัวริสท์  อากาศดี  ติดทะเล กษัตริย์ซาอุมีบ้านพักตากอากาศที่นั่น  ประเทศมอร็อคโคเป็นประเทศที่สงบสุข ดูเหมือนยุโรปและอาหรับไม่มีใครต้องการแตะต้อง เรานอนที่นั่น 1 คืนทานอาหารอาหรับและได้ดูระบำหน้าท้องหรือ “แบลลี่ ด๊านซ์” (Belly dance)

คอสต้า เดลซอล

วันที่ 13 ก.ค. เราออกจากทานเจียร์กลับเข้าเสปน ไปเมืองคอสต้า เดลซอล (Costa Del Sol) แปลว่า “ซันนี่ โคสท์” (Sunny Coast) มีแดด 320 วันใน 1 ปี เราพัก 2 คืน เป็นเมืองตากอากาศ ติดชายทะเล อากาศดี อาหารทะเลสดอร่อย  วันรุ่งขึ้น เราไปเที่ยงช่องแคบจิบรอลต้า (Strait of Gibraltar) ไปเช้าเย็นกลับ จิบรอลต้าเป็นประเทศหนึ่งของ “ยู เค” หรือ “ยูไนเต็ด คิงดอม” บ้านเมืองเจริญ ทัวร์พาเราไปดูลิง ที่ถ้ำ “เซ็นท์ ไมเคิล เคฟ” (Saint Michael’s Caves) เหมือนลิงเมืองเพชรบ้านเรา ดิฉันไม่ตื่นเต้นเท่าไร เพราะระหว่างทางไปหัวหิน ผ่านเมืองเพชรก็จะเห็นลิงหน้าเขาวังเดินทั่ว สนุกก็ตอนดูพวกทัวร์กรี๊ดกร๊าด

กรานาด้า

วันที่ 15 ก.ค. เช้าวันนั้นฟังข่าว เมือง“นีซ” (Nice) ประเทศฝรั่งเศษ ที่ผู้ก่อการร้ายขับรถบรรทุกเข้าถนนที่มีผู้คนกำลังฉลองวันชาติกัน มากกว่า 77 คนเสียชีวิต วันนั้นทุกคนรู้สึกเหี่ยว   เราออกจากคอสต้า เดลซอล แต่เช้าไปเมือง “กรานาด้า”  (Granada) แปลว่าลูกทับทิม ที่นี่เราไปดูปราสาท “อัลฮัมบรา” (Alhambra) เคยเป็นบ้านพักร้อนของกษัตริย์  ทัวร์นี้ดู ปราสาท และโบสถ์ จนตาลาย  ดิฉันเป็นประเภทชอบดูบ้านเมือง เดินตลาด ดูความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่น และทานอาหารท้องถิ่นมากกว่า  แต่ก็ดีที่ได้เห็นปราสาท “อัลฮัมบรา”  เพราะในบ้านปาล์มฮิลส์ หัวหิน มีคนไทยที่แต่งกับสามีฝรั่งได้ไปเที่ยวปราสาท “อัลฮัมบรา”มา  เธอหลงไหลมันมาก กลับมาสร้างบ้านจำลองปราสาท “อัลฮัมบรา” ในปาล์มฮิลส์ ดิฉันไม่เคยเข้าไปข้างในบ้านเธอ  เห็นแต่ข้างนอก ใหญ่มากค่ะ ถ้าเปรียบเทียบกับบ้านดิฉัน  ขนาดบ้านเราเท่ากับเรือนคนใช้ของเธอ  เรานอนที่กรานาด้า 1 คืน

กลับมาดริด

วันที่ 16 ก.ค. เราออกจากเมือง “กรานาด้า” กลับมาดริด ระหว่างทางแวะเมือ ง “โทลิโด้” (Toledo) ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของเสปน หยุดระหว่างทางและแวะ โบสถ์ อีกเป็นโปสถ์สุดท้าย  Thank God!

ทุกครั้งที่ไปเที่ยวนอกประเทศกับมา ก็จะคิดเช่นนี้ตลอดว่า แต่ละประเทศทั่วโลกมีปัญหาทั้งนั้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ค่าครองชีพ การเมือง ผู้อพยพ ผู้ก่อการร้าย เป็นต้น  อเมริกามีปัญหาเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้วดิฉันคิดว่า คุณภาพชีวิต และความปลอดภัยในอเมริกามีมากที่สุด  “อเมริกา ประเทศที่ดีที่สุดในโลก

BREXIT และ DAPA

เมื่อวันพฤหัสที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ตอนเช้าขณะขับรถจะไป“แฮ็ง เอาท์” กับเพื่อนๆที่พาร์คปูเสื่อกินข้าว (เราเจอกันเกือบทุกพฤหัส) ดิฉันฟังวิทยุข่าวอิมมิเกรชั่น คดีที่ศาลสูงสุดตัดสินระงับกฎหมาย DAPA เพื่อช่วยโรบินฮู้ดให้อยู่อย่างถูกกฏหมาย นึกในใจว่าตกข่าว เพราะเช้านั้นดิฉันไม่มีเวลาเปิดคอมอ่านข่าว มัวแต่ทำขนมไปกินกับเพื่อน เท่านี้ไม่พอตอนเย็นระหว่างขับรถกลับบ้าน ตกข่าวอีก ได้ยินคำว่า BREXIT เป็นครั้งแรก “งง” พอกลับถึงบ้านนั่งหน้าทีวีดูข่าว ทั้งสองเรื่อง วันนี้มาคุยสองเรื่องนี้ แฟนๆจะได้ไม่ตกข่าวเหมือนดิฉัน (ตอนนี้ดูรูปของสวยๆงามไปก่อน ข้าวเหนียวส้มตำเพื่อนทำ และขนมที่ดิฉันทำ เรียก paplova ก่อนที่จะอ่านข่าววุ่นวายในโลก)

 

ข้าวเหนียว ส้มคำ หมูย่าง
ข้าวเหนียว ส้มคำ หมูย่าง
Paplova “เบร็คซิท”
Paplova “เบร็คซิท”

คำดังที่ได้ยินทั้งสัปดาห์ตอนนี้ คือ “เบร็คซิท” (BREXIT มาจาก BR+EXIT) เป็นสโลแกนใหม่ เป็นชื่อเรียกกลุ่มคนอังกฤษที่ต้องการถอนตัวจากสมาชิก “อียู” BR ย่อมาจาก “บริเทน” (Britain) หมายถึง ประเทศในกลุ่ม “บริเทน” “เอ็กซิท” (Exit) คือการออก เมื่อพูดถึง “บริเทน” หรือ “เกรท บริเทน” หรือ “ยูเค” จะรวม 4 ประเทศ คือ อังกฤษ แคว้นเวลส์ สก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ หรือ “สหราชอาณาจักร” ตามข่าว เมื่อวันพฤหัส 25 มิถุนายน 2016 มีการ“โวท” ลงคะแนนเสียงของพลเมือง 4 ประเทศ ว่าจะอยู่กับอียูต่อ หรือจะถอนตัวออกจากอียู ผลโวท คือฝ่าย ต้องการถอนตัวออกชนะ 52 ต่อ48 โดยเสียงข้างมากที่ต้องการถอนตัวจากอียูเป็นของชาวอังกฤษ ส่วนสก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือโวทต้องการอยู่
อียูคืออะไร
อียู (EU) ย่อมาจาก “ยูโรเปียน ยูเนียน” (European Union) แปลตามพจนานุกรม คือ สหภาพยุโรป เป็นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง ปัจุบันประกอบด้วยรัฐสมาชิก 28 ประเทศ สหภาพยุโรปกำเนิดขึ้นจากประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป และประชาคมเศรษฐกิจยุโรป คือหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด เศรษฐกิจยุโรปย่ำแย่ สองประชาคมข้างต้นตกลงกันว่าประเทศในยุโรปต้องรวมตัวกัน ทำการค้าร่วมกันเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง และเชื่อว่าถ้าพวกเขาทำการค้าร่วมกัน ก็จะหลีกเลี่ยงไม่ทำสงครามต่อกัน หลังจากนั้นกลุ่มประเทศในยุโรปมารวมกันทำการค้า ตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆและพัฒนามาเรื่อย จนในปี ค.ศ. 1993 ได้สถาปนาเป็นสหภาพยุโรปหรือ“ยูโรเปียน ยูเนียน” ในปี ค.ศ. 1999 ตั้งระบบเงินตรา เป็นสหภาพเงินตรายูโร ปัจจุบัน 19 ประเทศที่อยู่ในยูโรโซน และในาปี ค.ศ. 2007 ตามข้อตกลง “เชงเกน” (Schengen Agreement) ได้เปิดประเทศให้สมาชิกในกลุ่มอียูสามารถเดินทางระหว่างกันได้โดยไม่ต้องถือหนังสือเดินทาง นอกจากนั้นยังออกวีซ่าเชงเกน (Schengen Visa) ให้คนภายนอก วีซ่าเดียวสามารถเดินทางเข้าได้ทุกประเทศในเขตเชงเกนซึ่งปัจจุบันมี 26 ประเทศ จุดมุ่งหมายคือ ต้องการให้การเคลื่อนย้ายบุคคล สินค้า บริการและทุนอย่างเสรี
สหภาพยุโรปได้พัฒนาตลาดการค้า เรียกตลาดเดี่ยว กฎหมายการค้าระหว่างประเทศในอียูเป็นระบบกฎหมายที่เป็นมาตรฐานซึ่งใช้บังคับในรัฐสมาชิกทุกรัฐ และยังมีตรากฎหมายในกิจการยุติธรรมและมหาดไทย และการพัฒนาภูมิภาคร่วมกัน
การปกครองของอียู
แต่ละประเทศสมาชิกมีเสรีในการปกครองประเทศตนเอง แต่โครงสร้างของสหภาพยุโรปมีอำนาจเหนือรัฐสมาชิกโดยมีสถาบันหรือหน่วยงานภายในกลาง การปกครองประกอบด้วย รัฐสภายุโรป คณะกรรมาธิการยุโรป คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป และธนาคารกลางยุโรป พลเมืองในสหภาพยุโรป เลือกตั้งสมาชิกรัฐสภายุโรปทุก 5 ปี คณะกรรมาธิการเป็นตัวแทนและปกป้องผลประโยชน์ของสหภาพยุโรป โดยเป็นอิสระจากรัฐบาลของแต่ละชาติ คณะกรรมาธิการมีทั้งหมด 28 คน มาจากแต่ละประเทศสมาชิก ประธานคณะกรรมาธิการคนปัจจุบันคือ นาย “ฌอง-โคลด ยุงเคอร์” มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ บรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
เหตุผลที่อังกฤษถอนตัว
ประเทศอังกฤษเป็นตัวตั้งตัวตีที่ต้องการถอนตัวออกจากอียู ในขณะที่ประเทศสก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือต้องการอยู่ในอียู เหตุผล 2 เหตุผลใหญ่ คือ เศรษฐกิจและอิมมิเกรชั่น
ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ประเทศในอียูมีทั้งประเทศร่ำรวยและประเทศจน จึงมีความแตกต่างและเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เมื่อประเทศสมาชิกที่จนเกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ประเทศร่ำรวยต้องใช้งบประมาณเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟู เพื่อพยุงไม่ให้ปัญหาลุกลาม อังกฤษเป็นประเทศหนึ่งที่ต้องช่วยเหลือทางการเงินแก่ EU และต้องสูญเสียงบประมาณไปจำนวนมาก ทำให้คนอังกฤษไม่พอใจ
ปัญหาด้านอิมมิเกรชั่นและผู้อพยพ อีกปัญหาใหญ่คือปัญหาผู้อพยพจากตะวันออกกลาง จากแผนรับผู้อพยพของอียู สมาชิกสหภาพยุโรปต้องแบ่งรับผู้ลี้ภัย ภายใต้ระบบจัดสรรโควต้า ทำให้ผู้อพยพจากตะวันออกกลางหลั่งไหลเข้ามาในยุโรปมากขึ้น อังกฤษไม่ต้องการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ รวมถึงเกรงว่าจะเกิดปัญหาต่างๆตามมา เช่นปัญหาการก่อการร้าย ปัญหาการว่างงานที่มีอยู่แล้ว เมื่อผู้อพยเข้ามาก็จะมาแย่งงานของคนอังกฤษ และนอกจากนั้นรัฐบาล ยังต้องจ่ายสวัสดิการ การดูแล เช่นเดียวกับพลเมืองอังกฤษ
สรุป การถอนตัวออกของอังกฤษคงยังไม่จบง่ายๆ เพราะสก็อตแลนด์จะไม่ยอมออกจากอียู กำลังหาวิธีที่จะโวทกันใหม่ หรือถ้าไม่ได้ก็จะโวทแยกตัวออกจาก “ยูเค” เป็นประเทศอิสระ ไอร์แลนด์เหนือก็เช่นกัน สรุปตอนนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการถอนตัวใช้เวลา ประมาณ 2 ปี หรืออาจเร็วกว่านั้น ก็ต้องรอดูกันไป
คำตัดสินศาล DAPA
คำตัดสินศาลในเคส United States v Texax, No. 15-674 “สหรัฐเป็นโจทก์ รัฐเท็กซัสเป็นจำเลย” คำตัดสินออกมามีผลต่อโรบินฮู้ดจำนวนมาก ที่กลัวว่าจะถูกเนรเทศ ณ. ตอนนี้ยังไม่มีระเบียบการจากอิมมิเกรชั่นว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
DAPA คืออะไร
ท้าวความกลับไป เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2014 โอบาม่าได้ใช้อำนาจฝ่ายบริหารโดยไม่ผ่านสภา (Executive Actions) ผ่านกฎหมายอิมมิเกรชั่นเรียก Deferred Action for Parental Accountability เรียกย่อๆว่า DAPA ช่วยโรบินฮู้ดที่มีลูกที่มีใบเขียวหรือเป็นอเมริกันซิติเซ่น โดบสั่งระงับการเนรเทศและดำเนินการตามกฎหมาย โดยให้พวกโรบินฮู้ดกลุ่มนี้อยู่อย่างถูกต้องไปก่อน โดยหวังว่าสักวันหนึ่งคองเกรสจะผ่านกฎหมายอิมมิเกรชั่นฉบับปฏิรูป ระหว่างนี้ได้ออกใบโซเชียลให้ทำงานได้ ขอใบขับขี่ และเบเนฟิตจากรัฐบาลได้ โดยมีเงื่อนไขคือ ผู้นั้นต้องเข้ามาอเมริกาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2010 และอยู่อย่างผิดกฎหมาย ณ. วันที่ 20 พ.ย. 2014 (วันที่กฎหมายผ่าน)
มีอะไรเกิดขึ้นหลัง DAPA ผ่าน
หลังจากกฎหมายผ่านรัฐ 26 รัฐ โดยการนำของรัฐเท็กซัส ได้ฟ้องร้องรัฐบาล เข้าศาลรัฐบาลกลาง ว่าโอบาม่าทำเกินอำนาจ เพราะหน้าที่ผ่านกฎหมายเป็นของคองเกรส ไม่ใช่ประธานาธิบดี จริงอยู่ที่ ป.ธ.น. สามารถออกคำสั่งฉุกเฉินได้ หรือระงับการเนรเทศคนต่างชาติได้ ด้วยเหตุผลเฉพาะบุคคล ไม่ใช่ให้ครอบเป็นกลุ่มใหญ่เช่นนี้ รัฐอ้างข้อเสียหายของรัฐคือ รัฐต้องดึงงบประมาณของรัฐไปช่วยคนกลุ่มนี้
ศาลรัฐบาลกลางในเท็กซัสตัดสินให้เท็กซัสชนะ และสั่งระงับโปรแกรม DAPA นี้ สหรัฐอทุธรณ์ถึงศาลสูงสุด (U.S. Supreme Court) ศาลสูงสุดได้ตัดสินคดีนี้เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา คำตัดสินเสมอ 4-4 เนื่องจากตอนนี้ศาลมีท่านตุลาการเพียง 8 ท่าน เนื่องจากท่านตุลาการ “แอนโทนิน สกาเลีย” (Anthonin Scalia) เสียชีวิตไปเมื่อเดือนกุมภาต้นปีนี้ และโอบาม่าพยายามแต่งตั้งท่านตุลาการใหม่ แต่ไม่สำเร็จ เพราะถูกพรครีพับบลิคกันต่อต้าน เพราะต้องการรอผลเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยหวังว่าถ้ารีพับบลิคกันชนะ ก็จะได้เลือกท่านตุลาการที่เอียงขวา “คอนเซอร์เวทีฟ”(conservative) ตามกฎถ้ามีท่านตุลาการเพียง 8 คนและ กรณีคำตัดสินเสมอ 4 ต่อ 4 ให้ถือคำตัดสินเดิมจากศาลล่างเป็นหลัก แต่มีข้อระวังคือ คำตัดสินจากศาลล่างนั้นจะไม่ถือเป็นคำตัดสินบันทัดฐานโดยอัตโนมัต และถ้าเคสเดิมนี้กลับขึ้นมาร้องเรียนใหม่ภายหลังท่านตุลาการสามารถรับฟังคดีเดิมและตัดสินใหม่ได้
สรุปเท่ากับตอนนี้ โปรแกรม DAPA ไม่รู้จะมีอะไรเกิดขึ้น คิดว่าทุกอย่างอยู่นิ่งตอนนี้ ต้องรอหลังเลือกตั้ง ว่าใครจะชนะ ถ้าคลินตันชนะ ก็จะพยายามดันกฎหมายอิมมิเกรชั่นฉบับปฏิรูปให้ผ่าน ถ้าทรัมพ์ชนะพวกที่อยู่ในข่าย DAPA ก็
สองข่าวนี้เกี่ยวกับดิฉันอย่างไร คือดิฉันจะไปเที่ยวยุโรปวันที่ 4 ก.ค. ก็จะมีผลกับเงินแลกเปลี่ยน เพื่อนๆพูดถึงความปลอดภัย แต่ดิฉันไม่กลังเรื่องนี้ ส่วน DAPA ดีใจที่ดิฉันไม่มีเคส DAPA ค้างอยู่

