FOLLOWING TO JOIN ตามไปเมกาภายหลัง

วันนี้คุยเรื่องกรณีคุณได้ใบเขียวและครอบครัวได้ใบเขียวติดตามคุณในฐานะ “ดีริเวทีฟ เบนิฟิเชียรี่” แต่พวกเขาหรือบางคนไม่พร้อมที่จะไปพร้อมคุณได้   เขาสามารถตามไปได้ภายหลัง ภายใต้กฎ “ฟอโลอิ้ง ทู จอยน์”  (Following to Join) โดยมีกฎเกณท์ข้างล่างนี้

เคสตัวอย่าง

แม่เป็นซิติเซ่น ยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ลูกสาวสมมติชื่อ “อร” อายุ 33 ปีไม่แต่งงาน(หรือหย่า) มีลูกเล็ก 2 คน (ในกรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ 1  ลูกซิติเซ่นอายุเกิน 21 ปีไม่สมรส ใช้เวลาคอยโควต้าประมาณ 7 ปี+  กรุ๊บนี้สามารถพ่วงลูกที่ยังอายุไม่เกิน 21 ปีได้ คือเด็กจะได้ใบเขียวด้วย) เมื่อโควต้ามาถึง ลูกสาวได้ใบเขียว แต่เด็กยังเล็ก แม่ยังไม่พร้อมที่จะเอาลูก 2 คนไปอเมริกาด้วย อรจึงตัดสินใจให้ลูกอยู่กับพ่อเด็กในเมืองไทย  และเธอไปอเมริกาคนเดียวก่อน

3  ปีให้หลัง แม่ของอรเสียชีวิต  ขณะนั้นเด็กอายุ 18 และ 19 ปี อรต้องการทำเรื่องเอาลูกไปอเมริกา มี 2 วิธีคือ เธอยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ลูก ในกรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ แม่ใบเขียวขอใบเขียวให้ลูกอายุต่ำกว่า 21  ปีไม่สมรส ใช้เวลาคอยโควต้าประมาณ 2 ปี+) หรือภายใต้กฎ “ฟอโลอิ้ง ทู จอยน์”  ในฐานะผู้ติดตาม “ดีริเวทีฟ เบนิฟิเชียรี่” คือพ่วงตามใบเขียวแม่ไปอเมริกาภายหลัง (ใบเขียวที่แม่อรยื่นให้อร ถึงแม้แม่ของอรเสียชีวิตแล้วก็ตาม) ซึ่งวิธีนี้เด็กจะได้ไปเร็วกว่า ค่าใช้จ่ายก็น้อยกว่า และไม่เสี่ยงกับเด็กอายุเกิน 21 เรียก “เอจ เอ๊าท์” (age out) เพรราะถ้าเรื่องเสร็จไม่ทันก่อนเด็กอายุ 21เด็กจะตกไปอยู่กรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ 2B  ลูกใบเขียวอายุเกิน 21 ปีไม่สมรส  ซึ่งใช้เวลาคอยโควต้าประมาณ 7 ปี+

เงื่อนไขกฎ“ฟอโลวอิ้ง ทู จอยน์”  

  1. ความสัมพันธ์ระหว่างเแม่กับเด็กต้องเกิดขึ้นแล้ว ตอนที่แม่ของอรยื่นเรื่องใบเขียวให้อร ตามเคสตัวอย่าง ตอนที่แม่ของอรยื่นเรื่องใบเขียวให้อร เด็กทั้งสองคนเกิดแล้วและแม่ของอรได้ใส่ชื่อเด็กทั้งสองในฟอร์ม I-130

  2. เด็กต้องยังอายุไม่เกิน 21 ปีและไม่สมรส ตอนจะยื่น“ฟอโลอิ้ง ทู จอยน์ ตามเคสตัวอย่าง เด็ก 18 และ 19 ปี

  3. สถานภาพของ “อร” ยังต้องเหมือนเดิม  คือ อรถือใบเขียว และไม่สมรส ถ้าอรไปแต่งงานในระหว่าง 3 ปีนั้นอรไม่สามารถทำเรื่องให้เด็กภายใต้กฏ“ฟอโลวอิ้ง ทู จอยน์” ได้

วิธียื่น

• อรต้องยื่นเรื่องเข้าอิมมิเกรชั่นในอเมริกา ฟอร์ม I-824 ค่าธรรมเนียม $465 พร้อมเอกสารและหลักฐาน แสดงสถานภาพ และความสัมพันธ์ ระหว่างแม่และเด็ก คุณสามารถอ่านรายละเอียดเอกสารต้องยื่น http://www.uscis.gov

• หลังจากทางอิมมิเกรชั่นแอ็พพรูฟเรื่อง  อิมมิเกรชั่นจะส่งเรื่องไปที่สถานทูตอเมริกาเพื่อดำเนินเรื่องต่อไป ขั้นตอนเดียวกับตอนที่อรยื่นเอกสารเพื่อไปสัมภาษณ์

หมายเหตุ

กฎ“ฟอโลวอิ้ง ทู จอยน์”  ใช้ได้กับกรุ๊บใบเขียวเพร็ฟเฟอเร็นซ์ครอบครัวทุกกรุ๊บ ที่สามารถพ่วงเด็กได้ คือ กรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ 1   กรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ 2 A และ B  กรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ 3 และกรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ 4   และกรุ๊บใบเขียวคนงาน ตัวอย่าง ใบเขียวพ่อครัว กรณีภรรยาและลูกยังไม่พร้อมที่จะไปอเมริกา เขาสามารถตามไปได้ภายหลังภายใต้“ฟอโลวอิ้ง ทู จอยน์” ตราบใดที่เด็กยังอายุต่ำกว่า 21 ปี (คุณสามารถอ่านเพิ่มเติม เรื่องโควต้าใบเขียว และกรุ๊บใบเขียวแจ่ละกรุ๊บ ในหนังสือ “กฎมายอิมมิเกรชั่น” สั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉันราคา $65  โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308)

ข้อแนะนำ

ดิฉันไม่แนะนำให้เด็ก “ฟอโลวอิ้ง ทู จอยน์” ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เพราะมีตัวอย่างหลายเคส ที่พ่อแม่ตั้งทำเรื่องเอาเด็กมาทีหลัง รอให้เด็กเรียนจบ ม.6 ก่อน ซึ่งช่วงวัยรุ่นนั้นเป็นอายุหัวเลี้ยวหัวต่อจริงๆ หลายเคสที่เด็กเจอปัญหาทางกฎหมาย เช่น เด็กใช้หรือขายยาเสพติด เด็กท้อง เด็กขับรถซิ่งชนคนตาย เป็นต้น ทำให้พวกเขาพลาดโอกาสไม่ได้ไปอเมริกาตลอดชีวิต ฉะนั้นทางที่ดีที่สุด แนะนำว่าให้พากันไปอเมริกาทั้งครอบครัว รับใบเขียวก่อน  และถ้าจำเป็นต้องกลับไปไทย ค่อยเดินทางกลับไปภายหลัง

ข่าวทรัมพ์จะยกเลิกใบเขียวพ่อแม่

คอลัมน์ฉบับนี้มาคุยเรื่องข่าวจาก AP Newsที่แปลเรื่องทรัมพ์พูดในสภาเมื่อวันที่ 23 มกรา  โดยพาดหัวข่าวว่า ทรัมพ์จะยกเลิกกฎหมายไม่อนุญาตให้ซิติเซ่นทำใบเขียวให้พ่อแม่ หรือญาติพี่น้อง ลูกความที่กำลังรอเรื่องใบเขียวอยู่ต่างอีเมล์ถามมาพร้อมส่ง คลิป บทความ มาให้

  • มันจะมีผลกับการทำเรื่องใบเขียวมั๊ยคะเนี่ย กังวลจังค่ะ แล้วต่อไปก็พาคุณแม่มาอยู่ไม่ได้แล้วสิคะ
  • ผมมีคำถามเกี่ยวกับข่าวล่าสุดครับ แล้วเคสผมจะมีปัญหาหรือไม่ครับ

หลังจากดิฉันอ่านคลิป (โปรดดูคลิป AP Newsต่อจากบทความนี้)เห็นประโยคแรกพาดหัวข่าวว่า ก็น่าตกใจอยู่ #ทรัมป์จะยกเลิกกฎหมายไม่อนุญาติให้ทำเรื่องสัพพอร์ตให้พ่อแม่หรือญาติพี่น้องมาอยู่อเมริกาเพราไอ้คำว่าจะเนี่ย มันคือต้องเกิดขึ้นแน่ แต่ถ้าคุณอ่านต่อ “หลังจากข้อตกลงระหว่างพรรครีพลับบลิกันกับพรรคโดมาแครดเมื่อวันอังคาร ที่ผ่านมาทำให้รัฐบาลกลางเปิดทำการเป็นปกติ และเมื่อวันที่ 25 มกราคม ก็ได้มีการเปิดเผยข้อตกลงที่ได้ทำระหว่างทั้งสองพรรคให้ประชาชนได้รับทราบ

ขอขยายรายละเอียดข่าวจะได้ไม่ต้องตกใจ คืออย่างที่ AP Newsเขียนคือทั้งหมดเป็นเพียง “ข้อตกลง” ที่ทั้งสองพรรค “รีพลับบลิกันและเดโมแครด” จะนำประเด็นเหล่านี้ที่ทรัมพ์พูด เข้าสภา ถกกันและวางรายละเอียด (ตอนนี้ยังไม่มีการตกลงรายละเอียดใดๆทั้งสิ้น) เมื่อตกลงกันได้ ก็ยังต้องโวทก่อน ที่จะผ่านเป็นกฏหมาย

4 ประเด็นสำคัญที่ทรัมพ์พูดในสภา

ดิฉันจะแยกแต่ละประเด็นและปัญหาของมัน

  1. งบสร้างกำแพงกั้นชายแดนระหว่างอเมริกาและเม็กซิโก
  2. สรุปเรื่อง “ดาก้า” (DACA)
  3. ยกเลิกใบเขียวครอบครัวบางกรุ๊บ
  4. ยกเลิกใบเขียวล็อตเตอรี่

กำแพง

ทรัมพ์ต้องการให้สภาผ่านงบประมาณ 25 พันล้านเหรียญ (25 บิลเลี่ยนดอลล่าร์) สร้างกำแพงกั้นชายแดนระหว่างอเมริกาและเม็กซิโก จุดมุ่งหมาย ปกป้องความปลอดภัยในประเทศ ไม่ให้ผู้ก่อการร้ายลักลอบเข้ามาทางชายแดน ปัญหาคือ ทั้งสองฝ่ายรีพลับบลิกันและเดโมแครดส่วนใหญ่เห็นด้วยกับจุดมุ่งหมาย แต่ไม่เห็นด้วยกับกำแพง และจำนวนเงิน  ว่าจะเอางบมาจากไหน เพราะตอนนี้งบก็ติดลบ หลาย ส.ส. มีข้อเสนออื่นๆเช่น ปรับปรุงสาธารณูประโภคตามชายแดน เมื่อตกลงไม่ได้ ทรัมพ์เลยดึงประเด็น “ดาก้า” เข้ามาขู่ว่า เขาจะไม่ผ่าน “ดาก้า”ถ้าที่ประชุมไม่อนุมัติเรื่องสร้างกำแพง

ดาก้า

“ดาก้า”(DACA) หรือเรียกอีกชื่อคือ “ดรีมเม่อร์”(DREAMER)  คือโปรแกรม ช่วยเด็กที่พ่อ/แม่พาเข้ามาเมกาตั้งแต่เล็กๆเด็กเรียนหนังสือจนโต พอโตขึ้นเด็กมีปัญหาขับรถไม่ได้ ทำงานไม่ได้เพราะอยู่เถื่อนและไม่มีใบขับขี่หรือใบทำงาน ปี 2012 โอบาม่า ใช้อำนาจผู้บริหารโดยไม่มีการโวท ได้ผ่าน “ดาก้า” ออกมาเดี่ยวๆ(โปรแกรมดาก้า เป็นหนึ่ง ในร้อยๆข้อในกฎหมายชุดปฏิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่น ซึ่งสภาถกกันมาตั้งแต่สมัยบุช แต่ตกลงกันไม่ได้เลยไม่ผ่านสักที)วันที่5กันยา2017ทรัมพ์ใช้อำนาจผู้บริหารประกาศยกเลิก“ดาก้า”กระทันหัน และเอา“ดาก้า” มาเป็นเครื่องต่อรองกับการสร้างกำแพง  เพราะรู้ว่าทั้งสองฝ่ายรีพลับบลิกันและเดโมแครด “เฟเว่อร”(favor) โปรแกรมนี้

ข้อเสนอทรัมพ์ คือ เขาจะผ่านให้ พวกดาก้าอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างถาวร และในอนาคตให้ซิติเซ่นชิบกับเด็ก ดาก้า ที่มีอยู่ตอนนี้ประมาณ 1.8 ล้านคน ปัญหา คือพวกรีพับบลิคกันเองหลายคน ต่อต้านที่จะให้พวกดาก้าได้ซิติเซ่น

