โคโรน่าไวรัสมีผลกับอิมมิเกรชั่นอย่างไร

มีผู้ถามเข้ามาหลายคนว่า“โคโรน่าไวรัส” หรือ COVID19 ทางอิมมิเกรชั่นรับเคสช่วงนี้ไหม COVID19 มีผลทำให้เคสล่าช้าไหม หรือ ช่วงนี้ผู้ที่มาอเมริกาถือวีซ่าท่องเที่ยว สามารถอยู่เกินกำหนดได้ไหม

การเปลี่ยนแปลงในอิมมิเกรชั่น

การเปลี่ยนแปลงข้างล่างนี้มีผล ณ. วันที่ 20 มีนา 2020 ไป ผลนี้จะบังคับใช้นานเท่าไรไม่มีใครเดาได้ ที่แน่คือถึงวันที่ 1 เมษา 2020 นี้ หลังจากนั้นต้องติดตามข่าววันต่อวันค่ะ

  1. คุณยังยื่นเคสเข้าอิมมิเกรชั่นได้ปกติ เจ้าหน้าที่และคนทำงานให้อิมมิเกรชั่นยังทำงานอยู่จากบ้าน เคสจะล่าช้าไหม ไม่ทราบคะ คิดว่าปกติ เพราะทุกคนต้องการเงินเดือน และทางรัฐบาลคงไม่ต้องการจ่ายเงินชดใช้
  2. ออฟฟิสอิมมิเกรชั่น และออฟฟิสที่พิมพ์ลายนิ้วมือปิด อย่างน้อยถึงวันที่ 1 เมษายน ผู้ที่มีนัดสัมภาษณ์ หรือนัดพิมพ์ลายนิ้วมือ คุณจะได้รับจดหมายนัดวันใหม่
  3. ผู้ที่มีนัดสาบานตน เพื่อเป็นซิติเซ่น ช่วงนี้ยกเลิกค่ะ คิดว่าคงนานหน่อยค่ะ เพราะจะมีที่หอประชุมใหญ่ซึ่งมีคนเป็นพัน ถ้าคุณที่วางแผนเดินทางกลับไทยหลังได้ซิติเซ่น แนะนำไม่ให้เดินทางกลับค่ะ ใจเย็นๆรอไป ไหนๆก็ผ่าอุปสรรคมาถึงขั้นนี้แล้ว
  4. โซเชียล เซ็คคิวริตี้ออฟฟิสปิด ผู้ที่ได้ใบเขียวยังไม่สามารถไปขอใบโซเชียลได้ตอนนี้ โปรดเช็คออนไลน์ค่ะ ssa.gov
  5. การยื่นเคสเข้าอิมมิเกรชั่นตอนนี้ คุณสามารถส่งฟอร์มที่เป็นสำเนาลายเซ็นได้ ไม่ต้องเป็นลายเซ็นจริง
  6. ผู้ที่ถือวีซ่าท่องเทียว วีซ่านักเรียน วีซ่าทำงาน ที่วีซ่าหมดอายุหรือมีกำหนดวันกลับ ต้องเดินทางออกนอกประเทศภายในวันที่ระบุ ณ. วันนี้เรื่องโคโรน่าไวรัสไม่ใช่ข้ออ้างให้คุณอยู่เกินวีซ่าได้ นอกจากจะมีเหตุฉุกเฉิน คุณต้องยื่นเรื่องเข้าอิมมิเกรชั่นขอเรียก “a period of Satisfactory Departure” ซึ่งถ้าอนุมัติจะไม่เกิน 30 วัน
  7. เคสวีซ่าทำงานที่ ยื่นด้วยฟอร์ม I-129 และเคสใบเขียวทำงานที่ต้องยื่นฟอร์ม I-140 ยังดำเนินปกติ แต่อิมมิเกรชั่นไม่รับดำเนินเรื่องแบบด่วนหรือ “พรีเมียม พรอเซสซิ่ง” (Premium Processing) ถ้าผู้ใดยื่นเรื่องแบบด่วนวันที่ 20 มีนา 2020 และหลังจากนั้น ทางอิมมิเกรชั่นจะคืนเงินค่า พรีเมียม พรอเซสซิ่ง $1,140 ให้
  8. ผู้ที่มีใบทำงานหรือเอกสารทำงานอื่นๆ เวลาไปสมัครงานโดยปกติต้องกรอกฟอร์ม I-9 และนายจ้างต้องเช็คเอกสารตัวจริง เช่นใบทำงาน หรือแสตมป์บนพาสปอร์ต เป็นต้น แต่ระยะนี้ได้รับยกเว้น นายจ้างเช็คเอกสารก๊อปได้จาก ทางแฟกส์ ลิงค์ หรืออีเมล์ๆ หลังจากนั้นนายจ้างต้องเช็คเอกสารจริง
  9. ปิดด่าน ระหว่างคานาดาและอเมริกา และด่านเม็กซิโก ชั่วคราว สำหรับการเดินทางที่ไม่สำคัญ
  10. เดินทางในประเทศ ปกติต้องแสดงใบขับขี่ (Driver license) หรือบัตรประชาชนรัฐ (State ID) ถ้าบัตรหมดอายุวันที่ 1 มีนาคม 2020 คุณสามารถใช้บัตรเก่าได้ ใช้ได้ถึง 1 ปี หรือ 60 วันหลังวันหมดอายุระหว่างช่วงนี้ ต้องคอยติดตามข่าวค่ะ
  11. สถานกงสุลและสถานทูตอเมริกันในต่างประเทศระงับเชอร์วิสวันนัดสัมภาษณ์ วีซ่าชั่วคราว (ท่องเที่ยว)และวีซ่าถาวร (ใบเขียว) ผู้ที่จ่ายค่าธรรมเนียมแล้ววีซ่าท่องเที่ยวแล้ว ค่าธรรมเนียมนั้นมีอายุ 1 ปีนับจากวันที่คุณจ่าย
  12. ทางสถานทูตยังเปิดบริการสำหรับอเมริกันซิติเซ่น และสำหรับผู้ที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ต้องเดินทางไปอเมริกา สามารถขอนัดฉุกเฉินได้ โดยเข้าไปที่ http://www.travel.state.gov

ผลของ “โคโรน่าไวรัส” ในแง่ดี

คุณคงเบื่อที่จะอ่านข่าว“โคโรน่าไวรัส”หรือชอบอ่าน 5555 ดิฉันอ่านแต่หัวข้อข่าวเท่านั้น อ่านมากก็เครียด เรามาดู “โคโรน่าไวรัส” ในแง่ดีกันเถอะ