ความคืบหน้าการเลือกตั้ง

แฟนคอลัมน์ถามมาว่า ดิฉันไม่เขียนคอลัมน์แล้วเหรอ  ยังเขียนค่ะ แต่ไม่เขียนประจำทุกสัปดาห์ จะเขียนต่อเมื่อมีเรื่องที่น่าสนใจและจูงใจให้ดิฉันเขียน เพราะตั้งแต่ดิฉันตัดสินใจ “ครึ่งๆเกษียร” “เซไมรีไทร์” (semi retire) ก็เริ่มให้เวลาตัวเอง (ฟื้นฟูสุขภาพ โยคะ เที่ยว) ทำให้ครอบครัว พี่น้อง และเพื่อน มากขึ้นกว่าเอาเวลาให้กับการทำงาน

ช่วงนี้ดิฉันติดตามการเลือกตั้งประธานาธิบดี และดูบาสเก็ตบอล “เพลย์อ๊อฟส์” ระหว่าง “วอริเอ้อรส์” (Warriors Golden State) และ “แคฟวาเลีย” (Cavaliers Cleveland) “เพลย์อ๊อฟส์” ใกล้จบลงแล้ว ตอนนี้“วอริเอ้อรส์” ชนะ 3-1 คืนวันจันทร์ที่ 13 มิย. มีแข่ง ดิฉันจะนั่งหน้าจอ  ส่วนการเลือกตั้งก็จะเข้าขั้นสุดท้ายแล้วคือ ประกาศชื่อหัวหน้าพรรค เดโมแครท และ รีพับบลิคกันเป็นทางการ หลังจากนั้นหัวหน้าพรรคก็ หาเสียง โต้วาที  จนถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ตรงกับวันที่ 8 พฤศจิกายน 2016 นี้

การเลือกตั้งครั้งนี้มาแปลก (ครั้งที่แล้วก็ว่าแปลกแล้ว ที่ประชาชนเลือกคนผิวดำ “โอบาม่า” (Obama) เป็นประธานาธิบดี) ซึ่งดิฉันไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นคนผิวดำเป็นป.ธ.น. อเมริกันในชาตินี้  เลือกตั้งคราวนี้เราได้ “ว่าที่” หัวหน้าพรรคเดโมแครท เป็นผู้หญิง “นางฮิลลารี่ คลินตัน” (Hillary Clinton) (ภรรยาประธานาธิบดี คลินตัน) และหัวหน้าพรรครีพับบลิคกัน เราได้นักธุรกิจ “นายดอนัลด์ ทรัมพ์” (Donald Trump) ถ้าประชาชนเลือกคลินตัน เราก็จะได้ประธานาธิบดีหญิงเป็นคนแรก “WOW” มันยิ่งใหญ่สำหรับดิฉันที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของอเมริกาทันในช่วงชิวิต ความคิดของคนรุ่นใหม่ ความเปิดใจของคนอเมริกัน เป็นความพูมใจมากๆเพราะดิฉันเป็นคนอเมริกันคนหนึ่ง คอลัมน์นี้มาคุยเรื่องปาฐกถา “สปีช” (Speech) ของนาง “ฮิลลารี่ คลินตัน” ที่กล่าว เมื่อคืนวันอังคารที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาหลังจากปิด “การเลือกตั้งเบื้องต้น” หรือ “พรายแมรี่” (Primary) นางคลินตันได้คะแนน หรือ “เดเลเกทส์” (Delegates) ชนะคู่แข่ง “นายเบอร์นี่ แซนเด้อร์ส” (Bernie Sanders) มากพอที่จะประกาศได้ว่าเธอเป็น  “ว่าที่ผู้แทนพรรคเดโมแครท” หรือ “พรีซัมทีฟ เพรสสิเดนเชี่ยล นอมินี” (Presumptive Presidential Nominee) ส่วนทรัมพ์ได้ผลคะแนนรวม“เดเลเกทส์”ตามจำนวนที่กำหนดจึงถือว่าเป็นหัวหน้าพรรครีพับบลิคกัน

ปาฐกถาของนาง คลินตัน

คืนวันอังคารที่ 7 มิ.ย. ดิฉันได้นั่งฟัง “สปีช” ของนางคลินตันตั้งแต่ต้นจนจบ  มีหลายคำที่เธอพูดถึง ที่ดิฉันไม่รู้ความหมายและที่มาที่ไป จึงไปเปิด “วิกิ” (Wiki) อ่านดู วันนี้มาแชร์ความรู้กัน

เซเนก้า ฟอลส์ (Seneca Falls)

นางคลินตันเริ่มเปิด“สปีช” ว่าเรามีวันนี้มาได้ ที่ประชาชนเลือกเธอให้เป็นหัวหน้าพรรค  เธอถือเป็น “ผู้หญิง” คนแรกที่ได้รับตำแหน่งสำคัญนี้ เธอกล่าวขอบคุณถึงกลุ่มสตรีรุ่นแรกที่ต่อสู้เพื่อสิทธิและความเสมอภาคของสตรี เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1848 ที่สถานที่ชื่อ “เซเนคา ฟอลส์” เป็นหมู่บ้านใน เขต “เซเนคา” รัฐนิวยอร์ค จากกลุ่มผู้หญิงเล็กๆ มาพบปะดื่มชากัน  ถกกันเรื่องสิทธิและความไม่เสมอภาคของผู้หญิง ตั้งแต่ไสตล์การแต่งตัว ไปจนถึงสิทธิในการออกเสียง และต่อต้านการค้าทาส จากกลุ่มเล็กได้ขยายเป็นกลุ่มใหญ่ จากพบปะกลายเป็นการประชุมประจำ จากบ้านไปประชุมที่โบสถ์  สตรีผู้ต่อต้านที่มีชื่อสองท่านคือ นางอลิซาเบทซ์ เคดี้ แสตนตัน และนางซูซาน บี แอนโทนี่ ดูรูป

Seneca Falls Canal Harbor เซเนก้า ฟอลส์
Seneca Falls Canal Harbor เซเนก้า ฟอลส์
Elizabeth Cady Stanton (seated) and Susan B. Anthony c. 1900 นางแสตนตัน และนางแอนโทนี่
Elizabeth Cady Stanton (seated) and Susan B. Anthony c. 1900 นางแสตนตัน และนางแอนโทนี่

ประกาศทัศนคติ  (Declaration of Sentiments)

วันที่ 19-20 กรกฎา ปี ค.ศ. 1848 กลุ่มสตรีและผู้สนุบสนุนต่อสู้เพื่อความเสมอภาคได้ร่าง “ประกาศทัศนคติ” เรียก “เด็คแคลเรชั่น อ๊อฟ เซ็นรทิเม็นท์ส”  (Declaration of Sentiments) ว่าพวกเธอต้องการอะไร รวมทั้งสิทธิในการเลือกตั้งของสตรี และต่อต้านการค้าทาสตั้งแต่ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1850 ไปทุกปีกลุ่มสตรีมีการจัดประชุม “วีเม็นส์ไรท์ คอนเวนชั่น” (Women’s Rights Conventons) จนกระทั่งเกิดสงครามกลางเมือง “ซิวิล วอร์” ปี ค.ศ. 1861-1865

สิทธิในการเลือกตั้งของสตรี (Women Suffrage)

“สิทธิในการเลือกตั้งของสตรี” หรือ “วีเม็น ซัฟเฟร็จ” (Women Suffrage) เป็นประเด็นของการต่อสู้เพื่อความเสมอภาค คือ สตรีต้องมีเสียงในรัฐบาล คือมีสิทธิเลือกตั้ง  ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีความหมาย สตรีเหล่านี้เดินทางไปตามรัฐชักจูงให้ทั้งหญิงชาย ผิวดำเซ็นชื่อ เพื่อต้องการให้รัฐบาลผ่านรัฐธรรมนูญให้สตรีมีสิทธิเลือกตั้ง ดูรูป

กลุ่มสตรีเดินพาเหรดในเมืองนิวยอร์ค ปี ค..ศ. 1917 ถือโปสเต้อร์มีลายเซ็นผู้หญิงมากกว่าล้านคน เรียกร้องสิทธิสตรีในการเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลฉบับที่ 19 (19th Amendment)

ในที่สุดในปี ค.ศ. 1920  72 ปีให้หลังจากวัน “ประกาศทัศนคติ” (Declaration of Sentiments) ปี ค.ศ. 1848 รัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลฉบับที่ 19 หรือ“ไนน์ทีน อเม็นด์เม๊นท์” (19th Amendment) ได้ผ่าน หลังสงครามกลางเมืองสิ้นสุดปี ค.ศ. 1865 รัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลฉบับที่ 13 ผ่านประกาศเลิกทาส และบทเฉพาะกาลฉบับที่ 15 ให้สิทธิคนผิวดำออกเสียงเลือกตั้ง  สรุปสตรีได้สิทธิเลือกตั้งหลังคนผิวดำ  นางคลินตันโยงปาฐกถาไปถึงมารดาของเธอว่า  วันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมาถ้าแม่เธอ ยังมีชีวิตอยู่ก็จะอายุครบ 97 ปี  แม่เธอเกิดวันที่4 มิถุนายน ค.ศ. 1919 ซึ่งเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์คือ เป็นวันที่คองเกรสผ่านบทเฉพาะการที่ 19 ให้สิทธิสตรีเลือกตั้ง   เธออยากให้แม่ของเธอได้มายืนอยู่ใกล้เธอวันนี้ และภูมิใจที่ลูกสาวได้ถูกเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนแรกของอเมริกา

สิทธิผู้หญิงคือสิทธิมนุษยชน

นางคลินตันกล่าวประโยค “Human rights are women’s rights and women’s rights are human rights” สิทธิมนุษยชนคือสิทธิผู้หญิง   สิทธิผู้หญิงคือสิทธิมนุษยชน” คือมันแยกกันไม่ได้  ประโยคนี้กินใจดิฉันมาก  เป็นโวหารที่มีชื่อเสียงของนางคลินตัน ที่เธอกล่าวครั้งแรก ตอนเธอไปปาฐกถาที่เมืองเบจิง ประเทศจีน วันที่ 9 กันยา1995 ตอนนั้นเธอเป็น สตรีหมายเลขหนึ่ง เรียกร้องให้โลกให้ความเสมอภาคกับสตรี  โวหารนี้ถูกจารึกเป็นอันดับ 35 ในจำนวน 100 วาทศิลป์ มีชื่อของอเมริกัน

นางคลินตันปี 1995 ปาฐกถาเมืองเบจิง เธออายุ 47
นางคลินตันปี 1995 ปาฐกถาเมืองเบจิง เธออายุ 47

กลาสซีลลิ่ง (Glass Ceiling)

อีกคำที่นางคลินตันพูดที่ดิฉันไม่เข้าใจ คือ “กลาสซีลลิ่ง” (Glass Ceiling) ต้องอ่าน “วิกิ” ช่วย คำนี้หมายความ ถึงความไม่เสมอภาคในตำแหน่งหน้าที่การงานของผู้หญิง ไม่เท่าเทียมกับผู้ชาย ยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน คือผู้หญิงไม่สามารถก้าวหน้าหรือรับตำแหน่งสูงๆได้อย่างผู้ชาย เหมือน กับพอเธอได้ตำแหน่งสูงก็ติดแหงกอยู่ที่เพดานแก้วตรงนั้น “คงจะหมายไม่มีใครยอมรับ” เธอต้องการทะลุ “กลาสซีลลิ่ง” หรือทำให้มันร้าวแตกออกไป

โสต๊ก เฟียร์ (Stoke Fear)

ศัพท์คำ “โสต๊ก เฟียร์” ที่นางคลินตันนำมาใช้ เป็นศัพท์ที่ดิฉันชอบ แปลว่า “ยุยง ให้เกิดความกลัว” เธอกล่าวถึงทรัมพ์ ประเด็นเกี่ยวกับคนต่างชาติและผู้อพยพ ว่าทรัมพ์หาเสียงด้วย การยุยงให้คนเกิดความกลัว อ้างว่าผู้ก่อการร้าย คือคนต่างชาติและผู้อพยพ เป็นผลให้ผู้คนเกลียดชังกัน เนื่องจาก  ศาสนา สีผิว และผู้อพยพเข้ามา