ยกเลิกใบเขียวครอบครัวบางกรุ๊บ

ข้อนี้ที่ลูกความหลายคนกลัวกัน คือทรัมพ์ต้องการ ยกเลิกใบเขียวครอบครัวบางกรุ๊บ กรุ๊บ 3 ซิติเซ่นขอใบเขียวให้ลูกที่อายุเกิน21 ที่สมรสแล้ว กรุ๊บ 4 ซิติเซ่นขอใบเขียวให้พี่หรือน้อง สองกรุ๊บนี้มีโควต้าปีละ 88,400 คน ปัจจุบันแบ็คล๊อกมาก คอยระหว่าง 7-12 ปี ทรัมพ์อ้างว่า ยกเลิกเพื่อจะเอาจำนวนโควต้านี้ไปให้พวก ดาก้า อีกกรุ๊บที่จะเป็นปัญหา คือ กรุ๊บซิติเซ่นขอใบเขียวให้พ่อแม่ กรุ๊บนี้ไม่มีโควต้าจำกัดไม่ต้องคอย ขอได้เร็ว 5-8 เดือน ซิติเซ่นที่อายุเกิน 21 สามารถขอใบเขียวให้พ่อแม่ได้ กรุ๊บ 3-4 ไม่ใช่ของใหม่น่าจะผ่าน เพราะ 2 ข้อนี้จัดอยู่ในกฎหมายชุดปฏิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่นที่ร่างไว้แล้ว แต่กรุ๊บทำใบเขียวให้พ่อแม่ นี้ทำให้หลายคนกลัว เพราะไม่เคยมีลาดเลาว่าจะถูกยกเลิก

ยกเลิกใบเขียวล็อตเตอรี่

ล็อตเตอรี่ใบเขียวเริ่มปี ค.ศ. 1986 เรียกทางการว่า “ดิเวอร์สิตี้ วีซ่า”(Diversity visa) จุดมุ่งหมายคือต้องการล่อใจบุคคลบางสัญชาติที่ในอเมริกามีน้อย ให้อพยพมาอยู่อเมริกา เนื่องจากประเทศอเมริกา สร้างมาจากผู้อพยพ และได้สมญานามว่า“ดินแดนแห่งผู้อพยพ”โควต้าล็อตเตอรี่ใบเขียวออกให้ปีละ50,000 คน ตอนโปรแกรมเริ่มใหม่ๆ เพื่อต้องการให้คน “ไอริช” อพยพมาอเมริกา แต่ระยะหลังผู้สมัครส่วนใหญ่มาจากประเทศด้อยพัฒนา และประเทศในทวีปอัฟริกา ล็อตเตอรี่ใบเขียวนี้คงไม่มีปัญหาที่จะยกเลิกเพราะไม่มีใครแคร์เท่าไร แต่ที่เป็นเรื่องขึ้นมา เพราะทรัมพ์พล่อยปากออกมาสัปดาห์ที่แล้ว ว่าเขาต้องการยกเลิกล็อตเตอรี่ใบเขียว เพราะพวกที่สมัครส่วนมากมาจาก“ประเทศหลุมอึ” (shithole countries)ทั้งนั้น ถ้าเป็นคนมาจากประเทศพัฒนาเช่น นอร์เวย์ก็ว่าไปอย่าง  นักข่าวเลยฮือฮากันใหญ่ว่าทรัมพ์กีดกันคนผิวดำ

สรุป

  1. ผู้ที่ยื่นเรื่องขอใบเขียวไปแล้ว จะไม่มีผลค่ะ
  2. ส่วนเด็ก ดรีมเม่อร์ภายใต้ ดาก้าโปรดอ่านคอลัมน์ก่อนหน้า ว่าอนาคตคุณไม่แน่นอนตอนนี้ ต้องพิจารณาเองว่า ควรจะยื่นเรื่องขอต่อใบทำงานเผื่อไว้ตอนนี้เลยหรือไม่
  3. ซิติเซ่นถ้าคิดจะทำใบเขียวให้ลูกสมรสแล้ว หรือพี่น้องแนะนำให้ทำทันทีค่ะ

จาก  AP News

     #ทรัมป์จะยกเลิกกฎหมายไม่อนุญาติให้ทำเรื่องสัพพอร์ตให้พ่อแม่หรือญาติพี่น้องมาอยู่อเมริกา

หลังจากข้อตกลงระหว่างพรรครีพลับบลิกันกับพรรคโดมาแครดเมื่อวันอังคาร ที่ผ่านมาทำให้รัฐบาลกลางเปิดทำการเป็นปกติ และเมื่อวันที่ 25 มกราคม ก็ได้มีการเปิดเผยข้อตกลงที่ได้ทำระหว่างทั้งสองพรรคให้ประชาชนได้รับทราบ

 

ในที่สุดทำเนียบขาวก็ได้เปิดเผยข้อตกลงที่ได้ทำไว้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ข้อตกลงในสภามีแผนการคือจะเปิดให้มีการรับซิติเซ่นเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 ล้านคนสำหรับผู้ที่อยู่ในประเทศแบบผิดกฎหมายเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อจำกัดเกี่ยวกับกฎหมายการอพยพและ เงินจำนวน$25 พันล้านเหรียญสหรัฐสำหรับระบบป้องกันความปลอดภัยแนวชายแดน

ข้อตกลงที่ได้ทำมีแผนการให้อนุมัติให้คนที่จะได้รับซิติเซ่นราวๆ 690,000 เป็นการให้สำหรับผู้อพยพที่อายุน้อย

ทรัมป์ได้สั่งให้ปิดโครงการ DACA ในเดือนกันยายนนี้ และขีดเส้นตายให้ทางสภาคอนแกรสจัดทำให้มีควบคุมทางกฎหมายหรือโปรแกรมสำหรับผู้ที่อยู่แบบผิดกฎหมายว่าให้เนรเทศออกจากประเทศ เจ้าหน้าที่ยังได้กล่าวอีกว่าทรัมป์จะลงนามในกฎหมายคุ้มครองเท่านั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงของอิมมิเกรชั่นเขาจะเสนอให้มีการดำเนินการทันที 

 

เมื่อต้นเดือนนี้ทรัมป์ได้ร่วมกับกลุ่มนิติบัญญัติสองกลุ่มเพื่อร่างกฏหมายการอพยพ กล่าวว่าเขาจะลงนามแน่นอนไม่ว่ากฎหมายจะผ่านหรือไม่ 

 

Tom Cotton และ R-Ark จากพรรครีพลับบลิคันที่สนับสนุนทรัมป์ ได้ให้ชื่อเรียนแผกการของทรัมป์ว่า “generous and humane, while also being responsible” (ความเอื้อเฟื้อ ความมีมนุษยธรรมในความรับผิดชอบ) และยังกล่าวอีกว่านอกจากคุมครอง DACA แล้วเรายังต้องป้องกันประเทศจากความล้าหลังห้าปีโดยการกักกันชายแดนและยุติการย้ายถิ่นถามแบบchain megration 

 

ที่เคยได้รับการคุ้มครองจากอดีตประธานาธิบดีโอบามา เรียกว่าโปรแกรม Obama-era Deferred Action for Childhood Arrivals (DACA) กับผู้ที่มีคุณสมบัติจำนวนหลายพันคนที่ไม่เคยสมัครเป็นซิติเซ่นจะได้รับซิติเซ่นเช่นกัน

 

ทรัมป์ประกาศว่าได้เริ่มโปรแกรมนี้ตั้งแต่ปีที่แล้วให้มีการแก้ไขกฎหมาย และตั้งใจให้เวลาสภาคอนแกรสดำเนินการจนถึงเดือนมีนาคม จากการแถลงข่าวเจ้าหน้าที่กล่าวว่าแผนการนี้จะไม่อนุญาติให้ผู้บิดามารดาของอิมมิเกรชั่นได้ขอสถานะทางกฎหมาย

 

ในการแลกเปลี่ยนนี้แผนการขอทรัมป์อาจจะเป็นการยกเครื่องใหม่ในระบบกฎหมายอิมมิเกรชั่นดังนี้

อิมมิเกรชั่นสามารถสปอนเซอร์ให้คู่สมรสหรือบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะให้เข้ามาอยู่อเมริกาได้เท่านั้นไม่สามารถสปอนเซอร์พ่อแม่ ลูกที่บรรลุนิติภาวะแล้วและพี่น้องหรือญาติเข้ามาอยู่ได้เช่นเดิม 

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าจะดำเนินการให้หมดสำหรับคำขอที่ได้ส่งมาก่อน แต่จะไม่รับเรื่องคนใหม่อีกต่อไป ยังไงก็ตามนั้นหมายถึงเป็นการลดการเข้าเมืองของอิมมิเกรชั่นกว่าครึ่งนึง

 

รวมถึงให้ยกเลิกมีวีซ่าล๊อตเตอร์รี่เนื่องจากเหตุการณ์ยิงถล่มที่เกิดขึ้นที่นิวยอร์คเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งจะทำให้เปลี่ยนการทำงานเป็นเน้นจัดสรรเพื่อลดจำนวนงานเกี่ยวกับวีซ่าที่ยังค้างอยู่

 

ส่วนเรื่องข้อตกลง ยังไงก็ตามเจ้าหน้าที่กล่าวว่ายังบอกชื่อของเงื่อนไขไม่ได้เนื่องจากต้องมีการประชุมหารือเกี่ยวกับแผนการก่อนที่จะปล่อยเป็นข่าวออกไป

 

เมื่อวันพุธทรัมป์ได้กล่าวว่าเขาได้เปิดซิติเซ่นให้แต่อิมมิเกรชั่นที่อายุน้อย และยังกล่าวว่าเขากำลังจะเปลี่ยนแปลงระบบใหม่และกำลังจะเกิดขึ้นเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต10-12 ปี ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาเคยกล่าวไว้ว่าจะเปิดรับซิติเซ่นสำหรับอิมมิเกรชั่นที่มีความสามารถ

 

เจ้าหน้าที่ได้กล่าวว่า ภายใต้แผนการใหม่ผู้รับซิติเซ่นมีโอกาสได้รับการถอดถอนซิติเซ่นหากผู้นั้นทำผิดกฎหมายอาญาหรือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ ท้ายสุดแล้วซิติเซ่นจำเป็นต้องทำงานและมีการศึกษาในระดับหนึ่ง และต้องตรวจสอบว่าอิมมิเกรชั่นที่ยื่นเรื่องขอเป็นซิติเซ่นเป็นคนที่ดี

 

องการณ์ The nonpartisan Migration Policy กล่าวว่า เชื่อว่าโคต้าที่ให้มาจากทำเนียบขาวจำนวน 1.8 ล้านคน จะมีคนที่มีคุณสมบัติเปลี่ยนเป็นซิติเซ่นจำนวน 1.3 ล้านคน จำนวนนั้นคือคนที่อยู่ในข่ายโครงการ DACA ในจำนวนทั้งหมดนี้นับรวมจำนวนปีที่ผู้สมัครเข้ามาอยู่ในประเทศ อายุผู้สมัครตอนนี้และตอนที่เพิ่งเข้าประเทศและไม่ว่าผู้สมัครจะมีการศึกษาขั้นไฮสคูหรือเทียบเท่า

แหล่งข่าวจาก APNews

 

 

 

ต่ออายุ DACA

ประกาศ   ผู้ที่ถือ ดาก้าDACA โปรดอ่าน

เมื่อวันที่13 มกรา 2018 ที่ผ่านมา  ศาลรัฐบาลกลางได้สั่งระงับคำสั่งของทรัมพ์ชั่วคราวที่ยกเลิก ดาก้าตั้งแต่วันที่ 5 กันยา 2017 ที่ผ่านมา  ฉะนั้นนับตั้งแต่นี้ไป อิมมิเกรชั่นได้เปิดรับใบสมัครให้ต่ออายุ ดาก้าได้  ฉะนั้นผู้ที่ถือ ดาก้าและผู้ที่ดาก้า ใกล้หมดอายุ (เช็ควันที่บนเวิร์ค เพอร์มิทwork permit) หรือหมดอายุไปแล้ว โปรดยื่นเรื่องเข้าอิมมิเกรชั่นทันที เพราะคำสั่งศาลนี้ชั่วคราว จนกระทั่งคณะรัฐบาลแย้งเรื่องเข้าศาล และถ้ารัฐบาลชนะ โปรแกรม ดาก้าจะถูกระงับอีก  (ดิฉันรับทำนะคะ โปรดอีเมล์ attorneyruji@aol.com)

โปรแกรม ดาก้า” 

ประธานาธิบดีโอบาม่าใช้อำนาจผู้บริหาร(คือไม่ได้ผ่านสภา)ผ่านโปรแกรม “ดาก้า” (DACA  Deferred Action for Childhood Arrivals) ออกมาช่วยเด็กที่อยู่เถื่อนในอเมริกาโดยไม่ใช่ความผิดของเขา เพราะพ่อแม่พาเข้ามาอเมริกาและเด็กเข้าเรียนหนังสือตั้งแต่เล็กจนโด เรียนจบมีปัญหาทำงานถูกต้องตามกฎหมายไม่ได้ โปรแกรมนี้ช่วยให้พวกเขาสามารถขอใบทำงาน “เวิร์ค เพอร์มิท” ใบขับขี่ บัตรโซเชียล และแอ็ดแว๊นซ์ พาโรล(advance parole) เดินทางออกนอกประเทศได้  โปรแกรมผ่านมาปี 2012 เป็นโปรแกรมชั่วคราว ต้องต่ออายุทุก 2 ปี

วันที่ 5 กันยา 2017 ประธานาธิบดีทรัมพ์ประกาศยกเลิก “ดาก้า” และให้เวลาคองเกรส 6 เดือนที่จะร่างโปรแกรมขึ้นมาใหม่ โดยทรัมพ์ระบุข้อต่อรองหลายข้อ ว่าถ้าจะให้เขาเซ็นผ่านก็ต้องยอมข้อต่อรองเหล่านั้น “ดาก้า” ตั้งแต่วันที่ 5 กันยา 2017 อิมมิเกรชั่นปิดรับต่ออายุ “ดาก้า” คนที่ “ดาก้า” หมดอายุก็ค้างเติ่งอยู่  มีปัญหาเรื่องงานและเดินทางออกนอกประเทศ