  1. โลกสะอาดขึ้น เพราะมลพิษน้อยลง จากท่อไอเสียรถและจากคน เพราะคนเก็บตัวกันในบ้าน
  2. การจราจรไม่ติดขัด ถนนว่าง ผู้คนไม่แออัด
  3. ครอบครัวได้อยู่บ้านพร้อมหน้ากัน ทานข้าวด้วยกัน
  4. คนออกไปเดินที่พาร์คมากขึ้น ได้ออกกำลังและได้สูดอากาศบริสุทธิ์
  5. สำหรับบ้านดิฉัน“โคโรน่าไวรัส” ช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงไปในทางดี ดิฉันไม่ได้ไปยิม 24Hour Fitness เพราะยิมปิดหมด ปกติดิฉันโยคะที่ยิม 6 วัน บวกสอนที่บ้าน 3 วันต่ออาทิตย์ ตอนนี้เลยเพิ่มโยคะอีก 3 วันที่บ้าน เป็น 6 วันต่ออาทิตย์แทน มีนักเรียนมา 2-3 คน ที่ว่างเหลือเฟือ เรายืนห่างกัน 6 ฟุต ทุกวันเราจะนั่งลมปราน หายใจลึกและยาว ทุกคนสามารถหายใจและ hold ลมหายใจได้เกิน 10 วินาทีทุกคน (ตามที่องค์การสุขภาพประกาศ ต้อง hold ลมหายใจ 10 วิ) แฮ็ปปี้มากที่คุณสามีโย 6 วันต่ออาทิตย์ไม่บ่นสักคำ
  6. เราประหยัดเงินทานข้าวนอกบ้าน เราทำอาหารมีประโยชน์ขึ้น ดิฉันทำซุปผักฤดูหนาวเกือบทุกวัน เพราะอาหารขาดตลาด นอกจากผักมีเหลือเฟือ ขนมปังก็ขาดตลาด ดิฉันก็เลยต้องทำขนมปังเองคุณสามีติดใจบอกว่าอร่อยกว่าซื้อกิน

เมื่อเช้าไปเดินที่พาร์ค (La Palma Park) มีคนไปเขียนที่กำแพง ถ่ายรูปมาให้ยิ้มกัน

Take Care ตัวเองกันนะคะ ครอบครัวเราสบายดี

AFTER THIS WE ALL GET PIZZA. THANK YOU FOR BEING OUR NEIGHBOR!

เล๊นท์ (LENT) วันเข้าพรรษาของฝรั่ง

วันนี้คุยเรื่องเบาๆ ประเพณีและวัฒนธรรมของคนอเมริกัน (นอกเหนือจากการเลือกตั้ง 555) วันพุธ 25 ก.พ. นี้ เป็นวัน “แอ๊ช เว๊นส์เดย์” (Ash Wednesday) เป็นวันทางศาสนาของชาวคริสเตียน (แอ๊ช = ขี้เถ้า วันแอ๊ช เว๊นส์เดย์” คือ“วันรับเถ้า” ซึ่งจะตรงกับวันพุธ) เป็นวันแรกของการถือศีล คล้ายวันเริ่มเข้าพรรษา เรียกเข้าช่วง “เล๊นท์” (Lent) รวมทั้งหมด 46 วัน เริ่ม 26 ก.พ. ถึงวัน “อีสเต้อร์” (Easter) 12 เมษา วัน “อีสเต้อร์” ถือเป็นวันออกศีล

ความเป็นมาทางศาสนา

ตามพระคัมภีร์ พระเยซูเริ่มอดอาหารตรงกับวันพุธเพื่อปฏิบัติธรรม ท่านเดินเท้าข้ามทะเลทรายผ่านความธุรกันดารเป็นเวลา 40 วันมาถึงเมืองเยรูซาเล็ม (Jerusalem) ในประเทศอิสราเอลปัจจุบัน ซึ่งวันนั้นตรงกับวันอาทิตย์ เมื่อพระเยซูเดินทางมาถึงมีผู้คนที่ศรัทธารอรับท่านอยู่ที่ประตูเมือง พวกเขาได้โปรยใบปาล์มลงบนพื้น เพื่อให้ท่านเดินบนใบปาล์ม วันนั้นเรียกวัน “ปาล์ม ซันเดย์” (Palm Sunday) มีสาวกผู้หนึ่งที่ทรยศต่อพระเยซูแอบไปแจ้งทหารโรมันว่า พระเยซูประกาศตนเป็นบุตรพระเจ้า เมื่อกษัตริย์โรมันรู้เข้า ท่านได้สั่งทหารให้ฆ่าพระเยซู โดยจับพระเยซูตรึงไม้กางเขน วันนั้นตรงกับวันศุกร์ เป็นวันที่พระเยซูสิ้นชีวิตเรียกวันนั้นว่า “กู๊ด ฟรายเดย์” (Good Friday) สองวันต่อมา ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ เมื่อผู้ศรัทธาไปที่หลุมฝังศพ ปรากฏว่าไม่มีร่างท่าน พวกเขาเชื่อว่าพระเยซูคืนพระชนม์และขึ้นสวรรค์ เรียก “เรสเซอเร็กท์ชั่น” (resurrection) วันนี้เรียก วัน “อีสเต้อร์” หรือ “อีสเต้อร์ ซันเดย์” ( Easter Sunday) ซึ่งจะตรงกับวันอาทิตย์ทุกปี บางตำรากล่าวว่า 3 วัน ฉะนั้นบางครั้งคุณอาจจะได้ยิน “อีสเต้อร์ มันเดย์” ( Easter Monday)

ในวัน “แอ๊ช เว๊นส์เดย์” ชาวคริสเตียนที่เคร่ง จะไปโบสถ์ ฟังสวด และบาทหลวงจะเจิมขี้เถ้าให้ที่หน้าผาก (ดูรูป) ขี้เถ้าสัญลักษณ์ไม้กางเขน ที่ใช้ขี้เถ้า คือตามพระคัมภีร์กล่าวว่า ขี้เถ้ามาจากการเผาใบปาล์มของวัน “ปาล์ม ซันเดย์” เหตุผลที่ใช้ขี้เถ้า เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่เตือนว่า มนุษย์ ก็มาจากขี้เถ้า เมื่อตายเราก็กลายเป็นขี้เถ้า “Remember, Man is dust, and unto dust you shall return.”