ผู้ที่เป็นอเมริกันซิติเซ่นอย่าลืมไปใช้สิทธิออกเสียงนะคะ

(โปรดอ่านเพิ่มเติม เรื่องพรรคการเมือง การปกครอง และประวัติย่อในอเมริกาในหนังสือ อยู่อเมริกา” $35  หน้า 18-20  สามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉัน โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308)

ปีอธิกสุรทิน

เดือน ก.พ. ปีนี้มี 29 วัน เกิดขึ้นทุก 4 ปี ฉะนั้นปีนี้เรามี 366 วันแทนที่จะเป็น 365 วัน ภาษาไทยเรียกปี “อธิกสุรทิน” ภาษาอังกฤษเรียกปี “ลีพ เยียร์” (Leap Year) ส่วนวันที่ 29 ก.พ. เรียกวัน “ลีพ เดย์” (Leap Day)

ที่มาของปฏิทิน

ในปัจจุบันปฎิทินในอเมริกาและสากลทั่วไปใช้ “ปฏิทินเกรกอเรียน” (Gregorian Calendar) บางครั้งเรียก “เวสเทอร์น คาเล็นเด้อร์”(Western Calendar) หรือ “คริสเตียน คาเล็นเด้อร์” (Christian Calendar) ฉะนั้นในเมืองไทยจึงเรียกปีสากลว่า “คริสต์ศักราช” เวลาเราเขียนปี คริสต์ศักราช เราจะใช้อักษรย่อว่า A.D. ย่อมาจากภาษาลาติน Anno Domini Nostri Iesu Christi ซึ่งแปลคำต่อคำว่า “ปีของพระผู้เป็นเจ้าเยซู ไครสท์” คือเป็นปีที่ใช้อ้างอิงโดยเริ่มนับจากปีที่เชื่อว่าพระเยซูเกิด และมีอายุครบ 1 ปี เท่ากับ ค.ศ. 1 ส่วนปีพุทธศักราชของไทย ภาษาอังกฤษใช้ตัวย่อว่า B.E. ย่อมาจาก Buddhist Era เป็นปีที่ใช้อ้างอิงโดยเริ่มนับจากปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว 1 ปี วิธีผันปีคริสต์ศักราชเป็นพุทธศักราชของไทยง่ายๆ คือ ปีไทย ลบด้วย 543 ตัวอย่าง 2559 – 543 = ค.ศ. 2016  โปรดอ่านข้อมูลมีประโยชน์ วิธีเขียน วันเดิอนปี และความแตกต่างระหว่างอเมริกาและไทย ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หน้า 17 หัวข้อ ระบบการวัดและอื่นๆ  คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉัน โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308)

ที่มาของ Leap year

“จูเลียส ซีซ่าร์” (Julius Caesar) ท่านจักรพรรดิ  รัฐบุรุษและผู้ประพันธ์ร้อยแก้วมีชื่อของชาวโรมัน เป็นผู้คิดค้นปฎิทิน “จูเลียน” (Julian Calendar) มีมาตั้งแต่ 46 B.C. (B.C. ย่อมาจาก Before Crist คือก่อน ไครสต์ประสูติ) ปฏิทินจูเลี่ยน เรียกชื่อตาม จูเลียส ซีซ่าร์ มีกฏว่าปีไหนที่หาร 4 ได้ลงตัว ถือเป็น Leap Year เป็นผลให้มี Leap Year บ่อยมาก และยังมีผิดพลาด 1 วันในทุก 128 ปี หลังจากนั้นมีการปฏิรูปปฏิทินกันขึ้นไปเรื่อยๆจนมาปี  ค.ศ. 1582 “โป๊ป เกรกอรี่” (Pope Gregory XIII) เป็นผู้แนะนำใช้ปฏิทินใหม่มี 365 วันและทุก 4 ปีจะมีเกิน 1 วัน โดยปรับตาม “อิควิน็อกซ์” (Equinox) (อิควิน็อกซ์ คือ วันที่มีกลางวันยาวกว่ากลางคืน) ปฏิทินนี้ได้เรียกชื่อตามชื่อ โป๊ปเกรกอรี่ เรียก “เกรกอเรียน คาเล็นเด้อร์” อเมริกาและอังกฤษยอมรับ “เกรกอเรียน คาเล็นเด้อร์” อย่างเป็นทางการเดือน กันยา ปี ค.ศ. 1752 ปัจุบันทั่วโลกยอมรับเป็นปฎิทินสากล ใช้ควบคู่ไปกับปฏิทินของประเทศตัวเอง

รูปปั้นท่านจูเลียส ซีซ่าร์
รูปปั้นท่านจูเลียส ซีซ่าร์
รูปปั้นท่านจูเลียส ซีซ่าร์
รูปปั้นท่านจูเลียส ซีซ่าร์

ปฏิทินไทย

ปฏิทินไทยสมัยก่อนนานมาแล้วเราใช้ปฏิทินจันทรคติไทยคือนับตามคติการโคจรของดวงจันทร์ การอ่านวันจะอ่านเป็นตัวเลขโดยเริ่มวันอาทิตย์เป็นวันหนึ่ง นับต่อไปถึงวันเสาร์เป็นวันที่เจ็ด และนับเดือนธันวาเป็นเดือนหนึ่ง (เวลาดิฉันแปลเอกสารใบเกิดทีไร มันดูแปลกๆโดยเฉพาะคนเกิดต่างจังหวัด มันจะ อ๊อฟ ไปหมด เช่นเดือน มิถุนา แทนที่จะเป็นเดือน 6 กลับเป็นเดือน 5 บางทีก็เดือน 4 เพราะ เขตภาคเหนือตอนบน คือดินแดนล้านนาเดิม เขานับเดือนเร็วกว่า 2 เดือน)

มาปี พ.ศ. 2431 (ค.ศ. 1888) ในสมัยรัชการที่ 5 ได้เปลี่ยนจากปฏิทินจันทรคติมาใช้ปฏิทินสุริยคติแทน  คือ มีวัน เดือน ปีตรงตามปฏิทิน “เกรกอเรียน” คือนับตามการโคจรของดวงอาทิตย์แทน  แต่ตอนนั้นเราก็ยังใช้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับเดือนเมษายนอยู่  ต่อมาปี พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1944) สมัยจอมพล ป. ท่านประกาศเปลี่ยนปีใหม่จากเดือนเมษามาเป็น 1 มกรา ตามหลักสากล เป็นผลให้ปี 2483 (ค.ศ. 1943) เหลือเพียง 9 เดือน คือ เดือนเมษาถึงเดือนธันวาคม ฉะนั้น ผู้ที่เกิดเดือนมกราคมปี ค.ศ. 1944 (ตรงกับปีวอก) ไปถึงเดือนมีนา ก็จะไม่มีวันเกิดปีนั้น ดิฉันรู้จักหลายคนที่เกิดต้นปีวอก ค.ศ. 1944 จะมีการแจ้งเกิดช้ากว่าวันจริงไปหลายเดือน  บางคนแจ้งช้าไปอีกปี คนที่อยู่ในอเมริกาก็บ่นอุบว่าทำให้รับเงินโซเชียล ช้าไปเป็นปี

ผู้เกิดวันที่ 29 ก.พ.

ผู้เกิดวันที่ 29 ก.พ. ภาษาอังกฤษเรียก “อะ ลีพเปอร์” (a Leaper) โดยปกติในอเมริกาคนทั่วไปก็จะฉลองวันเกิดวันที่ 28 ก.พ. ในแง่กฎหมายให้นับวันที่ 28 เป็นครบรอบปีวันเกิดในปีที่มี 365 วัน ที่ต้องมีกฎนี้เพื่อให้เป็นมาตรฐาน (ไม่งั้นคนที่ไม่อยากแก่ก็จะนับครบรอบวันเกิดทุก 4 ปี คือทุก 4 ปีอายุเพิ่มปีเดียว)

ตำนานวัน Leap Day

แถบอังกฤษ และไอร์แลนด์ มีตำนานว่า วัน ลีพ เดย์ คือวันที่ 29 ก.พ. คือทุก 4 ปี ผู้หญิงสามารถขอผู้ชายแต่งงานได้ อันนั้นมันเพียงตำนานสมัยพระเจ้าเหา สมัยนี้ผู้หญิงเท่าเทียมกับผู้ชาย ไม่จำเป็นต้องรอถึงวันที่ 29 ก.พ. ก็ได้ 55555

  ผลจากท่านตุลาการ”สกาเลีย” สิ้นชีวิต   

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ท่านตุลาการศาลสูงสุดหรือศาลฏีกา “ยู เอ็ส ซุพพรีม คอร์ท”(U.S. Supreme Court) “แอนโทนิน สกาเลีย” (Anthonin Scalia) ได้เสียชีวิตท่านหัวใจวายขณะหลับระหว่างเวเคชั่นล่าสัตว์ที่รัฐเท็กกซัส  ท่านอายุ 79 ปี  เป็นผลให้ศาลสูงสุดขาดท่านตุลาการไป 1 คน จาก 9 เหลือ 8 ท่าน  ท่านสกาเลียเป็นท่านตุลาการในศาลสมัยปัจจุบันที่ดำรงตำแหน่งมานานที่สุดถึง 30 ปี ท่านหัวเอียงขวา “อนุรักษ์นิยม” หรือ “คอนเซอร์เวทีฟ”(conservative) อย่างมากๆ ปัจจุบันในจำนวนท่านตุลาการ 9 ท่าน 5 ท่าน“คอนเซอร์เวทีฟ” ส่วนอีก 4 ท่าน เอียงซ้ายคือ หัวเสรีนิยม หรือ “ลิบเบอรั่ล” (liberal) เมื่อขาดท่านสกาเลีย ก็เท่ากับตอนนี้ศาลเป็นกลาง ครึ่ง“คอนเซอร์เวทีฟ”  ครึ่ง“ลิบเบอรั่ล” (4 ต่อ 4) ฉะนั้นจึงเป็นการสำคัญมากที่ใครจะได้เป็นท่านตุลาการท่านใหม่  (คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการปกครอง และอำนาจการปกครองในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา” $65 บทที่ 2 ระบบศาล หน้า 33-34 และอ่านเพิ่มเรื่องพรรคการเมืองในหนังสือ “อยู่อเมริกา” $35 บทการปกครอง หรือ Government หน้า 18  คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉัน โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308)

บทบาทศาลสูงสุดกับการเมือง

ศาลสูงสุดของสหรัฐมีอำนาจและความสำคัญมาก  จะว่าสำคัญที่สุดในระหว่างอำนาจ 3 ฝ่ายก็ว่าได้ เพราะคำตัดสินจากศาลสูงสุดถือเป็นคำสั่งสุดท้าย  รัฐธรรมนูญระบุแบ่งอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย คือ (1) อำนาจรัฐสภาในการร่างกฏหมาย (2) อำนาจประธานาธิบดีที่จะสั่งให้นำกฏหมายมาใช้ (3) อำนาจศาลสูงสุดที่จะตีความหมายกฏหมาย นอกจากนั้นประธานาธิบดีมีหน้าที่แต่งตั้งท่านตุลาการโดยเสนอชื่อท่านตุลาการเข้าสภา และทางวุฒิสภา “เซเน็ท” (Senate) ออกเสียง “โวท” (vote) ถ้าผ่านก็ได้ “คอนเฟิร์ม” (confirm) ถ้าไม่ผ่านก็ต้องเสนอชื่อกันใหม่ ตำแหน่งท่านตุลาการเป็นตำแหน่งตลอดชีวิต ไม่มีเทอมลิมิต นอกจากท่านจะออกเอง หรือตาย

ใครนั่งบัลลังก์ในศาล

เรามาดูที่มาจากท่านตุลาการ 9 ท่าน ประธานาธิบดีผู้แต่งตั้งแต่ละท่าน  แน่นอนที่ประธานาธิบดีพรรครีพับบลิคกันก็จะเลือกผู้ที่“คอนเซอร์เวทีฟ” และประธานาธิบดีเดโมแครทก็จะเลือกผู้ที่“ลิบเบอรั่ล”โดยดูจากประวัติคำตัดสินคดีของท่านนั้นๆ แต่บางครั้งก็คาดการณ์ผิด เพราะท่านตุลาการบางท่านดูยาก ท่านเหล่านี้มักจะเปลี่ยนอุดมคติได้ และกลายเป็นฝ่าย “มอเดอเร็ท” (moderate) คือเดินสายกลาง ดูรูป 1 จากซ้ายไปขวา

จอน โรเบิร์ทส จูเนียร์ (John G. Roberts Jr.) เป็นหัวหน้าท่านตุลาการ “ชีฟ จัสติส” (Chief justice) แต่งตั้งโดย ป.ธ.น.จอร์จ บุช (ลูก) ปี 2005 พวกรีพับบลิคกัน บ่นว่าท่านหัวเอียงขวาน้อยไป  เปลี่ยนไปทาง“มอเดอเร็ท”เสียมากว่า

รูทซ์ กินสเบิร์ก (Ruth Bader Ginsburg) ท่านตุลาการหญิง แต่งตั้งโดย ป.ธ.น. คลินตัน ปี 1993

เสต็ฟเฟ็น บรายเอ้อร์ (Stephen G. Breyer) แต่งตั้งโดย ป.ธ.น. คลินตัน ปี 1994

แอนโทนิน สกาเลีย (Antonin Scalia)  แต่งตั้งโดย ป.ธ.น. เรแกน ปี 1986 หัวเอียงขวามากๆๆๆ ไม่เคยเปลี่ยนอุดมคติ

แคลแร๊นซ์ โทมัส (Clarence Thomas)  ท่านตุลาการผิวดำ แต่งตั้งโดย ป.ธ.น.จอร์จ บุช (พ่อ) ปี 1991 หัวเอียงขวามากๆท่านเป็นลูกไล่ของท่านสกาเลีย ตัดสินตามทุกคดี

แซมมิวอัล อลิโต จูเนียร์ (Samuel A. Alito Jr.) แต่งตั้งโดย ป.ธ.น.จอร์จ บุช (ลูก) ปี 2006

แอนโทนี เคเนดี้ (Anthony M. Kennedy)  แต่งตั้งโดย ป.ธ.น. เรแกน ปี 1988 มีความเห็นเป็นกลาง

โซเนีย สโตเมเย่อร์ (Sonia Sotomayor) ท่านตุลาการหญิง  แต่งตั้งโดย ป.ธ.น. โอบาม่า ปี 2009

