Sexual Harassment

ตั้งแต่กลางเดือนตุลาที่ผ่านมาถึงวันนี้ ข่าวดังแต่ละวันจะเป็นหัวข้อที่ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ “ลวนลามทางเพศ” หรือ “เซ็กสช่วล ฮาราสเม๊นท์” (Sexual Harassment)  เริ่มจากข่าวแรกเกี่ยวกับนาย “ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน” (Harvey Weinstein) ดูรูป ผู้สร้างหนังยักษ์ใหญ่ ถูกนางสาว “โทมี แอน โรเบิร์ทส” (Tomi-Ann Roberts) ระหว่างถูกสัมภาษณ์ได้เปิดเผยว่าเธอได้เคยถูกลวนลามทางเพศโดยนาย “ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน” ตอนเธออายุ 20 ปี (เมื่อ  33 ปีมาแล้ว) ตอนนั้นเธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและอยากเป็นดารา  เธอมีนัดเข้าพบ นายไวน์สตีน เมื่อไปที่ห้องพักตามนัด นายไวน์สตีนอยู่ในชุดวันเกิด เตรียมตัวลงแช่อ่างอาบน้ำ และชวนให้เธอแก้ผ้ามาแช่อ่างอาบน้ำด้วยกัน  หลังจากข่าวออกมา มีผู้หญิงอีกจำนวนมาก กว่าร้อยได้ออกมาเปิดเผยเรื่องของตนที่เคยเป็นเหยื่อของ Sexual Harassment โดยเจ้านายหรือผู้ร่วมงานอาวุโสในวงการภาพยนต์ และในวงการเมือง

Harvey Weinstein  นักสร้างหนัง

 

ดิฉันเคยเขียนคอลัมน์หัวข้อ “Sexual Harassment” เมื่อ 23 ปีที่แล้ว ลงวันที่ 11 พฤษจิกายน  1994 (พ.ศ. 2537) ใน“เสรีชัย” วันนี้นำมาลง พร้อมกับอีกคอลัมน์หัวข้อ “สิทธิผู้หญิง” ลงวันที่ 31 มีนาคม 1995 (พ.ศ. 2538) เพราะมันเสริมกันดี จะช่วยให้คุณเข้าใจความเป็นมาของการต่อสู้ของผู้หญิงตั้งแต่สมัยก่อนมาปัจจุบัน เวลาคุณอ่านคอลัมน์เก่าๆที่ดิฉันลง  จะเป็นประโยขน์ให้คุณลำดับ  time line ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในปีนั้นๆ  Enjoy ค่ะ

Sexual Harassment (11/22/1994)

Sexual Harassment เป็นข้อกล่าวหาใหม่ที่คนงานมักซูนายจ้างหลังจากที่เขาลาออกหรือถูกไล่ออก “ฮาราส” (Harass) แปลว่าการรบกวนที่ต่อเนื่องไปนานๆ การ harass คนงานถือเป็นการกีดกันหรือ “ดิสคริมมิเนชั่น” (discrimination) อย่างหนึ่ง

Sexual Harassment

Sexual Harassment แปลตามภาษากฎหมายที่ใกล้เคียงที่สุดคือ การก้าวร้าวล่วงเกินฉันท์ชู้สาว อาจเป็นด้วยคำพูด ปฏิกริยาท่าทาง ทั้งโดยตรงและทางอ้อม ซึ่งผู้ที่ถูกล่วงเกินไม่เต็มใจรับ Sexual Harassment เกิดได้ระหว่างนายจ้างกับคนงาน (อาจเป็นนายจ้างหญิงล่วงเกินคนงานชาย) หรือระหว่างคนงานกับคนงาน

คดี Anita Hill

เรื่องอื้อฉาวเรื่องแรกที่ทำให้ผู้หญิงตื่นตัวขึ้น คือ ปี 1991 นางสาว Anita Hill กล่าวหาตุลาการสูงสุด นาย “แคลแร๊นซ์ ทอมัส” (Clarence Thomas) “ซุพพรีม คอร์ท จัสติส” (Supreme Court Justice) แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี “จอร์จ บุช ซีเนียร์” (George Bush) (ตัวพ่อนะคะ) ว่า “ทอมัส” เคยพูดจาล่วงเกินเธอตอนที่เธอทำงานกับท่าน เรื่องนี้รัฐสภาได้ฟังข้อกล่าวหาและโวตลงมติฉันท์ว่านางสาวอนิต้าไม่มีข้อมูลพอ ท่าน“ทอมัส” ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตุลาการสูงสุด

คดี Weeks VS Baker & Mckenzie 

นาง Weeks เลขาใหม่ของทนายคนหนึ่งในสำนักงานกฎหมายชื่อดัง “เบเก้อร์ แอนด์ แม็กเคนซี่” (Baker & McKenzie)หลังจากทำงานได้ 3 เดือนเธอลาออก เธอซูทนายและบริษัทนายจ้างด้วยข้อกล่าวหา Sexual Harassment โดยกล่าวหาว่าเจ้านายของเธอพูดจาก้าวร้าวล่วงเกินเธอไปในด้านชู้สาวเสมอ และครั้งหนึ่งที่เขาทำช็อคโกแล็ต M&M ตกไปในกระเป๋าเสื้อของเธอ และเขาเอื้อมมือลงไปในกระเป๋าควานหยิบ M&M และบีบหน้าอกเธอ และถามว่าข้างใหนใหญ่กว่ากัน เธอได้แจ้งให้บริษัททราบถึงการกระทำของทนาย แต่บริษัทเพิกเฉย ลูกขุนเชื่อคำพูดของเธอและตัดสินให้เธอชนะคดี โดยระบุเงินค่าทำขวัญ 5 หมื่นเหรียญ ค่าปรับสินใหม 6.9 ล้านเหรียญ (10% ของรายได้ของบริษัทในปี 1993 ปีที่เธอฟ้องร้อง) และได้ค่าเสียหาย $225,000 จากตัวทนายเจ้านาย

ข้อพิสูจน์หลักฐาน

การซูในข้อหานี้ โจทก์จะต้องพิสูจน์หลักฐานทั้ง 4 ข้อนี้คือ

  1. จำเลยได้พูดจาล่วงเกินหรือมีการปฏิบัติฉันท์ชู้สาว และ
  2. การกระทำนั้นเกิดขึ้นประจำ หรืออาจจะเกิดขึ้นครั้งเดียวแต่เป็นการกระทำที่บัดสี และ
  3. โจทก์ไม่เต็มใจตอบรับ หรือไม่ต้องการให้ล่วงเกิน และ
  4. ถ้าเป็นการล่วงเกินจากคนงาน ผู้จัดการหรือนายจ้างรู้เรื่อง หรือควรจะรู้ว่ามีเหตุการณ์ล่วงเกินเกิดขึ้น และเขาไม่ห้ามปรามหรือเพิกเฉยหรือไม่จัดการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เด็ดขาด

การตีความหมายข้อ 1 และ 2

บันทัดฐานที่นำมาใช้ตีความหมายของคำพูดหรือการปฏิบัติล่วงเกิน เป็นการตัดสินของลูกขุนในท้องถิ่นนั้นๆว่า ถ้าปัญญาชนทั่วไปตกอยู่ในสถานะการณ์เช่นนั้น เขาจะถือว่าเป็นการล่วงเกินหรือไม่ คำพูดหยิกแกมหยอกไปในด้านเซ็กส์หลายๆครั้ง โดยผู้ฟังไม่เต็มใจรับฟัง หรืออาจจะเป็นคำชักชวนไปนอนครั้งเดียว หรือคำพูดบัดสีที่ฟังแล้วรู้สึกอายแทบแทรกแผ่นดินหนี หรือการจับต้องของสงวน เหล่านี้อาจถือว่าเป็นการล่วงเกินได้

การตีความหมายข้อ 3

ศาลตีความหมายของความเต็มใจ คือ การเชื้อเชิญ หรือโจทก์เป็นผู้เริ่มก่อน แต่การเชื้อเชิญหรือการเริ่มต้นก่อนคืออะไร? การที่โจทก์เงียบเฉย ไม่ตอบโต้การล่วงเกิน ไม่ถือว่าเขาเต็มใจ (เพราะโจทก์อาจเป็นคนขี้อายหรือกลัวถูกไล่ออกจากงาน) ถ้าโจทก์เป็นคนทลึ่งและชอบพูดจาทลึ่ง ศาลตีความหมายว่าเขาเพียงแต่เชื้อเชิญให้คุณพูดจาทลึ่งตอบเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องการรับฟังคำจีบหรือชวญไปนอน ถ้าโจทก์ชอบเล่าเรื่องปัญหาในมุ้งให้ฟัง ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องการให้คุณไปช่วยอุปถัมภ์เขา ถ้าโจทก์แต่งตัวโป๊ ชะเวิกชะวาบไปทำงาน หมายความว่าเขาชวนเชิญให้คุณมองเท่านั้นไม่ได้เชิญให้จับ เข้าทำนอง มองแต่ตา มืออย่าต้อง เดี๋ยวถูกซู

การตีความหมายข้อ 4

ถ้าคุณในฐานะนายจ้าง รู้หรือเห็นว่าในสถานที่ทำงานคุณมีการล่วงเกินกันเกิดขึ้นระหว่างคนงาน และคุณเพิก เฉยไม่ทำอะไร คุณอาจต้องรับผิดชอบได้ ฉะนั้นวิธีที่คุณจะป้องกันได้ คือ

  1. ตั้งกฎเกณฑ์ของที่ทำงาน กำหนดการทำงานร่วมกันระหว่างหญิงชาย ห้ามการหยอกล้อกันฉันท์ชู้สาวในสถานที่ทำงาน ในสายตาของกฎหมายสถานที่ทำงานคือสถานที่คนงานมาทำงานโดยเฉพาะ ไม่ใช่มานั่งจีบกัน หรือมานั่งทำตาหวานใส่กัน
  2. เมื่อมีการล่วงเกินเกิดขึ้น คุณต้องพยายามทำทุกอย่างที่จะห้ามไม่ให้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก เช่นตักเตือน สืบสวนข้อมูล หรือไล่ออกในที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจเป็นปัญหาเช่นกันถ้าคุณเชื่อข้างใดข้างหนึ่ง และไล่อีกฝ่ายออก คุณอาจถูกซูข้อหา Wrongful termination

Sexual harassment เป็นข้อกล่าวหาที่ทนายทำนายกันว่าจะมีคดีนี้ผุดขึ้นอีกมาก เพราะปัจจุบันยังไม่มีแนวบันทัดฐานทางกฎหมายที่จะนำมาตัดสิน คดีจะแพ้หรือชนะขึ้นอยู่กับลูกขุน คำพูดท่าทาง ความน่าเชื่อถือของโจทก์ หรือจำเลย เข้าทำนอง “he said, she said” คุณจะเชื่อใคร ??

3/31/1995

สิทธิผู้หญิง

ปัจจุบันกลุ่มผู้หญิงได้เรียกร้องสิทธิและได้ผลมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่คดี OJ Simpson ทำให้มีการรณรงค์วางบรรทัดฐานกฏหมายเกี่ยวกับการทุบตีภรรยา (Spousal Abuse) วันนี้มาดูประวัติความเป็นมาของผู้หญิงที่ได้ต่อสู้เพื่อสิทธิตนเองมาขนาดใหนจนถึงปัจจุบัน ดิฉันถึงเห็นด้วยกับโฆษณาบุหรี่ Virginia Slim (บุหรี่สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ) ที่มีสโลแกน (slogan) ว่า You’ve come a long way, baby!

ภรรยาเป็นสมบัติของสามี

สมัยร้อยกว่าปีที่ผ่านมาพอผู้หญิงแต่งงานปุ๊บก็แทบจะหมดสิทธิความเป็นคนเลย เพราะภรรยาถือเป็น “สมบัติ” (property) ของสามี ตัวอย่าง ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วไม่มีสิทธิที่จะซูด้วยตัวเองได้ สามีต้องเป็นโจทก์ซูแทนภรรยา ทรัพย์สินส่วนตัวของภรรยาถึงแม้ว่าจะยังเป็นของภรรยาแต่สามีมีสิทธิจัดการซื้อขายได้ ภรรยาไม่สามารถเขียนพินัยกรรมเองได้นอกจากจะได้รับคำอนุญาติจากสามี และ สามีมีสิทธิตบตีภรรยาด้วยไม้ได้ตราบใดที่ไม้ท่อนนั้นไม่ใหญ่เกินหัวนิ้วโป้งของสามี ซึ่งเป็นที่มาของกฏ หัวนิ้วโป้ง (Rule of thumb)

สิทธิให้ผู้หญิงโวทได้

ก่อนปี คศ 1920 ผู้หญิงไม่มีสิทธิที่จะ Vote จนกระทั่งปี 1920 อเม็นด์เม๊นท์ที่ 19 ออกมาให้สิทธิผู้หญิงโวทได้ ฉะนั้นก่อนหน้านั้นกฏหมายอะไรออกมาที่เข้าข้างผู้ชายจึงผ่านหมดเพราะผู้หญิงไม่มีโอกาสโวท เช่นกฏหมายเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินส่วนรวม หรือกฏหมายหย่า เป็นต้น

 

Affirmative Action

ประมาณปี 1960 ประธานาธิบดี “จอน เอ็ฟ เคเนดี้” (John F. Kenedy) ออกราชบัญญัติบังคับให้ใช้ Affirmative Action Program โปรแกรมนี้ได้ถือว่าผู้หญิงเป็นชนชั้นสอง หรือ “ไมนอริตี้ส” (minorities) ที่ถูกเสียเปรียบในด้านการศึกษาและการงานมากในอดีต ฉะนั้นโปรแกรมนี้ให้สิทธิผู้หญิงมากขึ้นในการกู้เงินทุนทำธุรกิจ และให้ทุนผู้หญิงในด้านการศึกษาขั้นสูง

หย่าโดยไม่ต้องอ้างเหตุผล

ปี 1970 คาลิฟอร์เนียออกกฏหมายเรียก No Fault Divorce คือไม่ว่าสามีหรือภรรยามีสิทธิที่จะหย่าได้โดยเหตุผลว่าเข้ากันไม่ได้ Irreconciliable differences โดยกฏหมายไม่สนว่าหย่าเพราะอะไร ใครไปนอนกับใคร และทรัพย์สินส่วนรวมแบ่งกันคนละครึ่งโดยไม่สนว่าใครผิดหรือถูก

สิทธิให้ผู้หญิงทำแท้งได้

คดี Roe V Wade ปี 1973 เป็นคดีประวัติศาสตร์ (Landmark case) คดีนี้ตัดสินให้ผู้หญิงมีสิทธิทำแท้งได้ในช่วงท้อง 3 เดือนแรก และถ้าการทำแท้งไม่เป็นอันตรายต่อมารดา

ผู้หญิงขอเครดิตเองได้

ปี 1974 กฏหมายออกมาภายใต้ Equal Credit Opportunity Act (ECOA)ห้ามไม่ให้แบ๊งค์ บริษัทไฟแน็นซ์หรือบริษัทเครดิตคาร์ต ไม่ให้ความยุติธรรมต่อผู้หญิงโสดที่ขอเครดิต หรือผู้หญิงที่มีสามีแต่ขอเครดิตในชื่อตนเอง ฉะนั้นผู้หญิงสามารถขอเครดิตด้วยตนเองแยกจากสามีได้