“แอ๊ช เว๊นส์เดย์” ผู้ที่เคร่งศาสนา อาจจะกินเจคือไม่ทานเนื้อสัตว์ ในช่วง “เล๊นท์” ทั้ง 46 วัน บางคนก็ตั้งใจสละหรือละทิ้งสิ่งไม่ดีที่เป็นอบายมุข เช่น เลิกบุหรี่ ดื่มเหล้า เพื่อรำลึกถึงพระเยซูที่ท่านสละชีวิตเพื่อลบบาปของพวกเขา

ส่วนที่มาของคำ “อีสเต้อร์” มาจากหลายสายแล้วแต่ประเทศใดจะตีความหมาย ดิฉันเลือกอันที่ดิฉันชอบมากที่สุดคือ รากศัพท์คำว “อีสเต้อร์”มาจากเทพเจ้าหญิงชื่อ เอ็สเต้อร์ สะกด “Eostre” เป็นเทพเจ้าที่บูชากันในฤดูใบไม้ผลิ (Spring) ถือเป็นเทพเจ้าแห่งผลิตผล

เริ่มตั้งแต่วัน“แอ๊ช เว๊นส์เดย์” สามีดิฉันจะไม่ทานเนื้อ ทุกวันพุธและวันศุกร์ ไปจนกระทั่งถึงวันอีสเต้อร์(สามีเป็นคาทอลิค) ปกติทุกวันศุกร์บ้านเราจะกินปลาดิบซึ่งเราจะซื้อปลาดิบสดมาจากตลาดญี่ปุ่น คราวนี้ได้กินอาทิตย์ละ 2 ครั้ง 😀
วัน “อีสเต้อร์” ถือเป็นวันออกศีล เป็นวันที่คนจะฉลองทานอาหารมื้อใหญ่ วันที่ 14 เมษา 2 วันหลังอีสเต้อร์ ครอบครัวดิฉันจะไปเมือง นาซาเรสท์ (Nazareth) ประเทศอิสราเอล บ้านเกิดสามี นาซาเรสท์ เป็นเมืองที่พระเยซูเติบโตมา ที่บ้านสามีจะฉลองกันหลายวันหลังอีสเต้อร์ ญาติพี่น้องจะเวียนไปเยี่ยมกัน ดิฉันคงน้ำหนักขึ้นกลับมา

Happy Birthday ผู้ที่เกิด 29 กุมภานะคะ วัน “ลีพ เดย์” (Leap Day) ผู้เกิดวันที่ 29 ก.พ. จะเรียก “อะ ลีพเปอร์” (a Leaper) ตามกฎหมายให้นับวันที่ 28 เป็นครบรอบปีวันเกิดในปีที่มี 365 วัน ที่ต้องมีกฎนี้เพื่อให้เป็นมาตรฐาน (ไม่งั้นคนที่ไม่อยากแก่ก็จะนับครบรอบวันเกิดทุก 4 ปี (คือทุก 4 ปีอายุเพิ่มปีเดียว)

วิธีขอใบเขียวให้ลูกได้เร็วที่สุด

ประกาศ คุณสามารถติดต่อดิฉันได้ทางโทรศัพท์ และอีเมล์เท่านั้น โทร 714-994-5958 ไลน์เมืองไทย 0817212967 และอีเมล์ attorneyruji@aol.com ดิฉันได้ยกเลิกตู้จดหมาย ไม่มีการส่งทางไปรษณีย์แล้วนะคะ

แฮ็ปปี้ วาเล็นไทน์ (Happy Valentine) 14 กุมภา วันแห่งความรักนี้นะคะ ดิฉันรู้จักวันวาเลนไทน์ครั้งแรกตอนทีนเอจ มีหนุ่ม ร.ร. เซ็นกาเบรียลมาดักรอดิฉันหน้าราชินีบนอยู่หลายเดือน วันวาเลนไทน์เขาให้การ์ดวาเลนไทน์ดิฉัน เป็นงงไม่รู้ว่า “วาเลนไทน์” คืออะไร นักเรียน ร.ร. ไทยยอดเชย นึกทึ่งนักเรียน ร.ร. คริสเตียนมากตอนนั้น 555 ขอเล่าที่มาของวันวาเล็นไทน์ จะได้รู้ที่มาที่ไปไม่ซื่อบื้อเหมือนดิฉัน

ราวศตวรรษที่ 3 สมัยกษัตริย์โรมันเอ็มไพร์ชื่อ กษัตริย์คลาวเดียที่สาม (Claudia III) เป็นกษัตริย์ที่ไฝ่อำนาจและต้องการขยายดินแดนให้มากที่สุด ท่านได้เกณท์ทหารชายหนุ่มไปรบ กษัตริย์กลัวว่าชายหนุ่มไม่อยากไปรบหรือใจเขวถ้ามีความรัก ท่านจึงออกกฎห้ามไม่ให้ชายหนุ่มแต่งงาน มีนักบุญชื่อ เซ๊นท์ วาเล็นไทน์ (Saint Valentine) ท่านไม่เห็นด้วยและต่อต้านกฎหมายนี้ ท่านแอบทำพิธีสมรสลับให้คู่หนุ่มสาวๆ คู่หนุ่มสาวที่ท่านได้ทำพิธีสมรสให้ ได้ส่งจดหมายมาขอบคุณท่านมากมาย ภายหลังกษัตริย์รู้เข้า ท่านให้จับ เซ๊นท์ วาเล็นไทน์ เข้าคุก ระหว่างอยู่ในคุก เซ๊นท์ วาเล็นไทน์ หลงรักลูกสาวนักโทษผู้หนึ่ง ก่อนวันประหารท่านได้แอบส่งจดหมายสารภาพรักให้ลูกสาวนักโทษ ท่านลงท้ายจดหมายว่า จาก “วาเล็นไทน์ของเธอ” “From your Valentine” ท่านถูกประหารชีวิตวันที่ 14 กุมภา “From your Valentine” ได้กลายเป็นประโยคใช้ลงท้ายการ์ดวาเล็นไทน์มาถึงปัจจุบัน โรแมนติค!!

เข้าเรื่องอิมมิเกรชั่นเลยนะคะ หลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่าพ่อหรือแม่ที่ถือใบเขียวต้องรอให้เป็นซิติเซ่นก่อน จึงจะยื่นเรื่องแอ็พพลายใบเขียวให้ลูกที่อายุเกิน 21 ปีได้เร็ว เมื่อหลายๆปีมาแล้วใช่ค่ะ แต่ตอนนี้กลับตรงกันข้าม ถึงแม้คุณเพียงถือใบเขียวคุณสามารถแอ็พพลายใบเขียวให้ลูกได้ทันที และจะได้เร็วกว่ารอเป็นซิติเซ่น

ระบบโควต้า

ก่อนอื่นมาเข้าใจระบบโควต้าครอบครัวก่อน อิมมิเกรชั่นแบ่งกรุ๊บใบเขียวครอบครัวเป็น 5 กรุ๊บเรียก “กรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์” (Group Preference) รัฐบาลจัดจำนวนใบเขียวที่ออกให้แต่ละปีของแต่ละกรุ๊บ ถ้ากรุ๊บไหนคนขอมากกว่าจำนวนที่กำหนด ก็จะไปโปะรวมกับปีต่อไป ฉะนั้นระยะรอโควต้าแต่ละกรุ๊บจึงไม่เท่ากัน ข้อเตือน โควต้าขยับช้าหรือเร็วขึ้นได้ขึ้นกับคนขอใบเขียวมากน้อยแค่ไหน ข้อมูลฉบับนี้เขียนตามโควต้าปัจจุบัน

กรุ๊บ “เพร็ฟเฟอเร็นซ์” (Preference)