อีเลน่า เคเกน (Elena Kagen) ท่านตุลาการหญิง  แต่งตั้งโดย ป.ธ.น. โอบาม่า ปี 2010

ท่านตุลาการทั้ง 9 ปี 2010
Skalia
ท่านตุลาการสกาเลีย

ความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้

ทันทีที่ข่าวท่าน “สกาเลีย” เสียชีวิต ป.ธ.น.โอบาม่า ประกาศว่าจะรีบแต่งตั้งท่านตุลาการใหม่เร็วที่สุด และท่านคาดหวังว่าทางเซเน็ทจะ “โวท” และ “คอนเฟิร์ม” ภายในเวลาที่สมควร ทางเซเน็ทซึ่งปัจจุบันวุฒิสมาชิกเสียงข้างมากคือพวกรีพับบลิคกัน ได้ลั่นประกาศทันทีว่าจะรอแต่งตั้งท่านตุลาการใหม่หลังเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการดึงเกมการเมือง ทางรีพับบลิคกันต้องวัดดวงว่าฝ่ายรีพับบลิคกันจะชนะเลือกตั้ง เพื่อจะได้ท่านตุลาการ“คอนเซอร์เวทีฟ”คนใหม่  เพราะตอนนี้มีคดีที่สำคัญๆรอคำตัดสิน ซึ่งท่านตุลาการใหม่จะเป็น “สวิง โวท” (Swing vote) กรณีผลตัดสินเสมอ 4 ต่อ 4  คดีที่สำคัญๆรอคำตัดสินมีดังนี้ คดีเกี่ยวกับ การแต่งงานเพศเดียวกัน (Same sex marriage -เซมเซ็กส์ แมริเอจ)  คดีเกี่ยวกับ สิทธิของ ทอม เกย์ เสือใบ แปลงเพศ “ท.ก.ส.ป.” (เรียกย่อๆว่า LGBT “แอล จี บี ที” = Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender)  คดีสิทธิการทำแท้ง  (Abortion rights-อบอร์ชั่น ไรท์ส) และคดี ความยุติธรรมระหว่างผิว (Affirmative action – แอฟเฟิร์มเมทีฟ แอ๊กชั่น) เป็นต้น

อะไรจะเกิดขึ้นระหว่างนี้

เปิดสภา ระหว่างนี้สภาปิดเวเคชั่น  สภาจะเปิดทำการวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้  ป.ธ.น.โอบาม่าเตรียมที่จะเสนอชื่อท่านตุลาการใหม่เข้าที่ประชุมทันทีที่สภาเปิด

คดีค้างในศาล  ศาลสูงสุดเปิดเทอม วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมแต่ละปี ปิดเทอมประมาณปลายเดือนมิถุนายนหรือต้นกรกฎาคม ซึ่งตามรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดจำนวนท่านตุลาการนั่งบรรลังก์ในศาลสูงสุด  ฉะนั้นระหว่างนี้ศาลก็ยังดำเนินต่อไป ถึงแม้จะมีท่านตุลาการเพียง 8 ท่าน โดยถือผลคำตัดสิน 5 ต่อ 3 แทนที่จะเป็น 5 ต่อ 4 ชนะ  กรณีคำตัดสินเสมอ 4 ต่อ 4 ก็ให้ถือคำตัดสินเดิมจากศาลล่าง หรือ “โลว์เว่อร์ คอร์ท” (Lower court) เป็นหลัก  แต่มีข้อระวังคือ คำตัดสินจากศาลล่างนั้นจะไม่ถือเป็นคำตัดสินบันทัดฐานโดยอัตโนมัต  และถ้าเคสเดิมนี้กลับขึ้นมาร้องเรียนใหม่ภายหลังท่านตุลาการสามารถรับฟังคดีเดิมและตัดสินใหม่ได้

ฉะนั้น คุณจะเห็นได้ว่าการเสียชีวิตของท่านสกาเลีย มีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้มากๆ

ระบบเลือกตั้งสหรัฐ

สวัสดีปีใหม่ค่ะ 2559 (2016) ดิฉันอวยพร “เลท” (late) ไปหน่อยนี่เข้ากุมภาแล้ว  ก็รวบยอดตรุษจีนไปเลย “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้”  ปี 2016 นี้เป็นปีเลือกตั้งประธานาธิบดี (ป.ธ.น.) สหรัฐ ตั้งแต่ต้นปีมา  ข่าวการเมืองทุกวันจะพูดถึง “ไอโอว่า คอคัส” และ “พรายแมรี่ นิวแฮมเชียร์” ตามประสาคนอยากรู้จริงเลย searc อากู๋ว่า “คอคัส” มันคืออะไร  ยิ่งอ่านยิ่งติดพัน เลยวันนี้ดิฉันเอาความรู้ที่อ่านมาอธิบายให้แฟนๆต่อ

(คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการปกครอง และอำนาจการปกครองในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา” $65 หน้า 27 และอ่านเพิ่มเรื่องพรรคการเมืองในหนังสือ “อยู่อเมริกา” $35 บทการปกครอง หรือ Government หน้า 18  สามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉัน โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308)

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ทุก 4 ปี ในอเมริกาจะมีการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี (ป.ธ.น.) “เพรสซิเด๊นท์” (PRESIDENT) คนใหม่ ป.ธ.น.ดำรงตำแหน่งเทอมละ 4 ปี รับตำแหน่งสูงสุดได้ 2 เทอม ป.ธ.น.ปัจจุบันคือ “บาแร็ค โอบาม่า” (BARACK OBAMA) สังกัดพรรคเดโมแครท ได้ดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม 2009 เทอมนี้เป็นเทอมที่สอง ท่านจะพ้นตำแหน่งเดือนมกราคมปี 2017 นี้ ฉะนั้นปีนี้ 2016 จึงเป็นปีเลือกตั้ง “อีเล็กชั่น เยียร์” (ELECTION YEAR)

ขั้นตอนการเลือกตั้ง

หมายเหตุ ข้อ 1-4 เป็นระบบขั้นตอนเลือกผู้แทนพรรค  5-7 ขั้นตอนเลือกประธานาธิบดี

  1. ลงสมัครเลือกตั้ง

ประมาณ 1 ½ ปีก่อนเลือกตั้ง ระหว่างเดือนเมษายน- กรกฎา 2015 ผู้ต้องการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี “แคนดิเดท” (CANDIDATE) จะประกาศตัวเอง และลงทะเบียนสมัครกับคณะกรรมการเลือกตั้ง  “แคนดิเดท”ต้องระบุชื่อพรรคที่ตนจะสังกัด พรรคใหญ่ในอเมริกามี 2 พรรคคือ “รีพับบลิคกัน” (REPUBLICAN) เป็นพวกอนุรักษ์นิยม “คอนเซอร์เวทีฟ” (CONSERVATIVE) และ “เดโมแครท” (DEMOCRAT) พวกเสรีนิยม “ลิบเบอรั่ล” (LIBERAL) และยังมี พรรค อิสระ “อินดีเพ็นเด๊นท์” (INDEPENDENT) ซึ่งคนไม่ซีเรียสและไม่เคยมีใครถูกเลือก  คุณสมบัติ“แคนดิเดท” คือ (1)ถือสัญชาติอเมริกัน  (2)เกิดในอเมริกาและอยู่ในอเมริกาอย่างน้อย 14 ปี (3)อายุ 35 ปีขึ้นไป “แคนดิเดท”ส่วนมากมักมีชื่อเสียงและมีประสบการณ์ในวงการเมือง คราวนี้เรามีนักธุรกิจเศรษฐีเงินร้าน “ดอโนลด์ ทรัมพ์” (DONALD TRUMP) เข้ามาเขย่าการเลือกตั้งด้วยอยู่พรรครีพับบลิคกัน  ตอนเริ่มต้นมี“แคนดิเดท”สังกัด“รีพับ บลิคกัน” มากว่า 10 คน (ตอนนี้เหลือประมาณ 5 คน)ส่วน “เดโมแครท” มีน้อยกว่าครึ่ง ตอนนี้เหลือ 2 คน

  1. หาเสียง

หลังประกาศลงสมัคร “แคนดิเดท”จะเริ่มรณรงค์หาเสียง “แคมเปน”(CAMPAIGN) โดยไปพูดตามสถานที่ต่างๆและพยายามหาสปอนเซ่อร์หาเงินเข้าแคมเปนตน ระหว่างนี้ คณะกรรมการแต่ละพรรค จะจัดตารางโต้วาที”ดีเบท” (DEBATE) ออกอากาศ คราวนี้ พรรค “รีพับ บลิคกัน” มีตารางโต้วาที 12 ครั้ง ส่วน พรรค “เดโมแครท” มี 6 ครั้ง (น้อยไปหน่อย คงเป็นเพราะ“แคนดิเดท”น้อย)

  1. การเลือกตั้งขั้นต้น

พอหลังปีใหม่เราเข้าปีเลือกตั้ง ตอนนี้การหาเสียงเริ่มคึกคักมาก ประชาชนเองก็จะคึกคักและถกเรื่องการเมืองกันมากขึ้น  ในแต่ละรัฐจะมีการเปิดเลือกตั้งขั้นต้น เรียก “พรายแมรี่ อีเล็คชั่น” (PRIMARY ELECTION) เรียกสั้นๆว่า “พรายแมรี่” (PRIMARY) บางรัฐใช้ระบบเรียก “คอคัส” (CAUCUS) ข้อแตกต่าง ระหว่าง “พรายแมรี่” และ “คอคัส”  คือ คอคัส เป็นการประชุมกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียง “เรจิสเต้อร์ โวทเต้อร์” (REGISTERED VOTERS) จำนวนน้อยแบบชาวบ้านๆ สถานที่ที่จัดประชุมจัดในแต่ละเขต  อาจเป็นโรงเรียน โบสถ์ ห้องประชุม ร้านอาหารหรือบ้านคน ผู้มาประชุมมีโอกาสพูดและถกกันเกี่ยวกับตัว “แคนดิเดท” อุดมการณ์ของแคนดิเดท และพยายามชักชวนให้ผู้มาประชุมคล้อยตาม  และเมื่อจบก็จะมีการยกมือออกเสียง  เลือกตัว “แคนดิเดท” ของแต่ละพรรค  ส่วน  “พรายแมรี่” จะคล้ายเลือกตั้งใหญ่โดย“เรจิสเต้อร์ โวทเต้อร์” ได้ใบเลือกตั้งเรียก “แบลลอท” (BALLOT) และแต่ละคนก็กากระบาทเลือกตัวแทนที่ตนสนับสนุน รัฐที่ใช้ระบบคอคัส มี เพียง 10 รัฐ อลาสก้า โคโลราโด้ ฮาวาย แคนซัส เมน มินนิโซต้า เนวาด้า นอร์ทดาโคต้า วายโอมิ่ง และไอโอว่า นอกนั้นใช้ระบบ “พรายแมรี่”

รัฐไอโอว่า (IOWA) เป็นรัฐแรกที่เปิดคอคัส เรียก “ไอโอว่าคอคัส” ปีนี้ตรงกับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2016 รัฐนิวแฮมเชียร์ (NEW HAMPSHIRE) เป็นรัฐแรกที่เปิด“พรายแมรี่” เรียก“นิวแฮมเชียร์ พรายแมรี่” ตรงกับวันอังคารหน้า ที่ 9  กุมภาพันธ์นี้  แคนดิเดทและประชาชนจะให้ความสนใจกับผล จาก 2 รัฐนี้มาก เพราะตามสถิติถ้า แคนดิเดท คนใดชนะรัฐไอโอว่า เปอร์เซ็นที่เขาจะได้เลือกเป็นผู้นำพรรค “เพรสสิเด๊นเชี่ยล นอมินี่” (PRESIDENTIAL NOMINEE)  (NOMINEE) สูงมาก นอกจากนั้นแคนดิเดทที่ชนะจะมีกำลังใจมากขึ้น และผลคือได้สปอนเซ่อร์สนับสนุนมากขึ้น  ส่วนผู้ที่มีคะแนนเสียงน้อยก็จะเริ่มถอนตัวออกไปทีละคนสองคน  เมื่อแคนดิเดทถอนตัวก็จะเลือกผู้ที่เขาสนับสนุน เรียก “เอ็นดอร์ส” (ENDORSE) ในพรรคของตน แคนดิเดทที่ได้รับ“เอ็นดอร์ส” ก็จะได้เสียงโวทเพิ่มขึ้น ผลจาก “ไอโอว่าคอคัส”  พรรค รีพับ บลิคกัน “เท๊ด ครูซ์” (TED CRUZ) อายุ 45 เป็นวุฒิสมาชิก“เซเนเต้อร์” (SENATOR) รัฐเท็กซัส ชนะเสียงข้างมาก คะแนนสูสีกับคู่แข่ง “ดอนัลด์ ทรั๊มพ์” อายุ 69และ “มาริโอ รูบิโอ” (MARIO RUBIO) อายุ 44 “เซเนเต้อร์” รัฐฟลอริด้า ส่วนพรรคเดโมแครท “ฮิลลารี่ คลินตัน” (HILLARY CLINTON) อายุ 68 ชนะเสียงข้างมาก คะแนนสูสีกับคู่แข่ง “เบอร์นี่  แซนเด้อร์ส” (BERNIE SANDERS) อายุ 74 “เซเนเต้อร์”รัฐเวอร์ม๊อนท์

พรายแมรี่ต่อไปคือที่รัฐนิวแฮมเชียร์ ตอนนี้แคนดิเดทที่ยังคงเหลืออยู่ ก็วิ่งไปจุกหาเสียงกันในรัฐ“นิวแฮมเชียร์” จุดดีของพรายแมรี่ในแต่ละรัฐ คือ แคนดิเดทจะมีโอกาสโฟกัสการหาเสียงเป็นจุดๆไปแต่ละรัฐ ตามวันที่กำหนดจะมี พรายแมรี่หรือคอคัส แทนที่จะวิ่งทั่วประเทศ

“ซุปเป้อร์ ทิวส์เดย์” (SUPER TUESDAY) คือวันที่หลายรัฐจะมี พรายแมรี่ พร้อมกัน ปีนี้มี 15 รัฐ ปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 1 มีนาคม 2016 หลัง “ซุปเป้อร์ ทิวส์เดย์” แคนดิเดทจะรู้ผลว่าตัวจะไปรอดหรือไม่ เพราะส่วนมากจะมีตัวแคนดิเดทที่ได้คะแนนชนะขาดลอย ผู้สมัครคนอื่นที่ได้เดเลเกทส์น้อยก็จะยอมแพ้ถอนตัวไป พรายแมรี่ทุกรัฐจะสิ้นสุดเดือนมิถุนายน  ตอนนี้เราก็ต้องเฝ้าดูผล “นิวแฮมเชียร์ พรายแมรี่” กันต่อไป

วิธีเลือกผู้ชนะผลจากพรายแมรี่ไม่ได้เลือกตามจำนวนเสียงต่อคน  แต่เลือกเป็นเขต โดยแบ่งจำนวนเขตตามจำนวนพลเมืองของแต่ละรัฐเรียก“เดเลเกทส์” (DELEGATES) รัฐใหญ่ที่มีพลเมืองมากก็จะมีจำนวน“เดเลเกทส์”มาก รัฐเล็ก็จะมีจำนวน“เดเลเกทส์”น้อย