หลักฐานคดีข่มขืนเปลี่ยน

ก่อนหน้าปี 1983 ถ้าผู้หญิงซูผู้ชายในคดีข่มขืนจะถูกแฉเรื่องอดีตว่าเธอเคยนอนกับใครบ้างรวมทั้งเคยนอนกับผู้ชายที่ข่มขืนเธอ หลักฐานนี้เพื่อจะพิสูจน์ว่าถ้าเธอเคยไปนอนกับคนโน้นคนนี้มาก่อน เธออาจจะยินยอมนอนและไม่ได้ถูกข่มขืนจริง ซึ่งทำให้ไม่มีผู้หญิงกล้าเปิดปากว่าถูกข่มขืน ปี 1983 กฏการให้หลักฐานออกมาใหม่ห้ามไม่ให้นำเรื่องอดีตของผู้หญิงมาแฉเปิดโปง โดยต้องพิสูจน์คดีจากเหตุการณ์ที่ถูกข่มขืนวันนั้นเท่านั้น

สิทธิในการห้ามล่วงเกินเกิด

ปี 1991 เป็นปีที่ Clarence Thomas ถูกแต่งตั้งให้เป็นท่านตุลาการ Anita Hill ผู้ร่วมงานเก่าเอาเรื่องของท่านมาเปิดโปงกล่าวหาว่า Thomas เคยพูดจาล่วงเกินทางชู้สาว (Sexual Harassment) ระหว่างที่เธอทำงานกับ Thomas ถึงแม้ว่า Thomas ได้ถูกแต่งตั้งเป็นท่านตุลาการก็ตาม แต่ผลออกมาคือ เปิดประตูทางให้ผู้หญิงกล้าที่จะออกมาเผชิญหน้าสู้ในศาลว่าตนถูก Harassed และไม่เห็นเป็นเรื่องน่าอายอีกต่อไป

Weeks V Baker & McKenzie

ปี 1994 มีคดี Sexual Harassment ที่ทำประวัติศาสตร์ คือนางสาว Weeks เลขาใหม่ที่สำนักงานกฏหมายเข้าทำงานได้ 3 เดือนและถูกเชิญออก เธอได้ซูทนายนายจ้างกล่าวหาว่าเขาล่วงเกินเธอและเมื่อเธอไม่ยอมเลยถูกไล่ออก เธอชนะคดี ลูกขุนได้กำหนดค่าเสียหายและค่าทำร้ายจิตใจเกิน 7 ล้านเหรียญ คดีนี้กำหนดบันทัดฐานว่าการล่วงเกินทางร่างกายหรือจิตใจผิดกฏหมาย ผลลัพท์คือนอกจากปัจจุบันคดี Sexual Harassment ประดังเข้าศาลมาก แต่ทางอ้อมคือไม่ค่อยจะมีหนุ่มกล้ามาจีบสาว เพราะกฏหมายเองก็ยังไม่แจ่มแจ้งว่าการพูดจาแบบใหนคือการจีบ หรือแบบใหนคือการล่วงเกิน

Domestic Violence

ข่าวฆาตกรรมในคดี OJ นี้ได้เปลี่ยนแนวทางให้ผู้ร่างกฏหมายเริ่มมาสนใจกับการร้องเรียนของภรรยาที่ถูกสามีตบตีว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กๆในมุ้งอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ตำรวจหรือรัฐบาลควรจะให้ความสนใจหรือออกกฏหมายป้องกันเมียที่ถูกผัวตบตี เพราะมันอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่หรือถึงคดีอาญาภายหลัง

ปีที่แล้วมีคดีหนึ่งที่ตำรวจได้รับโทรศัพท์ว่ามีการทะเลาะตบตีระหว่างสามีภรรยาเมื่อตำรวจไปถึงหน้าบ้านนั้น ภรรยามาเปิดประตูและบอกว่าทุกอย่างเป็นปกติแล้ว แต่ตำรวจยังฝ่าฝืนเข้าไปในบ้านและพบยาเสพติดในบ้าน ซึ่งยาเสพติดนั้นถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานมัดตัวจำเลยในข้อหามียาเสพติดในครอบครอง จำเลยพยายามสู้คดีว่าตำรวจเข้ามาในบ้านโดยไม่มีหมายค้นจากศาล และไม่มีใครอยู่ในอันตรายใดๆตอนที่ตำรวจฝ่าฝืนเข้าไป คดีนี้ถูกตัดสินหลังจากที่คดี OJ กำลังเป็นข่าวอยู่ ศาลได้ตัดสินว่าในกรณีที่ตำรวจได้รับโทรศัพท์เกี่ยวกับ โดเมสติค ไวโอเล๊นซ์” (Domestic Violence) คือการทะเลาะกันรุนแรงภายในครอบครัว เมื่อตำรวจไปถึงบ้านถึงแม้ว่าผู้ที่มาเปิดประตูบอกว่าทุกอย่างเป็นปกติ แต่ถ้าตำรวจยังสงสัยอยู่ว่า ภรรยาอาจอยู่ในอันตราย ตำรวจมีสิทธิที่จะเข้าไปในบ้านได้โดยไม่มีหมายศาล และถ้าเขาพบเห็นสิ่งของที่ไม่ถูกกฏหมาย ตำรวจมีสิทธิยึดเอาสิ่งนั้นไปใช้เป็นหลักฐานมัดตัวจำเลยได้ คดีนี้ได้นำมาใช้เป็นบันทัดฐานในระเบียบการอายัดหลักฐานในปัจจุบัน

นักกฏหมายคาดกันว่าเร็วๆนี้กฏหมายจะออกมาเอาจริงเอาจังกับเรื่องการตบตีระหว่างผัวเมีย ตอนนี้มีข้อเสนอต่างๆออกมาที่จะเป็นบรรทัดฐานกฏหมายแต่ยังไม่มีกฏหมายที่ผ่านออกมา อีกหน่อยคุณคงไม่แปลกใจที่จะเห็นพระราชบัญญัติกฏหมายเกี่ยวกับ Spousal abuse ออกมาเรียก Simpson’s bill

แถมท้ายค่ะ ปัจจุบันตามกฎอิมมิเกรชั่น ถ้าผู้ใดมีคดี Domestic Violence ติดตัว จะยากมากๆที่จะทำวีซ่าคู่หมั้น หรือใบเขียวแต่งงาน

 

 

 

ANOTHER DAY OF PARADISE

ดิฉันไม่ได้ลงคอลัมน์ซะนาน พยายามเขียนหลายครั้งแต่ไม่เคยจบ ตั้งแต่เหตุการณ์ เมือง “ชาร์ล็อตส์วิลล์” ในรัฐเวอร์จิเนีย ที่เกิดขึ้นวันที่ 12 ส.ค.ปีนี้ตรงกับวันแม่ของเรา ทีมีคนขับรถเข้าชนกลุ่มเดินขบวนปะทะกันระหว่างฝ่ายประท้วงรัฐ เพราะไม่ต้องการให้รัฐเอาอนุสาวรีย์ นายพลโรเบิร์ต ลี ผู้นำรัฐ “คอนเฟ็ดเดอเรท” ที่สนับสนุนการค้าทาสสมัยสงครามกลางเมือง และอีกฝ่ายที่สนับสนุนรัฐต้องการให้เอาอนุสาวรีย์ออก มีคนต่อต้านขับรถพุ่งชนพวกเดินขบวนคนตายจำนวนมาก และเร็วๆนี้เหตุการณ์ในลาสเวกัส ที่มีชายคนขาวกราดปืนยิงผู้ที่มาดูดนตรี คนตายจำนวนมาก เหตุการณ์บ้านเมืองทำให้ดิฉันเซ็งและหดหู่ อยากจะโทษ “ทรัมพ์” ที่ทำให้ดิฉันใจหดหู่ อ่านทวีทที่ “ทรัมพ์” เขียนแต่ละประโยค แต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น กลับยิ่งเครียด เพราะมีความรู้สึกว่าคำพูดเขาเป็นการปลุกให้คนแตกแยก และไม่ลงรอยกันมากขึ้น จนกระทั่ง

เช้าสัปดาห์ที่แล้ว สามีและดิฉันออกไปเดินตามปกติ เวลาเราเดินสวนกับใครเราก็จะทัก “good morning” กับทุกคน วันนั้นเราผ่านชายแปลกหน้าพึ่งจอดรถกำลังจะออกจากรถ เราก็ทัก “good morning” เขาทักกลับยิ้มกว้างเสียงดังฟังชัด ชูมือขวาที่ถือถ้วยกาแฟและตอบว่า “Good morning, ANOTHER DAY OF PARADISE!” “อีกวันของสวรรค์” “ว่าว” แค่ประโยคสั้นๆจากกคนแปลกหน้าแต่มีความหมายมากมาย รู้สึกหัวใจอิ่มเอิบ เลยนึกได้ว่าไปโทษ “ทรัมพ์” ทำไม แต่ละวันเราเลือกที่จะ “แฮ็ปปี้” ทุกเช้าเราควรบอกตัวเองว่า วันนี้เป็น ANOTHER DAY OF PARADISE “ทรัมพ์” จะทวีทยังไงก็ช่างเขา

การเขียนคอลัมน์ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ดิฉัน “แฮ็ปปี้” ได้ปล่อยอารมณ์ด้วย ดิฉันเลยตั้งใจว่าจะเริ่มลงบทความบ่อยขึ้น ถ้าไม่มีเวลาเขียน ก็จะเลือกเอาบทความเก่าที่เคยลง น.ส.พ. เสรีชัยมาลง ดิฉันชอบบทความที่ดิฉันเขียน 3 ปีแรกหลังเป็นทนาย เพราะตอนนั้นยังร้อนวิชาเป็นทนายใหม่ๆ จะเขียนเรื่องจิปาถะ พอมาเลือกด้านกฎหมายอิมมิเกรชั่น บทความหันเหมาเป็นกฎหมายอิมมิเกรชั่น วันนี้ดิฉันเลือกลงบทความที่ลงวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 1995 ดิฉันเขียนอุทิศให้คุณพ่อ เพราะนึกถึงท่านอยู่ วันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ตรงกับวันที่ท่านเสียชีวิต

หัดอ่านหัดดิด
ตอนดิฉันอายุสัก 6-7 ขวบพึ่งจะย้ายเข้ากรุงเทพ จึงต้องนั่งรถไปกลับระหว่างกรุงเทพและราชบุรีอยู่หลายเดือน ระหว่างนั่งรถคุณพ่อก็จะให้นั่งนับสะพานไปเรื่อย พอเบื่อนับคุณพ่อก็บอกให้ดิฉันอ่านทุกอย่างที่เห็น ดิฉันถามว่าอ่านทำไมคะ คุณพ่อหันมาทำตาเขียวบอก “ปั้ทโธ่ โว๊ย” ดิฉันกลัวเลยอ่านใหญ่ มันคงจะติดมาถึงเดี๋ยวนี้

ฟรีเวย์ในรัฐหรือระหว่างรัฐ
เวลาดิฉันขับรถไปใหนเห็นอะไรก็มักจะอ่านและคิดไปเรื่อย คุณเคยอ่านป้ายบนทางด่วนหรือ Freeway แล้วสงสัยบ้างใหมว่าทำไมบางป้ายมี I อยู่ข้างหน้าเช่น I-5 I-10 หรือ I-15 และบางอันไม่มีเช่น Fwy 91 55 หรือ 57 หรือนัมเบอร์ฟรีเวย์ทำไมลงท้ายด้วยเลขคู่หรือเลขคี่ และแม้กระทั่งป้ายที่มีนัมเบอร์ฟรีเวย์ก็ไม่เหมือนกัน
I ย่อมาจาก Interstate แปลว่าระหว่างรัฐ เช่น I-5, I-10, I-15 เป็น Interstate freeway ฟรีเวย์เชื่อมยาวไปถึงรัฐอื่น แต่ฟรีเวย์ที่ไม่มี I อยู่ข้างหน้าเช่น 91, 57, 55 เป็นฟรีเวย์ในรัฐเท่านั้น และเลขคู่หรือเลขคี่ลงท้ายนัมเบอร์ Interstate freeway ก็มีความหมายคือถ้าเลขลงท้ายด้วยเลขคู่เช่น I-10 แปลว่าทางไปตะวันออกหรือตะวันตก แต่ถ้าเป็นเลขคี่แปลว่าทางไปเหนือหรือใต้ ตัวรูปโล่ห์สีฟ้ามีขอบสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของ Interstate freeway

สิทธิในการเดินทาง
ฟรีเวย์ในรัฐเป็นเงินของรัฐ แต่ Interstate freeway เงินส่วนใหญ่ได้มาจากรัฐบาลกลาง Federal funds มาสร้างถนนเพื่อเชื่อมรัฐ ตามสิทธิเบื้องต้น Fundamental rights ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าพลเมืองมีสิทธิเดินทางไปทุกหนทุกแห่งในสหรัฐเรียกว่า Rights to Travel เมื่อ 2 ศตวรรษก่อนโน้นที่รัฐต่างๆยังไม่รวมตัวกันเป็นสหรัฐ (United States) เวลาพลเมืองแต่ละรัฐจะเดินทางเข้ารัฐอื่นจะต้องผ่านด่านและเสียเงิน
พลเมืองของรัฐและรัฐบาลกลาง
ในรัฐธรรมนูญสหรัฐระบุว่าคนอเมริกันมี 2 ซิติเซ่นชิป คือซิติเซ่นของรัฐที่อาศัยอยู่และซิติเซ่นของสหรัฐ คุณถึงต้องเสียภาษีให้ทั้งรัฐและรัฐบาลกลาง สิ่งที่คุณได้รับตอบแทนคือคุณมีสิทธิใช้สวัสดิการต่างๆของรัฐและรัฐบาลกลางรวมทั้งคุณอยู่ภายใต้กฏหมายรัฐและรัฐบาลกลางควบคู่กันไป

ศาลของรัฐหรือศาลรัฐบาลกลาง
ในรัฐแต่ละรัฐจะมีทั้งศาลของรัฐ (State Courts) และศาลของรัฐบาลกลาง (Federal Courts) อย่างเช่นใน LA ศาลสองศาลอยู่ถนนเดียวกัน เวลาคุณมีคดีคุณจะขึ้นศาลใหนขึ้นอยู่กับว่าโจทก์และจำเลยเป็นใคร อยู่ที่ใหน ซูข้อกล่าวหาอะไรและค่าเสียหายเท่าไร

การขัดกันระหว่างกฏหมาย
กฏหมายรัฐบาลกลางและกฏหมายของรัฐบางทีก็ขัดกัน ตัวอย่างเช่น บรรทัดฐานกฏหมายบางทีอาจจะอ่อนหรือเข้มงวดมากกว่ากัน เช่นกฏ FDA (Food and Drug Administration) บังคับให้เขียนป้ายฉลากยาหรือบุหรี่อาจจะอ่อนกว่า แต่กฏหมายของรัฐอาจจะเข้มงวดมากกว่า ฉะนั้นจึงมักเป็นปัญหาต่อโรงงานผู้ผลิตที่ว่าจะต้องเขียนฉลากตามกฏหมายแต่ละรัฐหรือไม่ ในเมื่อเขาต้องส่งสินค้าขายทั่วประเทศ คุณคงได้ยินคดีที่ผู้คนกำลังซูโรงงานผลิตบุหรี่ว่าฉลากคำเตือนเมื่อ 20 ปีที่แล้วระบุว่าการสูบบุหรี่อาจเป็นภัยต่อสุขภาพนั้นไม่พอ เขาควรจะเตือนว่าอาจทำให้เป็นมะเร็ง โรงงานบุหรี่เถียงว่าฉลากเตือนนั้นพอเพียงตามกฏหมายรัฐบาลกลาง ฉะนั้นเขาไม่ควรผิด เป็นต้น