ใครยื่นเรื่องต่อ ดาก้าได้

ผู้ที่ ดาก้าหมดอายุวันที่ 5 กันยา 2017 หรือหลังจากนั้น

ผู้ที่ ดาก้ายังไม่หมดอายุ แต่จะหมดภายใน 1 ปี สามารถยื่นเรื่องขอต่อได้ตอนนี้เลย เพราะโดยปกติอิมมิเกรชั่นจะรับต่ออายุภายใน 1 ปีก่อนหมด

ผู้ที่ ดาก้าหมดอายุก่อนวันที่ 5 กันยา 2017 ต่ออายุไมได้ แต่ยื่นเรื่องขอ ดาก้าใหม่ได้

ผู้ที่เคยมี ดาก้าและหมดอายุไปนาน แต่ไม่ได้ต่ออายุ  สามารถยื่นเรื่องขอ ดาก้าใหม่ได้

ข้อเตือน แนะนำว่าผู้ที่มีแอ็ดแว๊นซ์ พาโรล(advance parole) และยังไม่หมดอายุ ห้ามออกนอกประเทศ และผู้ที่ทำเรื่องต่ออายุใหม่ อิมมิเกรชั่นไม่ออก แอ็ดแว๊นซ์ พาโรลให้อีก

 

กฏหมายกัญชา

สวัสดีปีใหม่ 2018 ค่า (ค.ศ. 2561) ช่วงปีใหม่ คนเมกันจะพูดถึง “นิวเยียร์ เรโซลูชั่น” (New Year Resolution) คือการตั้ง“โกล” (goal) ว่าปีใหม่นี้ตั้งใจจะทำอะไรให้สำเร็จ “นิวเยียร์ เรโซลูชั่น” ที่ป็อปปูล่าคือ “ต้องการลดน้ำหนัก” ดิฉันพยายามนึก “นิวเยียร์ เรโซลูชั่น” ตัวเอง แต่นึกไม่ออก ดิฉันชอบมองย้อนกลับไป ปีที่แล้วมากกว่า ว่าดิฉันได้ทำอะไรใหม่ๆที่ตัวเอง “เอ็นจอย” (enjoy) และ “แฮ็ปปี้” (happy) จะสำเร็จหรือไม่ ไม่สำคัญตราบใดที่สิดิฉันชอบ สิ่งใหม่ปีที่แล้วที่ดิฉันทำคือ เรียนภาษาใหม่ “สแปนิช” เริ่มเดือนมกรา มาถึงปัจจุบันครบ 1 ปี ชอบมากๆ ตอนนี้ดิฉันสามารถพูด เข้าใจ อ่าน และเขียนได้ yeah!กลางปีนี้ตั้งใจไปสเปน ลุยเองไม่ใช้ไก๊ด์ แนะนำว่า การเรียนภาษาใหม่ ช่วยให้สมองและความจำดีมากๆค่ะ อันที่สองคือ ดิฉันลงสวนผักโดย โรยเมล็ดผัก กลางเดือน พฤศจิกายน ก่อนไปเมืองไทย พอกลับมาเดือนเดียวได้กินสลัด“ออแกนนิค” ไม่มีปุ๋ย (ดูรูป) พรวนดิน ลงไส้เดือน ใส่ท่อดริบน้ำอัตโนมัติ สุขภาพทั่วไปดิฉันมากๆค่ะ ขอบคุณแฟนๆที่อวยพรเข้ามา

ไส้เดือน อย่า “ยั่ก” นะคะ สุดยอด “ออแกนนิค”
สวนผักหลังบ้าน

กฏหมายกัญชา

เริ่มวันที่ 1 มกราคม 2018  รัฐคาลิฟอร์เนียผ่านกฎหมายกัญชา ให้ร้านค้า(ต้องมีไล๊เซ่น)เปิดขายกัญชาเพื่อ “สันทนาการ” หรือ “เร็คคริเอชั่น” (recreation) คือใช้สูบเพื่อการพักผ่อน  ก่อนหน้านี้จะจำกัดให้ร้านขายกัญชา ขายให้เฉพาะผู้ที่มีใบสั่งแพทย์เพื่อเป็นการรักษาเท่านั้น  ข้อเตือน ไม่ทุกเมืองในรัฐคาลิฟอร์เนียอนุญาตให้มีร้านขายกัญชา

ศัพท์กัญชา

ศัพท์กัญชาทางการ   มาริฮวาน่า (marijuana) คานนาบิส (cannabis)  เฮ็มพ์ (hemp)  ศัพท์แสลงมีมากกว่า 120 คำ  เอาที่ดิฉันเคยได้ยินบ่อยๆแล้วกันดังนี้   ฟอร์-ทเว็นตี้ (420)  พ็อท (pot)  วี๊ด (weed)  สปลิฟ (spliff) โรช (roach)  ที (tea)  กี๊ค (geek) จ๊อยนท์ (joint) กราส (grass) ไทยสติ๊ค (Thai Stick) และ ฮาชิช (hashish) ภาษาอาราบิค

ความเข้มงวดและเงื่อนไขการใช้

ผู้ซื้อหรือผู้สูบกัญชาต้อง อายุ 21 ปีขึ้นไป  ห้ามสูบกัญชาในที่สาธารณะ รวมในพาร์ค ฟุตปาด สถานที่ราชการรัฐบาลกลาง ห้ามสูบขณะขับรถ ถ้ามีภาชนะใส่กัญชาเปิดฝาอยู่ในรถถือว่าผิดกฎหมาย แนะนำให้เก็บท้ายรถ (เปรียบเทียบกับกฎหมายสุรา ห้ามดื่มขณะขับ เมาห้ามขับ มีขวดเหล้าเปิดแล้วในรถไม่ได้ ต้องอยู่ท้ายรถยนต์) คุณสามารถมีกัญชาในตัวได้จำนวนจำกัด และมีในบ้านจำนวนจำกัด   คนธรรมดาสามารถปลูกต้นกัญชาเพื่อใช้ส่วนตัวได้ที่บ้านในจำนวนจำกัด  ห้ามปลูกขาย  ห้ามซื้อขาย ต้องซื้อจากร้านขายกัญชาเท่านั้น

ต้นกัญชาเริ่มปลูก
สวนกัญชา

โปรดเปรียบเทียบสวนผักบ้านดิฉัน และสวนกัญชาค่ะ อันไหนสวยกว่ากัน?

กฎหมายกัญชารัฐขัดกับกฎหมายรัฐบาลกลาง

ข้อเตือน ถึงแม้กฎหมายรัฐ “สเตท ลอว์” (State Law) ถือว่าการซื้อ ขาย สูบกัญชาถูกกฎหมาย แต่กฎหมายรัฐบาลกลางหรือ “เฟ็ดเดอรัล ลอว์” (Federal Law) ถือว่าผิดกฏหมาย  รัฐบสลกลางจัดกัญชาอยู่ในกลุ่มสิ่งเสพติด หรือ “คอนโทรล ซับแสตนซ์” (controlled substances) ฉะนั้นการสูบกัญชาเพื่อ “สันทนาการ” หรือมีในครอบครองเป็นการผิดกฎหมาย   ฉะนั้นกฏหมายรัฐบาลกลางและกฏหมายรัฐแต่ละรัฐขัดกัน ปัจจุบันมี 8 รัฐที่ผ่านกฎหมายจำหน่ายกัญชาสัทนาการและมีผลบังคับใช้แล้ว  คือ รัฐอลาสก้า คาลิฟอร์เนีย โคโลราโด เนวาด้า โอเรกอน วอชิงตันเสตท และวอชิงตันดีซี  สองรัฐนี้ แมสสาจูเซท และรัฐเมน ผ่านกฎหมายแล้วแต่ยังไม่มีผลบังคับใช้  คาดว่าจะเป็นกลางปี

การขัดกันระหว่างกฎหมายมีผลอย่างไร

ถ้าคุณมีกัญชาในรถและขับรถข้ามรัฐไปรัฐอื่น ตัวอย่าง จากรัฐคาลิฟอร์เนียไปโคโลราโด คุณผ่านรัฐอาริโซน่า และนิวเม็กซิโก ถ้าถูกตำรวจทางหลวง “ไฮย์เวย์ พัทโทรล” (Highway Patrol) อย่าลืมว่าถนนระหว่างรัฐถือเป็นถนนรัฐบาลกลาง  หรือตำรวจในรัฐที่ถือว่ากัญชาผิดกฎหมาย  เรียกหยุดและพบว่ามีกัญชาในรถ ถือว่าเป็นความผิด และคุณอาจถูกเข้าคุก

กฎหมายอิมมิเกรชั่นกับกัญชา

กฎหมายอิมมิเกรชั่นอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐบาลกลาง กัญชาถือเป็นสิ่งเสพติด ตามกฎหมายอิมมิเกรชั่นถ้าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด คือถูกเนรเทศ หรือเข้าประเทศไม่ได้เลยตลอดชีวิต ฉะนั้นอย่าเป็นเล่นนะคะ  ซีเรียสมากๆ ถึงแม้จะมีกฎหมายอิมมิเกรชั่น มาตรา 21 USC § 802. ระบุว่าถ้าคุณเคยมีคดี 1 ครั้ง เกี่ยวกับใช้กัญชาไม่เกิน 30 กรัม คุณสามารถขอทำเรื่องขอผ่อนผันได้  อันนี้ไม่ได้หมายความว่าอนุญาตให้คุณสูบกัญชาได้ถึง 30 กรัม  ฉะนั้นข้อเตือนคนไทยที่ยังไม่ได้อเมริกันซิติเซ่น แนะนำว่าอะไรๆที่เกี่ยวกับกัญชาแทบจะผิดทั้งนั้น ถึงไม่ผิดคุณก็จะเสียเงินค่าทนายต่อสู้

อย่า

ผู้อยู่ในอเมริกาที่ไม่ใช่ซิติเซ่น  อย่าสูบกัญชา อย่ามีกัญชาในครอบครอง อย่าซื้อกัญชาให้คนอื่น อย่าปลูกกัญชา อย่าทำงานในไร่กัญชา อย่าทำงานร้านกัญชา อย่าใส่ “ที เชิร์ต” เสื้อที่มีรูป ข้อความเขียนเกี่ยวกับกัญชา อย่ามีรูปกัญชา คุยโวลงรูปตัวเองสูบกัญชา หรืออื่นๆเกี่ยวกับกัญชา ในมือถือ ส่งเท็กซ์ ไลน์ ลงเฟซบุค หรือใดๆทางสื่อหรือโซเชียลมีเดีย และที่สำคัญอย่ามีกัญชาในรถหรือเครื่องมืออุปกรณ์เกี่ยวกับกัญชาทุกชนิด เช่นไพ๊พ์ (pipe) ที่บด แม้กระทั่งอลูมินัม ฟอยล์ (aluminum foil)โรลแบบบุหรี่ เป็นต้น (ตามรูป) ถ้าคุณจำเป็นต้องใช้กัญชาเพื่อรักษา โปรดใช้ยาอื่น  และต้อง ระวังการเดินทาง ไม่แพ็คกัญชาลงกระเป๋า อย่าถือเม็ดดิคัล คาร์ด (medical marijuana card) ติดตัว

ถ้าถูกอิมมิเกรชั่นจับ

หลังจากที่คุณปฏิบัติทุกอย่างตาม อย่าและยังถูกจับ ห้ามยอมรับกับเจ้าหน้าที่ว่าตนใช้กัญชาหรือเคยใช้ ไม่ตอบคำถามอะไรทั้งสิ้น ให้บอกเจ้าหน้าที่ว่าคุณต้องการทนาย

 

Sexual Harassment

ตั้งแต่กลางเดือนตุลาที่ผ่านมาถึงวันนี้ ข่าวดังแต่ละวันจะเป็นหัวข้อที่ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ “ลวนลามทางเพศ” หรือ “เซ็กสช่วล ฮาราสเม๊นท์” (Sexual Harassment)  เริ่มจากข่าวแรกเกี่ยวกับนาย “ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน” (Harvey Weinstein) ดูรูป ผู้สร้างหนังยักษ์ใหญ่ ถูกนางสาว “โทมี แอน โรเบิร์ทส” (Tomi-Ann Roberts) ระหว่างถูกสัมภาษณ์ได้เปิดเผยว่าเธอได้เคยถูกลวนลามทางเพศโดยนาย “ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน” ตอนเธออายุ 20 ปี (เมื่อ  33 ปีมาแล้ว) ตอนนั้นเธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและอยากเป็นดารา  เธอมีนัดเข้าพบ นายไวน์สตีน เมื่อไปที่ห้องพักตามนัด นายไวน์สตีนอยู่ในชุดวันเกิด เตรียมตัวลงแช่อ่างอาบน้ำ และชวนให้เธอแก้ผ้ามาแช่อ่างอาบน้ำด้วยกัน  หลังจากข่าวออกมา มีผู้หญิงอีกจำนวนมาก กว่าร้อยได้ออกมาเปิดเผยเรื่องของตนที่เคยเป็นเหยื่อของ Sexual Harassment โดยเจ้านายหรือผู้ร่วมงานอาวุโสในวงการภาพยนต์ และในวงการเมือง

Harvey Weinstein  นักสร้างหนัง

 