  1. คอนเวนชั่น

หลังจากพรายแมรี่สิ้นสุดลงเดือนมิถุนายน ขั้นต่อไปคือ งานฉลองใหญ่ของแต่ละพรรคเรียก “โพลิติเคิล ปาร์ตี้ คอนเวนชั่น” (POLITICAL PARTY CONVENTION) เป็นปาร์ตี้คอนเวนชั่นใหญ่ออกอากาศ พรรค เดโมแครทเรียก “เดโมแครติค แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” (DEMOCRATIC NATIONAL CONVENTION) “รีพับบลิคกัน” เรียก “รีพับบลิคกัน แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” (REPUBLICAN NATIONAL CONVENTION) วันนั้นจะมีการประกาศชื่อผู้นำพรรคที่ได้คะแนน “เดเลเกท” สูงสุดจากผล “พรายแมรี่” และ “คอคัส”  ผู้นำนี้ พรรคจะส่งเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี “เพรสสิเด๊นเชี่ยล นอมินี่”(PRESIDENTIAL NOMINEE) และในวันนั้นผู้นำพพรคจะประกาศชื่อ ผู้ที่เขาเลือกมาเป็น “ว่าที่รองประธานาธิบดี” เรียก “รันนิ่ง เมท” (RUNNING MATE) ปีนี้คอนเวนชั่นทั้งสองพรรคจะจัดเดือน กรกฎาคมนี้

  1. หาเสียงต่อ

หลังจากจบคอนเวนชั่น คราวนี้“เพรสสิเด๊นเชี่ยล นอมินี่”ของแต่ละพรรคก็จะออกหาเสียงแคมเปนกันอย่างดุเดือดต่อไปในแต่ะรัฐ ส่วนมากจะพยายามโฟกัสที่รัฐใหญ่มากกว่ารัฐเล็ก มีโฆษณาทางทีวีแทบทุกวัน และมีโต้วาทีออกอากาศ  มันส์มาก

  1. วันเลือกตั้ง

วันเลือกตั้งทั่วไป “เจนเนอรัล อีเล็คชั่น” (GENERAL ELECTION)  หรือวันเลือกตั้งประธานาธิบดี “เพรสสิเด๊นเชี่ยล อีเล็กชั่น” (PRESIDENTIAL ELECTION) ตรงกับวันอังคารที่สองของเดือนพฤศจิกายน ปีนี้ ตรงกับวันที่ 8 พ.ย. 2016 ผลจะประกาศเลยวันนั้น

วิธีนับคะแนนเสียง  เรียก “อีเล็กทอเริล คอลเลจ” (Electoral College) โดยคะแนนรวมของ“อีเล็กทอเริล คอลเลจ”มีทั้งหมด 538 คะแนน ตัวแลขคะแนน 538 นี้เอามาจากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. รวม 435 คนเท่ากับ 435 คะแนน บวกจำนวนเซเนเต้อร์ 100 คน เท่ากับ 100 คะแนน และบวกอีก 3 คะแนนจากเขต“วอชิงตัน ดีซี” (วอชิงตันดีซี ไม่ใช่รัฐ เป็นเพียงเขตหรือ “ดิสตริค” คล้ายๆอำเภอ ปกครองตนเองภายใต้กฎหมายรัฐบาลกลาง แต่เนื่องจากมีคนอาศัยอยู่และผู้คนมีสิทธิโหวด ฉะนั้นรัฐบาลกำหนดให้เขตนี้ 3 คะแนน) รวมท้งหมดจึงเป็น 538 คะแนน แคนดิเดทที่ได้คะแนน 270 คะแนน(คือมากว่าครึ่ง) คนนั้นชนะและได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี ระบบเลือกตั้งแบบนี้ระบุในรัฐธรมนูญกำหนดให้ทั้งประชาชนและรัฐบาลมีอำนาจในการเลือกตั้งร่วมกัน ฉะนั้นแทนที่จะนับคะแนนจากจำนวนคนที่โหวดต่อคน รัฐบาลจึงตั้งจำนวนคะแนนนี้ออกมา โดยเอาจำนวน ส.ส. เป็นหลัก เพราะจำนวน ส.ส.แบ่งเป็นเขตตามจำนวนประชากรในรัฐ รัฐใดมีประชากรหนาแน่น รัฐนั้นก็จะมีมากเขตและมาก ส.ส. (โปรดดูรูป ) ถ้าพรรคใดได้เสียงข้างมากในรัฐ พรรคนั้นจะได้คะแนน “อีเล็กทอเริล คอลเลจ” ทั้งรัฐ (ไม่แบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์แบบตอนเลือกพรายแแมรี่) ตัวอย่าง รัฐเพนซิลเวเนีย ถ้าวันเลือกตั้งประธานาธืบดีเดโมแครทได้เสียงข้างมาก เดโมแครทจะได้คะแนนทั้งหมด 21 คะแนน และรีพับบลิคกันได้ 0 เป็นต้น ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าแคนดิเดทพยายามหาเสียงตามรัฐใหญ่ๆ เช่น คาลิฟอร์เนีย (55คะแนน) เท็กซัส(34) นิวยอร์ค(31) เพนซิลเวเนีย(21) อิลลินอยส์(21) และโอไฮโอ(20)โอกาสชนะสูง

คะแนน“อีเล็กทอเริล คอลเลจ”ของแต่ละรัฐ

  1. วันสาบานตนรับตำแหน่ง

วันสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี จะตรงกับวันที่ 20 มกราคม 2017 โดยหัวหน้าท่านตุลาการศาลสูงสุด “ชีฟ ซุพพรีม คอร์ท จัสทิส” (CHIEF SUPREME COURT JUSTICE) เป็นผู้สาบานตนว่าที่ประธานาธิบดีเข้ารับตำแหน่ง เฮ้อ! ค้นข้อมูลซะเหนื่อย

(คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการปกครอง และอำนาจการปกครองในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา” $65 หน้า 27 และอ่านเพิ่มเรื่องพรรคการเมืองในหนังสือ “อยู่อเมริกา” $35 บทการปกครอง หรือ Government หน้า 18  สามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉัน โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308)

ปีใหม่กฎหมายใหม่

สวัสดีปีใหม่ค่ะ  ดิฉันกลับจากเมืองไทยคืนวันที่ 31 ธ.ค. สะสางงานใกล้เสร็จ  แฮ็ปปี้มาก  ขออวยพรให้แฟนๆตั้งจุดมุ่งหมายอะไรขอให้ก้าวตามจุดมุ่งหมายนั้นและทำสำเร็จนะคะ

ทุกปีใหม่ แต่ละรัฐจะมีกฏหมายใหม่ที่ผ่านมาระหว่างปี  และมีผลบังคับใช้เริ่มวันที่ 1 มกรา  คุณสามารถเช็คกฎหมายใหม่จาก “กูเกิ้ล”  new laws for 2016 ในรัฐตนเองได้ ในที่นี้ดิฉันจะพูดถึงแต่กฎหมายในรัฐคาลิฟอร์เนียที่สำคัญเท่านั้น

การจราจร

  • ห้ามผู้ขับรถใส่หูฟัง ระหว่างขับรถ รวมมอเตอร์ไซด์ และรถจักรยาน  โปรดเตือนเด็กด้วยที่ชอบใส่หูฟังขณะขี่จักรยาน
  • กฎหมายใหม่อนุญาตให้ ผู้เสก็ตบอร์ดที่มีไฟฟ้า (รูป 1) รวมทั้ง Hoverboard (รูป 2) ใช้เลนรถจักรยานวิ่งได้ แทนที่จะไปใช้ฟุตปาท

กฎหมายอิมมิเกรชั่น

  • กรณีโรบินฮู้ดไปเป็นพยานคดีอาชญากรรมให้ตำรวจ ตำรวจต้องเขียนใบ “เซอร์ติฟาย” ให้ว่าผู้นั้นได้ไปเป็นพยาน เพื่อพยานจะได้ไปขอวีซ่า U ซึ่งเป็นวีซ่าที่อิมมิเกรชั่นออกให้โดยเฉพาะสำหรับพยานคดีอาญา
  • เด็กโรบินฮู้ดที่อายุต่ำกว่า 19 ปี สามารถรักษาพยาบาลฟรีภายใต้ “เมดิคาล” (medical)

การศึกษา/นักเรียน

  • รัฐระงับการ “สอบออก” เรียก “ไฮสกูล เอ็กส์ซิท เอ็กแซม” (High School Exit Exam) เป็นเวลา 3 ปี เด็กในรัฐคาลิฟอร์เนีย เมื่อเรียนจบไฮสกูล ต้องผ่านข้อสอบของรัฐ ก่อนที่โรงเรียนจะออก ประกาศ สนียบัตรให้  กฎนี้มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง ช่วยเด็กจำนวนประมาณ 32,000 กว่าคนที่เรียนจบไฮสกูล ที่ไม่ได้ใบประกาศเนื่องจากสอบ“ไฮสกูล เอ็กส์ซิท เอ็กแซม” ไม่ผ่าน

กฎหมายแรงงาน

  • ค่าแรงขั้นต่ำของรัฐขึ้นจากชั่วโมงละ $9.00 เป็น $10.00 นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2016
  • กฎหมายใหม่เกี่ยวกับแรงงานมีมากกว่า 10 ฉบับ ในด้านกีดกันเรื่องเพศ ศาสนา และสิทธิส่วนตัวเกี่ยวกับการเช็คข้อมูลคนงานหรือผู้สมัครงานจากโซเชียลมีเดียต่างๆ ถ้าคุณสนใจโปรดถาม “อากู๋” นะคะ

อย่าลืมว่า ปีนี้เป็นปีเลือกคั้งประธานาธิบดีใหม่ นะคะ  เลือกตั้ง ป.ธ.น. มีทุก 4 ปี  ตรงกับวันอังคารที่สองของเดือน พฤศจิกายน  ปีนี้คือ 8 พ.ย.  เร็วเนอะ ปีนี้เข้าปีที่ 8 ที่ ป.ธ.น. โอบาม่า ดำรงตำแหน่ง  ดิฉันยังจำได้ตอนที่โอบาม่าชนะเสียงข้างมากได้เป็นประธานาธิบดี   ดิฉันดีใจมากๆที่ได้ประธานาธิบดีผิวดำ  มีความคิดว่าอเมริกามาไกล  จากประวัติศาสตร์ที่คนผิวดำ ถือว่าเป็นทาสมาก่อน  มีการซื้อขายกัน  พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งนามสกุล เพราะไม่ถือว่าเป็นคน แต่เป็นเพียงสมบัติของนาย   ห้ามมีการศึกษา (คือไม่ต้องการให้ทาสอ่านออกเขียนได้)  หลังจากรัฐธรรมนูญบท อเม็นด์เม๊นท์ที่ 13 เลิกทาส (ปี ค.ศ. 1865) และ 14 (ปี ค.ศ. 1868) ผ่าน ให้ทุกคนที่เกิดในอเมริกามีสิทธิเท่าเทียมกัน  มันก็เป็นเพียงแต่ตำรา  คนผิวดำก็ยังถูกกีดกัน ไม่มีสิทธิเท่าเทียมกับคนขาว คนผิวดำได้ต่อสู้เพื่อความเสมอภาคมาตลอด ดิฉันดูหนังเรื่อง “เซลม่า” (Selma) ในเครื่องบินตอนบินกลับไทยเดือนธันวา ดูไปน้ำตาไหลไป ที่คนดำถูกตำรวจขาวตีด้วยไม้ตะบอง   กีดกันกั้นไม่ให้คนดำออกเสียงเลือกตั้ง  (ดิฉันเขียนหนีงสือ หัวข้อ ประวัติศาสตร์อเมริกา ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” เล่มละ $35   สั่งซื้อได้โดยตรงจากดิฉัน Ruji Totari  PO Box 552 Cypress, CA 90630) ถ้าคุณเข้าใจประวัติศาสตร์อเมริกาแล้วคุณจะ “อิน” เรื่องเลือกตั้ง  ดิฉันยังคิดว่าถ้าคราวนี้ “ฮิลลารี่ คลินตัน” ชนะเลือกตั้ง   ก็จะจารึกลงในประวัติศาสตร์อเมริกันว่า เธอเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรก

ผู้ใดที่ถือใบเขียวที่มีคุณสมบัติทำทำซิติเซ่นได้ แนะนำให้ทำนะคะ  ตอนนี้เป็นโอกาศดีที่จะรีบทำซิติเซ่น เพราะรัฐบาลโอบาม่า ตั้งนโยบายและชักชวนให้ผู้ถือใบเขียวทำซิติเซ่น  เพื่อจะได้เลือกตั้งครั้งใหญ่ปีนี้  ทำใช้เวลาภายใน 4 เดือนก็เสร็จค่ะ

โควต้าวีซ่าปรับปรุงใหม่

Happy Thanksgiving “วันขอบคุณพระเจ้า” และ Happy Holidays นะคะ ต่อแฟนๆคอลัมน์ทุกคนที่ติดตามผลงานดิฉันมาตลอด ดิฉันจะไป กิน นวด โยคะ อยู่ที่หัวหิน ทั้งเดือนธันวาค่ะ กลับมาฉลองปีใหม่ในเมกาค่ะ

 ประกาศ  ข่าวดีสำหรับผู้ที่ได้ยื่นเรื่องขอใบเขียวและกำลังรอคิวโควต้า  ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2015 ที่ผ่านมา อิมมิเกรชั่น(จากผลงานของ ป.ธ.น. โอบาม่า) ได้ปรับปรุงระบบโควต้าใบเขียวครอบครัว และโควต้าใบเขียวคนงานใหม่  โดยเพิ่มตารางใน “วีซ่า บุลเลติน” (visa bulletin) ระบุวันที่ล่วงหน้าของแต่ละกรุ๊บใบเขียวที่ คุณสามารถยื่นเรื่องขอปรับสถานภาพเป็นใบเขียวได้ก่อนคิวโควต้าจะมาถึง และหลังยื่นเรื่องเข้าไป คุณจะได้รับใบทำงานหรือ “เวิ๊ร์ค เพอร์มิท” (สามารถขอใบโซเชียลทำงานและใบขับขี่ได้)  และได้ “แอ้ดวานซ์ พาโรล” (advance parole) อนุญาตให้คุณเดินทางออกนอกประเทศได้ เท่ากับคุณสามารถทำงานเสียภาษีได้ถูกต้องและกลับเมืองไทยได้  ถึงแม้คุณยังไม่ได้ใบเขียวก็ตาม  ส่วนผู้ที่รอเรื่องอยู่ในเมืองไทย  คุณจะได้รับเรื่องเรียกเอกสารเร็วขึ้น ช่วยให้คุณมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น

ระบบโควต้าใบเขียว

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจระบบโควต้าใบเขียวกันก่อน ใบเขียวคือ “ใบต่างด้าว” ที่รัฐบาลออกให้ผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานมาอยู่อมริกา รัฐบาลจำกัดจำนวนโควต้าใบเขียวให้ทั่วโลกปัจจุบันปีละ 675,000 ใบ จากจำนวน 675,000 ใบ แบ่งให้ใบเขียวครอบครัว 480,000 ใบ ใบเขียวคนงาน 140,000 ใบ และใบเขียวล็อตเตอรี่ 55,000 ใบ