บทความนี้อุทิศให้คุณพ่อ
ตอนคุณพ่อมีชีวิตอยู่ดิฉันเคยพยายามชวนคุณพ่อมาเที่ยวอเมริกา คุณพ่อจะพูดว่าอเมริกาไม่เห็นมีอะไรมีแต่ฟรีเวย์ (คุณพ่อเคยมาเรียนที่นี่) และดิฉันคิดถึงเรื่องบุหรี่เพราะตอนดิฉันเด็กๆ พี่น้อง 5 คนจะพบปะสังสรรกันทุกคืนวันเสาร์เพื่อนั่งมวนบุหรี่ให้คุณพ่อ (ซึ่งสูบวันละประมาณสองสามแพ็ค) คุณพ่อดิฉันประหยัดแม้กระทั่งทำซองบุหรี่เองจากกระดาษปฏิทินเก่าๆหลากสี พอใครเห็นซองและบุหรี่ที่ยับยู่ยี่จะถามว่าสูบบุหรี่ยี่ห้ออะไร คุณพ่อจะตอบว่ายี่ห้อ “เม็งอวน” คุณพ่อดิฉันมีอารมณ์ขันลึกๆ

คติพจน์ข้างล่างนี้เป็นคติพจน์ที่คุณพ่อดิฉันเขียนเมื่อปี พ.ศ. 2509 และวางอยู่บนโต๊ะทำงานท่าน ดิฉันชอบมากซึ่งมันอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับกฏหมายขึ้นอยู่กับคุณ

การทำดี แม้ไม่มี ผู้ใดเห็น
แต่ก็เป็น คุณธรรม ล้ำสรรเสริญ
สักวันหนึ่ง คนจะเห็น เด่นเจริญ
ถึงจะเนิ่น ก็เกินค่า กว่าไม่ทำ

ท่าน Blackstone นักนิติศาสตร์ชาวอังกฤษได้นิยามกฏหมายว่า กฏหมายคือระเบียบความประพฤติของปวงชน ซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุดของรัฐเป็นผู้ออกเพื่อบังคับให้ทำในสิ่งที่ถูก และห้ามในสิ่งที่ผิด

“ดาก้า” (DACA)

วันอังคารที่ 5 กันยา 2017 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมพ์ประกาศยกเลิกโปรแกรม “ดาก้า” (DACA) ช่วงนี้หันไปทางไหนก็จะได้ยินคนพูดถึง “ดาก้า” รวมทั้งในห้องเรียนภาษาสแปนิช ที่ดิฉันกำลังเรียนอยู่ ดิฉันถึงได้รู้ว่าหลายคนไม่รู้จัก “ดาก้า” กันแท้จริงว่ามันคืออะไร คนที่ชอบ “ทรัมพ์” ก็เห็นด้วยที่ คนที่ไม่ชอบ“ทรัมพ์” ก็สาปส่ง

มาเข้าใจ “ดาก้า” กัน

“ดาก้า” (DACA) ย่อ มาจาก “ดีเฟอร์ แอ็กชั่น ฟอร์ ชายลด์ฮู้ด แอไรเวิ่ล” (Deferred Action for Childhood Arrivals) แปลตรงตัว คือ การชะลอการเนรเทศเด็กที่เข้ามาอยู่ในอเมริกาตั้งแต่เล็กๆ ปี 2012 ประธานาธิบดีโอบาม่าใช้อำนาจผู้บริหารเรียก “เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” (executive decision) ศผ่าน“ดาก้า” ออกมา โดยไม่ได้ผ่านสภาโวท เหตุผลที่โอบาม่าใช้วิธีนี้ เนื่องจาก รัฐบาลหลายสมัยพยายามที่จะปฏิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่นใหม่หลายข้อ แต่ไม่มีใครทำสำเร็จสักที เพราะพรรคเดโมแครทและพรรครีพับบลิคกันตกลงกันไม่ได้ มีข้อเดียวที่ทั้งสองพรรคเห็นด้วยโดยไม่คัดค้านคือโปรแกรม “ดาก้า” “โอบาม่า”จึงต้องใช้วิธีนี้ ตามรัฐธรรมนูญก่อนที่ร่างกฎหมายจะผ่านออกมาเป็นกฎหมายได้ ต้องผ่านเสียงโวท จากสภาก่อน แต่ประธานาธิบดีมีอำนาจสามารถผ่านกฎหมายชั่วคราวได้ในกรณีฉุกเฉิน เช่นเดียวกับที่ “ทรัมพ์”ผ่าน “แทรเวิล แบน” (travel ban) ออกมา ฉะนั้น “ดาก้า” ก็เช่นกัน โปรแกรม “ดาก้า” จึงไม่ถาวร ประธานาธิบดีคนใหม่หรือรัฐสามารถซูเข้าศาลและขอยกเลิกได้โปรแกรมได้

“ดาก้า” ช่วยเด็กโรบินฮู้ดอย่างไร

จุดประสงค์ของ“ดาก้า” คือ ช่วยเด็กที่พ่อแม่พาเข้ามาเรียนหนังสือในอเมริกาตั้งแต่เล็กๆ ตามสิทธิรัฐธรรมนูญเด็กทุกคนสามารถเข้าเรียนโรงเรียนรัฐบาลประถมและมัฐยมได้ฟรี พอเด็กเหล่านี้โตขึ้นก็เป็นปัญหาเหลื่อมล้ำในกลุ่มเพื่อน เพราะไม่สามารถทำใบขับขี่หรือทำงานได้ เพราะไม่มีนัมเบอร์โซเชียล (บัตรประกันสังคม) และไม่สามารถเข้าคอลเลจของรัฐบาลได้ ตามโปรแกรม “ดาก้า” ให้เด็กที่เข้ามาเมกาก่อนหน้า 15 มิถุนายน 2007 และอายุต่ำกว่า 16 ปีตอนเข้ามา สามารถแอ็พพลายขอใบทำงานหรือ “เวิ๊ร์ค เพอร์มิท”ได้ เมื่อเด็กได้“เวิ๊ร์ค เพอร์มิท” เด็กสามารถขอใบขับขี่ บัตรโซเชียล และเข้าคอลเลจได้ โปรแกรมนี้ชั่วคราว 2 ปี  อิมมิเกรชั่นออก “เวิ๊ร์ค เพอร์มิท” ให้ 2 ปีเท่านั้น และเด็กต้องต่อทุก 2 ปี ระหว่างสมัยโอบาม่าพรรคเดโมแครทพยายามที่จะดันให้ “ดาก้า” ผ่านเป็นกฎหมายแต่ไม่สำเร็จ  ตอน “ทรัมพ์” “แคมเปน”หาเสียง เขาประกาศว่าเขารักพวกเด็ก “ดรีมเม่อร์” คือเด็กภายใต้ “ดาก้า” และถ้าเขาได้เป็น ป.ธ.น. เขาจะหาวิธีช่วยเด็กเหล่านี้ให้อยู่อย่างถูกกฏต้องตามกฎหมาย คำว่า “ดรีมเม่อร์”ย่อมาจาก  Development, Relief, and Education for Alien Minors DREAM “ดรีม”และเติม ER เข้าไป

ยกเลิก“ดาก้า”

วันอังคารที่ 5 กันยา ที่ผ่านมา “ทรัมพ์”ประกาศยกเลิก“ดาก้า” และให้เวลาคองเกรส 6 เดือนที่จะหาวิธีที่ไม่หักหารลอยแพเด็ก “ดรีมเม่อร์” (จริงๆแล้ว พวกนี้ก็ไม่เด็กแล้ว ถ้านับจากอายุ 16 ปี สูงสุดตอนเข้ามาปี 2007 บวกอีก 10 ปี ค.ศ. 2017 ปัจจุบัน ก็เท่ากับหลายคนอายุ 26 ปี วัยทำงาน หรือ มีครอบครัวกันแล้ว) ตามข่าวออกมาทำนองว่า “ทรัมพ์” ใช้วิธีนี้ที่ประกาศยกเลิก “ดาก้า” เป็นการ“บลัฟ” (bluff) เพื่อต้องการใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง กับพรรคเดโมแครทและพรรครีพับบลิคกัน ให้พวกเขาหันหน้าเข้าหากันและผ่านข้อเสนอหลายข้อที่ “ทรัมพ์” ต้องการ รวมทั้ง ตัดงบ เปลี่ยนระบบภาษีรายได้ใหม่ และสร้างกำแพงกั้นระหว่างอเมริกาและเม็กซิโก  

ตามความเห็นของดิฉัน ดิฉันไม่ตื่นเต้นตกใจ ตอนทรัมพ์ประกาศเลิก “ดาก้า” ทั้งที่ตัวเองมีลูกความ “ดาก้า”  อยู่หลายคน ดิฉันเชื่อว่าพวก “ดรีมเม่อร์” ไม่ถูกเนรเทศแน่ เผลอๆอาจได้ใบเขียวแต่คงมีเงื่อนไขบางอย่าง ถ้ามองในแง่ดี “ทรัมพ์” “บลัฟ” คราวนี้น่าจะได้ผล  

ข้อเตือนนะคะ   พวก“ดรีมเม่อร์” โปรดอย่าเดินทางออกนอกประเทศ

 

“ทรัมพ์” ยกเลิก“ดาป้า” (DAPA)

เมื่อวันพฤหัสที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี “ทรัมพ์” ออกคำสั่งยกเลิกดาป้า(DAPA) Deferred Action for Parental Accountability คือกฎหมาย ที่ ป.ธ.น.  “โอบาม่า” พยายามดันออกมาใช้ตั้งแต่ปี 2014 แต่ไม่ผ่านเพราะถูกบล็อกอยู่  กฎหมายนี้ถ้าผ่านจะช่วยพ่อแม่โรบินฮู้ดที่อยู่ในอเมริกา ถ้าเขามีลูกเกิดในอเมริกา ให้อยู่ได้อย่างถูกต้อง โดย ออกใบทำงานหรือ“เวิ๊ร์ค เพอร์มิท” ให้ และระหว่างคอยกฎหมายผ่าน ยังสั่งไม่ให้อิมมิเกรชั่นจับพวกเขาส่งกลับประเทศ ตอนนี้กฎหมายนี้ถูก “ฆ่าตาย” แล้วนะคะ ตอนนี้พ่อแม่ที่อยู่เถื่อนทำอะไรได้บ้าง เพราะที่ผ่านๆมาอิมมิเกรชั่นเอาหูไปนาตาไปไร่ไม่จับพ่อแม่ที่มีลูกเกิดที่นี่ โปรดอ่านบทความ DAPA และ DACA ลงคอลัมน์ฉบับที่ 12/31/2016

พ่อแม่ที่อยู่เถื่อนทำอะไรได้บ้าง

ดิฉันมักได้คำถามบ่อยจากพ่อแม่ที่มาคลอดลูกในอเมริกา ว่าตนจะทำงานเลี้ยงลูกอย่างถูกกฎหมายได้อย่างไร คำตอบคือ ไม่ได้ค่ะ คุณจะไม่มีสิทธิพิเศษอะไรกว่าโรบินฮู้ดอื่นๆ นี่คือสาเหตุที่ DAPA ไม่ป๊อปปูล่า และไม่ผ่านคองเกรส เพราะคนทั่วไปมองในแง่ว่า ถ้าออกใบทำงานให้พ่อแม่ จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี คนก็จะพยายามเข้ามาในเมกา เพื่อมาคลอดลูกในอเมริกา (ตอนนี้ก็มีทัวร์จีนนำคนท้องมากันเป็นระรอก เพื่อมาออกลูก) คุณต้องรอให้ลูกอายุ 21 ปี ลูกจึงสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณได้  (กฎอิมมิเกรชั่น ลูกที่เกิดในอเมริกาต้องอายุ 21 ปีก่อนที่จะทำใบเขียวให้พ่อแม่ได้)

วิธีใดที่จะอยู่ในอเมริกาและทำงานได้

ถ้าคุณวีซ่าขาดแล้ว มีวิธีใดที่คุณจะอยู่ในอเมริกาและทำงานได้อย่างถกกฎหมาย

  • แต่งงานกับซิติเซ่น อย่าลืมว่าคุณมีสถานภาพเช่นเดียวกับโรบินฮู้ดทั่วไป ไม่มีสิทธิพิเศษกว่าค่ะ ถ้าคุณไม่อยากย้ายกลับไปอยู่ไทย และต้องการอยู่อย่างถูกกฎหมายโดยไม่ต้องคอยอีก 21 ปี คือ มีวิธีเดียวคือแต่งงานกับซิติเซ่นและทำใบเขียว
  • ถ้าอยู่อย่างผิดกฎหมายลักลอบทำงานไปเรื่อยๆและไม่ถูกจับ เมื่อลูกอายุครบ 21 ปี ก็ให้ลูกยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ทันที โดยคุณไม่ต้องเดินทางกลับไปไทย
  • ถ้าคุณตั้งใจอยู่เถื่อนไปเรื่อยและทำงานสักพักและค่อยกลับไปอยู่ไทย รออยู่เมืองไทยจนลูกอายุครบ 21 ปีก็ได้ แต่อย่าลืมกฎ unlawful presence นะคะ ว่าคุณไม่สามารถกลับเข้าอเมริกาได้ 10 ปีนับจากวันเดินทางออก  ฉะนั้นคำนวนเวลานะคะ ถ้าคุณต้องการให้ลูกทำใบเขียวให้ทันทีตอนลูกอายุ 21 ปี ครอบครัวคุณก็ต้องเดินทางกลับไทยตอนลูกอายุประมาณ 10 ปี  เพื่อตอนลูกครบ 21 ปีปุ๊บ เขาจะได้ยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณได้ทันที
  • ถ้าคุณถูกจับระหว่างอยู่ในอเมริกา แนะนำว่าควรรับอาสากลับโดยดี แทนที่จะรอสู้คดี หรือขึ้นศาลให้อิมมิเกรชั่นดำเนินเรื่องเนรเทศ เพราะเรื่องจะยืดยาว และก็ต้องกลับอยู่ดี นอกจากจะเปลืองเงิน เพราะถ้าคดีไม่จบและคุณกลับ เท่ากับคุณยังมีคดีค้างเติ่งอยู่ จะมีปัญหาตอนลูกทำเรื่องขอใบเขียวเพราะเรื่องจะติดขัดค่ะ

ประเด็นอื่นๆที่ต้องระวัง ตอนลูกขอใบเขียวให้

  • คุณเป็นหนี้เงินรัฐบาลหรือไม่ เช่น ค่าโรงพยาบาลตอนคลอดลูก คุณกินเงินเวล์แฟร์บ้างหรือไม่
  • ภูมิลำเนาหรือ “ดอมิไซล์” (Domicile) และเงินที่ลูกต้องเซ็นซัพพอร์ทคุณ ถ้าลูกอยู่เมืองไทยกับคุณ ลูกต้องกลับไปอเมริกาตอนยื่นเรื่องให้คุณ เขาต้องแสดงว่ามีภูมิลำเนาอยู่ในอเมริกา และควรมีงานทำ เพื่อมีรายได้พอที่จะเซ็นซัพพอร์ทคุณ คุณต้องวางแผนให้ลูกกลับไปอยู่อเมริกาอย่างน้อย 1 ปี ก่อนที่ลูกจะยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณได้