ดิฉันเคยเขียนคอลัมน์หัวข้อ “Sexual Harassment” เมื่อ 23 ปีที่แล้ว ลงวันที่ 11 พฤษจิกายน  1994 (พ.ศ. 2537) ใน“เสรีชัย” วันนี้นำมาลง พร้อมกับอีกคอลัมน์หัวข้อ “สิทธิผู้หญิง” ลงวันที่ 31 มีนาคม 1995 (พ.ศ. 2538) เพราะมันเสริมกันดี จะช่วยให้คุณเข้าใจความเป็นมาของการต่อสู้ของผู้หญิงตั้งแต่สมัยก่อนมาปัจจุบัน เวลาคุณอ่านคอลัมน์เก่าๆที่ดิฉันลง  จะเป็นประโยขน์ให้คุณลำดับ  time line ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในปีนั้นๆ  Enjoy ค่ะ

Sexual Harassment (11/22/1994)

Sexual Harassment เป็นข้อกล่าวหาใหม่ที่คนงานมักซูนายจ้างหลังจากที่เขาลาออกหรือถูกไล่ออก “ฮาราส” (Harass) แปลว่าการรบกวนที่ต่อเนื่องไปนานๆ การ harass คนงานถือเป็นการกีดกันหรือ “ดิสคริมมิเนชั่น” (discrimination) อย่างหนึ่ง

Sexual Harassment

Sexual Harassment แปลตามภาษากฎหมายที่ใกล้เคียงที่สุดคือ การก้าวร้าวล่วงเกินฉันท์ชู้สาว อาจเป็นด้วยคำพูด ปฏิกริยาท่าทาง ทั้งโดยตรงและทางอ้อม ซึ่งผู้ที่ถูกล่วงเกินไม่เต็มใจรับ Sexual Harassment เกิดได้ระหว่างนายจ้างกับคนงาน (อาจเป็นนายจ้างหญิงล่วงเกินคนงานชาย) หรือระหว่างคนงานกับคนงาน

คดี Anita Hill

เรื่องอื้อฉาวเรื่องแรกที่ทำให้ผู้หญิงตื่นตัวขึ้น คือ ปี 1991 นางสาว Anita Hill กล่าวหาตุลาการสูงสุด นาย “แคลแร๊นซ์ ทอมัส” (Clarence Thomas) “ซุพพรีม คอร์ท จัสติส” (Supreme Court Justice) แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี “จอร์จ บุช ซีเนียร์” (George Bush) (ตัวพ่อนะคะ) ว่า “ทอมัส” เคยพูดจาล่วงเกินเธอตอนที่เธอทำงานกับท่าน เรื่องนี้รัฐสภาได้ฟังข้อกล่าวหาและโวตลงมติฉันท์ว่านางสาวอนิต้าไม่มีข้อมูลพอ ท่าน“ทอมัส” ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตุลาการสูงสุด

คดี Weeks VS Baker & Mckenzie 

นาง Weeks เลขาใหม่ของทนายคนหนึ่งในสำนักงานกฎหมายชื่อดัง “เบเก้อร์ แอนด์ แม็กเคนซี่” (Baker & McKenzie)หลังจากทำงานได้ 3 เดือนเธอลาออก เธอซูทนายและบริษัทนายจ้างด้วยข้อกล่าวหา Sexual Harassment โดยกล่าวหาว่าเจ้านายของเธอพูดจาก้าวร้าวล่วงเกินเธอไปในด้านชู้สาวเสมอ และครั้งหนึ่งที่เขาทำช็อคโกแล็ต M&M ตกไปในกระเป๋าเสื้อของเธอ และเขาเอื้อมมือลงไปในกระเป๋าควานหยิบ M&M และบีบหน้าอกเธอ และถามว่าข้างใหนใหญ่กว่ากัน เธอได้แจ้งให้บริษัททราบถึงการกระทำของทนาย แต่บริษัทเพิกเฉย ลูกขุนเชื่อคำพูดของเธอและตัดสินให้เธอชนะคดี โดยระบุเงินค่าทำขวัญ 5 หมื่นเหรียญ ค่าปรับสินใหม 6.9 ล้านเหรียญ (10% ของรายได้ของบริษัทในปี 1993 ปีที่เธอฟ้องร้อง) และได้ค่าเสียหาย $225,000 จากตัวทนายเจ้านาย

ข้อพิสูจน์หลักฐาน

การซูในข้อหานี้ โจทก์จะต้องพิสูจน์หลักฐานทั้ง 4 ข้อนี้คือ

  1. จำเลยได้พูดจาล่วงเกินหรือมีการปฏิบัติฉันท์ชู้สาว และ
  2. การกระทำนั้นเกิดขึ้นประจำ หรืออาจจะเกิดขึ้นครั้งเดียวแต่เป็นการกระทำที่บัดสี และ
  3. โจทก์ไม่เต็มใจตอบรับ หรือไม่ต้องการให้ล่วงเกิน และ
  4. ถ้าเป็นการล่วงเกินจากคนงาน ผู้จัดการหรือนายจ้างรู้เรื่อง หรือควรจะรู้ว่ามีเหตุการณ์ล่วงเกินเกิดขึ้น และเขาไม่ห้ามปรามหรือเพิกเฉยหรือไม่จัดการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เด็ดขาด

การตีความหมายข้อ 1 และ 2

บันทัดฐานที่นำมาใช้ตีความหมายของคำพูดหรือการปฏิบัติล่วงเกิน เป็นการตัดสินของลูกขุนในท้องถิ่นนั้นๆว่า ถ้าปัญญาชนทั่วไปตกอยู่ในสถานะการณ์เช่นนั้น เขาจะถือว่าเป็นการล่วงเกินหรือไม่ คำพูดหยิกแกมหยอกไปในด้านเซ็กส์หลายๆครั้ง โดยผู้ฟังไม่เต็มใจรับฟัง หรืออาจจะเป็นคำชักชวนไปนอนครั้งเดียว หรือคำพูดบัดสีที่ฟังแล้วรู้สึกอายแทบแทรกแผ่นดินหนี หรือการจับต้องของสงวน เหล่านี้อาจถือว่าเป็นการล่วงเกินได้

การตีความหมายข้อ 3

ศาลตีความหมายของความเต็มใจ คือ การเชื้อเชิญ หรือโจทก์เป็นผู้เริ่มก่อน แต่การเชื้อเชิญหรือการเริ่มต้นก่อนคืออะไร? การที่โจทก์เงียบเฉย ไม่ตอบโต้การล่วงเกิน ไม่ถือว่าเขาเต็มใจ (เพราะโจทก์อาจเป็นคนขี้อายหรือกลัวถูกไล่ออกจากงาน) ถ้าโจทก์เป็นคนทลึ่งและชอบพูดจาทลึ่ง ศาลตีความหมายว่าเขาเพียงแต่เชื้อเชิญให้คุณพูดจาทลึ่งตอบเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องการรับฟังคำจีบหรือชวญไปนอน ถ้าโจทก์ชอบเล่าเรื่องปัญหาในมุ้งให้ฟัง ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องการให้คุณไปช่วยอุปถัมภ์เขา ถ้าโจทก์แต่งตัวโป๊ ชะเวิกชะวาบไปทำงาน หมายความว่าเขาชวนเชิญให้คุณมองเท่านั้นไม่ได้เชิญให้จับ เข้าทำนอง มองแต่ตา มืออย่าต้อง เดี๋ยวถูกซู

การตีความหมายข้อ 4

ถ้าคุณในฐานะนายจ้าง รู้หรือเห็นว่าในสถานที่ทำงานคุณมีการล่วงเกินกันเกิดขึ้นระหว่างคนงาน และคุณเพิก เฉยไม่ทำอะไร คุณอาจต้องรับผิดชอบได้ ฉะนั้นวิธีที่คุณจะป้องกันได้ คือ

  1. ตั้งกฎเกณฑ์ของที่ทำงาน กำหนดการทำงานร่วมกันระหว่างหญิงชาย ห้ามการหยอกล้อกันฉันท์ชู้สาวในสถานที่ทำงาน ในสายตาของกฎหมายสถานที่ทำงานคือสถานที่คนงานมาทำงานโดยเฉพาะ ไม่ใช่มานั่งจีบกัน หรือมานั่งทำตาหวานใส่กัน
  2. เมื่อมีการล่วงเกินเกิดขึ้น คุณต้องพยายามทำทุกอย่างที่จะห้ามไม่ให้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก เช่นตักเตือน สืบสวนข้อมูล หรือไล่ออกในที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจเป็นปัญหาเช่นกันถ้าคุณเชื่อข้างใดข้างหนึ่ง และไล่อีกฝ่ายออก คุณอาจถูกซูข้อหา Wrongful termination

Sexual harassment เป็นข้อกล่าวหาที่ทนายทำนายกันว่าจะมีคดีนี้ผุดขึ้นอีกมาก เพราะปัจจุบันยังไม่มีแนวบันทัดฐานทางกฎหมายที่จะนำมาตัดสิน คดีจะแพ้หรือชนะขึ้นอยู่กับลูกขุน คำพูดท่าทาง ความน่าเชื่อถือของโจทก์ หรือจำเลย เข้าทำนอง “he said, she said” คุณจะเชื่อใคร ??

3/31/1995

สิทธิผู้หญิง

ปัจจุบันกลุ่มผู้หญิงได้เรียกร้องสิทธิและได้ผลมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่คดี OJ Simpson ทำให้มีการรณรงค์วางบรรทัดฐานกฏหมายเกี่ยวกับการทุบตีภรรยา (Spousal Abuse) วันนี้มาดูประวัติความเป็นมาของผู้หญิงที่ได้ต่อสู้เพื่อสิทธิตนเองมาขนาดใหนจนถึงปัจจุบัน ดิฉันถึงเห็นด้วยกับโฆษณาบุหรี่ Virginia Slim (บุหรี่สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ) ที่มีสโลแกน (slogan) ว่า You’ve come a long way, baby!

ภรรยาเป็นสมบัติของสามี

สมัยร้อยกว่าปีที่ผ่านมาพอผู้หญิงแต่งงานปุ๊บก็แทบจะหมดสิทธิความเป็นคนเลย เพราะภรรยาถือเป็น “สมบัติ” (property) ของสามี ตัวอย่าง ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วไม่มีสิทธิที่จะซูด้วยตัวเองได้ สามีต้องเป็นโจทก์ซูแทนภรรยา ทรัพย์สินส่วนตัวของภรรยาถึงแม้ว่าจะยังเป็นของภรรยาแต่สามีมีสิทธิจัดการซื้อขายได้ ภรรยาไม่สามารถเขียนพินัยกรรมเองได้นอกจากจะได้รับคำอนุญาติจากสามี และ สามีมีสิทธิตบตีภรรยาด้วยไม้ได้ตราบใดที่ไม้ท่อนนั้นไม่ใหญ่เกินหัวนิ้วโป้งของสามี ซึ่งเป็นที่มาของกฏ หัวนิ้วโป้ง (Rule of thumb)

สิทธิให้ผู้หญิงโวทได้

ก่อนปี คศ 1920 ผู้หญิงไม่มีสิทธิที่จะ Vote จนกระทั่งปี 1920 อเม็นด์เม๊นท์ที่ 19 ออกมาให้สิทธิผู้หญิงโวทได้ ฉะนั้นก่อนหน้านั้นกฏหมายอะไรออกมาที่เข้าข้างผู้ชายจึงผ่านหมดเพราะผู้หญิงไม่มีโอกาสโวท เช่นกฏหมายเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินส่วนรวม หรือกฏหมายหย่า เป็นต้น

 

Affirmative Action

ประมาณปี 1960 ประธานาธิบดี “จอน เอ็ฟ เคเนดี้” (John F. Kenedy) ออกราชบัญญัติบังคับให้ใช้ Affirmative Action Program โปรแกรมนี้ได้ถือว่าผู้หญิงเป็นชนชั้นสอง หรือ “ไมนอริตี้ส” (minorities) ที่ถูกเสียเปรียบในด้านการศึกษาและการงานมากในอดีต ฉะนั้นโปรแกรมนี้ให้สิทธิผู้หญิงมากขึ้นในการกู้เงินทุนทำธุรกิจ และให้ทุนผู้หญิงในด้านการศึกษาขั้นสูง

หย่าโดยไม่ต้องอ้างเหตุผล

ปี 1970 คาลิฟอร์เนียออกกฏหมายเรียก No Fault Divorce คือไม่ว่าสามีหรือภรรยามีสิทธิที่จะหย่าได้โดยเหตุผลว่าเข้ากันไม่ได้ Irreconciliable differences โดยกฏหมายไม่สนว่าหย่าเพราะอะไร ใครไปนอนกับใคร และทรัพย์สินส่วนรวมแบ่งกันคนละครึ่งโดยไม่สนว่าใครผิดหรือถูก

สิทธิให้ผู้หญิงทำแท้งได้

คดี Roe V Wade ปี 1973 เป็นคดีประวัติศาสตร์ (Landmark case) คดีนี้ตัดสินให้ผู้หญิงมีสิทธิทำแท้งได้ในช่วงท้อง 3 เดือนแรก และถ้าการทำแท้งไม่เป็นอันตรายต่อมารดา

ผู้หญิงขอเครดิตเองได้

ปี 1974 กฏหมายออกมาภายใต้ Equal Credit Opportunity Act (ECOA)ห้ามไม่ให้แบ๊งค์ บริษัทไฟแน็นซ์หรือบริษัทเครดิตคาร์ต ไม่ให้ความยุติธรรมต่อผู้หญิงโสดที่ขอเครดิต หรือผู้หญิงที่มีสามีแต่ขอเครดิตในชื่อตนเอง ฉะนั้นผู้หญิงสามารถขอเครดิตด้วยตนเองแยกจากสามีได้