ขั้นตอน และคำศัพท์ การยื่นใบเขียว

เวลายื่นขอใบเขียวภายใต้โควต้า จะมีสองเสต็ป เสต็ปแรกผู้ยื่นคำร้อง เรียก “เพอทิชันเน่อร์” ผู้รอรับใบเขียวเรียก “เบเนฟิเชียรี่” เริ่มจาก“เพอทิชันเน่อร์” ยื่นคำร้องหรือ “เพอทิชั่น” ไปที่อิมมิเกรชั่น เมื่ออิมมิเกรชั่นรับคำร้อง เขาจะส่งจดหมายตอบรับ ในนั้นมีเคสนัมเบอร์ วันรับคำร้อง และวันคิวโควต้าหรือ “พรายออริตี้ เดท” หลังจากนั้นหลายเดือนหรืออาจถึงปี  “เพอทิชันเน่อร์” จะได้รับจดหมายจากอิมมิเกรชั่นว่าคำร้องผ่านแล้วหรือ “แอ็พพรูฟ” แล้วแต่ยังต้องคอยคิวโควต้า  เมื่อคิวมาถึง ถ้า“เบเนฟิเชียรี่” อยู่ในอเมริกา “เบเนฟิเชียรี่” จะยื่นเรื่องขอ “ปรับสถานภาพ” หรือ “แอ็ดจัสท์ แสตตัส” ไปที่อิมมิเกรชั่น  แต่ถ้า“เบเนฟิเชียรี่”อยู่ในเมืองไทย อิมมิเกรชั่นก็จะโอนเรื่องไปที่หน่วยงานของกระทรวงการต่างประเทศ เรียก “แนชันแนล วีซ่า เซ็นเต้อร์” “เพอทิชันเน่อร์” จะได้รับจดหมายจาก “แนชันแนล วีซ่า เซ็นเต้อร์” เป็นระยะๆ ตั้งแต่จ่ายเงินค่าธรรมเนียม ส่งเอกสารเพิ่ม ไปจนถึงวันนัดสัมภาษณ์ ขั้นตอนนี้เรียก “คอนซูล่าร์ พรอเซส ซิ่ง” (consular processing)

ใบเขียวครอบครัว

พลเมืองอเมริกันหรือผู้ถือใบเขียวสามารถสปอนเซ่อร์ขอใบเขียวให้ครอบครัวได้ โดยแบ่งเป็นทั้งหมด 5 กรุ๊บ เรียก กรุ๊บ “เพร็ฟเฟอเร็นซ์” (preference) แต่ละกรุ๊บได้โควต้าจำนวนไม่เท่ากัน ขึ้นกับความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างผู้สปอนเซ่อร์และสมาชิกในครอบครัว

กรุ๊บ 1      (F1)      ลูกของซิติเซ่น อายุ 21 ปีขึ้นไปยังไม่แต่งงาน (หรือหย่าแล้ว) โควต้าปีละ 23,400*

กรุ๊บ 2      (F2A)                   คู่สมรสและลูกอายุต่ำกว่า 21 ปีไม่แต่งงาน ของผู้ถือใบเขียวโควต้าปีละ 87,900  และ

(F2B) ลูกอายุ 21 ปีขึ้นไปไม่แต่งงานหรือหย่าแล้ว ของผู้ถือใบเขียว โควต้าปีละ 26,300

กรุ๊บ 3      (F3)      ลูกของซิติเซ่น ที่แต่งงานแล้ว โควต้าปีละ 23,400**

กรุ๊บ 4      (F4)     พี่/น้องของซิติเซ่น (ซิติเซ่นต้อง อายุ 21 ปีขึ้นไปถึงจะสปอนเซ่อร์ให้ได้) โควต้าปีละ65,000***

หมายเหตุ * บวกจำนวนที่เหลือค้างมาจากกรุ๊บ 4   ** บวกจำนวนที่เหลือค้างมาจากกรุ๊บ 1 และ 2  ***บวกจำนวนที่เหลือค้างมาจากทุกกรุ๊บ

ใบเขียวคนงาน

นายจ้าง สถาบันหรือตัวคนงานสามารถสปอนเซ่อร์คนมาทำงานได้ โดยแบ่งเป็นทั้งหมด 5 กรุ๊บ แต่ละกรุ๊บได้โควต้าจำนวนไม่เท่ากัน ขึ้นกับ ความรู้ ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ ของผู้ขอใบเขียวกับงานนั้นๆ

กรุ๊บ 1st  (Extraordinary ability) ผู้มีความสามารถเหนือมนุษย์ ในด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ การศึกษา ธุรกิจ นักกีฬา ผู้ที่มีผลงานเลิศ โปรเฟสเซ่อร์ และนักค้นคว้า วิจัย และพวกเอ็กเซ้กคิวทีฟข้ามชาติ โควต้าปีละ 40,000*

กรุ๊บ 2nd (Exceptional abilities) ผู้มีความรู้ระดับโปรเฟสชันแนลมีปริญญาขั้นสูง หรือผู้ที่มีความสามารถสูงเป็นพิเศษในด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ และธุรกิจ โควต้าปีละ 40,000**

กรุ๊บ 3rd (Skilled workers) แบ่งเป็น 2 กรุ๊บย่อย  คือ คนงานที่มีทักษะ ต้องมีประสบการณ์หรือฝึกงานอย่างน้อย 2 ปีรวม  ใบเขียวพ่อครัว/แม่ครัวไทยที่ามีประสบการณ์งานอย่างน้อย  2 ปี หรือคนงานระดับโปรเฟสชันแนลมีปริญญาสาขาในงานนั้นๆ

และกรุ๊บย่อย (Other workers)“คนงานอื่น” ที่ไม่มีทักษะที่จะมาทำงานถาวร เช่น แม่บ้าน มาดูแลคนแก่ เป็นต้น โควต้าปีละ 40,000***

กรุ๊บ 4th (Religious workers) ใบเขียวพระ และผู้ทำงานทางศาสนา และคนงานที่เคยทำงานกับรัฐบาลอเมริกันมาก่อน โควต้าปีละ 10,000

กรุ๊บ 5th (Investors) ใบเขียวนักลงทุน ต้องลงทุนระหว่าง $500,000 – 1 ล้านเหรียญ ในรูปบริษัทใหญ่ และต้องจ้างคนงานที่อยู่อย่างถูกต้องในอเมริกาอย่างน้อย 10 คนโควต้าปีละ 10,000

หมายเหตุ*บวกจำนวนที่เหลือมาจากกรุ๊บ 4 และ 5  **บวกจำนวนที่เหลือมาจากกรุ๊บ 1  ***บวกจำนวนที่เหลือมาจากกรุ๊บ 1 และ  2

ใบเขียวนอกโควต้า 

นอกจากนั้นยังมีใบเขียวประเภทอื่นที่ไม่ได้จัดอยู่ในโควต้าข้างต้น คือ ใบเขียวครอบครัวในกรุ๊บ “อิมีเดียท เรเลทิฟ” (immediate relative) คือ ใบเขียวให้ ซิติเซ่นขอให้คู่สมรส ลูกซิติเซ่นขอให้พ่อหรือแม่ (เด็กต้องอายุ 21 ปีขึ้นไป)  พ่อหรือแม่ซิติเซ่นขอให้ลูกที่อายุต่ำกว่า 21 ปีไม่แต่งงาน  และนอกนั้นมี ใบเขียวเรจิสตรี้ ใบเขียวผู้ลี้ภัย ใบเขียวผู้อพยพพิเศษ เป็นต้น

ลำดับคิว “พรายออริตี้ เดท”

การจัดคิวโควต้าก็เหมือนการเข้าแถวรอคิว  ใครมาก่อนได้ก่อน อิมมิเกรชั่นจัดคิวตามลำดับวันที่คุณยื่นคำร้องเข้าไป ทันทีที่อิมมิเกรชั่นได้รับเรื่อง เขาจะส่งจดหมายตอบรับไปให้คุณ ในจดหมายจะมีวันที่เขียน “รีซีท เดท” (receipt date) บนจดหมายซ้ายมือ และช่องต่อไปเขียน “พรายออริตี้ เดท” (priority date) มีวัน เดือน ปี วันนั้นคือวันคิวโควต้าของคุณ

เช็คคิวจากวีซ่าบุลเลติน

ในแต่ละเดือนกระทรวงการต่างประเทศหรือ Department of State ลงประกาศวันที่คิวโควต้าของแต่ละเดือน และเดือนถัดไป วิธีเช็คคิว คุณเข้าไปที่หน้าเว๊บ   www.travel.state.gov   ตรงช่องที่เขียน search เขียน “วีซ่า บุเลติน”  Visa Bulletin และคลิก search บนหน้า จะมีเดือนปัจจุบัน เดือนถัดไป และเดือนเก่าๆที่คุณสามารถเปิดเข้าไปเช็คได้ คุณ scroll down ไปดูที่ตาราง สองตารางแรกเป็นคิวโควต้าใบเขียวครอบครัว สองตารางถัดไปเป็นคิวโควต้าใบเขียวทำงาน และถัดไปเป็นคิวใบเขียวล็อตเตอรี่ เป็ยต้น โปรดดู วีซ่าบุลเลตินเดือน ธันวาคม 2015

โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มแต่ละหัวข้อ ในหนังสือ “กฎหมายอิมมิเกรชั่น” ดังนี้  “แอ้ดวานซ์ พาโรล” หน้า 38 ระบบโควต้าใบเขียวและใบเขียว หน้า 36 วิธีเช็คโควต้าใบเขียว พรายออริตี้ เดท และ วิธีอ่านวีซ่าบุเลติน หน้า 39-40 คุณสามารถสั่งซื้อโดยตรงได้จากดิฉัน เล่มละ $65 โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308

วีซ่าบุลเลตินเดือน ธันวาคม 2015

  1. ตารางคิวโควต้าใบเขียวครอบครัว

 

  1. APPLICATION FINAL ACTION DATES FOR
               FAMILY-SPONSORED PREFERENCE CASES

ดูตาราง A ช่องซ้ายมือแรก ระบุกรุ๊บเฟอเร็นซ์ใบเขียวครอบครัวแต่ละกรุ๊บ  ตารางถัดไป คือวัน “คัท อ๊อฟ เดท”  คือวันตัดคิวโควต้าในเดือนนั้นๆ  หมายความว่ารัฐบาลกำลังดำเนินเรื่องใบเขียวของผู้ที่ยื่นก่อนหน้าวันที่นั้น   คุณต้องเช็ค “พรายออริตี้ เดท” วันที่ในจดหมายตอบรับของคุณ

Family-Sponsored

กรุ๊บใบเขียวครอบครัว

All Chargeability Areas Except Those Listed

ทุกประเทศยกเว้น จีน อินเดีย เม็กซิโก ฟิลิปปินส์

CHINA-mainland born

ประเทศจีน

INDIA

 

ประเทศอินเดีย

MEXICO

 

ประเทศเม็กซิโก

PHILIPPINES

 

ประเทศฟิลลิปปินส์

F1 ลูกซิติเซ่นอายุเกิน 21 ไม่สมรส 01APR08 คิวผู้ที่มีพรายออริตี้ เดทก่อนวันที่นี้ 22FEB08 22FEB08 01DEC94 01JUN02
F2A คู่สมรสผู้ถือใบเขียว และลูกอายุต่ำกว่า 21 ไม่สมรส 15JUN14 คิวผู้ที่มีพรายออริตี้ เดทก่อนวันที่นี้ 15MAY14 15MAY14 01APR14 15MAY14
F2B ลูกผู้ถือใบเขียว อายุเกิน 21 ไม่สมรส 01MAR09 คิวผู้ที่มีพรายออริตี้ เดทก่อนวันที่นี้ 08FEB09 08FEB09 22AUG95 01NOV04
F3 ลูกซิติเซ่นอายุเกิน 21 ที่สมรส 01JUL04 คิวผู้ที่มีพรายออริตี้ เดทก่อนวันที่นี้ 15JUN04 15JUN04 15JUN94 08OCT93
F4 พี่น้องของซิติเซ่น 22MAR03 คิวผู้ที่มีพรายออริตี้ เดทก่อนวันที่นี้ 01MAR03 01MAR03 01APR97 15JUN92

 

ตาราง B

  1. B. DATES FOR FILING FAMILY-SPONSORED    

     VISA APPLICATIONS
ตาราง B เป็นตารางใหม่ที่รัฐบาลเพิ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2015 หลังจากดูตาราง A แล้ว  คุณเข้ามาดูตาราง B ตารางถัดจาดกรุ๊บใบเขียว เป็นวันที่ก่อนคิว“พรายออริตี้ เดท” จะมาถึง ถ้า“พรายออริตี้ เดท” ของคุณก่อนหน้าวันนั้น คุณสามารถยื่นเรื่องขอปรับสถานภาพได้  จะเห็นได้ว่าเกือบทุกกรุ๊บใบเขียวครอบครัว  ยื่นเรื่องได้เร็วขึ้นเกือบ 1 ปี

Family-
Sponsored
All Chargeability
Areas Except
Those Listed
CHINA-
mainland
born
INDIA MEXICO PHILIPPINES
F1 01MAY09 01MAY09 01MAY09 01APR95 01SEP05
F2A 01MAR15 01MAR15 01MAR15 01MAR15 01MAR15
F2B 01JUL10 01JUL10 01JUL10 01APR96 01MAY05
F3 01APR05 01APR05 01APR05 01MAY95 01AUG95
F4 01FEB04 01FEB04 01FEB04 01JUN98 01JAN93

 

ใบเขียวคนงาน 

ใบเขียวคนงานมีการเปลี่ยนแปลงมาก คิวโควต้ากระโดดเร็วมาก ตารางคิวโควต้าใบเขียวคนงานเดือนธันวาคม 2015

  1. APPLICATION FINAL ACTION DATES FOR
    EMPLOYMENT-BASED PREFERENCE CASES

ดูตาราง A ช่องซ้ายมือแรก ระบุกรุ๊บเฟอเร็นซ์ใบเขียวคนงานแต่ละกรุ๊บ  ตารางถัดไป คือวัน “คัท อ๊อฟ เดท”  คือวันตัดคิวโควต้าในเดือนนั้นๆ  หมายความว่ารัฐบาลกำลังดำเนินเรื่องใบเขียวของผู้ที่ยื่นก่อนหน้าวันที่นั้น   คุณต้องเช็ค “พรายออริตี้ เดท” วันที่ในจดหมายตอบรับของคุณ

Employment- Based

กรุ๊บใบเขียวคนงาน

All Chargeability Areas Except Those Listed

ทุกประเทศยกเว้น จีน อินเดีย เม็กซิโก ฟิลิปปินส์

CHINA – mainland born INDIA MEXICO PHILIPPINES
1st C  (ย่อจาก current คือ มีโควต้าเหลือ) C C C C
2nd C (ย่อจาก current คือ มีโควต้าเหลือ) 01FEB12 01JUN07 C C
3rd 01SEP15 คิวผู้ที่มีพรายออริตี้ เดทก่อนวันที่นี้ 15APR12 22APR04 01SEP15 01AUG07
Other Workers 01SEP15 คิวผู้ที่มีพรายออริตี้ เดทก่อนวันที่นี้ 01AUG06 22APR04 01SEP15 01AUG07
4th C(ย่อจาก current คือ มีโควต้าเหลือ) C C C C
Certain Religious Workers C(ย่อจาก current คือ มีโควต้าเหลือ) C C C C
5th
Non-Regional
Center
(C5 and T5)
C(ย่อจาก current คือ มีโควต้าเหลือ) 15DEC13 C C C
5th
Regional
Center
(I5 and R5)
C(ย่อจาก current คือ มีโควต้าเหลือ) 15DEC13 C C C