กรุ๊บ 1st ซิติเซ่นแอ็พพลายใบเขียวให้ลูกอายุเกิน 21 ปีไม่แต่งงานหรือหย่า ระยะเวลารอ 6 ½ ปี ถ้ามีเด็ก (ลูก) อายุต่ำกว่า 21 ปีตอนโควต้ามาถึง เด็กจะได้ใบเขียวพ่วงไปด้วย

กรุ๊บ 2A ผู้ถือใบเขียวแอ็พพลายใบเขียวให้คู่สมรส และลูกอายุต่ำกว่า 21 ปีไม่แต่งงานหรือหย่า กรุ๊บนี้ปัจจุบันโควต้า “เคอเร๊นท์” (current “C”) โควต้าเหลือไม่ต้องรอ ถ้าคู่สมรสมีลูกอายุต่ำกว่า 21 ปี เด็กจะได้ใบเขียวพ่วงมาด้วย

กรุ๊บ 2B ผู้ถือใบเขียวแอ็พพลายใบเขียวให้ลูกอายุเกิน 21 ปีไม่แต่งงานหรือหย่า ระยะเวลารอ 5 ½ ปี ถ้ามีเด็ก (ลูก) อายุต่ำกว่า 21 ปีตอนโควต้ามาถึง เด็กจะได้ใบเขียวพ่วงมาด้วย

กรุ๊บ 3rd ซิติเซ่นแอ็พพลายใบเขียวให้ลูกอายุเกิน 21 ปีแต่งงานแล้ว ระยะเวลารอ 12 ปี คู่สมรสและลูกอายุต่ำกว่า 21 ปีตอนโควต้ามาถึง เด็กจะได้ใบเขียวพ่วงมาด้วย

กรุ๊บ 4th ซิติเซ่นแอ็พพลายใบเขียวพี่ น้อง อาจเป็นพี่ น้องคนละพ่อ หรือคนละแม่ได้ ระยะเวลารอ 13 ปี คู่สมรสของพี่หรือน้องและลูกอายุต่ำกว่า 21 ปีตอนโควต้ามาถึง เด็กจะได้ใบเขียวพ่วงมาด้วย

State Department Visa Bulletin February 2020 FINAL ACTION DATES

วิธีอ่านคือ ช่องแรกคือ กรุ๊บเพร็ฟเฟอเร็นซ์ ตามที่อธิบายข้างต้น ของไทยดูช่อง World หมายถึงทุกประเทศ นอกจากจีน อินเดีย เม็กซิโกและฟิลิปปีนส์ ตัวอย่างวันที่ ของกรุ๊บ 2B เขียน 8-22-2014 หมายถึงว่าตอนนี้ เคสที่ยื่นเข้าระบบ ก่อนหน้า 22 สิงหาคม 2014 โควต้ามาถึงแล้ว วีซ่าเซ็นเต้อร์จะส่จดหมายหรือส่งออนไลน์ให้รายละเอียดว่าคุณต้องดำเนินอะไรขั้นต่อไป

คุณเช็ดเวลาโควต้าได้ที่ www.travel.state.gov Visa Bulletin กรุ๊บ Family Preference

เคสตัวอย่าง

แม่พึ่งได้ใบเขียวจากลูกซิติเซ่น แม่ต้องการเอาลูกชาย ซึ่งเขามีลูก 2 คน อายุ 10 และ 12 ปี ลูกชายจดทะเบียนแล้ว มีวิธีที่จะเอาลูกชายและครอบครัวมาได้เร็วที่สุด

วิธีที่เร็วที่สุด

ตามเคสตัวอย่าง วิธีที่เร็วที่สุดคือ แม่ยื่นขอใบเขียวให้ลูกชายทันทีภายใต้กรุ๊บ 2B (ข้างต้น) แต่เนื่องจากกรุ๊บนี้ลูกต้องไม่แต่งงานหรือหย่า ฉะนั้นลูกชายต้องไปหย่าภรรยาก่อน หย่าเสร็จแม่ยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ลูกชาย โควต้ารอประมาณ 5-6 ปี เมื่อโควต้ามาถึงเด็ก(หลาน)ก็จะอายุ 15½ และ 17½ ปี ใช้เวลาดำเนินเรื่องต่อที่สถานทูตประมาณ 6-10 เดือน เมื่อพ่อและลูกเดินเข้าอเมริกาและได้ใบเขียวเรียบร้อย ถ้าลูกชายต้องการเอาภรรยาที่หย่ามา เขาต้องเดินกลับไปไทยจดทะเบียนและจึงแอ็พพลายใบเขียวให้ภรรยาในกรุ๊บ F2A ซึ่งกรณีโควต้า “เคอเร๊นท์” ภรรยาน่าจะได้ใบเขียว ภายใน 1 ปี

วิธีที่สอง

ตามเคสตัวอย่าง ถ้าแม่รอทำซิติเซ่นได้ก่อนและจึงยื่นเรื่องให้ลูกชายในกรุ๊บ F-3 ลูกแต่งงานแล้วของซิติเซ่น(ข้างต้น) โควต้ารอประมาณ 12 ปี ปัญหาคือแม่ต้องถือใบเขียว 5 ปีก่อนยื่นเรื่องขอซิติเซ่นได้ และกว่าจะดำเนินเรื่องซิติเซ่นเสร็จได้สาบานตนใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือน รวมเวลาทั้งสิ้น 18 ปี เด็กก็อายุเกิน 21 ปี เรียก “เอจ เอ๊าท์” (age out) เด็กก็จะไม่ได้ใบเขียวพร้อมพ่อแม่

สมมติต่อ เมื่อพ่อได้ใบเขียว พ่อสามารถแอ็พพลายใบเขียวให้ลูกอายุเกิน 21 ปีไม่สมรสได้ในกรุ๊บ 2B ใช้เวลารอประมาณ 5-6 ปี ก็ลองคำนวนเวลาเองแล้วกันนะคะ

สวัสดีปีใหม่ปี 2020

สวัสดีปีใหม่ปี“ทเว็นตี้ ทเว็นตี้” ค่ะ ปีนี้เลขสวย “ยี่สิบ ยี่สิบ” วิธีแปลงปีพุทธศักราชเป็นคริสต์ศักราช คือเอา ปี พ.ศ. ลบด้วยนัมเบอร์ 543 ก็จะได้ปี ค.ศ. (2563-543 =2020) ดิฉันขออวยพรแฟนๆคอลัมน์ ความสุข สุขภาพดี และฉลาดคิดในสิ่งดีๆ นะคะ (happy, healthy and wise) ปีนี้เป็นปีอธิกสุรทิน หรือ “ลี๊พ เยียร์” (Leap year) คือมี 366 วัน เดือนกุมภามี 29 วัน ถ้าคุณยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง The leap year แนะนำให้ดูนะคะสนุก เป็นหนังประเภท “ตลกโรแมนติค” (Romantic Comedy โรแมนติค คอเมดี้) เรียกย่อๆว่า “รอม คอม” (Rom com) นางเอก Amy Adam พระเอก Matthew Goode น่ารักทั้งคู่ กิฉันชอบประเทศไอร์แลนด์ หนังถ่ายที่นั้น