หลักฐานคดีข่มขืนเปลี่ยน

ก่อนหน้าปี 1983 ถ้าผู้หญิงซูผู้ชายในคดีข่มขืนจะถูกแฉเรื่องอดีตว่าเธอเคยนอนกับใครบ้างรวมทั้งเคยนอนกับผู้ชายที่ข่มขืนเธอ หลักฐานนี้เพื่อจะพิสูจน์ว่าถ้าเธอเคยไปนอนกับคนโน้นคนนี้มาก่อน เธออาจจะยินยอมนอนและไม่ได้ถูกข่มขืนจริง ซึ่งทำให้ไม่มีผู้หญิงกล้าเปิดปากว่าถูกข่มขืน ปี 1983 กฏการให้หลักฐานออกมาใหม่ห้ามไม่ให้นำเรื่องอดีตของผู้หญิงมาแฉเปิดโปง โดยต้องพิสูจน์คดีจากเหตุการณ์ที่ถูกข่มขืนวันนั้นเท่านั้น

สิทธิในการห้ามล่วงเกินเกิด

ปี 1991 เป็นปีที่ Clarence Thomas ถูกแต่งตั้งให้เป็นท่านตุลาการ Anita Hill ผู้ร่วมงานเก่าเอาเรื่องของท่านมาเปิดโปงกล่าวหาว่า Thomas เคยพูดจาล่วงเกินทางชู้สาว (Sexual Harassment) ระหว่างที่เธอทำงานกับ Thomas ถึงแม้ว่า Thomas ได้ถูกแต่งตั้งเป็นท่านตุลาการก็ตาม แต่ผลออกมาคือ เปิดประตูทางให้ผู้หญิงกล้าที่จะออกมาเผชิญหน้าสู้ในศาลว่าตนถูก Harassed และไม่เห็นเป็นเรื่องน่าอายอีกต่อไป

Weeks V Baker & McKenzie

ปี 1994 มีคดี Sexual Harassment ที่ทำประวัติศาสตร์ คือนางสาว Weeks เลขาใหม่ที่สำนักงานกฏหมายเข้าทำงานได้ 3 เดือนและถูกเชิญออก เธอได้ซูทนายนายจ้างกล่าวหาว่าเขาล่วงเกินเธอและเมื่อเธอไม่ยอมเลยถูกไล่ออก เธอชนะคดี ลูกขุนได้กำหนดค่าเสียหายและค่าทำร้ายจิตใจเกิน 7 ล้านเหรียญ คดีนี้กำหนดบันทัดฐานว่าการล่วงเกินทางร่างกายหรือจิตใจผิดกฏหมาย ผลลัพท์คือนอกจากปัจจุบันคดี Sexual Harassment ประดังเข้าศาลมาก แต่ทางอ้อมคือไม่ค่อยจะมีหนุ่มกล้ามาจีบสาว เพราะกฏหมายเองก็ยังไม่แจ่มแจ้งว่าการพูดจาแบบใหนคือการจีบ หรือแบบใหนคือการล่วงเกิน

Domestic Violence

ข่าวฆาตกรรมในคดี OJ นี้ได้เปลี่ยนแนวทางให้ผู้ร่างกฏหมายเริ่มมาสนใจกับการร้องเรียนของภรรยาที่ถูกสามีตบตีว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กๆในมุ้งอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ตำรวจหรือรัฐบาลควรจะให้ความสนใจหรือออกกฏหมายป้องกันเมียที่ถูกผัวตบตี เพราะมันอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่หรือถึงคดีอาญาภายหลัง

ปีที่แล้วมีคดีหนึ่งที่ตำรวจได้รับโทรศัพท์ว่ามีการทะเลาะตบตีระหว่างสามีภรรยาเมื่อตำรวจไปถึงหน้าบ้านนั้น ภรรยามาเปิดประตูและบอกว่าทุกอย่างเป็นปกติแล้ว แต่ตำรวจยังฝ่าฝืนเข้าไปในบ้านและพบยาเสพติดในบ้าน ซึ่งยาเสพติดนั้นถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานมัดตัวจำเลยในข้อหามียาเสพติดในครอบครอง จำเลยพยายามสู้คดีว่าตำรวจเข้ามาในบ้านโดยไม่มีหมายค้นจากศาล และไม่มีใครอยู่ในอันตรายใดๆตอนที่ตำรวจฝ่าฝืนเข้าไป คดีนี้ถูกตัดสินหลังจากที่คดี OJ กำลังเป็นข่าวอยู่ ศาลได้ตัดสินว่าในกรณีที่ตำรวจได้รับโทรศัพท์เกี่ยวกับ โดเมสติค ไวโอเล๊นซ์” (Domestic Violence) คือการทะเลาะกันรุนแรงภายในครอบครัว เมื่อตำรวจไปถึงบ้านถึงแม้ว่าผู้ที่มาเปิดประตูบอกว่าทุกอย่างเป็นปกติ แต่ถ้าตำรวจยังสงสัยอยู่ว่า ภรรยาอาจอยู่ในอันตราย ตำรวจมีสิทธิที่จะเข้าไปในบ้านได้โดยไม่มีหมายศาล และถ้าเขาพบเห็นสิ่งของที่ไม่ถูกกฏหมาย ตำรวจมีสิทธิยึดเอาสิ่งนั้นไปใช้เป็นหลักฐานมัดตัวจำเลยได้ คดีนี้ได้นำมาใช้เป็นบันทัดฐานในระเบียบการอายัดหลักฐานในปัจจุบัน

นักกฏหมายคาดกันว่าเร็วๆนี้กฏหมายจะออกมาเอาจริงเอาจังกับเรื่องการตบตีระหว่างผัวเมีย ตอนนี้มีข้อเสนอต่างๆออกมาที่จะเป็นบรรทัดฐานกฏหมายแต่ยังไม่มีกฏหมายที่ผ่านออกมา อีกหน่อยคุณคงไม่แปลกใจที่จะเห็นพระราชบัญญัติกฏหมายเกี่ยวกับ Spousal abuse ออกมาเรียก Simpson’s bill

แถมท้ายค่ะ ปัจจุบันตามกฎอิมมิเกรชั่น ถ้าผู้ใดมีคดี Domestic Violence ติดตัว จะยากมากๆที่จะทำวีซ่าคู่หมั้น หรือใบเขียวแต่งงาน

 

 

 

ANOTHER DAY OF PARADISE

ดิฉันไม่ได้ลงคอลัมน์ซะนาน พยายามเขียนหลายครั้งแต่ไม่เคยจบ ตั้งแต่เหตุการณ์ เมือง “ชาร์ล็อตส์วิลล์” ในรัฐเวอร์จิเนีย ที่เกิดขึ้นวันที่ 12 ส.ค.ปีนี้ตรงกับวันแม่ของเรา ทีมีคนขับรถเข้าชนกลุ่มเดินขบวนปะทะกันระหว่างฝ่ายประท้วงรัฐ เพราะไม่ต้องการให้รัฐเอาอนุสาวรีย์ นายพลโรเบิร์ต ลี ผู้นำรัฐ “คอนเฟ็ดเดอเรท” ที่สนับสนุนการค้าทาสสมัยสงครามกลางเมือง และอีกฝ่ายที่สนับสนุนรัฐต้องการให้เอาอนุสาวรีย์ออก มีคนต่อต้านขับรถพุ่งชนพวกเดินขบวนคนตายจำนวนมาก และเร็วๆนี้เหตุการณ์ในลาสเวกัส ที่มีชายคนขาวกราดปืนยิงผู้ที่มาดูดนตรี คนตายจำนวนมาก เหตุการณ์บ้านเมืองทำให้ดิฉันเซ็งและหดหู่ อยากจะโทษ “ทรัมพ์” ที่ทำให้ดิฉันใจหดหู่ อ่านทวีทที่ “ทรัมพ์” เขียนแต่ละประโยค แต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น กลับยิ่งเครียด เพราะมีความรู้สึกว่าคำพูดเขาเป็นการปลุกให้คนแตกแยก และไม่ลงรอยกันมากขึ้น จนกระทั่ง

เช้าสัปดาห์ที่แล้ว สามีและดิฉันออกไปเดินตามปกติ เวลาเราเดินสวนกับใครเราก็จะทัก “good morning” กับทุกคน วันนั้นเราผ่านชายแปลกหน้าพึ่งจอดรถกำลังจะออกจากรถ เราก็ทัก “good morning” เขาทักกลับยิ้มกว้างเสียงดังฟังชัด ชูมือขวาที่ถือถ้วยกาแฟและตอบว่า “Good morning, ANOTHER DAY OF PARADISE!” “อีกวันของสวรรค์” “ว่าว” แค่ประโยคสั้นๆจากกคนแปลกหน้าแต่มีความหมายมากมาย รู้สึกหัวใจอิ่มเอิบ เลยนึกได้ว่าไปโทษ “ทรัมพ์” ทำไม แต่ละวันเราเลือกที่จะ “แฮ็ปปี้” ทุกเช้าเราควรบอกตัวเองว่า วันนี้เป็น ANOTHER DAY OF PARADISE “ทรัมพ์” จะทวีทยังไงก็ช่างเขา

การเขียนคอลัมน์ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ดิฉัน “แฮ็ปปี้” ได้ปล่อยอารมณ์ด้วย ดิฉันเลยตั้งใจว่าจะเริ่มลงบทความบ่อยขึ้น ถ้าไม่มีเวลาเขียน ก็จะเลือกเอาบทความเก่าที่เคยลง น.ส.พ. เสรีชัยมาลง ดิฉันชอบบทความที่ดิฉันเขียน 3 ปีแรกหลังเป็นทนาย เพราะตอนนั้นยังร้อนวิชาเป็นทนายใหม่ๆ จะเขียนเรื่องจิปาถะ พอมาเลือกด้านกฎหมายอิมมิเกรชั่น บทความหันเหมาเป็นกฎหมายอิมมิเกรชั่น วันนี้ดิฉันเลือกลงบทความที่ลงวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 1995 ดิฉันเขียนอุทิศให้คุณพ่อ เพราะนึกถึงท่านอยู่ วันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ตรงกับวันที่ท่านเสียชีวิต

หัดอ่านหัดดิด
ตอนดิฉันอายุสัก 6-7 ขวบพึ่งจะย้ายเข้ากรุงเทพ จึงต้องนั่งรถไปกลับระหว่างกรุงเทพและราชบุรีอยู่หลายเดือน ระหว่างนั่งรถคุณพ่อก็จะให้นั่งนับสะพานไปเรื่อย พอเบื่อนับคุณพ่อก็บอกให้ดิฉันอ่านทุกอย่างที่เห็น ดิฉันถามว่าอ่านทำไมคะ คุณพ่อหันมาทำตาเขียวบอก “ปั้ทโธ่ โว๊ย” ดิฉันกลัวเลยอ่านใหญ่ มันคงจะติดมาถึงเดี๋ยวนี้

ฟรีเวย์ในรัฐหรือระหว่างรัฐ
เวลาดิฉันขับรถไปใหนเห็นอะไรก็มักจะอ่านและคิดไปเรื่อย คุณเคยอ่านป้ายบนทางด่วนหรือ Freeway แล้วสงสัยบ้างใหมว่าทำไมบางป้ายมี I อยู่ข้างหน้าเช่น I-5 I-10 หรือ I-15 และบางอันไม่มีเช่น Fwy 91 55 หรือ 57 หรือนัมเบอร์ฟรีเวย์ทำไมลงท้ายด้วยเลขคู่หรือเลขคี่ และแม้กระทั่งป้ายที่มีนัมเบอร์ฟรีเวย์ก็ไม่เหมือนกัน
I ย่อมาจาก Interstate แปลว่าระหว่างรัฐ เช่น I-5, I-10, I-15 เป็น Interstate freeway ฟรีเวย์เชื่อมยาวไปถึงรัฐอื่น แต่ฟรีเวย์ที่ไม่มี I อยู่ข้างหน้าเช่น 91, 57, 55 เป็นฟรีเวย์ในรัฐเท่านั้น และเลขคู่หรือเลขคี่ลงท้ายนัมเบอร์ Interstate freeway ก็มีความหมายคือถ้าเลขลงท้ายด้วยเลขคู่เช่น I-10 แปลว่าทางไปตะวันออกหรือตะวันตก แต่ถ้าเป็นเลขคี่แปลว่าทางไปเหนือหรือใต้ ตัวรูปโล่ห์สีฟ้ามีขอบสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของ Interstate freeway

สิทธิในการเดินทาง
ฟรีเวย์ในรัฐเป็นเงินของรัฐ แต่ Interstate freeway เงินส่วนใหญ่ได้มาจากรัฐบาลกลาง Federal funds มาสร้างถนนเพื่อเชื่อมรัฐ ตามสิทธิเบื้องต้น Fundamental rights ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าพลเมืองมีสิทธิเดินทางไปทุกหนทุกแห่งในสหรัฐเรียกว่า Rights to Travel เมื่อ 2 ศตวรรษก่อนโน้นที่รัฐต่างๆยังไม่รวมตัวกันเป็นสหรัฐ (United States) เวลาพลเมืองแต่ละรัฐจะเดินทางเข้ารัฐอื่นจะต้องผ่านด่านและเสียเงิน
พลเมืองของรัฐและรัฐบาลกลาง
ในรัฐธรรมนูญสหรัฐระบุว่าคนอเมริกันมี 2 ซิติเซ่นชิป คือซิติเซ่นของรัฐที่อาศัยอยู่และซิติเซ่นของสหรัฐ คุณถึงต้องเสียภาษีให้ทั้งรัฐและรัฐบาลกลาง สิ่งที่คุณได้รับตอบแทนคือคุณมีสิทธิใช้สวัสดิการต่างๆของรัฐและรัฐบาลกลางรวมทั้งคุณอยู่ภายใต้กฏหมายรัฐและรัฐบาลกลางควบคู่กันไป