แนะนำให้ปรึกษาทนายนะคะ


 

 

วันธงชาติ (Flag Day)

เมื่อเช้าดิฉันออกไปเดินเห็นเพื่อนบ้านหลายบ้านปักธงชาติว่อนไสว (เมือง La Palma ที่ดิฉันอยู่มีคนรุ่นเก่าอยู่เยอะ) นึกขึ้นได้ว่าวันนี้วันที่ 14 มิถุนายน เป็นวันธงชาติอเมริกัน เลยตั้งใจว่าเดินเสร็จจะเขียนเรื่องวันธงชาติ ไหนๆอยู่ประเทศนี้เราควรจะมีความรู้เกี่ยวกับธงชาติของเขาหน่อย ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์สำหรับคุณที่จะไปสอบโอนสัญชาติด้วย

ลักษณะธงชาติอเมริกัน

วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 เป็นวันประกาศอิสรภาพของประเทศอเมริกา “วัน อินดีเพ็นเด๊นท์ เดย์” (Independent Day)จากการเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ ตอนนั้นในคองเกรสยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะใช้ธงชาติอะไร ก็เลยใช้ธงชาติข้างล่างนี้ชั่วคราว เป็นแถบขาว แดงมี 13 แถบคือ สัญลักษณ์ของ 13 สหพันธ์รัฐแรก และบนมุมขวาเรียก “แคนตอน” (Canton) ใช้เป็นรูปแฉก ยืมมาจากสัญลักษณ์ธงอังกฤษ ตามประวัติศาสตร์ถือว่า ธงนี้เป็นธงแรกของอเมริกา เรียกชื่อเล่นธงนี้ว่า “เดอะ แกรนด์ ยูเนียน” (The Grand Union)

ธงชาติแรก

วันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1777 คองเกรสได้สถาปนาวันธงชาติและได้ประกาศว่าธงชาติจะยังคงแถบ 13 แถบ สีขาวและแดง แต่ให้เปลี่ยนรูปใน “แคนตอน” เป็น ดาวพื้นสีน้ำเงิน และดาวสีขาวแทน  หลังจากนั้นก็มีการออกแบบธงออกมา 2 รูปแบบที่มีคนนิยมนำมาใช้ แต่คองเกรสยังไม่ได้รับอันใดอันหนึ่งเป็นธงประจำชาติอย่างทางการ คือ รูป 13 ดาวกลมข้างใน “แคนตอน” ตามประวัติศาสตร์เคลมว่า นาง “เบ๊ทสี รอส” เป็นผู้ออกแบบ และอีกธงคือรูป 13 ดาวเรียงแถว ทหารเรือ ยู เอ็ส เนวี นายฟรานซิส ฮ็อปคินสัน (Francis Hopkinson) เป็นผู้ออกแบบ

13-star so-called “Betsy Ross” variant
Francis Hopkinson’s flag for the U.S. Navy, featuring 13 six-pointed stars arranged in rows.

ในปี ค.ศ. 1834 ธงชาติดาวแถวของนาย “ฟรานซิส ฮ็อปคินสัน” ได้ถูกนำมาใช้เป็นทางการของกองทัพบก ปี ค.ศ. 1861 ช่วงสงครามกลางเมืองหรือ “ซิวิล วอร์” (Civil War) ธงชาติดาวแถวได้ถูกชักขึ้นเสาเป็นการเคารพธงชาติครั้งแรกในเมือง “ฮาร์ทฟอร์ด รัฐคอนเน็ทติคัท” (Hartford รัฐ Connecticut) ปี ค.ศ. 1916 ประธานาธิบดี ซ๊ดโดรว์ วิลสัน”(Woodrow Wilson) ร้องเรียกให้ประชาชนสถาปนาวันที่ 14 มิถุนายน เป็นวันเคารพธงชาติ  ปี ค.ศ. 1949 คองเกรสลงมติให้วันที่ 14 มิถุนายนเป็นวันธงชาติทั่วประเทศ ซึ่งประธานาธิบดี “แฮรี่ ทรูแมน” (Harry Truman) ลงนามอนุมัติ ต่อมาปี ค.ศ. 1959 ประธานาธิบดี “ไอเซนฮาวร์”(Eisenhower) กำหนดขนาดธงชาติ แถบและ และดาวแถว และใช้มาเป็นมาตรฐานจนปัจจุบัน

ลักษณะธงชาติปัจจุบันเป็นรูป แถบแดงสลับขาว 13 แถบสีแดง 7 แถบ สีขาว 6 แถบ เป็นสัญลักษณ์ของรัฐที่เป็นอาณานิคมเริ่มแรกของอังกฤษ 13 รัฐ Delaware, Pennsylvania, New Jersey, Georgia, Connecticut, Massachusetts, Maryland, South Carolina, New Hampshire, Virginia, New York, North Carolina, และ Rhode Island (ชื่อรัฐเรียงตามลำดับตั้งแต่รัฐ 1-13 ที่เข้าร่วมสหพันธ์รัฐ) และดาว 50 ดวง (Stars) ใน “แคนตอน” เป็นสัญลักษณ์ของรัฐ 50 รัฐในอเมริกาปัจจุบัน

ธงชาติอเมริกันปัจจุบัน

ประวัติเพลงชาติอเมริกัน

ตามข้อมูลที่เล่าต่อกันมาเชื่อว่า คืนวันที่ 13 กันยา ปี 1814  ช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างอาณานิคมกับประเทศแม่ (อังกฤษ) นาย “ฟรานซิส สก็อต คีย์” (Francis Scott Key) ทนายความและนักกวีอยู่ในรบ ส่องกล้องเฝ้าดูทหารอังกฤษโจมตีอยู่บนท่า ผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาตให้เขาลงไปที่ท่า เขาเฝ้าดูจนการรบสงบลงจนฟ้าสาง  นาย “ฟรานซิส สก็อต คีย์” มองส่องกล้องไป เห็นธงชาติอเมริกันปลิวอยู่บนท่า ทำให้หัวใจเขาอิ่มเอิบ หยิบกระดาษขึ้นมาเขียนคำกลอน ซึ่งคำกลอนนั้นกลายเป็นเพลงเคารพธงชาติปัจจุบัน เรียกเพลงชาติว่า “เดอะ สตาร์ แสปงเกิล แบนเน่อร์” (The Star-Spangled Banner)

กฎหมายธงชาติ

United States Code Title 4, Chapter 1 ระบุกฎเกณฑ์เกี่ยวกับธงชาติ Title 18, Chapter 33 ระบุความอาญาและโทษต่ออาชญากรรมต่อธงชาติ Title 36, Chapter 10 ระบุถึงวิธี และประเพณีในการเคารพธงชาติ แต่กฎทุกคำในเนื้อหากฎหมายบท 10 นี้ใช้คำว่า“ควรจะ” หรือ“should” แทนที่จะใช้คำว่า“จะต้อง” หรือ “shall” ในการเคารพธงชาติด้วยวิธีใด ตีความว่าไม่ออกเป็นกฎบังคับ เนื่องจากจะไปขัดกับสิทธิและเสรีภาพในการพูดและการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น รัฐธรรมนูญอเม็นด์เม๊นท์ฉบับที่ 1 (Freedom of Speech และ Freedom of Expression) ธงชาติถือเป็นสัญลักษณ์ หรือ “ซิม

บอล” (Symbol) แต่ละบุคคลมีสิทธิที่จะแสดงออกที่จะเคารพหรือไม่เคารพในธงชาติ ไม่ว่าการแสดงออกนั้นสังคมไม่ยอมรับก็ตาม รวมทั้งการเผาหรือทำลายธงชาติ นำผ้าลายธงชาติมาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม เหล่านี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของการ การแสดงออกหรือ “ซิมบอลลิค สปีช” (Symbolic Speech) ซึ่งได้รับความคุ้มครองภายใต้สิทธิรัฐธรรมนูญ

ตัวอย่างคดี

คดีเผาธงชาติ (Flag Burning) Street v. New York (1969) หลังจากที่ผู้นำผิวดำนาย James Meredith นักต่อสู้เพื่อความเสมอภาคระหว่างผิวถูกลอบยิงตาย นาย Street ได้เผาธงชาติบนหัวมุมถนน และตะโกนด่ารัฐบาลว่า “เรามีธงชาติไว้หาสวรรค์อะไร เมื่อกฎหมายไม่คุ้มครอง ปล่อยให้นาย Meredith ตาย” นาย Street ถูกจับในข้อกล่าวหาเผาธงชาติในที่สาธารณชนตามกฎหมายรัฐนิวยอร์ค คดีขึ้นถึงศาลสูงสุด (U.S. Supreme Court)  ศาลสูงสุดกลับคำตัดสิน และเขียนความเห็นว่า “รัฐนิวยอร์คไม่สามารถลงโทษผู้ทำลายหรือทำให้ธงชาติเสียหายในที่สาธารณะ เมื่อการกระทำนั้นเป็นการแสดงออกเพื่อประท้วงรัฐบาล กฎหมายนี้ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญ”

หลังจากนั้นปี ค.ศ. 1980 มีคดีเผาธงชาติอีก ในรัฐเท็กซัส Texas v. Johnson ปี จำเลยชนะอีก

คดีดูหมิ่นธงชาติ (Contemptuous Treatment) Smith v. Goguen (1974) นาย Goguen ถูกจับในข้อกล่าวหาดูหมิ่นธงชาติตามกฎหมายรัฐแมสสาจูเซ็สท์ เมื่อเขานำเศษผ้าสี่เหลี่ยมลายธงชาติ เย็บปะก้นกางเกงและนั่งทับสัญลักษณ์ธงชาติ คดีขึ้นถึงศาลสูงสุด ศาลสูงสุดกลับคำตัดสิน และเขียนความเห็นว่า “ข้อระบุในกฎหมายห้ามแสดงการดูหมิ่นธงชาตินั้นกำกวม (vagueness) การลงโทษจำเลยในกรณีนี้ไม่ใช่เพื่อต้องการปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของผืนธงชาติ แต่เป็นการลงโทษในการสื่อความหมายเกี่ยวกับธงชาติ

คดีนำธงชาติมาใช้ในทางที่ผิด (Flag Misuse Case) Spence v. Washington (1974) นาย Spence นักศึกษามหาวิทาลัย Kent ในรัฐวอชิงตันประท้วงการบุกรุกและการฆ่าคนตายในประเทศเขมร โดยนำธงชาติที่เขาติดเทปเป็น “สัญลักษณ์สันติภาพ” หรือ “พีซ ซิมบอล” (peace symbol) แบ็คกราวนด์บนธงชาติ แขวนออกนอกหน้าต่างอพาร์ตเม๊นท์ที่มหาวิทยาลัย นาย Spence ถูกจับในข้อกล่าวหานำธงชาติมาใช้ในทางที่ผิดตามกฎหมายรัฐวอชิงตัน คดีขึ้นถึงศาลสูงสุด ศาลสูงสุดกลับคำตัดสิน และเขียนความเห็นว่า “ถึงแม้ว่ารัฐจะต้องการปกป้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของธงชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องทำทุกอย่างที่จะให้บรรลุผล รัฐไม่สามารถบังคับให้ราษฎรทุกคนเคารพธงชาติหรือคำนับธงชาติทุกครั้งที่ธงชาติถูกชักขึ้น เช่นเดียวกับที่รัฐไม่สามารถลงโทษราษฎรที่วิจารณ์ (criticism) ธงชาติ หรือสัญลักษณ์ในความศักดิ์สิทธิ์ของธงชาติ  หรือลงโทษราษฎรที่ต้องการวิจารณ์นโยบายรัฐบาล”

สัญลักษณ์สันติภาพ (Peace Symbol)

สิทธิในการไม่เคารพธงชาติ

สิทธิในการแสดงออกในอเม็นด์เม๊นท์ที่หนึ่ง รวมสิทธิในการไม่แสดงออก (Right Not To Speak) ในคดี West Virginia State Board of Education v. Barnette (1943) ศาลตัดสินว่าโรงเรียนไม่สามารถลงโทษเด็กนักเรียนที่ไม่ยอมยืนทำความเคารพธงชาติได้ เพราะบุคคลมีสิทธิเสถียรภาพที่จะไม่พูดหรือไม่แสดงออกได้

ปี 1989 คองเกรสผ่านร่างกฎหมายรัฐบาลกลางเรียก “กฎหมายปกป้องธงชาติ” “แฟล๊ก โพรเท็กชั่น แอ๊กท์” (Flag Protection Act of 1989) ลงโทษเป็นความอาญาถ้าผู้ใดมีเจตนาทำลายธงชาติอเมริกันในที่สาธารณะ ในปี 1990 หลังจากกฎหมายกฎหมายปกป้องธงชาติ ผ่านออกมาศาลสูงสุดได้ตัดสินในคดีฉีกธงชาติ (Flag Mutilation Case) United States v. Eichman (1990) ว่ากฎหมายนี้ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการออกความคิดเห็น (Suppression of free expression) หลังจากการตัดสินในคดี United States v. Eichman “กฎหมายปกป้องธงชาติโวทเข้าสภา แต่ไม่ผ่าน

ผู้ถือใบเขียวขอใบเขียวให้ใครได้บ้าง

วันนี้คุยกันเรื่องใบเขียว ผู้ถือใบเขียวสามารถขอใบเขียวให้ ลูก หลาน(พ่วงมา) คู่สมรส และพ่วงลูกคู่สมรสได้ หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องรอให้ตนเป็นซิติเซ่นก่อนถึงจะทำได้ หรือถ้าเป็นซิติเซ่นจะขอใบเขียวได้เร็วขึ้น เหล่านี้เป็นการเข้าใจผิดนะคะ  ผู้ถือใบเขียวขอใบเขียวให้ใครได้บ้าง

ผู้ถือใบเขียวตาม “กรุ๊บเพร็ฟเฟอเร็นซ์” สามารถขอใบเขียวให้ครอบครัวได้ แยกเป็น กรุ๊บ 2A และ 2B

  1. กรุ๊บ 2 A ผู้ถือใบเขียวขอใบเขียวให้คู่สมรส หรือลูกอายุต่ำกว่า 21 ปีที่ยังไม่สมรส หรือหย่าแล้วใช้เวลาประมาณ 2 ปี สามารถพ่วงบุตรอายุต่ำกว่า 21 ปีไม่สมรสมาได้

  2. กรุ๊บ 2 B ผู้ถือใบเขียวขอใบเขียวให้ลูกอายุเกิน 21 ปีที่ยังไม่สมรส หรือหย่าแล้ว ใช้เวลาประมาณ 6 ½ ปี สามารถพ่วงบุตรอายุต่ำกว่า 21 ปีไม่สมรสมาได้

หมายเหตุ โควต้า“กรุ๊บเพร็ฟเฟอเร็นซ์”ระยะเวลารออาจเปลี่ยนแปลงช้าลงหรือเร็วขึ้นได้ คุณสามารถเช็คระยะเวลารอได้จาก Visa Bulletin แต่ละเดือนที่ www.travel.state.gov