วิธีลงวันที่ ด้วยปี 2020
ข้อแนะนำวิธีลงวันที่ปี 2020 เวลาเขียนเช็ค กรอกฟอร์ม หรือลงวันที่บนเอกสารอังกฤษ แนะนำให้เขียนปีเต็ม 2020 ไม่ย่อเขียนเพียง 20 เฉยๆ ตัวอย่าง วันที่ 5 มกราคม ปี 2020 ให้เขียน 1/5/2020 อย่าเขียน 1/5/20 เพราะไม่ปลอดภัยคนหรือพวกมิจฉาชีพอาจจะไปเติมตัวเลขหลังเลข 20 ก็ได้ จาก 1/5/20 เป็น 1/5/2019 ตอนเรียนทนายเราต้องลงวันที่เอกสารเต็มยศเพื่อไม่มีการเข้าใจผิด โดยเติม 0 ข้างหน้าวันที่และเดือนถ้าเป็นตัวเลขเดี่ยว ตัวอย่าง 01/05/2020 ในอเมริกาเราเขียนวันที่ โดยเริ่มด้วยเดือน วันที่ และปี แต่ในเมืองไทยลงวันที่ เริ่มด้วยวันที่ เดือน และปี ฉะนั้นอีกวิธีที่เขียนไม่ให้เข้าใจผิดกันคือ เขียนเดือนเป็นตัวหนังสืออย่าเขียนตัวเลขคือ 5 January 2020 หรือ January 5, 2020

20/20
คำว่า “ทเว็นตี้ ทเว็นตี้” 20/20 ใช้ในอเมริกา มีความหมายอีกอย่างคือ คนที่มีสายตาปกติจะถือว่ามี “ทเว็นตี้ ทเว็นตี้ วิชั่น (ภาษาหมอเรียก VA 20/20) VA ย่อมาจาก Visual Acuity ส่วนตัวเลข 20 เป็นหน่วยการวัดสายตา เป็นระยะที่คุณยืนห่างจากชาร์จตัวอักษรที่อ่าน ระยะความห่าง 20 ฟุต เท่ากับ 6 เมตร ของไทย เราใช้หน่วยฉะนั้นะเรียก VA 6/6 พูดเรื่องคำ “ทเว็นตี้ ทเว็นตี้” ดิฉันยังจำได้ว่าหลายปีมาแล้ว ตอนดิฉันประมาณ มีรายการสารคดีใหม่ 1 ชั่วโมงช่อง 7 ดังมากชื่อ 20 20 เริ่มปี 1978 ดิฉันไปเดทกับเพื่อนชายไทย เราคุยกันเรื่องรายการสารคดีนี้ เพื่อนชายถามดิฉันว่ารู้ไหมว่า 20/20 คืออะไร ดิฉันตอบว่า คนที่สายตาปกติเรียกว่ามี 20/20 วิชั่น เขามองดิฉันด้วยความทึ่ง และพูดว่า “คุณเป็นผู้หญิงฉลาด เพราะเป็นผู้หญิงคนแรกที่รู้คำตอบ??”

เป็นผู้หญิงฉลาด
คุณสังเกตุไหมว่าเวลาผู้ชายชมหรือพูดถึงผู้หญิงว่าฉลาด มักไม่พูดเฉยๆว่า คุณฉลาด แต่จะพูดว่าคุณเป็นผู้หญิงฉลาด ดิฉันมีความรู้สึกว่า ผู้หญิงต้องพิสูจน์ตนเองว่าฉลาด ส่วนผู้ชายเหมือนเกิดมาก็ฉลาดอยู่แล้ว
อีกครั้งที่จำได้ ตอนดิฉันสอบ“บาร์”ผ่านและพึ่งเป็นทนายความใหม่ๆ มีทนายความชายไทยรุ่นพี่ได้โทรมาแสดงความยินดีกับดิฉันและชมว่า “ดิฉันเป็นผู้หญิงฉลาดและเก่ง เพราะสอบบาร์ผ่านไม่ใช่เรื่องง่าย”

ปีใหม่มาหาความรู้เพิ่มกันเถอะ


ข้อแนะนำปีใหม่นี้ค่ะ สำหรับคุณผู้หญิงโดยเฉพาะคุณพึ่งมาถึงอเมริกาใหม่ๆ โปรดเช็คโรงรียนผู้ใหญ่ เรียก “อดั๊ลท์ สกูล” (Adult School) เป็นโรงเรียน สปอนเซ่อร์โดยกระทรวงศึกษา ค่าเล่าเรียนถูกมากๆ มีคอร์สสอนภาษาอังกฤษ เรียก English as a second language (ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง คือไม่ใช่ภาษาแม่) และสำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่จบไฮสกูล แต่ยังมีคอร์สวิชาชีพอื่นๆอีกมาก เช่น การทำอาหาร เรียนจัดดอกไม้ วิธีใช้คอม โซเชียลมีเดีย และไปถึงอาชีพที่ได้ประกาศนียบัตร เช่น ผู้ช่วยหมอฟัน และพยาบาล เป็นต้น กูเกิ้ลหา Adult schools near me หรือใส่ชื่อเมืองที่คุณอยู่
บ่อเกิดของโรงเรียนผู้ใหญ่คือ เกิดในประเทศอังกฤษปี ค.ศ. 1798 นายแซมมิวล ฟอกซ์ Samuel Fox เป็นผู้ช่วยเหลือคนยากไร้ และชอบทำงานการกุศล นาย Fox ไปขอให้ทางโบลถ์เปิดโรงเรียนสอนผู้หญิง(ผู้ใหญ่)วันอาทิตย์ สมัยโน้นผู้หญิงสามัญชนไม่มีโอกาสได้เรียน เริ่มจากเปิดที่โบสถ์โดยขอให้พวกคนงานที่ตลาด มาสอนหนังสือฟรีวันอาทิตย์ตอนเช้า 2 ชั่วโมง เมื่อสอนเสร็จมีข้าวเช้าให้ทานฟรี หลังจากนั้นโรงเรียนก็ขยายไปเรื่อย ภายหลังเปิดรับผู้ชายเรียน
ตอนดิฉันมาอเมริกาใหม่ๆด้วยวีซ่านักเรียน ดิฉันก็ไปเรียนที่ Adult School หนึ่งเทอมก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเปิด ดิฉันได้ภาษาพูดขึ้นมาเยอะ จำได้ว่าตอนมาใหม่ๆ รู้จักคำศัพท์คำ “mad” แปลว่า “บ้า” แต่ไม่รู้ว่า mad แปลว่า “โกรธ” ก็ได้ รู้จากเพื่อนต่างชาติที่เรียนด้วยกัน เธอพูดว่า I am mad. ดิฉันงงว่าทำไมเธอพูดว่า “ตัวเองเป็นบ้า” 55555 อเมริกาให้โอกาสทุกคนมาก ถ้าคุณจะขวนขวายกอบโกยโอกาสนี้ ความรู้และความฉลาดก็จะเป็นของคุณ