ศาลของรัฐหรือศาลรัฐบาลกลาง
ในรัฐแต่ละรัฐจะมีทั้งศาลของรัฐ (State Courts) และศาลของรัฐบาลกลาง (Federal Courts) อย่างเช่นใน LA ศาลสองศาลอยู่ถนนเดียวกัน เวลาคุณมีคดีคุณจะขึ้นศาลใหนขึ้นอยู่กับว่าโจทก์และจำเลยเป็นใคร อยู่ที่ใหน ซูข้อกล่าวหาอะไรและค่าเสียหายเท่าไร

การขัดกันระหว่างกฏหมาย
กฏหมายรัฐบาลกลางและกฏหมายของรัฐบางทีก็ขัดกัน ตัวอย่างเช่น บรรทัดฐานกฏหมายบางทีอาจจะอ่อนหรือเข้มงวดมากกว่ากัน เช่นกฏ FDA (Food and Drug Administration) บังคับให้เขียนป้ายฉลากยาหรือบุหรี่อาจจะอ่อนกว่า แต่กฏหมายของรัฐอาจจะเข้มงวดมากกว่า ฉะนั้นจึงมักเป็นปัญหาต่อโรงงานผู้ผลิตที่ว่าจะต้องเขียนฉลากตามกฏหมายแต่ละรัฐหรือไม่ ในเมื่อเขาต้องส่งสินค้าขายทั่วประเทศ คุณคงได้ยินคดีที่ผู้คนกำลังซูโรงงานผลิตบุหรี่ว่าฉลากคำเตือนเมื่อ 20 ปีที่แล้วระบุว่าการสูบบุหรี่อาจเป็นภัยต่อสุขภาพนั้นไม่พอ เขาควรจะเตือนว่าอาจทำให้เป็นมะเร็ง โรงงานบุหรี่เถียงว่าฉลากเตือนนั้นพอเพียงตามกฏหมายรัฐบาลกลาง ฉะนั้นเขาไม่ควรผิด เป็นต้น

บทความนี้อุทิศให้คุณพ่อ
ตอนคุณพ่อมีชีวิตอยู่ดิฉันเคยพยายามชวนคุณพ่อมาเที่ยวอเมริกา คุณพ่อจะพูดว่าอเมริกาไม่เห็นมีอะไรมีแต่ฟรีเวย์ (คุณพ่อเคยมาเรียนที่นี่) และดิฉันคิดถึงเรื่องบุหรี่เพราะตอนดิฉันเด็กๆ พี่น้อง 5 คนจะพบปะสังสรรกันทุกคืนวันเสาร์เพื่อนั่งมวนบุหรี่ให้คุณพ่อ (ซึ่งสูบวันละประมาณสองสามแพ็ค) คุณพ่อดิฉันประหยัดแม้กระทั่งทำซองบุหรี่เองจากกระดาษปฏิทินเก่าๆหลากสี พอใครเห็นซองและบุหรี่ที่ยับยู่ยี่จะถามว่าสูบบุหรี่ยี่ห้ออะไร คุณพ่อจะตอบว่ายี่ห้อ “เม็งอวน” คุณพ่อดิฉันมีอารมณ์ขันลึกๆ

คติพจน์ข้างล่างนี้เป็นคติพจน์ที่คุณพ่อดิฉันเขียนเมื่อปี พ.ศ. 2509 และวางอยู่บนโต๊ะทำงานท่าน ดิฉันชอบมากซึ่งมันอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับกฏหมายขึ้นอยู่กับคุณ

การทำดี แม้ไม่มี ผู้ใดเห็น
แต่ก็เป็น คุณธรรม ล้ำสรรเสริญ
สักวันหนึ่ง คนจะเห็น เด่นเจริญ
ถึงจะเนิ่น ก็เกินค่า กว่าไม่ทำ

ท่าน Blackstone นักนิติศาสตร์ชาวอังกฤษได้นิยามกฏหมายว่า กฏหมายคือระเบียบความประพฤติของปวงชน ซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุดของรัฐเป็นผู้ออกเพื่อบังคับให้ทำในสิ่งที่ถูก และห้ามในสิ่งที่ผิด

“ดาก้า” (DACA)

วันอังคารที่ 5 กันยา 2017 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมพ์ประกาศยกเลิกโปรแกรม “ดาก้า” (DACA) ช่วงนี้หันไปทางไหนก็จะได้ยินคนพูดถึง “ดาก้า” รวมทั้งในห้องเรียนภาษาสแปนิช ที่ดิฉันกำลังเรียนอยู่ ดิฉันถึงได้รู้ว่าหลายคนไม่รู้จัก “ดาก้า” กันแท้จริงว่ามันคืออะไร คนที่ชอบ “ทรัมพ์” ก็เห็นด้วยที่ คนที่ไม่ชอบ“ทรัมพ์” ก็สาปส่ง

มาเข้าใจ “ดาก้า” กัน

“ดาก้า” (DACA) ย่อ มาจาก “ดีเฟอร์ แอ็กชั่น ฟอร์ ชายลด์ฮู้ด แอไรเวิ่ล” (Deferred Action for Childhood Arrivals) แปลตรงตัว คือ การชะลอการเนรเทศเด็กที่เข้ามาอยู่ในอเมริกาตั้งแต่เล็กๆ ปี 2012 ประธานาธิบดีโอบาม่าใช้อำนาจผู้บริหารเรียก “เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เด้อร์” (executive decision) ศผ่าน“ดาก้า” ออกมา โดยไม่ได้ผ่านสภาโวท เหตุผลที่โอบาม่าใช้วิธีนี้ เนื่องจาก รัฐบาลหลายสมัยพยายามที่จะปฏิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่นใหม่หลายข้อ แต่ไม่มีใครทำสำเร็จสักที เพราะพรรคเดโมแครทและพรรครีพับบลิคกันตกลงกันไม่ได้ มีข้อเดียวที่ทั้งสองพรรคเห็นด้วยโดยไม่คัดค้านคือโปรแกรม “ดาก้า” “โอบาม่า”จึงต้องใช้วิธีนี้ ตามรัฐธรรมนูญก่อนที่ร่างกฎหมายจะผ่านออกมาเป็นกฎหมายได้ ต้องผ่านเสียงโวท จากสภาก่อน แต่ประธานาธิบดีมีอำนาจสามารถผ่านกฎหมายชั่วคราวได้ในกรณีฉุกเฉิน เช่นเดียวกับที่ “ทรัมพ์”ผ่าน “แทรเวิล แบน” (travel ban) ออกมา ฉะนั้น “ดาก้า” ก็เช่นกัน โปรแกรม “ดาก้า” จึงไม่ถาวร ประธานาธิบดีคนใหม่หรือรัฐสามารถซูเข้าศาลและขอยกเลิกได้โปรแกรมได้

“ดาก้า” ช่วยเด็กโรบินฮู้ดอย่างไร

จุดประสงค์ของ“ดาก้า” คือ ช่วยเด็กที่พ่อแม่พาเข้ามาเรียนหนังสือในอเมริกาตั้งแต่เล็กๆ ตามสิทธิรัฐธรรมนูญเด็กทุกคนสามารถเข้าเรียนโรงเรียนรัฐบาลประถมและมัฐยมได้ฟรี พอเด็กเหล่านี้โตขึ้นก็เป็นปัญหาเหลื่อมล้ำในกลุ่มเพื่อน เพราะไม่สามารถทำใบขับขี่หรือทำงานได้ เพราะไม่มีนัมเบอร์โซเชียล (บัตรประกันสังคม) และไม่สามารถเข้าคอลเลจของรัฐบาลได้ ตามโปรแกรม “ดาก้า” ให้เด็กที่เข้ามาเมกาก่อนหน้า 15 มิถุนายน 2007 และอายุต่ำกว่า 16 ปีตอนเข้ามา สามารถแอ็พพลายขอใบทำงานหรือ “เวิ๊ร์ค เพอร์มิท”ได้ เมื่อเด็กได้“เวิ๊ร์ค เพอร์มิท” เด็กสามารถขอใบขับขี่ บัตรโซเชียล และเข้าคอลเลจได้ โปรแกรมนี้ชั่วคราว 2 ปี  อิมมิเกรชั่นออก “เวิ๊ร์ค เพอร์มิท” ให้ 2 ปีเท่านั้น และเด็กต้องต่อทุก 2 ปี ระหว่างสมัยโอบาม่าพรรคเดโมแครทพยายามที่จะดันให้ “ดาก้า” ผ่านเป็นกฎหมายแต่ไม่สำเร็จ  ตอน “ทรัมพ์” “แคมเปน”หาเสียง เขาประกาศว่าเขารักพวกเด็ก “ดรีมเม่อร์” คือเด็กภายใต้ “ดาก้า” และถ้าเขาได้เป็น ป.ธ.น. เขาจะหาวิธีช่วยเด็กเหล่านี้ให้อยู่อย่างถูกกฏต้องตามกฎหมาย คำว่า “ดรีมเม่อร์”ย่อมาจาก  Development, Relief, and Education for Alien Minors DREAM “ดรีม”และเติม ER เข้าไป

ยกเลิก“ดาก้า”

วันอังคารที่ 5 กันยา ที่ผ่านมา “ทรัมพ์”ประกาศยกเลิก“ดาก้า” และให้เวลาคองเกรส 6 เดือนที่จะหาวิธีที่ไม่หักหารลอยแพเด็ก “ดรีมเม่อร์” (จริงๆแล้ว พวกนี้ก็ไม่เด็กแล้ว ถ้านับจากอายุ 16 ปี สูงสุดตอนเข้ามาปี 2007 บวกอีก 10 ปี ค.ศ. 2017 ปัจจุบัน ก็เท่ากับหลายคนอายุ 26 ปี วัยทำงาน หรือ มีครอบครัวกันแล้ว) ตามข่าวออกมาทำนองว่า “ทรัมพ์” ใช้วิธีนี้ที่ประกาศยกเลิก “ดาก้า” เป็นการ“บลัฟ” (bluff) เพื่อต้องการใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง กับพรรคเดโมแครทและพรรครีพับบลิคกัน ให้พวกเขาหันหน้าเข้าหากันและผ่านข้อเสนอหลายข้อที่ “ทรัมพ์” ต้องการ รวมทั้ง ตัดงบ เปลี่ยนระบบภาษีรายได้ใหม่ และสร้างกำแพงกั้นระหว่างอเมริกาและเม็กซิโก  

ตามความเห็นของดิฉัน ดิฉันไม่ตื่นเต้นตกใจ ตอนทรัมพ์ประกาศเลิก “ดาก้า” ทั้งที่ตัวเองมีลูกความ “ดาก้า”  อยู่หลายคน ดิฉันเชื่อว่าพวก “ดรีมเม่อร์” ไม่ถูกเนรเทศแน่ เผลอๆอาจได้ใบเขียวแต่คงมีเงื่อนไขบางอย่าง ถ้ามองในแง่ดี “ทรัมพ์” “บลัฟ” คราวนี้น่าจะได้ผล  

ข้อเตือนนะคะ   พวก“ดรีมเม่อร์” โปรดอย่าเดินทางออกนอกประเทศ

 

“ทรัมพ์” ยกเลิก“ดาป้า” (DAPA)

เมื่อวันพฤหัสที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี “ทรัมพ์” ออกคำสั่งยกเลิกดาป้า(DAPA) Deferred Action for Parental Accountability คือกฎหมาย ที่ ป.ธ.น.  “โอบาม่า” พยายามดันออกมาใช้ตั้งแต่ปี 2014 แต่ไม่ผ่านเพราะถูกบล็อกอยู่  กฎหมายนี้ถ้าผ่านจะช่วยพ่อแม่โรบินฮู้ดที่อยู่ในอเมริกา ถ้าเขามีลูกเกิดในอเมริกา ให้อยู่ได้อย่างถูกต้อง โดย ออกใบทำงานหรือ“เวิ๊ร์ค เพอร์มิท” ให้ และระหว่างคอยกฎหมายผ่าน ยังสั่งไม่ให้อิมมิเกรชั่นจับพวกเขาส่งกลับประเทศ ตอนนี้กฎหมายนี้ถูก “ฆ่าตาย” แล้วนะคะ ตอนนี้พ่อแม่ที่อยู่เถื่อนทำอะไรได้บ้าง เพราะที่ผ่านๆมาอิมมิเกรชั่นเอาหูไปนาตาไปไร่ไม่จับพ่อแม่ที่มีลูกเกิดที่นี่ โปรดอ่านบทความ DAPA และ DACA ลงคอลัมน์ฉบับที่ 12/31/2016

พ่อแม่ที่อยู่เถื่อนทำอะไรได้บ้าง

ดิฉันมักได้คำถามบ่อยจากพ่อแม่ที่มาคลอดลูกในอเมริกา ว่าตนจะทำงานเลี้ยงลูกอย่างถูกกฎหมายได้อย่างไร คำตอบคือ ไม่ได้ค่ะ คุณจะไม่มีสิทธิพิเศษอะไรกว่าโรบินฮู้ดอื่นๆ นี่คือสาเหตุที่ DAPA ไม่ป๊อปปูล่า และไม่ผ่านคองเกรส เพราะคนทั่วไปมองในแง่ว่า ถ้าออกใบทำงานให้พ่อแม่ จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี คนก็จะพยายามเข้ามาในเมกา เพื่อมาคลอดลูกในอเมริกา (ตอนนี้ก็มีทัวร์จีนนำคนท้องมากันเป็นระรอก เพื่อมาออกลูก) คุณต้องรอให้ลูกอายุ 21 ปี ลูกจึงสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณได้  (กฎอิมมิเกรชั่น ลูกที่เกิดในอเมริกาต้องอายุ 21 ปีก่อนที่จะทำใบเขียวให้พ่อแม่ได้)