ขอใบเขียวให้ลูก 3 ตัวอย่าง

(1) ถ้าคุณมีบุตรอายุต่ำกว่า 18 ปีก่อนจดทะเบียนสมรสกับซิติเซ่นและเด็กอายุต่ำกว่า 21 ปีตอนยื่นเรื่อง คู่สมรสซิติเซ่นสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณ และขอใบเขียวให้ลูกคุณได้ในฐานะลูกเลี้ยงได้ ใช้เวลาเพียง 5 เดือนถ้าลูกอยู่อเมริกา 8-10 เดือนถ้าลูกอยู่ไทย กรณีที่คู่สมรสไม่พร้อมหรือยังไม่ต้องการแอ็พพลายใบเขียวให้ลูกคุณ ทันทีที่คุณได้ใบเขียวแต่งงาน 2 ปี (หรือ 10 ปี) คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ลูกอายุต่ำกว่า 21 ปีที่อยู่เมืองไทยได้ทันที คู่สมรสไม่ต้องเซ็นเอกสาร ลูกจัดอยู่ใน กรุ๊บ 2A ใช้เวลาประมาณ2 ปี

(2) ถ้าลูกอายุเกิน 21 ปีไม่สมรสหรือหย่าแล้ว คุณสามารถขอใบเขียวให้เขาได้ทันที ลูกจัดอยู่ใน กรุ๊บ 2B ใช้เวลาประมาณ 6 ½ ปี กรณีลูกของคุณมีลูกเล็กๆ(หลานคุณ)ลูกเล็กๆจะได้ใบเขียวพ่วงตามมาด้วย (ประหยัดเงินค่าธรรมเนียม) กรณีลูกคุณแต่งงาน ลูกคุณต้องหย่าก่อน คุณถึงจะยื่นเรื่องให้ได้ และคุณยื่นเรื่องขอใบเขียวให้เขาทันที ไม่ต้องรอให้เป็นซิติเซ่นก่อน เพราะระยะเวลารอเท่ากันระหว่างลูกซิติเซ่นไม่สมรสหรือลูกใบเขียวไม่สมรส ลูกซิติเซ่นอายุเกิน 21 ปีไม่สมรสอยู่ใน กรุ๊บ 1st ระยะเวลารอประมาณ 6 ½ ปีเท่ากันกับกรุ๊บ 2B  

อ้าว! แล้วคู่สมรสลูกล่ะ ลูกมันจะไม่ยอมมาอเมริกาถ้าแฟนไม่มาด้วย ไม่ต้องตกใจค่ะ วิธีทำคือ เอาลูกและหลานมาก่อน ทันทีที่ลูกได้ใบเขียว ให้เขาเดินทางเข้ามาอเมริการับใบเขียวเสร็จ ก็บินกลับไทยไปจดทะเบียนสมรส และตัวเขาทำเรื่องขอใบเขียวให้คู่สมรสทันที(คู่สมรสอาจเป็นพ่อหรือแม่เด็ก หรือแฟนใหม่ก็ได้) ใช้เวลารอประมาณ 2 ปี ระหว่างจากกันรอ 2 ปีนั้น ถ้าคิดถึงกันก็บินไปมาไทยได้ วิธีนี้เป็นวิธีที่เร็วและดีที่สุด

ถ้าพ่อหรือแม่รอให้ได้ซิติเซ่นและค่อยยื่นใบเขียวให้ลูก คู่สมรสและหลาน มาพร้อมกันไม่ดีกว่าเหรอ

ไม่ดีกว่าค่ะ เพราะวิธีนี้ใช้เวลานานกว่า คือถ้าคุณรอให้เป็นซิติเซ่นก่อน เผลอ 3-5 ++ปี กว่าคุณจะได้ซิติเซ่น จึงยื่นเรื่องให้ครอบครัวลูก ใช้เวลาประมาณ 11 ½ ปีค่ะยิ่งนานไปใหญ่ และอีกปัญหาคือ หลาน (ลูกๆของลูกคุณอาจอายุเกิน 21 ปี ก็จะไม่สามารถพ่วงมากับ พ่อหรือแม่ได้)

อีกกรณีคือ สมมติคุณยื่นขอใบเขียวให้ลูกอยู่ ระหว่างคอย คุณได้เป็นซิติเซ่น ลูกคุณอาจต้องการไปจดทะเบียนกับแฟนและรอมาด้วยกันทั้งครอบครัว วิธีนี้จะช้ากว่าวิธีแรกค่ะ เพราะระยะเวลาคอย 11 ½ ปี สำหรับลูกซิติเซ่นที่แต่งงาน กรุ๊บ 3rd โควต้ารอประมาณ 11½ ปี แทนที่จะเป็น 8 ½ ปี ลูกคุณโสดได้ใบเขียวใน 6 ½ ปี ทำให้คู่สมรสรอ 2 ปี รวม 8 ½ ปี

(3) กรณีคุณโสดอายุต่ำกว่า 21 ปี คุณได้ใบเขียวจากพ่อหรือแม่ซิติเซ่น แต่คุณมีลูก(ทารก)นอกสมรส ตามกฎกรณีนี้เด็กไม่ได้ใบเขียวพ่วงกับคุณ (ไม่ต้องโกรธพ่อหรือแม่นะคะ ว่าเขาไม่ทำใบเขียวให้ลูกว่าหรือแฟน เพราะมันเป็นกฎ) ข้อแนะนำ คุณบินเข้ามาอเมริการับใบเขียว และจึงเดินทางกลับเมืองไทย จดทะเบียนกับ(พ่อหรือแม่เด็ก) และจึงยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คู่สมรสทันที ซึ่งลูกของคุณจะได้ใบเขียวตามพ่อหรือแม่(คู่สมรสคุณ)ด้วย ใช้เวลารอเพียง 2 ปี กรุ๊บ 2A

(4) กรณีคุณได้ใบเขียวจากคู่สมรสซิติเซ่นคนใหม่ คุณมีลูกอายุเกิน 21 ปี ยังไม่สมรส แนะนำให้ยื่นขอใบเขียวให้ลูกเลย ไม่สำคัญว่าลูกคุณจะไม่อยากไปอเมริกา หรือยังโกรธคุณที่แต่งงานใหม่ คุณเป็นคนเซ็นเอกสารคนเดียว ลูกไม่ต้องเซ็น แนะนำให้ทำเรื่องให้เขาทันที เพราะใช้เวลานาน 6 ½ ปี ของอย่างนี้เปลี่ยนใจกันได้ ถ้าคุณไม่ทำ 4-5 ปีให้หลัง ลูกแง๊วๆอยากไปอเมริกา ตอนนี้ก็ต้องรอไป ดิฉันเห็นมาเยอะแล้วค่ะ

อย่าพึ่งงงนะคะ โปรดอ่านทำความเข้าใจ เรื่องใบเขียว “กรุ๊บเพร็ฟเฟอเร็นซ์” หนังสือ “กฎหมายอิมมิเกรชั่น” บทที่ 4 ใบเขียว หน้า 39 หัวข้อวิธีเช็คโควต้าใบเขียว และ บทที่ 8 ใบเขียวครอบครัว คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือ “กฎหมายอิมมิเกรชั่น” เล่มละ $65 โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308

ขอใบเขียวให้คู่สมรส ตัวอย่าง

คุณได้ใบเขียว 10 ปีจากลูกซิติเซ่น คุณหย่ากับภรรยาเก่า (แม่ของลูกซิติเซ่น)แล้ว และแต่งงานกับหญิงใหม่ และสมมติว่ามีลูกเล็กกับภรรยาใหม่ 2 คน คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ภรรยาใหม่ได้ทันที ส่วนเด็กลูก 2 คนของคุณกับภรรยาใหม่จะพ่วงได้ใบเขียวพร้อมกับภรรยา ทำเคสเดียวได้ 3 คน ใช้เวลาประมาณ 2 ปีเท่านั้น

ไม่แนะนำ ให้ทำใบเขียวเองกรณีข้างต้นเหล่านี้ เพราะการทำใบเขียว ระยะเวลาสำคัญที่สุด เวลาทำกับทนาย ทนายจะคำนวณเวลาเพราะไม่ต้องการให้เด็กอายุเกินหรือ age out หรือ การเข้าออกประเทศของลูกความ และเรื่องภูมิลำเนา ถ้าอยู่นอกประเทศนาน และเรื่องรายได้ของสปอนเซ่อร์ เป็นต้น คุณสามารถติดต่อดิฉันได้ทางอีเมล์ค่ะ attorneyruji@aol.com

 

ผลของนโยบายอิมมิเกรชั่นทรัมพ์ต่อคนไทย

คอลัมน์ฉบับนี้ต่อจากฉบับก่อน “ทรัมพ์-เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” เริ่มข่าวเรื่อง “แทรเวิล แบน” (Travel Ban) ก่อน ที่ห้ามซิติเซ่น/ผู้ถือพาสปอร์ตจาก 7 ประเทศมุสลิมเข้าประเทศ มีผลใช้เมื่อวันที่ 27 มกราคม ทันทีที่กฎหมายผ่านรัฐวอชิงตันยื่นฟ้องศาลขอให้ระงับกฎหมายทันที ด้วยเหตุผลรัฐบาลละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญกีดกันคนเรื่องศาสนา ออร์เด้อร์นี้กีดกันคนมุสลิมเท่านั้น หลังจากนั้นรัฐอื่นฟ้องร้องเพิ่ม รัฐบาลต่อสู้ และวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลางได้ตัดสินให้รัฐบาลทรัมพ์แพ้ สรุปกฎหมายฉบับนี้ไม่มีผลบังคับใช้ ตอนนี้รัฐบาลกำลังตั้งตัวว่าจะเอาไงต่อไป สู้ต่อถึงศาลสูงสุด “ยูเอ็ส ซุพพรีม คอร์ท” (U.S. Supreme Court) ซึ่งใช้เวลานาน หรือทรัมพ์ออก “เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” “แทรเวิล แบน” ฉบับใหม่ให้รัดกุมมากขึ้น เราต้องรอดูกันต่อไป วันนี้เราคุยถึงเรื่อง“เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” 3 ฉบับสำคัญที่เกี่ยวกับอิมมิเกรชั่นและมีผลกับคนไทยในอเมริกา และคนไทยที่จะขอวีซ่าเข้าอเมริกา ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจระบบปกครองในอเมริกาว่า ใครมีหน้าที่ร่างกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ สภาเป็นผู้ร่างกฎหมาย และส่งให้ประธานาธิบดีเซ็น ร่างกฎหมายนั้นก็จะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ประธานาธิบดีในฐานะผู้บริหารประเทศมีอำนาจที่จะผ่านกฎหมายรวบลัดหรือ “เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” ออกมาในยามฉุกเฉินเพื่อปกป้องประเทศ กรณีกฎหมายละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญและมีผู้ฟ้องร้องขึ้นศาล ศาลสามารถตัดสินหยุดหรือยกเลิกกฎหมายนั้นได้

เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” 3 ฉบับ

ทันทีที่ทรัมพ์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้ใช้อำนาจของผู้บริหารเซ็นผ่าน“เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” ออกมาหลายฉบับอย่างเร่งรีบ เพื่อโชว์ว่าตนทำตามคำพูดตอนหาเสียง “เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” 3 ฉบับสำคัญที่ทรัมพ์อ้างฉุกเฉิน คือ ปัจจุบันประเทศอเมริกาตกอยู่ในภัยอันตรายอย่างใหญ่หลวงจากผู้ก่อการร้ายชาวมุสลิม และหน้าที่ของเขาในฐานะประธานาธิบดี ต้องปกป้องดูแลความปลอดภัยของคนอเมริกัน แผนการรักษาความปลอดภัยของทรัมพ์ 3 ฉบับสำคัญคือ

  1. สร้างกำแพงกั้นด่านระหว่างอเมริกาและประเทศเม็กซิโก เพื่อปกป้องผู้ก่อการร้ายลักลอบเข้ามาทางเม็กซิโก (ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาเงินมาจากไหนสร้าง) และปรับปรุงนโยบายการตรวจคนเข้าเมืองเข้มงวดขึ้น 
  2. สั่ง “ไอ๊ซ์” (ICE) หน่วยงานหนึ่งของอิมมิเกรชั่น กวาดจับคนต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายอาญาและส่งกลับประเทศเขา และสั่งให้ตำรวจท้องถิ่นร่มมือกับรัฐบาล เมื่อจับคนต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายให้ตำรวจส่งข้อมูลคนต่างชาตินั้นไปให้อิมมิเกรชั่น และขู่ตัดงบประมาณช่วยเหลือเมืองที่ปกป้องและช่วยเหลือโรบินฮู้ด ข้อนี้จะเป็นผลกับคนไทยในอมริกามาก เพราะถ้าคุณเพียงทำผิดกฎกฎจราจร หรือรถชน ถึงคุณไม่ใช่คนผิดแต่ถ้าคุณเป็นโรบินฮู้ด หรืออาจยังมีวีซ่าอย่างถูกต้องแต่ทำผิดกฎวีซ่า คุณอาจถูกส่งตัวให้อิมมิเกรชั่นได้ 
  3. “แทรเวิล แบน” (Travel Ban) สั่งปิดสนามบินทันทีที่ผ่าน“เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2017 ห้ามซิติเซ่น/ผู้ถือพาสปอร์ตจาก 7 ประเทศ คือ อิรัก อิหร่าน ซีเรีย ลิเบีย เยเม็น โซมาเลีย และซูดาน เข้าอเมริกา ตอนนี้กฎหมายฉบับนี้ถูกระงับไม่มีผลใช้ 

วิธีปกป้องตัวเอง

วิธีปกป้องตัวเองจาก “ไอ๊ซ์” และจากพวกมิจฉาชีพ (โน็ต: สมัยก่อนคนไทยเรียก อิมมิเกรชั่นว่า “ไอ้เก” ซึ่งเชยแล้ว ตอนนี้เรียก “ไอ๊ซ์” ตั้งแต่หลัง 9/11) คือทุกครั้งที่มีความวุ่นวายทางด้านอิมมิเกรชั่น ก็จะมีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือในหมู่คนไทยพูดหรือลือต่อๆกันไป ข่าวจะปลุกให้คนที่อยู่เถื่อนกลัว และจะเป็นที่ฉวยโอกาสหากินสำหรับพวกมิจฉาชีพ โดยหลอกทำใบโซเชียล ใบขับขี่ ใบ ทำใบเขียวเป็นต้น สัปดาห์ที่แล้วมีคนเมล์มาเล่าให้ฟังว่านักเรียนไทยทำงานตามร้านอาหารไทยในฮอลลิวู้ดถูก “ไอ๊ซ์” จับหลายคน(ดิฉันไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน) ตอนนี้มีคนรับทำใบโซเชียลเพื่อจะได้ทำงานถูกต้อง และถามดิฉันว่าคิดค่าทำโซเชียลเท่าไร ตอบเลยนะคะว่า อยู่ดีๆคุณไม่สามารถขอโซเชียลได้ วิธีที่คนรับทำกันคือ ทนายหรือแทนะจะยื่นเรื่องขอใบเขียวแบบลี้ภัยการเมืองหรือ “อซายลั่ม” (Asylum)ให้คุณ หลังจากยื่นเรื่องเข้าไป คุณจะได้รับใบทำงานและคุณสามารถทำใบโซเชียลได้ เรื่องจะคอยเป็นปี แต่ทันทีที่เรื่องมาถึงและคุณไปขึ้นศาล เรื่องก็จะไม่ผ่านเพราะคุณไม่ได้เป็นผู้ลี้ภัยการเมืองจริงและคุณจะถูกเนรเทศ ระหว่างที่คอยเรื่อง ทนาย/แทนะก็จะเรียกเก็บเงินคุณไปเรื่อยๆ คำแนะนำนะคะ