ปัจจุบันดิฉันยังไปเรียนโรงเรียน Adult School ใกล้บ้านเลยค่ะ เรียนภาษา “สเปน” เรียนมา 3 ปีแล้วค่ะ มกรานี้เข้าปีที่ 4 ตอนนี้พูด Spanish พอได้เยอะแล้วค่ะ

คุณพ่อ

คอลัมน์เดือนธันวานี้ส่งท้ายปีเก่าด้วยคอลัมน์เบาสมอง ออกคอลัมน์เร็ว เพราะดิฉันเดินทางไปไทย 19 พ.ย. นี้ 1 เดือน  เดือนธันวาเป็นวันพ่อคุณพ่อดิฉันเกิด 19 ธันวา คอลัมน์นี้เขียนสดุดีคุณพ่อ ท่านเป็นปูชณียบุคคลของดิฉัน

หลังคุณพ่อเสียดิฉันไปเก็บสมบัติที่โต๊ะทำงานท่าน ได้เจอหนังสือที่คุณพ่อเขียน “ปทานุกรม ผ้าไทย” (หลังเกษียรจากสภาพัฒฯท่านทำงานกับคุณประมาณ “นายกฯ” สมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย) และยังเจอนิทานอ่านเล่น ซึ่งเก่ามากเพราะปกกรอบและใช้ภาษาไทยรุ่นเก่าชื่อเรื่อง “ล่องหน ออฟ ไทยแลนด์” ทึ่งที่ท่านเขียนได้ทั้หนังสือด้านวิชาการและหนังสืออ่านเล่น และมีมุขตลกแต่ละแบบ อ่านไปหัวเราะไป ยังนึกว่าดิฉันได้เลือดการเขียนและอ่านมาจากคุณพ่อ เพราะคุณแม่ไม่ชอบเขียนไม่ชอบอ่าน  แต่ท่านเก่งด้านอสังหาซื้อขายที่ดิน คำสอนที่ดิฉันได้มาจากคุณแม่คือ“ขายหนึ่งซื้อสอง”  นึกขอบคุณพระเจ้าที่ดิฉันได้รับส่วนดีที่สุดของแต่ละท่านมา ถ้าเกิดได้สลับกันคงไม่มีคอลัมน์กฎหมายนี้J ลงคลิปหนังสือให้คุณได้หัวเราะกันค่ะ 😁

“คอลัมน์ หัดอ่านหัดคิด” ดิฉันเขียนอุทิศให้คุณพ่อในคอลัมน์กฎหมายปีแรก ค.ศ. 1995

หัดอ่านหัดคิด

ตอนดิฉันอายุ 7 ขวบครอบครัวเราพึ่งจะย้ายจากราชบุรี(บ้านเกิด)เข้ากรุงเทพ คุณพ่อจะขับรถไปกลับระหว่างกรุงเทพและราชบุรีอยู่หลายเดือน ทุกครั้งจะต้องเอาดิฉันนั่งรถติดไปด้วย ระหว่างนั่งรถคุณพ่อก็จะให้ดิฉันนั่งนับสะพานไปเรื่อย พอเบื่อนับคุณพ่อก็บอกให้ดิฉันอ่านทุกอย่างที่เห็น ดิฉันถามว่าอ่านไปทำไมคะ คุณพ่อหันมาทำตาเขียวบอก “ปั้ทโธ่ โว๊ย” ดิฉันกลัวเลยอ่านใหญ่ มันคงจะติดการอ่านมาถึงเดี๋ยวนี้ 

ฟรีเวย์ในรัฐหรือระหว่างรัฐ

เวลาดิฉันขับรถไปใหนเห็นอะไรก็มักจะอ่านและคิดไปเรื่อย คุณเคยอ่านป้ายบนทางด่วนหรือ “ฟรีเวย์” (Freeway) แล้วสงสัยบ้างใหมว่าทำไมบางป้ายมี I อยู่ข้างหน้าเช่น I-5, I-10 หรือ I-15 และบางป้ายไม่มีเช่น“ฟรีเวย์” 91, 55 หรือ 57 หรือ นัมเบอร์ฟรีเวย์ทำไมลงท้ายด้วยเลขคู่หรือเลขคี่  และแม้กระทั่งป้ายที่มีนัมเบอร์ฟรีเวย์ก็ไม่เหมือนกัน 

I ย่อมาจาก “อินเตอร์เสตท” (Interstate) แปลว่าระหว่างรัฐ เช่น I-5, I-10, I-15 เป็น Interstate freeway คือฟรีเวย์เชื่อมยาวไปถึงรัฐอื่น แต่ฟรีเวย์ที่ไม่มี I อยู่ข้างหน้าเช่น 91, 57, 55 เป็นฟรีเวย์ในรัฐเท่านั้น และเลขคู่หรือเลขคี่ลงท้ายนัมเบอร์ Interstate freeway ก็มีความหมายคือถ้าเลขลงท้ายด้วยเลขคู่เช่น I-10 แปลว่าทางไปตะวันออกหรือตะวันตก แต่ถ้าเป็นเลขคี่เช่น I-5 แปลว่าทางไปเหนือหรือใต้ ตัวรูปโล่ห์สีฟ้ามีขอบสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของ Interstate freeway

สิทธิในการเดินทาง

ฟรีเวย์ในรัฐเป็นเงินของรัฐ แต่ Interstate freeway เงินส่วนใหญ่ได้มาจากรัฐบาลกลาง Federal funds มาสร้างถนนเพื่อเชื่อมรัฐ ตามสิทธิเบื้องต้นหรือ “ฟันดาเม็นทัล ไร๊ท์ส” (Fundamental rights) ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าพลเมืองสหรัฐมีสิทธิเดินทางไปทุกหนทุกแห่งในสหรัฐเรียกว่า สิทธิในการเดินทาง หรือ “ไร๊ทส์ ทู เทรเวิล” (Rights to Travel) เมื่อสองศตวรรษก่อนโน้นที่รัฐต่างๆยังไม่รวมตัวกันเป็นสหรัฐ (United States) เวลาพลเมืองแต่ละรัฐจะเดินทางเข้ารัฐอื่นจะต้องผ่านด่านและเสียเงิน

พลเมืองของรัฐและรัฐบาลกลาง

ในรัฐธรรมนูญสหรัฐระบุว่าคนอเมริกันมีสองสัญชาติ หรือ“สองซิติเซ่นชิป” คือซิติเซ่นของรัฐที่อาศัยอยู่และซิติเซ่นของสหรัฐ คุณถึงต้องเสียภาษีให้ทั้งรัฐและรัฐบาลกลาง สิ่งที่คุณได้รับตอบแทนคือคุณมีสิทธิใช้สวัสดิการต่างๆของรัฐและรัฐบาลกลางรวมทั้งคุณอยู่ภายใต้กฏหมายรัฐและรัฐบาลกลางควบคู่กันไป  