วิธีใดที่จะอยู่ในอเมริกาและทำงานได้

ถ้าคุณวีซ่าขาดแล้ว มีวิธีใดที่คุณจะอยู่ในอเมริกาและทำงานได้อย่างถกกฎหมาย

  • แต่งงานกับซิติเซ่น อย่าลืมว่าคุณมีสถานภาพเช่นเดียวกับโรบินฮู้ดทั่วไป ไม่มีสิทธิพิเศษกว่าค่ะ ถ้าคุณไม่อยากย้ายกลับไปอยู่ไทย และต้องการอยู่อย่างถูกกฎหมายโดยไม่ต้องคอยอีก 21 ปี คือ มีวิธีเดียวคือแต่งงานกับซิติเซ่นและทำใบเขียว
  • ถ้าอยู่อย่างผิดกฎหมายลักลอบทำงานไปเรื่อยๆและไม่ถูกจับ เมื่อลูกอายุครบ 21 ปี ก็ให้ลูกยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ทันที โดยคุณไม่ต้องเดินทางกลับไปไทย
  • ถ้าคุณตั้งใจอยู่เถื่อนไปเรื่อยและทำงานสักพักและค่อยกลับไปอยู่ไทย รออยู่เมืองไทยจนลูกอายุครบ 21 ปีก็ได้ แต่อย่าลืมกฎ unlawful presence นะคะ ว่าคุณไม่สามารถกลับเข้าอเมริกาได้ 10 ปีนับจากวันเดินทางออก  ฉะนั้นคำนวนเวลานะคะ ถ้าคุณต้องการให้ลูกทำใบเขียวให้ทันทีตอนลูกอายุ 21 ปี ครอบครัวคุณก็ต้องเดินทางกลับไทยตอนลูกอายุประมาณ 10 ปี  เพื่อตอนลูกครบ 21 ปีปุ๊บ เขาจะได้ยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณได้ทันที
  • ถ้าคุณถูกจับระหว่างอยู่ในอเมริกา แนะนำว่าควรรับอาสากลับโดยดี แทนที่จะรอสู้คดี หรือขึ้นศาลให้อิมมิเกรชั่นดำเนินเรื่องเนรเทศ เพราะเรื่องจะยืดยาว และก็ต้องกลับอยู่ดี นอกจากจะเปลืองเงิน เพราะถ้าคดีไม่จบและคุณกลับ เท่ากับคุณยังมีคดีค้างเติ่งอยู่ จะมีปัญหาตอนลูกทำเรื่องขอใบเขียวเพราะเรื่องจะติดขัดค่ะ

ประเด็นอื่นๆที่ต้องระวัง ตอนลูกขอใบเขียวให้

  • คุณเป็นหนี้เงินรัฐบาลหรือไม่ เช่น ค่าโรงพยาบาลตอนคลอดลูก คุณกินเงินเวล์แฟร์บ้างหรือไม่
  • ภูมิลำเนาหรือ “ดอมิไซล์” (Domicile) และเงินที่ลูกต้องเซ็นซัพพอร์ทคุณ ถ้าลูกอยู่เมืองไทยกับคุณ ลูกต้องกลับไปอเมริกาตอนยื่นเรื่องให้คุณ เขาต้องแสดงว่ามีภูมิลำเนาอยู่ในอเมริกา และควรมีงานทำ เพื่อมีรายได้พอที่จะเซ็นซัพพอร์ทคุณ คุณต้องวางแผนให้ลูกกลับไปอยู่อเมริกาอย่างน้อย 1 ปี ก่อนที่ลูกจะยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณได้

แนะนำให้ปรึกษาทนายนะคะ


 

 

วันธงชาติ (Flag Day)

เมื่อเช้าดิฉันออกไปเดินเห็นเพื่อนบ้านหลายบ้านปักธงชาติว่อนไสว (เมือง La Palma ที่ดิฉันอยู่มีคนรุ่นเก่าอยู่เยอะ) นึกขึ้นได้ว่าวันนี้วันที่ 14 มิถุนายน เป็นวันธงชาติอเมริกัน เลยตั้งใจว่าเดินเสร็จจะเขียนเรื่องวันธงชาติ ไหนๆอยู่ประเทศนี้เราควรจะมีความรู้เกี่ยวกับธงชาติของเขาหน่อย ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์สำหรับคุณที่จะไปสอบโอนสัญชาติด้วย

ลักษณะธงชาติอเมริกัน

วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 เป็นวันประกาศอิสรภาพของประเทศอเมริกา “วัน อินดีเพ็นเด๊นท์ เดย์” (Independent Day)จากการเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ ตอนนั้นในคองเกรสยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะใช้ธงชาติอะไร ก็เลยใช้ธงชาติข้างล่างนี้ชั่วคราว เป็นแถบขาว แดงมี 13 แถบคือ สัญลักษณ์ของ 13 สหพันธ์รัฐแรก และบนมุมขวาเรียก “แคนตอน” (Canton) ใช้เป็นรูปแฉก ยืมมาจากสัญลักษณ์ธงอังกฤษ ตามประวัติศาสตร์ถือว่า ธงนี้เป็นธงแรกของอเมริกา เรียกชื่อเล่นธงนี้ว่า “เดอะ แกรนด์ ยูเนียน” (The Grand Union)

ธงชาติแรก

วันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1777 คองเกรสได้สถาปนาวันธงชาติและได้ประกาศว่าธงชาติจะยังคงแถบ 13 แถบ สีขาวและแดง แต่ให้เปลี่ยนรูปใน “แคนตอน” เป็น ดาวพื้นสีน้ำเงิน และดาวสีขาวแทน  หลังจากนั้นก็มีการออกแบบธงออกมา 2 รูปแบบที่มีคนนิยมนำมาใช้ แต่คองเกรสยังไม่ได้รับอันใดอันหนึ่งเป็นธงประจำชาติอย่างทางการ คือ รูป 13 ดาวกลมข้างใน “แคนตอน” ตามประวัติศาสตร์เคลมว่า นาง “เบ๊ทสี รอส” เป็นผู้ออกแบบ และอีกธงคือรูป 13 ดาวเรียงแถว ทหารเรือ ยู เอ็ส เนวี นายฟรานซิส ฮ็อปคินสัน (Francis Hopkinson) เป็นผู้ออกแบบ

13-star so-called “Betsy Ross” variant
Francis Hopkinson’s flag for the U.S. Navy, featuring 13 six-pointed stars arranged in rows.

ในปี ค.ศ. 1834 ธงชาติดาวแถวของนาย “ฟรานซิส ฮ็อปคินสัน” ได้ถูกนำมาใช้เป็นทางการของกองทัพบก ปี ค.ศ. 1861 ช่วงสงครามกลางเมืองหรือ “ซิวิล วอร์” (Civil War) ธงชาติดาวแถวได้ถูกชักขึ้นเสาเป็นการเคารพธงชาติครั้งแรกในเมือง “ฮาร์ทฟอร์ด รัฐคอนเน็ทติคัท” (Hartford รัฐ Connecticut) ปี ค.ศ. 1916 ประธานาธิบดี ซ๊ดโดรว์ วิลสัน”(Woodrow Wilson) ร้องเรียกให้ประชาชนสถาปนาวันที่ 14 มิถุนายน เป็นวันเคารพธงชาติ  ปี ค.ศ. 1949 คองเกรสลงมติให้วันที่ 14 มิถุนายนเป็นวันธงชาติทั่วประเทศ ซึ่งประธานาธิบดี “แฮรี่ ทรูแมน” (Harry Truman) ลงนามอนุมัติ ต่อมาปี ค.ศ. 1959 ประธานาธิบดี “ไอเซนฮาวร์”(Eisenhower) กำหนดขนาดธงชาติ แถบและ และดาวแถว และใช้มาเป็นมาตรฐานจนปัจจุบัน

ลักษณะธงชาติปัจจุบันเป็นรูป แถบแดงสลับขาว 13 แถบสีแดง 7 แถบ สีขาว 6 แถบ เป็นสัญลักษณ์ของรัฐที่เป็นอาณานิคมเริ่มแรกของอังกฤษ 13 รัฐ Delaware, Pennsylvania, New Jersey, Georgia, Connecticut, Massachusetts, Maryland, South Carolina, New Hampshire, Virginia, New York, North Carolina, และ Rhode Island (ชื่อรัฐเรียงตามลำดับตั้งแต่รัฐ 1-13 ที่เข้าร่วมสหพันธ์รัฐ) และดาว 50 ดวง (Stars) ใน “แคนตอน” เป็นสัญลักษณ์ของรัฐ 50 รัฐในอเมริกาปัจจุบัน

ธงชาติอเมริกันปัจจุบัน

ประวัติเพลงชาติอเมริกัน

ตามข้อมูลที่เล่าต่อกันมาเชื่อว่า คืนวันที่ 13 กันยา ปี 1814  ช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างอาณานิคมกับประเทศแม่ (อังกฤษ) นาย “ฟรานซิส สก็อต คีย์” (Francis Scott Key) ทนายความและนักกวีอยู่ในรบ ส่องกล้องเฝ้าดูทหารอังกฤษโจมตีอยู่บนท่า ผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาตให้เขาลงไปที่ท่า เขาเฝ้าดูจนการรบสงบลงจนฟ้าสาง  นาย “ฟรานซิส สก็อต คีย์” มองส่องกล้องไป เห็นธงชาติอเมริกันปลิวอยู่บนท่า ทำให้หัวใจเขาอิ่มเอิบ หยิบกระดาษขึ้นมาเขียนคำกลอน ซึ่งคำกลอนนั้นกลายเป็นเพลงเคารพธงชาติปัจจุบัน เรียกเพลงชาติว่า “เดอะ สตาร์ แสปงเกิล แบนเน่อร์” (The Star-Spangled Banner)

กฎหมายธงชาติ

United States Code Title 4, Chapter 1 ระบุกฎเกณฑ์เกี่ยวกับธงชาติ Title 18, Chapter 33 ระบุความอาญาและโทษต่ออาชญากรรมต่อธงชาติ Title 36, Chapter 10 ระบุถึงวิธี และประเพณีในการเคารพธงชาติ แต่กฎทุกคำในเนื้อหากฎหมายบท 10 นี้ใช้คำว่า“ควรจะ” หรือ“should” แทนที่จะใช้คำว่า“จะต้อง” หรือ “shall” ในการเคารพธงชาติด้วยวิธีใด ตีความว่าไม่ออกเป็นกฎบังคับ เนื่องจากจะไปขัดกับสิทธิและเสรีภาพในการพูดและการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น รัฐธรรมนูญอเม็นด์เม๊นท์ฉบับที่ 1 (Freedom of Speech และ Freedom of Expression) ธงชาติถือเป็นสัญลักษณ์ หรือ “ซิม

บอล” (Symbol) แต่ละบุคคลมีสิทธิที่จะแสดงออกที่จะเคารพหรือไม่เคารพในธงชาติ ไม่ว่าการแสดงออกนั้นสังคมไม่ยอมรับก็ตาม รวมทั้งการเผาหรือทำลายธงชาติ นำผ้าลายธงชาติมาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม เหล่านี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของการ การแสดงออกหรือ “ซิมบอลลิค สปีช” (Symbolic Speech) ซึ่งได้รับความคุ้มครองภายใต้สิทธิรัฐธรรมนูญ

ตัวอย่างคดี

คดีเผาธงชาติ (Flag Burning) Street v. New York (1969) หลังจากที่ผู้นำผิวดำนาย James Meredith นักต่อสู้เพื่อความเสมอภาคระหว่างผิวถูกลอบยิงตาย นาย Street ได้เผาธงชาติบนหัวมุมถนน และตะโกนด่ารัฐบาลว่า “เรามีธงชาติไว้หาสวรรค์อะไร เมื่อกฎหมายไม่คุ้มครอง ปล่อยให้นาย Meredith ตาย” นาย Street ถูกจับในข้อกล่าวหาเผาธงชาติในที่สาธารณชนตามกฎหมายรัฐนิวยอร์ค คดีขึ้นถึงศาลสูงสุด (U.S. Supreme Court)  ศาลสูงสุดกลับคำตัดสิน และเขียนความเห็นว่า “รัฐนิวยอร์คไม่สามารถลงโทษผู้ทำลายหรือทำให้ธงชาติเสียหายในที่สาธารณะ เมื่อการกระทำนั้นเป็นการแสดงออกเพื่อประท้วงรัฐบาล กฎหมายนี้ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญ”

หลังจากนั้นปี ค.ศ. 1980 มีคดีเผาธงชาติอีก ในรัฐเท็กซัส Texas v. Johnson ปี จำเลยชนะอีก

คดีดูหมิ่นธงชาติ (Contemptuous Treatment) Smith v. Goguen (1974) นาย Goguen ถูกจับในข้อกล่าวหาดูหมิ่นธงชาติตามกฎหมายรัฐแมสสาจูเซ็สท์ เมื่อเขานำเศษผ้าสี่เหลี่ยมลายธงชาติ เย็บปะก้นกางเกงและนั่งทับสัญลักษณ์ธงชาติ คดีขึ้นถึงศาลสูงสุด ศาลสูงสุดกลับคำตัดสิน และเขียนความเห็นว่า “ข้อระบุในกฎหมายห้ามแสดงการดูหมิ่นธงชาตินั้นกำกวม (vagueness) การลงโทษจำเลยในกรณีนี้ไม่ใช่เพื่อต้องการปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของผืนธงชาติ แต่เป็นการลงโทษในการสื่อความหมายเกี่ยวกับธงชาติ