  • ไหนๆก็อยู่อย่างไม่ถูกต้องแล้ว ก็ดำรงชีวิตต่อไปอย่างปกติเงียบๆ อย่าทำอะไรที่ผิดกฎหมาย เช่นไปยืมโซเชียลคนอื่นมาใช้ เลี่ยงอย่ามั่วสุมกับผู้มีปัญหา ถ้าคุณถูก“ไอ๊ซ์”จับเพราะคุณเพียงอยู่เถื่อน เจ้าหน้าที่จะให้คุณเซ็นเอกสารรับอาสาเดินทางออกนอกประเทศเองโดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย “ดู พรอเซส” (Due Process) อย่าเซ็นเอกสารใดๆทั้งสิ้น นอกจากคุณตั้งใจกลับเมืองไทยและไม่กลับมาอีก ให้คุณบอกเจ้าหน้าที่ว่าคุณต้องการไปศาลอิมมิเกรชั่น พูดว่า “ไอ ว๊อนท์ ทู แฮฟ เอ เฮียริ่ง บีฟอร์ แอน อิมมิเกรชั่น จั๊ดจ์” (I want to have a hearing before an immigration judge.) เจ้าหน้าที่จะปล่อยคุณกลับบ้าน ซึ่งกรณีนี้จะใช้เวลานาน พอคุณถูกปล่อยมา คุณหาทนาย เมื่อคุณไปศาล จะใช้เวลานานเป็นปี ระหว่างนั้นคุณจะๆได้ใบทำงานหรือ “เวิ๊ร์ค เพอร์มิท และระหว่างรอ คุณอาจมีทางออกอะไรที่ดีกว่านั้น อาจมีกฎหมายผ่านมาช่วย หรือ อาจได้แฟนซิติเซ่นแต่งงาน (โปรดอ่านหนังสือ “ชีวิตโรบินฮู้ด” ราคาเล่มละ $32 คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉัน โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308) 
  • ผู้ที่ได้ใบทำงานจาก “ดรีม แอ๊กท์” (DREAM ACT) และใบ “แอ็ดวานซ์ พาโรล” (Advance Parole) ที่อนุญาตให้ออกนอกประเทศได้ ดิฉันไม่แนะนำให้เดินทางออกนอกประเทศ เพราะทรัมพ์ไม่ชอบ “ดรีม แอ๊กท์” ผลงานโอบาม่าเท่าไรนัก ดรีมแอ๊กท์ เป็น “เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” ของโอบาม่า ฉะนั้นอาจยกเลิกหรือแก้ไขได้ในอนาคต 
  • ผู้ถือวีซ่านักเรียน ถ้าทำผิดกฎวีซ่า เช่นลักลอบทำงานดิฉันไม่แนะนำให้เดินทางออกนอกประเทศ 
  • ผู้มีใบเขียว ถ้าอยู่ระหว่างมีคดีอาญา และคดียังไม่จบลง ไม่ควรเดินทางออกนอกประเทศ 
  • ผู้มีใบเขียวควรยื่นเรื่องทำซิติเซ่นเร็วที่สุด คนที่ได้ใบเขียวจากการแต่งงาน ยื่นได้ 3 ปีหลังได้ใบเขียวใบแรก ส่วนผู้อื่น 5 ปีนับจากวันที่ได้ใบเขียว เช็คใบเขียวของคุณจะมีวันที่บอกวันที่คุณได้ใบเขียว ที่เขียนว่า Resident Since: ตามด้วย เดือน วัน ปี     
  • และผู้ใดที่มีโอกาศทำใบเขียวได้ เช่นพ่อ/แม่ที่มีลูกอายุเกิน 21 ปีที่เป็นซิติเซ่น ให้ลูกแอ็พพลายใบเขียวให้ทันที หรือใครมีแฟนเป็นซิติเซ่นก็แต่งงานทำใบเขียวกันซะ เราไม่รู้ว่าทรัมพ์จะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายอิมมิเกรชั่นอะไรบ้างในอนาคต 

เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์ (Executive Order)

ดอนัลด์ ทรัมพ์เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีวันศุกร์ที่ 20 มกราคมนี้ ยังไม่ถึงเดือน บ้านเมืองปั่นป่วน ในและนอกประเทศทั้งพันธมิตรและอพันธมิตร ดิฉันพยายามทั้งเปิดใจและทำใจให้แฟร์กับเขา ตอนนี้เกือบจะสายป่านขาดแล้ว เฮ้อ! ทั้งโยคะและนั่งลมปรานก็แล้วไม่ได้ช่วย ตอนนี้ดิฉันเลยหาเรื่องไปเรียนภาษาสแปนิชภาคค่ำ เพื่อทำให้ตัวเองบิสซี่เพราะมีการบ้านมาก จะได้ไม่มีเปลืองสมองกับข่าว ไหนๆก็ไหนๆวันนี้ขอปล่อยอารมณ์เรื่อง“เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” หรือ “คำสั่งเบื้องบน” ที่ทรัมพ์เซ็นยิกๆ ตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งถึงวันนี้ทั้งหมด 19 ฉบับ ขณะคุณอ่านอาจมากกว่านี้

เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์

“เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” (Executive Order) แปลตรงตัว “เอ็กเซ็กคิวทีฟ = ผู้บริหาร” “ออร์เด้อร์ = คำสั่ง” เป็นคำสั่งจากประธานาธิบดี จะว่าเป็นกฎหมายรวบลัดก็ได้โดยไม่ผ่านสภา การร่างกฎหมายเป็นหน้าที่ของรัฐสภา แต่ประธานาธิบดีมีอำนาจผ่าน “เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” หรือกฎหมายได้ในกรณีฉุกเฉิน เพราะกว่ากฎหมายจะผ่านออกมาแต่ละฉบับใช้เวลานาน  เพราะต้องผ่านเสียงข้างมากจากสองสภาก่อน (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา House of Representative and Senate) จึงจะผ่านเป็นกฎหมายได้ หลังจากผ่านเป็นกฎหมาย ถ้ากฎหมายนั้นละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญหรือก้าวก่ายรัฐ และมีผู้ฟ้องร้องขึ้นศาล ศาลสามารถตัดสินให้ยกเลิกกฎหมายฉบับนั้นหรือบางส่วนได้ “เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” บางฉบับมีกำหนดระยะเวลาบางฉบับไม่มี สามารถใช้ไปได้เรื่อยๆจนกระทั่งมีร่างกฎหมายใหม่ผ่านมาแทนที่ หรือศาลตัดสินให้ยกเลิก

ห้ามซิติเซ่นจาก 7 ประเทศเข้าอเมริกา 

“เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” ฉบับที่มีผลกับคนต่างชาติมากที่สุดคือ ฉบับปกป้องผู้ก่อการร้ายไม่ให้ประเทศ โดยห้ามซิติเซ่นจาก 7 ประเทศที่พลเมืองส่วนมากเป็นชาวมุสลิมเข้าอเมริกา คือ อิรัก อิหร่าน ซีเรีย ลิเบีย เยเม็น โซมาเลีย และซูดาน เป็นเวลา 90 วันและปิดประเทศไม่ให้ผู้ลี้ภัยเข้าอเมริกา 120 วัน จนกระทั่ง “กระทรวงรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ” (Department of Homeland Security) จัดวางระบบตรวจแบ็คกราวนด์ให้รัดกุมมากขึ้น และลดจำนวนผู้ลี้ภัยจาก 110.000 คน (ตามคำสั่งโอบาม่า) เหลือ 50,000 คน

แผนที่รูป 7 ประเทศ

ทรัมพ์เซ็น “เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” ฉบับนี้วันศุกร์ที่ 27 มกราคมช่วงบ่าย มีผลใช้บังคับทันที  พอทางอิมมิเกรชั่นได้รับคำสั่ง ซึ่งกำกวมไม่แน่ใจว่ารวมผู้ถือใบเขียวด้วยหรือไม่ แต่ละสนามบินเครซี่กันไปตามๆกัน เจ้าหน้าที่ ต.ม. ห้ามไม่ให้ ผู้เดินทางที่ถือพาสปอร์ตจาก 7 ประเทศเข้าประเทศ ถึงแม้จะมีวีซ่าอย่างถูกต้อง รวมวีซ่าท่องเที่ยว นักเรียน และทำงาน และผู้มีใบเขียว ผู้ถือวีซ่าถูกส่งตัวกลับ ส่วนผู้ถือใบเขียวถูกกักไว้เช่นกัน ทันทีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นหลายองค์กรได้ซูเข้าศาล อ้างรัฐบาลละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญโดยเป้าหมายกีดกันคนมุสลิมเข้าประเทศ ซึ่งละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญอย่างแรง (200 กว่าปี ของประวัติศาสตร์อเมริกัน บทเฉพาะการที่ 1 คือ สิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา) ศาลบางรัฐได้สั่งระงับคำสั่ง“เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” ชั่วคราว ณ.วันที่ 4 ก.พ. วันเสาร์ขณะที่ดิฉันกำลังเขียนคอลัมน์นี้ อัยการศาลรัฐบาลกลางแห่งรัฐวอชิงตันตัดสินให้ระงับ“เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์”ฉบับนี้ชั่วคราว และ“กระทรวงรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ” ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ ต.ม. เปิดด่านให้ผู้ถือวีซ่าจาก 7 ประเทศนี้เข้าได้

สนามบินลอสแอนเจลิส 29 ม.ค.

 

ผลกับคนไทย

ทันที่ข่าวฮือเรื่อง ต.ม. ห้ามผู้ถือวีซ่าและใบเขียวอย่างถูกต้องเข้าประเทศ  ดิฉันได้อีเมล์และโทรศัพท์ถามมาว่า เขาทำใบเขียวให้แม่ ถ้าพ่อซึ่งพึ่งได้ใบเขียวเดินทางกลับไปรับแม่เข้ามาจะมีปัญหาไหม และอีกท่านถามว่าผู้ถือใบเขียวเคยมีคดีเมาและขับรถ ถ้าออกไปแคนาดา จะมีปัญหาตอนกลับเข้ามาไหม

ท่านแรกไม่มีค่ะ ท่านที่สองคำถาม ไม่ละเอียด ว่าผู้ถือใบเขียวนั้นคนไทยใช่ไหมคะ และ คดีจบไปหรือยัง แนะนำให้ถามทนายที่ทำเรื่องคดีอีกทีค่ะ

ผลกับคนไทยทั่วไป

ผู้ขอวีซ่าไปอเมริกาจะถูกตรวจมากขึ้น และดิฉันคาดว่าผู้ที่เป็นมุสลิมจะถูกเช็คแบ๊คกราวนด์อย่างละเอียดมากขึ้น เพราะอาจไก๊ด์ไลน์ต่างกับคนทั่วไป

ดิฉันไม่แนะนำให้ผู้ที่อยู่ในอเมริกาภายใต้กฎหมาย “ดรีมแอ๊กท์” (เด็กที่พ่อแม่นำเข้ามาเรียนหนังสือตั้งแต่เล็กๆ) ถึงแม้จะขอ “แอ้ดแว๊นซ์ พาโรล” (Advance Parole) ออกนอกประเทศได้ ดิฉันไม่แนะนำให้ออกค่ะ เพราะตอนหาเสียง “ทรัมพ์” ไม่ชอบกฎหมาย “ดรีมแอ๊กท์” หรือไม่ชอบ “โอบาม่า” อันใดอันหนึ่ง เนื่องจากโอบาม่าผ่าน “เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” “ดรีมแอ๊กท์” ฉะนั้นทรัมพ์ สามารถออก“เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” ยกเลิก“ดรีมแอ๊กท์”ได้

และถ้าไม่จำเป็นผู้ถือวีซ่าชั่วคราว รวม วีซ่านักเรียน วีซ่าทำงาน วีซ่าลงทุนและอื่นๆไม่ควรเดินทางออกนอกประเทศระยะนี้ ดูลาดเลากันไปก่อนนะคะ

(คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DACA หรือ ดรีมแอ็กท์ในหนังสือ กฎหมายอิมมิเกรชั่น”  หน้า 26 และอ่านเพิ่มการเป็นอยู่ เดินทางและทำผิดกฎหมายของโรบินฮู้ด หน้า 74 ราคาเล่มละ  $65 คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉัน โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308)

ส่วนโรบินฮู้ดในอเมริกา อยู่ยากขึ้นเนื่องจาก ทรัมพ์สั่งให้รัฐร่วมมือกับรัฐบาลกลาง บังคับให้ตำรวจเช็คสถานภาพอิมมิเกรชั่นของคนต่างด้าวที่ทำผิดกฎหมายรวมทั้งกฎจราจร และส่งข้อมูลให้อิมมิเกรชั่น และยังขู่เมืองที่รัฐบาลกลางมีรายชื่อจัดเป็นเมืองที่ ปกป้องและช่วยเหลือโรบินฮู้ด (เรียก “แซงชัวอารี่ ซิทตี้” Sanctuary Cities) รวม ซานฟรานซิสโก ชิคาโก บอสตัน นิวยอร์คซิทตี้ ไมอามี่ วอชิงตัน ดีซี ทรัมพ์ขู่ว่าถ้าเมืองเหล่านี้ไม่ปฏิบัติตามจะตัดงบจากรัฐบาลกลางต่อเมืองนั้นๆ   แผนที่เมือง“แซงชัวอารี่ ซิทตี้”

ทรัมพ์

สวัสดีปีใหม่ค่า วันศุกร์ที่ 20 มกราคมนี้ อเมริกาก็จะได้ประธานาธิบดีคนใหม่ “ดอนัลด์ ทรัมพ์” คนที่ 45 รับช่วงต่อจากป.ธ.น. บาแร็ค โอบาม่า ซึ่งดำรงตำแหน่ง 2 เทอม 8 ปี ไหนๆก็จะเป็น ป.ธ.น. ของเรา ถึงเวลาแล้วที่ผู้ที่ไม่ได้เลือกทรัมพ์ต้องเปิดใจรับเขา วันนี้เรามาทำความรู้จัก ทรัมพ์ และสิ่งดีๆของเขา
ประวัติชีวิตทรัมพ์

เรารู้จักทรัมพ์กันในแง่ว่าเขาเป็นนักธุรกิจเศรษฐีเงินล้าน และเขาเกิดมาจากกองเงินกองทอง แต่เราควรต้องรู้ที่มาของเขา ก่อนที่จะตัดสินใจว่าเขาเป็นคนอย่างไร และเขาจะพาประเทศเราไปทิศทางไหน คำพังเพยไทย “ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ จะให้แน่ต้องดูที่ยาย” ฉะนั้นเรามารู้จักตระกูลทรัมพ์ เริ่มจากรุ่นปู่