 

  1. ตารางแจ้งวันที่ยื่นเรื่องขอปรับสถานภาพได้ก่อนคิวมาถึง
  2. DATES FOR FILING OF EMPLOYMENT-BASED
                                 VISA APPLICATIONS

ตาราง B เป็นตารางใหม่ที่รัฐบาลเพิ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2015 หลังจากดูตาราง A แล้ว  คุณเข้ามาดูตาราง B ตารางถัดจาก กรุ๊บใบเขียว เป็นวันที่ก่อนคิว“พรายออริตี้ เดท” จะมาถึง ถ้า“พรายออริตี้ เดท” ของคุณก่อนหน้าวันนั้น คุณสามารถยื่นเรื่องขอปรับสถานภาพได้  โปรดสังเกตุกรุ๊บ 3 กรุ๊บใบเขียวพ่อครัวแม่ครัวแทบจะไม่ต้องคอยโควต้าเลย

Employment-
Based
All Chargeability
Areas Except
Those Listed
CHINA-
mainland
born
INDIA MEXICO PHILIPPINES
1st C C C C C
2nd C 01JAN13 01JUL09 C C
3rd 01SEP15 01OCT13 01JUL05 01SEP15 01JAN10
Other Workers 01SEP15 01JAN07 01JUL05 01SEP15 01JAN10
4th C C C C C
Certain Religious
Workers
C C C C C
5th Non-Regional
Center (C5 and T5)
C 01MAY15 C C C
5th Regional Center
(I5 and R5)
C 01MAY15 C C C

 

 

 

ตารางใบเขียวคนงานเดือนธันวาคม 2014 โปรดเปรียบเทียบตารางกรุ๊บใบเขียวคนงานกรุ๊บ A เดือนธันวคม 2015 ดูกรุ๊บ 3 ใบเขียวคนครัว  คิวเร็วขึ้นแตกต่างกัน 3 ปี เร็วกว่าคอยใบเขียวครอบครัวอีก  J

Employment- Based All Chargeability Areas Except Those Listed CHINA – mainland born INDIA MEXICO PHILIPPINES
1st C C C C C
2nd C 01JAN10 15FEB05 C C
3rd 01NOV12 01JUN10 01DEC03 01NOV12 01NOV12
Other Workers 01NOV12 22JUL05 01DEC03 01NOV12 01NOV12
4th C C C C C
Certain Religious Workers C C C C C
5th
Targeted
Employment Areas/
Regional Centers
and Pilot Programs
C C C C C

 

 

 

วิกฤติลี้ภัยสงครามซีเรีย

 

ดิฉันหายไปนานไม่ได้เขียนคอลัมน์เป็นเดือนเพราะมัวแต่บินเพื่อสะสมไมล์ไทย !! เดือน ก.ค. ตอนดิฉันอยู่ไทย การบินไทยประกาศหยุดบิน แอล เอ-กรุงเทพวันที่ 25 ตุลาคม 2015 นี้ ซึ่งดิฉันตั้งใจบินอีกครึ่งเทียวไปไทยเดือน พ.ย. เพื่อต่อบัตรทองก่อนสิ้นปี แผนปั่นป่วนไปหมด เลยบินไปกระบี่และญี่ปุ่น สรุปตอนนี้ได้ไมล์ครบแล้วค่ะ

วันนี้มาคุยเรื่อง“วิกฤติลี้ภัยสงคราม” หรือ“ไมเกรชั่น ไคร๊ซิส” (Migration Crisis) ของชาวซีเรียซึ่งตอนนี้เป็นข่าวต่อเนื่องในระยะ 2-3 สัปดาห์นี้ ผู้ลี้ภัยเป็นแสนๆหนีจากซีเรีย เข้าทะลักเข้าประเทศในสหภาพยุโรป ข่าวที่ประทับใจดิฉันมาก  คือที่นายกรัฐมนตรีหญิงเยอรมัน นางแองเกล่า เมอร์เคล (Angela Merkel) ประกาศเปิดรับผู้ลี้ภัยซีเรียนเข้าเยอรมัน ในขณะที่รัฐบาล“ฮังกาเรียน”รีบสร้างรั้วที่ด่านตอนใต้ระหว่างประเทศฮังการีและประเทศ “เซอร์เบีย”เพื่อยับยั้งกั้นไม่ให้ผู้ลี้ภัยเข้าประเทศ ดูรูป 1 และ 2 ดิฉันจึงซึ้งในความเป็นผู้นำของนางเมอร์เคิลมากที่ตัดสินใจฉับพลัน ในขณะที่ประเทศอื่นๆกำลังคิดว่าจะเอาไงดีกับพวกลี้ภัย นอกจากนั้นเธอยังเรียกร้องให้ประเทศอื่นๆในสหภาพยุโรปกระจายโควต้าต้อนรับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศอีกด้วย

รั้วกั้นระหว่างประเทศฮังการีและประเทศ “เซอร์เบีย” 
รั้วกั้นระหว่างประเทศฮังการีและประเทศ “เซอร์เบีย”

 

ผู้ลี้ภัยซีเรียนที่สถานีรถไฟในประเทศเยอรมนี
ผู้ลี้ภัยซีเรียนที่สถานีรถไฟในประเทศเยอรมนี

 

 

สงครามกลางเมืองซีเรีย

ซีเรียเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศอาหรับตั้งอยู่ในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ พรมแดนทิศตะวันตกจดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศเหนือจดประเทศตุรกี ทิศตะวันออกจดอิรัก ทิศใต้จดจอร์แดน และติดตะวันตกเฉียงใต้จดอิสราเอล กรุงดามัสกัสเป็นเมืองหลวง ชาวอาหรับซุนนีย์ * (ดูหมายเหตุ) เป็นกลุ่มประชากรใหญ่ที่สุดในประเทศซีเรีย สงครามกลางเมืองซีเรียเกิดขึ้นวันที่ 15 มีนาคม 2011 (2554) โดยเริ่มจากประชาชนเดินขบวน ประท้วงรัฐบาลชุดประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด เรียกร้องให้ประธานาธิบดี อัสซาด ลาออกจากตำแหน่ง   และยุบพรรค “บะอัษ” ซึ่งตระกูลอัสซาด ได้ปกครองประเทศมากว่า 40 ปี ในเดือนเมษายนรัฐบาลสั่งทหารให้เปิดฉากยิงใส่ผู้ชุมนุม การเดินขบวนประท้วงจึงพัฒนาเป็นการกบฏ และกลายเป็นสงครามกลางเมืองในที่สุด ในเดือนมิถุนายน 2013 (2556) เกิดเหตุการณ์ที่ทั่วโลกตะลึงและเศร้าสลด เมื่อมีรายงานการยิงระเบิดก๊าซพิษซารินใส่กลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 ราย หลังจากนั้นสงครามก็คุกรุ่นขยายใหญ่ขึ้นมาเรื่อย เนื่องจากได้มีหลายกลุ่มองค์กรเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล  และยังได้มีแรงเงินหนุนจากประเทศอาหรับเพื่อนบ้านบางประเทศ (เพราะไม่ต้องการให้รัฐบาลซีเรียชนะ เกรงว่าประเทศซีเรียจะแข็งแกร่งมากขึ้นและอาจเสี่ยงกับเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศตน)  กลุ่มองค์กรที่ถือโอกาสเข้ามาร่วมกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล  ที่มีความแข็งแกร่งมากคือกลุ่ม“ไอซิส”นำโดยนาย “อาบู บักร อัลบักดาดี” (Abu Baker Al Baghdadi)  สงครามซีเรีย ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดและจบลง สหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศหลายแห่งสรุปความรุนแรงของภัยพิบัติทางมนุษยธรรมในประเทศซีเรีย  ชาวซีมากกว่า 6.5 ล้านคน พลัดถิ่น มากกว่า 3 ล้านคนหนีลี้ภัยออกนอกประเทศ ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งเกิน 200,000 คน และหลายล้านคนถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพการดำรงชีพเลวและการขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม

 

ค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองดามัสกัส ในซีเรีย ภาพถ่ายปี 2014 (2557)
ค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองดามัสกัส ในซีเรีย ภาพถ่ายปี 2014 (2557)

 

แผนที่ภาพทางลี้ภัยจากซีเรียเข้าประเทศอื่นๆ
แผนที่ภาพทางลี้ภัยจากซีเรียเข้าประเทศอื่นๆ

*หมายเหตุ

ชาวมุสลิมแบ่งแยกความเชื่อออกเป็น 2 นิกาย คือกลุ่ม“ซุนนี่ห์” (Sunni) และกลุ่ม“ชิอะห์” (Shia) ความแตกต่างระหว่าง 2 นิกายมีมาตั้งแต่หลังศาสดามูฮัมหมัดเสียชีวิต เรื่องการเลือกผู้นำหลังจากท่าน กลุ่มแรก“กลุ่มชิอะห์” เชื่อว่าผู้นำต้องเป็นผู้มีสายเลือดขององค์ศาสดาและผู้ที่ท่านเลือกไว้ ส่วนอีกกลุ่ม “กลุ่มซุนนี่ห์” เชื่อว่าองค์ศาสดามีเจตนาให้พวกกลุ่มสาวกเลือกผู้นำกันเองคือ เลือกผู้ที่เหมาะสมที่จะมาเป็นผู้นำทางการเมืองและสังคมเท่านั้น เรียก“คาลิฟะ”(Caliph) ปัจจุบันประมาณ 85- 90% เปอร์เซ็นต์ นับถือนิกายซุนนี่ห์ และ 10-15% นับถือนิกายชีอะห์

ความเป็นมาของ “ไอซิส”

“ไอซิส”(ISIS) ย่อจาก “อิสลามมิค เสตท ออฟ อิรัก แอนด์ ซีเรีย” (Islamic State of Iraq and Syria) เป็นองค์กรอิสระตั้งขึ้นมาอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ปี 1980 (2523) ตอนเริ่มช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก  พวกเขา มีการเคลื่อนไหวเพื่อต้องการเป็นอิสระจากรัฐที่มีอยู่ โดยต้องการจัดตั้งรัฐอิสลามขึ้นมาใหม่ และมีการปกครองโดยใช้กฏหมาย “ชารีอะ” ” (Sharia Law) ซึ่งเป็นกฎหมายทางศีลธรรมของศาสนาอิสลาม ช่วงแรกๆองค์กรไม่มีบทบาทอะไรมากนัก เมื่อสงครามอิหร่าน-อิรักสิ้นสุดลงปี 1988 (2531) องค์กรได้เข้าไปรวมกลุ่มกับกลุ่มอื่นๆที่มีการเคลื่อนไหวทางการทหาร จนกระทั่งปี 1999 (2542) องค์กรได้เข้ารวมกับกลุ่มกับนักรบ“อัลกออิดะ”กลุ่มมุสลิมซุนนี่ห์หัวรุนแรง นำโดยผู้นำชาวจอร์แดน นาย “อัล ซาร์กาวี” (al Zarkawi) เดือนตุลาคม 2004 (2547) นาย อัล ซาร์กาวี ได้สาบานตนซื่อสัตย์ต่อ “โอซาม่า บินลาเด็น” (Osama Bin Laden) และเปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น“อาคี” (AQI) ย่อมาจาก “อัลไคด้า อิน อิรัก” (al-Queda in Iraq) หลังจากนั้นกลุ่มอาคิได้ไปรวมกับกลุ่มกบฎอื่นๆในอิรัก  ในปี 2006 (2549) นาย อัล-ซาคาวี ถูกสังหารโดยกองกำลังสหรัฐฯหลังจากนั้นกลุ่มได้เปลี่ยนชื่อจาก AQI เป็น “ไอซิ” (ISI ย่อจาก Islamic State of Iraq) และได้แต่งตั้งผู้นำใหม่ ชื่อ นาย “อาบู อับดุลลา อัล ราชีด อัล-บัคดาดี” (Abu Abdullah al-Rashid al-Baghdadi)  และ นาย “อาบู อายุบ อัลมาซรี” ( Abu Ayyub al-Masri)  ทั้งสองถูกสังหาร ระหว่างการปะทะกับกองทหารสหรัฐในปี 2010 (2553) นาย “อาบู บัค อัล-บัคดาดี” ชาวอิรัก ได้ถูกเลือกให้เป็นผู้นำใหม่

นาย อาบู บัค อัล-บัคดาดี (Abu Baker Al Baghdadi)
นาย อาบู บัค อัล-บัคดาดี (Abu Baker Al Baghdadi)

ในปี  2013 (2556)  นาย อาบู บัค อัล-บัคดาดี มีความเห็นไม่ตรงกับผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์” นาย “อัยมาน อัล ซอวาฮีรี” นายบัคคาดีต้องการรุกรานเข้าประเทศซีเรีย ซึ่งอยู่ในระหว่างสงครามกลางเมืองคุกรุ่น นาย อาบู บัค อัล-บัคดาดี จึงประกาศตัวเป็นอิสระจากกลุ่ม “อัลกออิดะ” หลังจากนั้น ไอซิได้ขยายเข้าไปในประเทศซีเรียและได้ควบคุมพื้นที่เพิ่มในทางตอนเหนือของซีเรีย กลุ่มจึงได้เปลี่ยนชื่อจาก“ไอซิ” เป็น “ไอซิล” (ISIL) ย่อจาก “อิสลามมิค เสตท ออฟ เดอะ เล๊ฟเว่น” (Islamic State of Iraq and the Levant) คำว่า “เล๊ฟเว่น” (Levant) หมายถึง ประเทศซีเรียที่ยิ่งใหญ่ (The greater Syria) หรืออีกชื่อคือ “ไอซิส” (ISIS) ที่เรารู้จักกัน

กลุ่ม“ไอซิส” เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในซีเรียตั้งแต่ เมษายน 2013 ถึงปัจจุบัน ชาวผู้สังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนซีเรียได้กล่าวว่า  ISIS มีความแข็งแกร่งที่สุด และมีแต่จะเข้มแข็งมากขึ้นเพราะมีจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้น ในช่วงต้นเดือน มิถุนายน 2014(2557)  หลังจากมีการโจมตีครั้งใหญ่ในอิรัก ISIS ได้รายงานว่า เขาได้ยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองซูล  เป็นเมืองใหญ่อันดับสองในอิรัก และยังได้ควบคุมพื้นที่ เมืองติกริต ซึ่งเป็นศูนย์กลางการอำนวยการบริหารราชการของ เขตมลฑล ซาลาฮะ อัดดีน ด้วยเป้าหมายเข้ายึดครองเมืองแบกแดด หลังจากนั้นวันที่ 29 มิถุนายน 2014(2557) ไอซิส เปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น “ไอ เอ็ส” (IS) ย่อจาก”อิสลามมิค เสตท” และประกาศผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิสลามทั่วโลกคือนาย “อาบู บัค อัล-บัคดาดี” ภาษาอารบิค เรียก “คาลิฟะ” (Caliphate) แต่กลุ่มประเทศในสมาชิกสันนิบาตอาหรับ (The Arab League) ประกาศไม่ยอมรับ อิสลามมิค เสตท และนาย “อาบู บัค อัล-บัคดาดี”เป็นคาลิฟะ