ศาลของรัฐหรือศาลรัฐบาลกลาง

ในรัฐแต่ละรัฐจะมีทั้งศาลของรัฐ “สเตท คอร์ทส” (State Courts) และศาลของรัฐบาลกลาง “เฟ็ดเดอรัล คอร์ทส” (Federal Courts) อย่างเช่นในลอสแอนเจลิส ศาล 2 ศาลอยู่ถนนเดียวกัน เวลาคุณมีคดีคุณจะขึ้นศาลใหนขึ้นอยู่กับว่าโจทก์และจำเลยเป็นใคร อยู่ที่ใหน ซูข้อกล่าวหาอะไรและค่าเสียหายเท่าไร  

การขัดกันระหว่างกฏหมาย

กฏหมายรัฐบาลกลางและกฏหมายของรัฐบางทีก็ขัดกัน ตัวอย่างเช่น บรรทัดฐานกฏหมายบางทีอาจจะอ่อนหรือเข้มงวดมากกว่ากัน เช่นกฏ FDA “ฟู๊ด แอน ดรั๊ก แอ๊ดมินิสเตรชั่น” (Food and Drug Administration) หรือ อ.ย. บังคับให้เขียนป้ายฉลากยาหรือบุหรี่อาจจะอ่อนกว่า แต่กฏหมายของรัฐอาจจะเข้มงวดมากกว่า ฉะนั้นจึงมักเป็นปัญหาต่อโรงงานผู้ผลิตที่ว่าจะต้องเขียนฉลากตามกฏหมายแต่ละรัฐหรือไม่ ในเมื่อเขาต้องส่งสินค้าขายทั่วประเทศ คุณคงได้ยินคดีที่ผู้คนกำลังซูโรงงานผลิตบุหรี่ว่าฉลากคำเตือนเมื่อ 20 ปีที่แล้วระบุว่าการสูบบุหรี่อาจเป็นภัยต่อสุขภาพนั้นไม่พอ เขาควรจะเตือนว่าอาจทำให้เป็นมะเร็ง โรงงานบุหรี่เถียงว่าฉลากเตือนนั้นพอเพียงตามกฏหมายรัฐบาลกลาง ฉะนั้นเขาไม่ควรผิด 

บทความนี้อุทิศให้คุณพ่อ

ตอนคุณพ่อมีชีวิตอยู่ดิฉันเคยพยายามชวนคุณพ่อมาเที่ยวอเมริกา คุณพ่อจะพูดว่าอเมริกาไม่เห็นมีอะไรมีแต่ฟรีเวย์ (คุณพ่อดิฉันเรียนจบญี่ปุ่นและอเมริกา) และดิฉันคิดถึงเรื่องบุหรี่เพราะตอนดิฉันเด็กๆ  พี่น้อง 5 คนจะนั่งบนโต๊ะอาหารทุกคืนวันเสาร์เพื่อนั่งมวนบุหรี่ให้คุณพ่อ คุณพ่อเป็นคนบรรจุเข้ากล่องพลาสติกหมูแผ่น คุณพ่อประหยัดแม้กระทั่งพับซองบุหรี่เองจากกระดาษปฏิทินญี่ปุ่นเก่าๆที่ทางสมาคมนักเรียนญี่ปุ่นส่งมาให้ท่านทุกปี เวลาพ่อไปเล่นกอล์ฟ เพื่อนๆเห็นซองและบุหรี่ ก็จะถามท่านว่าสูบบุหรี่ยี่ห้ออะไร คุณพ่อจะตอบว่ายี่ห้อ “เม็งอวน” 😁

คติพจน์ข้างล่างนี้เป็นคติพจน์ที่คุณพ่อแต่งและเขียนบนด้านหลังการ์ดแต่งงานปี 1966 (พ.ศ.2509) ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะที่ทำงานท่าน ดิฉันรักกลอนมากซึ่งมันอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับกฏหมายขึ้นอยู่กับคุณ

การทำดี  แม้ไม่มี  ผู้ใดเห็น

แต่ก็เป็น  คุณธรรม  ล้ำสรรเสริญ

สักวันหนึ่ง  คนจะเห็น  เด่นเจริญ

ถึงจะเนิ่น  ก็เกินค่า  กว่าไม่ทำ

ท่าน Blackstone นักนิติศาสตร์ชาวอังกฤษได้นิยามกฏหมายว่า กฏหมายคือระเบียบความประพฤติของปวงชน ซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุดของรัฐเป็นผู้ออกเพื่อบังคับให้ทำในสิ่งที่ถูก และห้ามในสิ่งที่ผิด”

 “ปทานุกรม ผ้าไทย”

“ผ้าขาวม้า”

ผ้าขาวม้า    ผ้าฝ้ายเอนกประสงค์ มาตรฐานกว้าง 75 เซนต์ ยาว 190 เซนต์ ใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย สมัยก่อนย้อมสีแดงทั้งผืนเป็นส่วนมาก ปัจจุบันมักทอเป็นผ้าตาคล้ายตาสก๊อต ด้ายที่ใช้ทอมักใช้ด้าย 2 สี เช่น เขียวกับขาว เขียวกับดำ แดงกับขาว แดงกับดำ ขาวกับดำ เป็นต้น

ไทยเราใช้ผ้าขาวม้ามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่ลักษณะเป็นผ้าเคียนพุง ซึ่งเล็กกว่าผ้าขาวม้า ต่อมาเมื่อเห็นเขมรใช้ผ้าขาวม้า ผืนใหญ่ ก็เลยเอาแบบอย่างบ้าง

เวลาทำงาน ไปไหนมาไหน ก็ใช้เคียนพุง หนาวก็ใช้ห่ม ร้อนก็ใช้สุมไว้บนหัวเพื่อกันแดด เวลาอาบน้ำก็ใช้เป็นผ้าผลัด เวลาว่ายน้ำก็ใช้นุ่งโจงกระเบนแทนกางเกงอาบน้ำ จะนอนก็ใช้ปูนอน ทำเป็นเปลไกวสำหรับเด็กนอนก็ได้หรือใช้ทำเปลสำหรับผู้ใหญ่ก็ยังไหว เมื่อเข้าหาผู้ใหญ่ก็ห่มพาดไหล่ซ้ายซึ่งถือว่าเป็นการสุภาพ เวลาเกี้ยวสาวก็ใช้พาดไหล่ทั้งสองข้าง เวลาใช้เป็นผ้ากราบ ก็เอามาคาดที่ใต้ราวนมผูกเป็นเงื่อนไว้ด้านหน้าปล่อยชาย แล้ววางชายผ้าบนพื้น ก้มลงกราบชายผ้า เป็นเชือกผูกของหนักก็ได้ เวลาหมดอาลัยตายอยาก ใช้เป็นเชือกผูกคอตายก็ได้ เมื่อตำรวจจับผู้ร้าย ใช้ผ้าขาวม้า มัดต้นแขนทั้ง 2 ข้างทางด้านหลังให้ชิดกันแน่นจนผู้ร้ายอกแอ่น เรียกว่ามัดเบอร์หนึ่ง ซึ่งดีกว่าใช้กุญแจมือมาก สำหรับผู้หญิง ใช้พันรอบตัวปิดหน้าอก ยกชายขึ้นพาดบนบ่าขวา