คดีนำธงชาติมาใช้ในทางที่ผิด (Flag Misuse Case) Spence v. Washington (1974) นาย Spence นักศึกษามหาวิทาลัย Kent ในรัฐวอชิงตันประท้วงการบุกรุกและการฆ่าคนตายในประเทศเขมร โดยนำธงชาติที่เขาติดเทปเป็น “สัญลักษณ์สันติภาพ” หรือ “พีซ ซิมบอล” (peace symbol) แบ็คกราวนด์บนธงชาติ แขวนออกนอกหน้าต่างอพาร์ตเม๊นท์ที่มหาวิทยาลัย นาย Spence ถูกจับในข้อกล่าวหานำธงชาติมาใช้ในทางที่ผิดตามกฎหมายรัฐวอชิงตัน คดีขึ้นถึงศาลสูงสุด ศาลสูงสุดกลับคำตัดสิน และเขียนความเห็นว่า “ถึงแม้ว่ารัฐจะต้องการปกป้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของธงชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องทำทุกอย่างที่จะให้บรรลุผล รัฐไม่สามารถบังคับให้ราษฎรทุกคนเคารพธงชาติหรือคำนับธงชาติทุกครั้งที่ธงชาติถูกชักขึ้น เช่นเดียวกับที่รัฐไม่สามารถลงโทษราษฎรที่วิจารณ์ (criticism) ธงชาติ หรือสัญลักษณ์ในความศักดิ์สิทธิ์ของธงชาติ  หรือลงโทษราษฎรที่ต้องการวิจารณ์นโยบายรัฐบาล”

สัญลักษณ์สันติภาพ (Peace Symbol)

สิทธิในการไม่เคารพธงชาติ

สิทธิในการแสดงออกในอเม็นด์เม๊นท์ที่หนึ่ง รวมสิทธิในการไม่แสดงออก (Right Not To Speak) ในคดี West Virginia State Board of Education v. Barnette (1943) ศาลตัดสินว่าโรงเรียนไม่สามารถลงโทษเด็กนักเรียนที่ไม่ยอมยืนทำความเคารพธงชาติได้ เพราะบุคคลมีสิทธิเสถียรภาพที่จะไม่พูดหรือไม่แสดงออกได้

ปี 1989 คองเกรสผ่านร่างกฎหมายรัฐบาลกลางเรียก “กฎหมายปกป้องธงชาติ” “แฟล๊ก โพรเท็กชั่น แอ๊กท์” (Flag Protection Act of 1989) ลงโทษเป็นความอาญาถ้าผู้ใดมีเจตนาทำลายธงชาติอเมริกันในที่สาธารณะ ในปี 1990 หลังจากกฎหมายกฎหมายปกป้องธงชาติ ผ่านออกมาศาลสูงสุดได้ตัดสินในคดีฉีกธงชาติ (Flag Mutilation Case) United States v. Eichman (1990) ว่ากฎหมายนี้ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการออกความคิดเห็น (Suppression of free expression) หลังจากการตัดสินในคดี United States v. Eichman “กฎหมายปกป้องธงชาติโวทเข้าสภา แต่ไม่ผ่าน

ผู้ถือใบเขียวขอใบเขียวให้ใครได้บ้าง

วันนี้คุยกันเรื่องใบเขียว ผู้ถือใบเขียวสามารถขอใบเขียวให้ ลูก หลาน(พ่วงมา) คู่สมรส และพ่วงลูกคู่สมรสได้ หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องรอให้ตนเป็นซิติเซ่นก่อนถึงจะทำได้ หรือถ้าเป็นซิติเซ่นจะขอใบเขียวได้เร็วขึ้น เหล่านี้เป็นการเข้าใจผิดนะคะ  ผู้ถือใบเขียวขอใบเขียวให้ใครได้บ้าง

ผู้ถือใบเขียวตาม “กรุ๊บเพร็ฟเฟอเร็นซ์” สามารถขอใบเขียวให้ครอบครัวได้ แยกเป็น กรุ๊บ 2A และ 2B

  1. กรุ๊บ 2 A ผู้ถือใบเขียวขอใบเขียวให้คู่สมรส หรือลูกอายุต่ำกว่า 21 ปีที่ยังไม่สมรส หรือหย่าแล้วใช้เวลาประมาณ 2 ปี สามารถพ่วงบุตรอายุต่ำกว่า 21 ปีไม่สมรสมาได้

  2. กรุ๊บ 2 B ผู้ถือใบเขียวขอใบเขียวให้ลูกอายุเกิน 21 ปีที่ยังไม่สมรส หรือหย่าแล้ว ใช้เวลาประมาณ 6 ½ ปี สามารถพ่วงบุตรอายุต่ำกว่า 21 ปีไม่สมรสมาได้

หมายเหตุ โควต้า“กรุ๊บเพร็ฟเฟอเร็นซ์”ระยะเวลารออาจเปลี่ยนแปลงช้าลงหรือเร็วขึ้นได้ คุณสามารถเช็คระยะเวลารอได้จาก Visa Bulletin แต่ละเดือนที่ www.travel.state.gov

ขอใบเขียวให้ลูก 3 ตัวอย่าง

(1) ถ้าคุณมีบุตรอายุต่ำกว่า 18 ปีก่อนจดทะเบียนสมรสกับซิติเซ่นและเด็กอายุต่ำกว่า 21 ปีตอนยื่นเรื่อง คู่สมรสซิติเซ่นสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณ และขอใบเขียวให้ลูกคุณได้ในฐานะลูกเลี้ยงได้ ใช้เวลาเพียง 5 เดือนถ้าลูกอยู่อเมริกา 8-10 เดือนถ้าลูกอยู่ไทย กรณีที่คู่สมรสไม่พร้อมหรือยังไม่ต้องการแอ็พพลายใบเขียวให้ลูกคุณ ทันทีที่คุณได้ใบเขียวแต่งงาน 2 ปี (หรือ 10 ปี) คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ลูกอายุต่ำกว่า 21 ปีที่อยู่เมืองไทยได้ทันที คู่สมรสไม่ต้องเซ็นเอกสาร ลูกจัดอยู่ใน กรุ๊บ 2A ใช้เวลาประมาณ2 ปี

(2) ถ้าลูกอายุเกิน 21 ปีไม่สมรสหรือหย่าแล้ว คุณสามารถขอใบเขียวให้เขาได้ทันที ลูกจัดอยู่ใน กรุ๊บ 2B ใช้เวลาประมาณ 6 ½ ปี กรณีลูกของคุณมีลูกเล็กๆ(หลานคุณ)ลูกเล็กๆจะได้ใบเขียวพ่วงตามมาด้วย (ประหยัดเงินค่าธรรมเนียม) กรณีลูกคุณแต่งงาน ลูกคุณต้องหย่าก่อน คุณถึงจะยื่นเรื่องให้ได้ และคุณยื่นเรื่องขอใบเขียวให้เขาทันที ไม่ต้องรอให้เป็นซิติเซ่นก่อน เพราะระยะเวลารอเท่ากันระหว่างลูกซิติเซ่นไม่สมรสหรือลูกใบเขียวไม่สมรส ลูกซิติเซ่นอายุเกิน 21 ปีไม่สมรสอยู่ใน กรุ๊บ 1st ระยะเวลารอประมาณ 6 ½ ปีเท่ากันกับกรุ๊บ 2B  

อ้าว! แล้วคู่สมรสลูกล่ะ ลูกมันจะไม่ยอมมาอเมริกาถ้าแฟนไม่มาด้วย ไม่ต้องตกใจค่ะ วิธีทำคือ เอาลูกและหลานมาก่อน ทันทีที่ลูกได้ใบเขียว ให้เขาเดินทางเข้ามาอเมริการับใบเขียวเสร็จ ก็บินกลับไทยไปจดทะเบียนสมรส และตัวเขาทำเรื่องขอใบเขียวให้คู่สมรสทันที(คู่สมรสอาจเป็นพ่อหรือแม่เด็ก หรือแฟนใหม่ก็ได้) ใช้เวลารอประมาณ 2 ปี ระหว่างจากกันรอ 2 ปีนั้น ถ้าคิดถึงกันก็บินไปมาไทยได้ วิธีนี้เป็นวิธีที่เร็วและดีที่สุด

ถ้าพ่อหรือแม่รอให้ได้ซิติเซ่นและค่อยยื่นใบเขียวให้ลูก คู่สมรสและหลาน มาพร้อมกันไม่ดีกว่าเหรอ

ไม่ดีกว่าค่ะ เพราะวิธีนี้ใช้เวลานานกว่า คือถ้าคุณรอให้เป็นซิติเซ่นก่อน เผลอ 3-5 ++ปี กว่าคุณจะได้ซิติเซ่น จึงยื่นเรื่องให้ครอบครัวลูก ใช้เวลาประมาณ 11 ½ ปีค่ะยิ่งนานไปใหญ่ และอีกปัญหาคือ หลาน (ลูกๆของลูกคุณอาจอายุเกิน 21 ปี ก็จะไม่สามารถพ่วงมากับ พ่อหรือแม่ได้)

อีกกรณีคือ สมมติคุณยื่นขอใบเขียวให้ลูกอยู่ ระหว่างคอย คุณได้เป็นซิติเซ่น ลูกคุณอาจต้องการไปจดทะเบียนกับแฟนและรอมาด้วยกันทั้งครอบครัว วิธีนี้จะช้ากว่าวิธีแรกค่ะ เพราะระยะเวลาคอย 11 ½ ปี สำหรับลูกซิติเซ่นที่แต่งงาน กรุ๊บ 3rd โควต้ารอประมาณ 11½ ปี แทนที่จะเป็น 8 ½ ปี ลูกคุณโสดได้ใบเขียวใน 6 ½ ปี ทำให้คู่สมรสรอ 2 ปี รวม 8 ½ ปี

(3) กรณีคุณโสดอายุต่ำกว่า 21 ปี คุณได้ใบเขียวจากพ่อหรือแม่ซิติเซ่น แต่คุณมีลูก(ทารก)นอกสมรส ตามกฎกรณีนี้เด็กไม่ได้ใบเขียวพ่วงกับคุณ (ไม่ต้องโกรธพ่อหรือแม่นะคะ ว่าเขาไม่ทำใบเขียวให้ลูกว่าหรือแฟน เพราะมันเป็นกฎ) ข้อแนะนำ คุณบินเข้ามาอเมริการับใบเขียว และจึงเดินทางกลับเมืองไทย จดทะเบียนกับ(พ่อหรือแม่เด็ก) และจึงยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คู่สมรสทันที ซึ่งลูกของคุณจะได้ใบเขียวตามพ่อหรือแม่(คู่สมรสคุณ)ด้วย ใช้เวลารอเพียง 2 ปี กรุ๊บ 2A

(4) กรณีคุณได้ใบเขียวจากคู่สมรสซิติเซ่นคนใหม่ คุณมีลูกอายุเกิน 21 ปี ยังไม่สมรส แนะนำให้ยื่นขอใบเขียวให้ลูกเลย ไม่สำคัญว่าลูกคุณจะไม่อยากไปอเมริกา หรือยังโกรธคุณที่แต่งงานใหม่ คุณเป็นคนเซ็นเอกสารคนเดียว ลูกไม่ต้องเซ็น แนะนำให้ทำเรื่องให้เขาทันที เพราะใช้เวลานาน 6 ½ ปี ของอย่างนี้เปลี่ยนใจกันได้ ถ้าคุณไม่ทำ 4-5 ปีให้หลัง ลูกแง๊วๆอยากไปอเมริกา ตอนนี้ก็ต้องรอไป ดิฉันเห็นมาเยอะแล้วค่ะ

อย่าพึ่งงงนะคะ โปรดอ่านทำความเข้าใจ เรื่องใบเขียว “กรุ๊บเพร็ฟเฟอเร็นซ์” หนังสือ “กฎหมายอิมมิเกรชั่น” บทที่ 4 ใบเขียว หน้า 39 หัวข้อวิธีเช็คโควต้าใบเขียว และ บทที่ 8 ใบเขียวครอบครัว คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือ “กฎหมายอิมมิเกรชั่น” เล่มละ $65 โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308

ขอใบเขียวให้คู่สมรส ตัวอย่าง

คุณได้ใบเขียว 10 ปีจากลูกซิติเซ่น คุณหย่ากับภรรยาเก่า (แม่ของลูกซิติเซ่น)แล้ว และแต่งงานกับหญิงใหม่ และสมมติว่ามีลูกเล็กกับภรรยาใหม่ 2 คน คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ภรรยาใหม่ได้ทันที ส่วนเด็กลูก 2 คนของคุณกับภรรยาใหม่จะพ่วงได้ใบเขียวพร้อมกับภรรยา ทำเคสเดียวได้ 3 คน ใช้เวลาประมาณ 2 ปีเท่านั้น

ไม่แนะนำ ให้ทำใบเขียวเองกรณีข้างต้นเหล่านี้ เพราะการทำใบเขียว ระยะเวลาสำคัญที่สุด เวลาทำกับทนาย ทนายจะคำนวณเวลาเพราะไม่ต้องการให้เด็กอายุเกินหรือ age out หรือ การเข้าออกประเทศของลูกความ และเรื่องภูมิลำเนา ถ้าอยู่นอกประเทศนาน และเรื่องรายได้ของสปอนเซ่อร์ เป็นต้น คุณสามารถติดต่อดิฉันได้ทางอีเมล์ค่ะ attorneyruji@aol.com