การล้างเผ่าพันธ์

เมื่อดิฉันอ่านข่าวและเห็นรูป “วิกฤติการลี้ภัยสงคราม” ของชาวซีเรียนครั้งนี้ และรูปกินใจหลายรูป มีทั้งคนเตะผู้ลี้ภัย และโอบกอด เอาน้ำดื่มให้ผู้ลี้ภัย และการฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันด้วยระเบิดก๊าซพิษ ทำให้ดิฉันนึกย้อนถึง“ฮิตเล่อร์” ที่จากผู้นำคนๆเดียวสามารถชักจูงปั่นหัวให้คนลุกฮือจนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง การกระทำของฮิตเล่อร์ที่ฆ่าหมู่ชาวยิว เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธ์หรือ “เอ็ทซนิค เคล็นซิ่ง” (Ethnic Cleansing) ซึ่งดิฉันเคยไปเห็นค่ายกักกันคนยิวและห้องปล่อยก๊าซพิษ คล้ายห้องน้ำใหญ่มีหัวก๊อก เหมือนหัวก๊อกน้ำแต่จริงๆแล้วเป็นหัวก๊อกปล่อยก๊าซ ลองนึกภาพพวกเชลยถูกลำเลียง (เขาคิดว่าไปอาบน้ำ)เข้าห้องน้ำและถูกดมก๊าซแทน เศร้ามากๆ  การกระทำของฮิตเล่อร์ เป็นอุทธาหรณ์และความอับอายของชาวเยอรมันที่จารึกในประวัติศาสตร์มาถึงปัจจุบัน  ดิฉันนึกว่าเป็นไปได้ไหมที่นายกเยอรมัน “นางแองเกล่า เมอร์เคล” นึกเหมือนดิฉันที่สงสารผู้ลี้ภัยเหล่านี้  และเป็นผู้นำประกาศเปิดอ้าแขนรับผู้ลี้ภัยก่อนประเทศยุโรปอื่นๆ

คำตัดสินจากศาลสูงสุด

สัปดาห์ที่แล้ว 25 มิ.ย 2015 และ 26 มิ.ย 2015 ศาลสูงสุดสหรัฐ “ยู เอ็ส ซุพพีมคอร์ท” (U.S. Supreme Court) ได้ตัดสินคดีสำคัญมาก 2 คดี คือ (1) คดีประกันสุขภาพฉบับ“โอบาม่าแคร์”(ObamaCare) โจทก์คือรัฐ 26 รัฐซูรัฐบาลกลางว่ารัฐบาลกลางไม่สามารถบังคับให้รัฐต้องช่วยจ่ายค่าประกันสุขภาพให้พลเมืองในรัฐ  ผลคดีคือ จำเลยคือรัฐบาลกลางชนะ เท่ากับโอบาม่าแคร์มีผลบังคับใช้ต่อไป และ (2) คดี “เซมเซ็กส์แมริเอจ”(Same Sex Marriage) โจทก์ซูรัฐโอไฮโอที่ไม่ยอมรับการสมรสระหว่างเพศเดียวกันที่ถูกกฎหมายมาจากรัฐอื่น ผลคดี โจทก์ชนะ รัฐทุกรัฐต้องยอมรับการสมรสระหว่างเพศเดียวกันจากรัฐอื่น และขยายกว้างขึ้นคือทุกรัฐต้องยอมรับการจดทะเบียนสมรส“เซมเซ็กส์แมริเอจ”ว่าถูกกฎหมาย

คดี “โอบาม่าแคร์”

“โอบาม่าแคร์” เป็นชื่อสมญานามเพราะ ป.ธ.น. โอบาม่า เป็น ป.ธ.น. คนแรกที่ดันกฎหมายฉบับปฏิรูประบบสาธารณสุข ของอเมริกาฉบับแรกผ่านสำเร็จในปี 2010 มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2014 ชื่อเต็มยศคือ Patient Protection and Affordable Care Act (PPACA) แปลตรงตัวคือ “กฎหมายปกป้องคนไข้และให้คนไข้จ่ายไหว” จุดมุ่งหมายของกฎหมายฉบับนี้ต้องการช่วยผู้มีรายได้ต่ำ และต้องการให้ประชาชนทุกคนมีประกันสุขภาพ ปัจจุบันคนอเมริกันมากกว่า 45 ล้านคนไม่มีประกันสุขภาพเนื่องจากค่าเบี้ยประกันแพงมาก (ดิฉันจ่ายค่าประกันสุขภาพเดือนละ $1,100 สามีภรรยา นี่กรณีสุขภาพดีนะคะไม่เคยป่วยหนัก) ในอเมริกาคนที่มีประกันสุขภาพได้มาจาก (1) จากที่ทำงานโดยนายจ้างจ่ายส่วนหนึ่งและลูกจ้างจ่ายส่วนหนึ่งโดยหักจากเงินเดือน  (2) ซื้อประกันเอง (3) จากรัฐบาล เรียก “เมดิแคร์” (Medicare) สำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และคนไข้ขั้นสุดท้าย และ“เมดิเคด” (Medicaid) สำหรับครอบครัวและเด็กที่มีรายได้ต่ำ ก่อนหน้า“โอบาม่าแคร์”อเมริกาเป็นประเทศเดียวในประเทศที่พัฒนาแล้วที่ไม่มีระบบประกันสุขภาพสำหรับประชาชนทุกคน

ภายใต้กฎหมายคนที่อยู่ในอเมริกาอย่างถูกกฎหมายทุกคนที่ไม่มีประกันสุขภาพต้องซื้อประกันสุขภาพ โดยสามารถซื้อได้จากองค์กรเรียกตลาดประกันสุขภาพ (Health Insurance Marketplace) ในราคาถูกที่เขาสามารถซื้อไหวโดยเงินช่วยมากจากรัฐบาลกลางและรัฐที่คุณอยู่และจากภาษี ตามกฎหมายรัฐบาลกลางสามารถมอบหมายให้รัฐตั้งองค์กรซึ่งจะเป็นหน่วยงานดูแลเรื่องการซื้อประกันสุขภาพ หน่วยงานเปิดให้คนไม่มีประกันสุขภาพซื้อประกันภายใต้“โอบาม่าแคร์”ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2014 (แต่ละปีจะเปิดช่วงเวลาให้ซื้อได้) ผู้ที่ไม่มีประกันสุขภาพจะถูกปรับในรูปภาษีปลายปี  หลังจากโอบาม่าแคร์ผ่านพรรครีพับบลิคกันได้ต่อต้านมาตลอดและได้ซูรัฐบาลกลางมากกว่า 1 ครั้งเพื่อพยายามล้มกฎหมายแต่ไม่ชนะ ในแง่การเมืองคงไม่ต้องการให้ ป.ธ.น. โอบาม่าซึ่งสังกัดพรรคเดโมแครทได้ชื่อเสียงซึ่งจะจารึกลงในประวัติศาสตร์

ในคดี“โอบาม่าแคร์” ชื่อคดีคือ King v. Burwell เป็นเคสจากรัฐฟลอริด้า โจทก์หรือ “เพลนทิฟ” (Plaintiff) ในที่นี้คือ ชื่ออัยการสูงสุดหรือ“แอ็ทเทอร์นี้ เจนเนอรัล” (Attorney General) รัฐฟลอริด้าและรัฐอีก 25 รัฐ คือ Alabama, Alaska, Arizona, Colorado, Georgia, Indiana, Michigan, Mississippi, Nebraska, Nevada, North Dakota, Ohio, Idaho, Iowa, Kansas, Louisiana, Maine, Pennsylvania, South Carolina, South Dakota, Texas, Utah, Washington, Wisconsin, and Wyoming เข้ามาเอี่ยวเป็นโจทก์ด้วย จำเลยหรือ “ดีเฟ็นเด้นท์” (Defendant) ในที่นี้คือ ชื่อรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐ หรือ “ยูเอ็ส แฮ็ลท์แอนด์ฮิวแมนเซอร์วิสเซ็ส” (U.S. Health and Human Services) ประเด็นคือ รัฐไม่ต้องการแชร์ค่าใช้จ่าย คือไม่ต้องการดึงงบเงินของรัฐมาช่วยจ่ายค่าประกัน โดยรัฐฟลอริด้าและอีก 25 รัฐที่ยังไม่ยอมตั้งองค์กรตลาดประกันสุขภาพเถียงว่า ในบทบัญญัติหรือ“โพรวิชั่น”(Provision)ของกฎหมายฉบับนี้กำกวม ไม่ได้อนุญาตให้รัฐบาลกลางมอบหมายรัฐให้ต้องตั้งองค์กร ศาลตัดสินแบบแคบๆโดยตีความหมายว่า “โพรวิชั่น” ของกฎหมายว่า ไม่กำกวมรัฐบาลกลางมีอำนาจที่จะมอบหมายให้รัฐได้ (คือ คำตัดสินเราสูงสุด) การตัดสินคดีนี้ถือเป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ของ ป.ธ.น. โอบาม่า

คดี“เซมเซ็กส์แมริเอจ”

หนึ่งวันหลังศาลตัดสินคดีโอบาม่าแคร์ ศาลสูงสุดได้ตัดสินคดี“เซมเซ็กส์แมริเอจ” ชื่อคดีคือ Obergefell v. Hodges ให้โจทก์ชนะ คดีนี้โจทก์ซูผู้ว่ารัฐโอไฮโอ ว่ากีดกัน“เซมเซ็กส์แมริเอจ” เรื่องคือ นาย Obergefell ได้จดทะเบียนสมรส“เซมเซ็กส์แมริเอจ”กับพารท์เน่อร์อย่างถูกกฎหมายในรัฐแมรี่แลนด์ วันที่ 11 กค 2013 ตอนนั้นพาร์ทเน่อร์ป่วยอยู่ขั้นสุดท้าย เขาทั้งสองกลับไปรัฐโอไฮโอ ไม่กี่วันหลังจากนั้นพาร์ทเน่อร์ตาย โจทก์ไปที่สำนักงานเขตรัฐเพื่อให้ใส่ชื่อเขาเป็นคู่สมรสลงในใบมรณะบัตรแต่ทางเขตไม่ยอม เนื่องจากรัฐฟลอริด้าไม่ยอมรับการสมรส“เซมเซ็กส์แมริเอจ”จากรัฐอื่น ศาลได้ตัดสินคดีนี้ว่า รัฐฟลอริด้าได้ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญส่วนบุคคลและไม่ให้ความเสมอภาคต่อบุคลล นอกจากนี้ศาลตัดสินกว้างออกไปอีกว่า นับจากนี้ต่อไปรัฐทุกรัฐต้องรับจดการจะทะเบียนสมรสระหว่างเพศเดียวกันว่าถูกกฎหมาย และต้องรับทะเบียนสมรส “เซมเซ็กส์แมริเอจ”จากรัฐอื่น

คำตัดสินนี้ถือว่าเป็นชัยชนะอย่างใหญ่หลวงของคู่สมรส“เซมเซ็กส์”เพศเดียวกัน เพราะพวกเขาถูกกีดกันในแง่กฎหมายที่จะได้รับผลประโยชน์จากรัฐบาลเบี่ยงคู่สมรสระหว่างหญิงชาย เช่น ประกันสุขภาพ  ภาษี เงินช่วยแม่หม้ายพ่อหม้าย เงินประกันสังคม เงินเกษียรและบำนาญ เป็นต้น นอกเหนือจากการกีดกันทางด้านจิตใจ และปฏิกริยาการแสดงออกจากคนภายนอกที่ไม่ชอบพวก GLBTQ (ย่อมาจาก G- Gay “เกย์”  L-Lesbian “เลสเบี้ยน” B- Bisexual “ไบเซ็กชัวล” (รักร่วมได้ทั้งสองเพศ) T-Transgender “ทรานสเจ็นเด้อร์”(ผู้แปลงเพศ) Q-Queer “เควียร์” (การร่วมเพศระหว่างชายและชายแบบพิสดาร) อันนี้ห้ามจิตใจกันไม่ได้ แต่กฎหมายรัฐต้องให้ความเสมอภาภต่อพลเมืองทุกคน

ดิฉันซึ้งคำกล่าวโดยท่านตุลาการ“เคเนดี้” มาก ที่กล่าวในคำตัดสิน เลยต้องแปลมาให้อ่านกัน

“ไม่มีการ “ผูกมัดหรือมารวมกัน”(“ยูเนียน” Union) ใดยิ่งใหญ่เท่าการสมรส เพราะมันรวมความรัก ความซื่อสัตย์ การอุทิศตน การเสียสละ และความเป็นสถาบันครอบครัว ในการจดทะเบียนสมรส การมารวมกันของคนสองคนกลายเป็นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาเคยเป็นมา ดั่งผู้ที่มายื่นคำร้องเหล่านี้ พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่า การสมรสนั้น รวบรวมในรูปของความรักที่ยืนหยัดแม้กระทั่งหลังตายไปแล้ว มันเป็นการไม่ถูกที่จะบอกพวกเขาว่า พวกเขาไม่เคารพในมโนคติของการสมรส พวกเขาต้องการให้เรารู้ว่า เขาเคารพการสมรส เคารพอย่างอย่างลึกซึ้งมาก พวกเขาต้องหาวิธีที่จะทำให้เขามีความรู้สึกเต็มเปี่ยมในตัวเขาเอง ความหวังของพวกเขาไม่ได้ต้องการให้เราประณามพวกเขาให้ผจญอยู่กับความปล่าวเปลี่ยว แยกพวกเขาออกจากวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม พวกเขาขอร้องในสายตาของกฎหมายให้เกียรติและศักดิ์ศรีต่อพวกเขา ฉะนั้นรัฐธรรมนูญให้สิทธินี้ต่อพวกเขา”

“No union is more profound than marriage, for it embodies the highest ideals of love, fidelity, devotion, sacrifice, and family. In forming a marital union, two people become something greater than once they were. As some of the petitioners in these cases demonstrate, marriage embodies a love that may endure even past death. It would misunderstand these men and women to say they disrespect the idea of marriage. Their plea is that they do respect it, respect it so deeply that they seek to find its fulfillment for themselves. Their hope is not to be condemned to live in loneliness, excluded from one of civilization’s oldest institutions. They ask for equal dignity in the eyes of the law. The Constitution grants them that right.”

โปรดอ่านเพิ่มความรู้เเกี่ยวกับ “ระบบศาล อำราจการปกครองรัฐและรัฐบาลกลาง และสิทธิรัฐธรรมนูญ” ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา” บทที่ 1 ระบบปกครองและกฎหมาย คุณสามารถสั่งซื้อโดยตรงได้จากดิฉัน เล่มละ $55 โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308