ปู่ทรัมพ์

ปู่และย่าทรัมพ์เป็นชาวเยอรมัน ปู่ชื่อ “เฟรเดอริค ทรัมพ์” (ภาษาเยอรมันสะกด Friedrich TRUMPF ต่อมาปู่ตัดตัว F ออกเป็น TRUMP) ปู่เกิดปีค.ศ. 1869 ในแคว้น “บาวาเรีย เยอรมันี” (Bavaria, Germany) มีพี่น้อง 5 คน พ่อแม่(ทวด)ทำไร่องุ่น พ่อป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งอยู่ 10 ปี หลังตายครอบครัวลำบากมากเพราะเป็นหนี้ค่ารักษาพยาบาลพ่อ ตอนพ่อตายปู่อายุเพียง 8 ปี พี่น้องช่วยกันทำงานในไร่องุ่น ตอนอายุ 14 ปีแม่ส่งปู่ไปเรียนเป็นช่างตัดผมเมืองใกล้ๆได้ 2 ปี พอเรียนจบกลับไปบ้านไม่มีอะไรทำ ปู่ตัดสินใจอพยพไปอเมริกากับพี่สาวและพี่เขย ปีค.ศ. 1885 ตอนนั้นอายุ 16 ปี วันแรกที่ถึงอเมริกาลงจากเรือได้เจอเจ้าของร้านตัดผมพูดภาษาเยอรมัน วันรุ่งขึ้นปู่ได้งานเป็นช่างตัดผม ทำอยู่ 6 ปี ปีค.ศ. 1891 ปู่ตัดสินใจย้ายไปเสี่ยงโชคเมืองซีแอ๊ตเติล รัฐวอชิงตัน (Seattle, Washington) ช่วงนั้นเป็นช่วงยุคขุดทอง“คลอนได๊ค” (Klondike Gold Rush) อยู่ตอนเหนือของรัฐวอชิงตันถึงอลาสก้า จากเงินเก็บปู่ได้ซื้อร้านอาหารในซีแอ๊ตเติล ซึ่งเป็นเมืองผ่านที่คณะขุดทองต้องมาพักก่อนเดินทางไปอลาสก้า ปู่ทำมาค้าขึ้นและได้ขยายกิจการจากร้านอาหาร เพิ่ม ซาลูน ผับ บ่อนคาสิโน และซ่อง ปู่ขยายกิจการไปเรื่อย ไปเปิดกิจการใหม่ในเมืองที่มีเหมืองแร่ และยูคอน อลาสก้า (Yukon Alaska) และยังซื้อขายที่ดิน คือจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด เมื่อยุคขุดทองซาลง ปี ค.ศ. 1900 ปู่ขายกิจการหมดและย้ายกลับไปนิวยอร์ค ปู่ได้อเมริกันซิติเซ่นปี ค.ศ. 1892 

ปี ค.ศ. 1901 ปู่ในฐานะเศรษฐีมั่งคั่ง ได้กลับไปบ้านเกิดและแต่งงานกับหญิงเยอรมันเพื่อนบ้าน ชื่อ “อิลิซาเบท ไครสท์” (Elizabeth Crist) ปู่ตั้งใจจะทำธุรกิจอยู่ในเยอรมัน แต่มีปัญหากับรัฐบาลเยอรมันซึ่งตั้งข้อหาว่าเขาไปอเมริกาตั้งใจหนีเกณฑ์ทหาร เขาสูญสัญชาติเยอรมัน วันที่ 24 ธันวาคม 1904 ปู่จึงพาภรรยาย้ายไปอยู่นิวยอร์ค 

ปู่และย่า มีลูกด้วยกัน 3 คนๆโตคือ เฟรดเดอริค จูเนียร์ (พ่อทรัมพ์) เกิดปี 1905 คนที่สองชื่ออิลิซาเบท และคนสุดท้องจอน ปู่อายุสั้นเสียชีวิตปี ค.ศ. 1918 อายุเพียง 49 ปี ติดเชื้อจากโรคระบาดไข้หวัดหมู “สวายน์ฟลู” (Swine flu) คล้ายๆไข้หวัดนก โรคไช้หวัดหมูระบาดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างปี ค.ศ. 1914-1918 คนในยุโรปตายเป็นล้านๆคน ตาม“วิกิ”หลังย่ามีลูกสาว ย่าโฮมซิคคิดถึงบ้านมากปู่พาย่ากลับไปเยี่ยมบ้าน ปู่อาจติดโรคระบาดได้ช่วงนั้น ตอนปู่ตายนั้น พ่อทรัมพ์อายุเพียง 13 ปี ตอนตายมีทรัพย์สิน ธุรกิจ ที่ดิน และหุ้นจำนวนมาก

ย่าและปู่ ทรัมพ์

พ่อแม่ทรัมพ์    

พ่อทรัมพ์ ชื่อ “เฟรด จูเนียร์” หรือ“เฟรเดอริค ซี ทรัมพ์” (Frederick C. Trump Jr.”) เกิดปี ค.ศ. 1905 ในนิวยอร์ค เกิดมาจากกองเงินกองทอง เขาอายุเพียง 15 ปี ตอนพ่อตาย พ่อทรัมพ์ทำงานหนักเช่นเดียวกับปู่ หลังพ่อตา เขาได้ไปเรียนเป็นช่างไม้และเรียนวิธีอ่านพิมพ์เขียว(บลูพริ๊นท์ “blueprints”) หลังจากนั้นเข้าทำงานในบริษัทอสังหาของพ่อร่วมกับแม่ เขาเซ็นเช็คบริษัทตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 21 ปี

แม่ทรัมพ์ชื่อ แมรี่ แอน (Mary Anne nee MacLeod) เกิดปี ค.ศ. 1912 ในหมู่บ้านเล็กๆประเทศสก็อตแลนด์ พ่อแม่เธฮมีลูก 10 คนเธอเป็นคนสุดท้อง พ่อมีฟาร์ม ทำประมงและเป็นผู้คุมเด็กเกเร หนึ่งวันหลังวันเกิดอายุ 18 ปี เธอประกาศว่าเธอต้องการไปอยู่อเมริกา และจะไม่กลับมาอีก เธอทำดังที่ตั้งใจ เธอเดินทางไปอเมริกากับพี่สาว ปี คศ. 1930 โดยมีเงินติดตัวไป $50 เธอทำงานเป็น “เมท” (maid) อยู่ 4 ปี เธอพบเฟรดพ่อทรัมพ์ที่โรงเต้นรำ และตกหลุมรักกัน ทั้งสองแต่งงานเดือนมกราคมปี ค.ศ. 1936 ตอนนั้นเธออายุ 24 พ่ออายุ 31 ทั้งสองมีลูกทั้งหมด 5 คน หญิงสอง ชายสาม แมรี่แอน (Maryanne) เฟรดเดอริค (Frederick) อิลิซาเบท (Elizabeth) ลูกคนที่ 4 คือ ดอนัลด์ ทรัมพ์ (Donald Trump) และโรเบิรท์ (Robert)

พ่อทรัมพ์ทำธุรกิจซื้อขายที่ดินและก่อสร้าง หากินกับคนชั้นกลางและคนรายได้ต่ำแถบเมืองควีนส์ และบรุ๊กลิน (Queens and Brooklyn) เขาสร้างอพาร์ทเม๊นท์และยูนิท มากกว่า 27,000 ยูนิท ในเมืองนิวยอร์ค ให้คนรายได้ต่ำเช่า และยังสร้างบ้านจัดสรรขายอีกมากมาย ช่วงปี ค.ศ. 1980 พ่อทรัมพ์รู้จักและเป็นเพื่อนกับนาย “เบนจามิน เน็ททันยาฮู” (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีประเทศอิสราเอลปัจจุบัน ซึ่งตอนนั้นายเน็ททันยาฮูทำงานอยู่ใน “ยู เอ็น” (ยูไนเต็ด เนชั่น United Nation) ในเมือง “แมนแฮ็ตตัน” (Manhattan) 

ตอนแม่ทรัมพ์อายุ 79 ปี เธอถูกจี้ใกล้ๆบ้านเมืองควีนส์ คนร้ายทุบตีเธออย่างสาหัส ซี่โครงหัก หน้าตาฟกช้ำและเลือดคั่งในสมอง เป็นผลให้หูและตาเสื่อม คนขับรถบรรทุกชื่อนาย ลอเร็นซ์ เฮอเบิร์ท เข้ามาช่วยและจับคนร้ายเด็กอายุ 16 ปีได้ ดอนัลด์ทรัมพ์ให้รางวัล เงินจำนวนมาก ซึ่งเงินจำนวนนั้นได้ช่วยนาย ลอเร็นซ์ เฮอเบิร์ทไถ่บ้านที่กำลังถูกยึด

พ่อทรัมพ์เสียชีวิตอายุ 93 ปี ค.ศ. 1999 หลังจากป่วยเป็นโรค “อัลไซม์เม่อร์”อยู่ 6 ปี แม่ทรัมพ์เสียชีวิตอายุ 88 หนึ่งปีให้หลังสามี

พ่อและแม่ ทรัมพ์
  
ดอนัลด์ ทรัมพ์

ทรัมพ์เกิดวันที่ 14 มิถุนายน 1946 ในนิวยอร์ค ปัจจุบันอายุ 70 ปี เป็นลูกคนที่ 4 ของนาย เฟรเดอริค ทรัมพ์ จูเนียร์ และนาง แมรี่แอน ทรัมพ์ ชาวสก็อตดิช ทรัมพ์มีพี่สาว 2 คน พี่ชาย 1 คนและน้องชาย 1 คน พี่ชายคนโตชื่อ “เฟรเดอริค” ตามชื่อพ่อและปู่ พี่ชายเสียชีวิตปี ค.ศ. 1981 อายุเพียง 42 ปี เนื่องจากติดเหล้า (ทรัมพ์สาบานว่าจะไม่กินเหล้าและสูบบุหรี่) ตามวิกิพ่อแม่หวังในลูกชายคนโตนี้มากที่จะให้รับทำธุรกิจของตระกูลต่อ แต่“เฟรเดอริค”ไม่ชอบและไม่เอาธุรกิจด้านนี้ เขาชอบบินและต้องการเป็นนักบิน คงจะรับไม่ได้ เลยหันหาเหล้าจนตาย

การศึกษา ตอน อายุ 13-18 ปี ทรัมพ์เข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร “นิวยอร์ค มิลลิทารี่ แอคคาเดมี่” (New York Military Academy)ได้ประกาศนียบัตรปี ค.ศ.1964 หลังจากนั้นเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง “วอร์ตัน สกูล ออฟ เดอะ ยูนิเวร์ซิตี้ ออฟ เพนซิลเวเนีย (Wharton School of the University of Pennsylvania) จบปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ. 1971 ทรัมพ์รับช่วงทำธุรกิจบริษัทอสังหาของตระกูลต่อ นอกจากนั้นทรัมพ์ยังได้ขยายทำธุรกิจอื่นๆนอกจากอสังหา รวม คาสิโน วิทยาลัย สนามกอล์ฟ ทีวีโชว์และเคยเป็นเจ้าของกิจการประกวดนางงาม เป็นต้น

ชีวิตครอบครัว ทรัมพ์ปัจจุบันแต่งงานกับนาง“เมลาเนีย ทรัมพ์” (Melania Knauss Trump) เป็นภรรยาคนที่ 3 เธอเกิด วันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1970 อายุ 46 ปี ในสาธารณรัฐสังคมนิยม “สโลเวเนีย” (Slovenia) ทั้งสองแต่งงานปี 2005 มีลูกชายด้วยกัน 1 คน ชื่อ บาร์รอน ทรัมพ์ อายุ 10 ปี ก่อนสมรสเธอเป็นนางแบบแม็กกาซีน ปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัว มีเครื่องสำอางค์ชื่อเธอ และร้านจิวเวอร์ลรี่ ทรัมพ์มีลูกทั้งหมด 5 คน ชายสาม หญิงสอง ดอนัลด์ ทรัมพ์ จูเนียร์ (Donald Trump Jr.) อายุ 38 ปี ไอแวนก้า ทรัมพ์ (Ivanka Trump) อายุ 34 ปี แอริค ทรัมพ์ (Eric Trump) อายุ 32 ปี สามคนแรกเป็นลูกภรรยาคนที่หนึ่ง ชื่อ “ไอแวนน่า ทรัมพ์” (Ivanna Trump) ชาวเช็คโกสโลวาเกีย เคยเป็นนางแบบ คนที่ 4 ชื่อ ทิฟฟานี่ ทรัมพ์ (Tiffany Trump) อายุ 22 ปี เป็นลูกภรรยาคนที่สอง “มาร์ลา ทรัมพ์” (Marla Trump) ชาวอเมริกันเคยเป็นดารา และคนสุดท้องคือ บาร์รอน (Barron Trump) ลูกของเมลาเนีย และ ทรัมพ์


ทรัมพ์ เมลาเนีย และลูก 5 คน

สิ่งดีๆของทรัมพ์

อีก 2 วันทรัมพ์จะเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศ เรามาหาสิ่งดีๆของทรัมพ์ เพราะไหนๆก็ไหนๆ (where, where, it where where!) เราอเมริกันด้วยกันก็ต้องซัพพอร์ทกัน ข้างล่างนี้เป็นความรู้สึกที่ดีของดิฉันต่อทรัมพ์

ตระกูลทรัมพ์ ทรัมพ์มาจากตะกูลทำมาหากิน ตามข้างต้น ปู่ย่า พ่อแม่ ทรัมพ์ เป็นนักธุรกิจ ทำงานหนักหาเงินกันด้วยลำแข้งตนเอง ไม่ได้โกงกินใคร และทรัมพ์เองถือเป็นนักธุรกิจที่เก่งถึงแม้เขาจะเกิดมารวย แต่เขาก็เก่ง “เงินต่อเงิน” บางคนเกิดมารวยแต่ถลุงหมดก็มี พ่อแม่พี่น้องทรัมพ์และลูกๆเขาได้ดีกันทุกคน ทรัมพ์น่าจะเป็นลูก และพ่อที่ดีพอสมควร

คุณสมบัติส่วนตัว เมื่อพี่ชายตาย เขาสาบานจะไม่จับบุหรี่และเหล้า ซึ่งเขาไม่เคยสูบหรือดื่มเลย และตอนแม่ถูกจี้ เขาใจใหญ่ หรือ(ใจบุญ) ที่ให้รางวัลคนที่จับผู้จี้ได้ ไถ่บ้านที่กำลังถูกยึด

การศึกษาและประสบการณ์ ทรัมพ์เรียน ร.ร. เตรียมทหารน่าจะมีวินัยจากวิชาทหารพอสมควร และจบเศรษฐศาสตร์ และทำธุรกิจส่วนตัว น่าจะมีความรู้ด้านการเงินดีทีเดียว ดิฉันเชื่อว่าสิ่งที่เราเรียนมามันไม่หายไปไหน สักวันหนึ่งถ้าจำเป็นต้องใช้ ก็จะงัดออกมาได้เอง

กล้าพูดและไม่กลัวใคร ตอนทรัมพ์เริ่มหาเสียงใหม่ๆ ดิฉันฟังทรัมพ์พูดและชอบที่เขาพูดเหมือนคนธรรมดา ไม่ใช้ศัพท์สูงแบบนักการเมือง และพูดเข้าจุด ฟังง่ายดี ต่อมาวาจาห้าวหาญขึ้น แต่ดิฉันทำใจได้ว่านี่คือการเมือง แต่ละฝ่ายโทษ(ด่า)กันไปโทษ(ด่า)กันมา นักการเมืองหลายคนไม่ชอบเขา เพราะทรัมพ์ไม่ยอมอยู่ใต้ใคร ดิฉันเชื่อว่าเขาจะทำให้ทำเนียบขาวปั่นป่วนแน่ๆ เพราะเขาไม่ชอบทำตามกฎและระเบียบ หรือให้พวกรุ่นเก่าๆแก่ๆในทำเนียบขาวมาครอบเขาได้ ดิฉันว่าก็ดีเหมือนกัน  

มิตรกับอิสราเอลและรัสเซีย ตระกูลทรัมพ์หากินกับคนยิวมานาน นักธุรกิจเก่งๆมักชอบคนยิวและชื่นชมหลักการทำงานหนักของคนยิว พ่อทรัมพ์ก็เคยรู้จักเป็นเพื่อนกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล” นาย “เบนจามิน เน็ททันยาฮู” เป็นการส่วนตัว ดิฉันมองว่าเป็นสิ่งดี และทรัมพ์ชอบและชื่นชม “พูติน” (Putin) ผู้นำรัสเชีย และพูตินก็ชอบเขา ถ้ามองในแง่ดีก็ดี อเมริกาและรัสเชียทำสงครามเย็นกันมานาน ถ้าทรัมพ์จะเริ่มปูรากฐานมิตรภาพ ก็ไม่น่าจะเป็นสิ่งไม่ดี และดิฉันเชื่อว่าทรัมพ์เองก็แข็งพอๆกับพูติน คงไม่ยอมให้ “พูติน”เอาเปรียบ 

ส่วนนโยบายอื่นๆของทรัมพ์ก็ต้องดูกันไป ดิฉันในฐานะนักกฎหมายเชื่อในความศักดิ์สิทธิของรัฐธรรมนูญอเมริกัน รัฐบาลเรามี 3 แผนก ซึ่งคอยดึงกัน “เช็คและบาล๊านซ์” (check and balance) ฝ่ายบริหาร รัฐบาล และศาล ฉะนั้นยากที่ทรัมพ์จะทำอะไรโดยพลการได้สำเร็จ

อิมมิเกรชั่นรีฟอร์ม (กฎหมายคนเข้าเมืองฉบับปฏิรูป)

สวัสดีค่ะ วันนี้เขียนคอลัมน์ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ขอบคุณแฟนๆที่เขียนมาอวยพรคริสต์มาสและปีใหม่ ดิฉันไม่ได้หายไปใหนค่ะยังทำงานอยู่พอประมาณ เพราะรักกฎหมายไม่ต้องการให้ความรู้เข้าหม้อ ตราบใดที่ยังทำงานก็ต้องขวนขวายติดตามกฎหมายใหม่ๆ และที่สำคัญเมื่อได้คุยกับลูกความ ก็จะรู้ปัญหาในวงคนไทยดีขึ้น ดิฉันสบายดี สุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัวหรือเจ็บป่วย แฮ็ปปี้ค่ะ ขออวยพรแฟนๆปีใหม่และตลอดไป I WISH YOU HEALTH. นะคะ 
มีแฟนคอลัมน์เมล์มาถามว่า “มีหนังสืออิมมิเกรชั่นรีฟอร์ม 2016 ขายไหม” ไม่มีค่ะ เพราะอิมมิเกรชั่นรีฟอร์มไม่ผ่านค่ะ คอลัมน์ฉบับนี้เราคุยเรื่องอิมมิเกรชั่นรีฟอร์มนะคะ เพื่อผู้ที่อยู่ในอเมริกาอย่างผิดกฎหมายที่รอคอยว่าเมื่อไรจะมีกฎหมายอิมมิเกรชั่นออกมาช่วยให้ได้ใบเขียว และผู้ที่อยู่เมืองไทยที่อยากไปอยู่อเมริกา

ความเป็นมาของอิมมิเกรชั่นรีฟอร์ม

“อิมมิเกรชั่น ลอว์” หรือ กฎหมายคนเข้าเมืองมีมานานตั้งแต่สมัยยุคผู้อพยพ แสวงหาดินแดนใหม่ ปี ค.ศ. 1882 อเมริกาออกกฎหมายอิมมิเกรชั่นฉบับแรก โดยกำหนดจำนวนโควต้าคนเข้าประเทศ ตั้งกฎเกณฑ์และคุณสมบัติผู้เข้า ตั้งแต่นั้นมา กฎหมายคนเข้าเมืองผ่านมาเป็นระรอก เพิ่มเติม แก้ไข ไปเรื่อยๆตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หลักๆก็คือ “เพิ่ม”หรือ“อินครีส” (increase) คนเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย และ“ลด” หรือ“ดีครีส” (decrease) คนต่างชาติที่อยู่อย่างผิดกฎหมาย (ดิฉันแนะนำให้อ่าน หนังสือกฎหมายอิมมิเกรชั่น ซึ่งมีข้อมูลล่าสุดและข้อมูลเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลง สั่งซื้อโดยตรงจากดิฉัน ราคา $65 โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari PO Box 552 Cypress, CA 90630 ผู้อยู่เมืองไทยสามารถสั่งจากคุณ นิ้งหน่อง 081-480-4308)

อิมมิเกรชั่นรีฟอร์ม 1986 ฉบับแรกและฉบับเดียว

เมื่อพูดถึง “อิมมิเกรชั่นรีฟอร์ม” หมายถึง “กฎหมายคนเข้าเมืองฉบับปฏิรูป คือยกเครื่องใหม่ ฉบับแรกที่ผ่านมาคือ อิมมิเกรชั่นรีฟอร์มฉบับปี 1986 สมัยประธานาธิบดี“รอนัลด์ เรแกน” (Ronald Reagan) พรรครีพับบลิคกัน ท่านรับตำแหน่ง 2 เทอม ค.ศ. 1981-1989 ช่วงนั้นเป็นยุคสมองไหล หลังสงครามเวียตนามปี 1970 พ่อแม่ส่งลูกไปเรียนอเมริกา วีซ่านักเรียนของ่ายมาก สมัยนั้นนักเรียนทำงานไม่ผิดกฎหมาย รุ่นนั้นมีหมอ พยาบาล มาเรียนมาก หลังเรียนจบก็ทำงานกัน ขอใบขับขี่ได้ ขอบัตรประกันสังคมหรือ “บัตรโซเชียล” ได้สบาย (สมัยนี้ไม่ได้ค่ะ) สมัยโน้นไม่มีกฏหมายเกี่ยวกับการจ้างแรงงานต่างด้าว รัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว จึงผ่านกฎหมาย “อภัยโทษ” หรือ “แอมเนสตี้”(amnesty)คนไทยเรียก “ปล่อยผี” โดยออกใบเขียวให้คนต่างชาติที่ทำงานอย่างผิดกฎหมาย โรบินฮู้ดประมาณ 12 ล้านคนได้ใบเขียว และขณะเดียวกันออกกฎหมายหลายฉบับเข้มงวดการจ้างแรงงานต่างด้าว

มาตรา 245(i) ปี 1996

หลัง ป.ธ.น. เรแกนพ้นตำแหน่ง ป.ธ.น. “จอร์จ บุช ซีเนียร์” ตัวพ่อ (George Bush Sr.) พรรครีพับบลิคกัน รับตำแหน่ง 1 เทอม ค.ศ. 19893-1993 เป็นยุคสงครามอ่าวกัลฟ์ ไม่มีอะใหม่กับกฎหมายอิมมิเกรชั่น

มาถึงสมัย ป.ธ.น. บิล คลินตัน (Bill Clinton) พรรคเดโมแครท รับตำแหน่ง 2 เทอม ค.ศ. 1993-2001 คลินตันได้ผ่าน กฎหมายคนเข้าเมืองมาตรา 245(i) 2 ครั้ง เมษายน 1997 และปลายปี 2000 เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องกฎหมาย อิมมิเกรชั่นรีฟอร์มฉบับปี 1986 ซึ่งไม่ได้ระบุกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับคู่สมรสและลูกของผู้ที่ได้ใบเขียวแอมเนสตี้ ทำให้พวกเขาค้างเติ่งอออยู่อย่างผิดกฎหมาย หลังผู้ได้รับใบเขียวแอมเนสตี้ ก็ต้องแอ็พพลายใบเขียวให้คู่สมรสและลูกต่อ ซึ่งคอยโควต้าใช้เวลานานหลายปี และเมื่อโควต้ามาถึงพวกเขาต้องเดินทางออกนอกประเทศไปรับใบเขียวและกลับเข้ามาใหม่ ลำบากค่าใช้จ่ายและต้องหยุดงาน มาตรา245(i)ช่วยให้พวกเขารับใบเขีรยวในอเมริกาได้โดยจ่ายค่าปรับ $1,000 มาตรานี้ยังครอบคลุมไปถึงโรบินฮู้ดทั่วไป ที่มีคนสปอนเซ่อร์ขอใบเขียว ทำให้พวกเขาสามารถรับใบเขียวในอเมริกาได้

เหตุการณ์ 9/11 ถล่มตึกเวิร์ลด เทรด

ประธานาธิบดี “จอร์จ บุช” ตัวลูก (George Bush Jr.) พรรครีพับบลิคกันเข้ารับตำแหน่ง 2 เทอม ค.ศ. 2001-2009 ต่อจากคลินตัน ตอนหาเสียงบุชประกาศจะผ่านอิมมิเกรชั่นรีฟอร์ม ปรากฎเกิดเหตุการณ์ 9/11 8 เดือนหลังรับตำแหน่ง วันที่ 9 กันยายน 2011ผู้ก่อการร้ายถล่มตึกเวิร์ลด เทรด กฎหมายอิมมิเกรชั่นหยุดนิ่ง กฎหมายอิมมิเกรชั่นเปลี่ยนแปลงผ่านมาหลายฉบับเข้มงวดการออกวีซ่า และเนรเทศคนเข้าเมืองมากขึ้น

รีม แอ็กท์ DREAM ACT ดาป้า (DAPA)

ประธานาธิบดี “บารัค โอบาม่า” (Barack Obama) พรรคเดโมแครท เข้ารับตำแหน่งต่อจากบุช อยู่ 2 เทอม ค.ศ. 2009-2017 โอบาม่าพยายามผ่านอิมมิเกรชั่นรีฟอร์ม แต่ไม่สำเร็จ แต่สามารถผ่าน พ.ร.บ. ได้ 2 ฉบับ คือ ฉบับแรกมีผลใช้ถึงปัจจุบัน ฉบับที่สองถูกชะงักยังไม่มีผลบังคับใช้

ฉบับแรกปี 2012 เรียก “ดรีม แอ็กท์” (DREAM ACT หรือ “ดาก้า” DACA ย่อมาจาก Deferred Action for Childhood Arrivals) ช่วยเด็กโรบินฮู้ดให้อยู่อย่างถูกต้อง โดยระงับการเนรเทศเด็ก เพราะถือว่าไม่ใช่ความผิดของเด็กที่พ่อแม่นำเด็กเข้ามาอยู่ในอเมริกา เด็กมีปัญหาเมื่อจะเข้ามหาวิทยาลัยและทำงาน จึงออกใบทำงานให้เด็กโรบินฮู้ด เด็กไม่ได้ใบเขียวก็จริง แต่สามารถอยู่อย่างถูกกฎหมาย สามารทำงาน มีบัตรโซเชียล และ เดินทางเข้าออกนอกประเทศได้ ใบทำงานมีอายุ 2 ปี ต่อทุก 2 ปี ปัจจุบันยังมีผลบังคับใช้

ฉบับที่ 2 ปี 2014 เรียก “ดาป้า” (DAPA ย่อมาจาก Deferred Action for Parental Accountability)โอบาม่าใช้อำนาจ“เอ็กเซ็คคิวทีฟ แอ็กชั่น” อีก โดยระงับการเนรเทศผู้ใหญ่ที่มีลูกถือใบเขียวหรือเป็นอเมริกันซิติเซ่น เพื่อครอบครัวจะได้ไม่แตกแยก จึงออกใบทำงานให้ พ.ร.บ. ผ่านออกมา วันที่ 20 พ.ย. 2014 แต่ยังไม่ทันได้ใช้ เดือน กุมภา 2015 รัฐเท็กซัสและรวมอีก 26 รัฐได้ซูรัฐบาลในศาลเท็กซัส ว่า ป.ธ.น.โอบาม่าละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญ ทำเกินอำนาจผู้บริหาร จริงอยู่ที่ ป.ธ.น. สามารถใช้อำนาจ“เอ็กเซ็คคิวทีฟ แอ็กชั่น” ออกคำสั่งฉุกเฉินได้ เช่นระงับการเนรเทศคนต่างชาติแต่ต้องเป็นเฉพาะตัวบุคคล และมีเหตุผลที่ฉุกเฉินจริงๆ ไม่ใช่ครอบคลุมคนกลุ่มใหญ่เช่น “ดาป้า” รัฐอ้างข้อเสียหายของรัฐคือ รัฐต้องดึงงบประมาณของรัฐไปช่วยคนกลุ่มนี้ ศาลตัดสินให้เท็กซัสชนะ และสั่งระงับ“ดาป้า” ชั่วคราว รัฐบาลอุทธรณ์ถึงศาลฎีกา (U.S. Supreme Court) ศาลได้ตัดสินเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2016 คำตัดสินคือเสมอ 4 ต่อ 4 เพราะมีท่านตุลาการเพียง 8 ท่าน ปกติประจำ 9 ท่านตุลาการประจำแต่ท่านตุลาการ “แอนโทนิน สกาเลีย” (Anthonin Scalia) พึ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนกุมภา 2016 และยังไม่มีท่านตุลาการใหม่ ตามกฎในกรณีนี้ ถ้าคำตัดสินเสมอ ให้ถือคำตัดสินเดิมจากศาลล่างเป็นหลักแต่ศาลฎีกา สามารถรับฟังคดีเดิมและตัดสินใหม่ได้ ทันทีที่รัฐบาลแพ้รัฐบาลได้ร้องเรียนขึ้นใหม่ สรุป ตอนนี้ “ดาป้า” ไม่มีผลบังคับใช้

คุณจะเห็นได้ว่า กฎหมายคนเข้าเมือง จะมีการแก้ไข เพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปล นอกจากจะขึ้นกับเศรษฐกิจ สังคม การเมืองแล้ว ยังขึ้นกับ “อารมณ์” หรือ “mood” ของประชาชน และใครเป็น “ประธานาธิบดี” ช่วงนั้นและรีพีบบลิคกันหรือเคโทแครทมีเสียงข้างมากในสภา ป.ธ.น. เรแกน เป็นประชาธิบบดีที่มีคนรักมากและมีผลงานชิ้นโบว์แดงจารึกในประวัติศาสตร์ คือ (1) อิมมิเกรชั่นรีฟอร์มใบเขียวอภัยโทษ และ (2) พูดท้าผู้นำรัสเซีย “กอร์บาชอฟ” (Gorbachev) ให้พังกำแพงเบอร์ลินได้สำเร็จ

สำหรับ “ดอนัลด์ ทรัมพ์” ไม่มีใครเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับกฎหมายอิมมิเกรชั่น รวมทั้ง DACA และ DAPA ตอนหาเสียงจากคำพูด ทรัมพ์ไม่ค่อยจะเสน่หาคนเข้าเมืองนัก แต่มีคำพูดประโยคหนึ่งถ้าจำไม่ผิด ว่าถ้าเขาจะเปลี่ยนแปลงกฎอิมมิเกรชั่นบางอย่างจะทำคนแฮ็ปปี้ ก็ต้องดูไป ดิฉันอยากจะเดาว่า ทรัมพ์ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับ ป.ธ.น. เรแกน อาจจะเซอร์ไพรส์เรา ผ่านผลงานชิ้นโบว์แดงเกี่ยวกับอิมมิเกรชั่น โอวาว……!!!