แหล่งผลิตผ้าขาวม้าสีไม่ตก ที่มีชื่อเสียงมากสุด คือที่ตำบลบ้านไร่ อำเภอเมือง จ.ว. ราชบุรี ผ้าผลิตที่นี่จึงมีชื่อเรียกว่า “ผ้าขาวม้าบ้านไร่” แหล่งอื่นที่ผลิตผ้าขาวม้า ก็มักติดตราตัวหนังสือ “ผ้าขาวม้าบ้านไร่” บนผ้าของตนบ้างเป็นการเลียนชื่อเสียง

“ล่องหน ออฟไทยแลนด์”

โปรดอ่านเสียก่อน

ท่านที่เคารพ   หนังสือเล่มนี้มีไว้เพื่อให้ทุกท่านมีโอกาสอ่านทั่วถึงกันในยามว่าง เช่นเวลาหยู่เวน เปนต้น แต่ในครั้งก่อนๆเมื่อทำหนังสือทำนองนี้มาให้ท่านอ่าน มีบางท่านที่มีนิสสัยมักได้ ได้ยึดถือกัมสิทธิในหนังสือนั้นไปแล้ว รวมทั้งหมด 5 เล่มด้วยกัน ซึ่งเป็นที่น่าเสียใจหย่างยิ่ง ฉะนั้นในครั้งนี้ เมื่อได้นำหนังสือเล่มนี้มาเสนอท่านอีกครั้งหนึ่ง จึงขอความกรุนาจากท่านวัธนชนทั้งหลายได้ช่วยกันรักสาหนังสือเล่มนี้ไห้คงหยู่ประจำที่นี่เสมอไป เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ถ้าทุกท่านได้ร่วมมือกันและปติบัติตามคำขอร้องนี้แล้ว ก็หวังได้ว่า จะมีหนังสือชนิดนี้ทะยอยมาทำความบันเทิงไห้แก่ท่านหยู่เรื่อยๆไป หวังความกรุนาของท่านทุกท่านเปนที่พึ่งด้วย

กลอนสาปแช่งหน้าสุดท้าย 

ใครยืมเราอ่านแล้ว          ไม่คืน

อายุจงหย่ายืน                            อยู่ได้

หากใครไม่ฟังขืน                      ยักยอก

บาปเมื่อตายขอให้                     สู่เบื้องอบายภูมิ

กฎภาระสังคมถูกระงับชั่วคราว

ประกาศ “กฎภาระสังคม” (โปรดอ่าน 2 คอลัมน์ก่อนหน้านี้) ที่จะมีผลบังคับใช้ 15 ตุลาคมนี้ ถูกศาลรัฐบาลกลาง 3 แห่งรัฐนิวยอร์ค รัฐคาลิฟอร์เนีย และ รัฐวอชิงตัน บล็อค “กฎภาระสังคม” คือตอนนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ ฉะนั้นการทำใบเขียวหรือทำซิติเซ่นทุกอย่างเหมือนเดิค่ะ ตอนนี้ก็ต้องรอดูไปว่ารัฐบาล “ทรัมพ์” จะเอาไงต่อไป


คำตัดสินของผู้พิพากษา
ดิฉันอ่านคำตัดสินของ 1 ใน 3 ของท่านผู้พิพากษา ผู้พิพากษา “จ๊อร์จ แดเนียลส์” (George Daniels) แห่งศาลรัฐบาลกลางรัฐนิวยอร์ค ท่านเขียนคำตัดสินที่กินใจมาก ข้างล่างเป็นการแปลจากคำตัดสิน ที่วงเล็บไว้เป็นคำเขียนเพิ่มเติมของดิฉันเอง


“กฎใหม่ “ภาระสังคม” นี้เป็นเพียงนโยบายของเอเย็นซี่ (อิมมิเกรชั่น) ที่หาเหตุผลเพื่อจะกีดกันคนต่างด้าว ซึ่งกฎใหม่นี้สวนทางกับ “อเมริกัน ดรีม” (American Dream) ที่ให้โอกาสของความรุ่งเรือง และความสำเร็จ ด้วยการทำงานหนักและไต่เต้าขึ้นไป คนต่างด้าวที่ได้เข้ามาในประเทศนี้เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับตัวเองและลูกหลาน ไม่ว่าจะได้รับหรือไม่ได้รับการช่วยเหลือ ส่วนมากได้ประสบความสำเร็จ”


“The Rule is simply a new agency policy of exclusion in search of a justification. It is repugnant to the American Dream of the opportunity for prosperity and success through hard work and upward mobility. Immigrants have always come to this country seeking a better life for themselves and their posterity. With or without help, most succeed.”


คองเกรสมีกฎอย่างชัดแจ้งว่า ผู้ถือใบเขียวสามารถใช้สวัดดิการสังคมได้ หลังจากถือใบเขียวมา 5 ปี ท่าน “แดเนียลส์” ไม่เห็นด้วยที่อยู่ดีๆจะไปทำโทษพวกเขาที่อาจจะไปใช้สวัดดิการ

“ภายใต้กฎ ถึงแม้ว่าผู้นั้นมีสิทธิตามกฎหมายที่จะใช้สวัดดิการที่อยู่สาธารณะ“พับบลิค เฮ๊าส์ซิ่ง” (Public Housing) แต่ถ้าเขาใช้สิทธิตามกฎหมาย ไปใช้สวัสดิการ เขาอาจจะถูกลงโทษ โดยถูกปฏิเสธไม่ได้ใบเขียว” “กฎนี้ฟังไม่ขึ้นเสีย เลย” “เพียงชั่วข้ามคืนกฎนี้ ได้เปิดโล่งให้ผู้คนเผชิญกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และขอซิติเซ่นไม่ได้ และมีโอกาศถูกเนรเทศ”


Congress has made clear that permanent residents are eligible to receive public benefits, usually after they’ve had green cards for five years. Daniels argued that it makes no sense to punish immigrants for being likely to use those benefits. “Under the Rule, although this individual is legally entitled to public housing, if she takes advantage of this right, she may be penalized with denial of adjustment of status.” “There is no logic to this framework.” “Overnight, the Rule will expose individuals to economic insecurity, health instability, denial of their path to citizenship, and potential deportation.”

อันที่ซึ้งมากๆคือเรื่อง คนต่างด้าว ที่พูดภาษาอังกฎษไม่ได้ดีจัดว่า อาจเป็นภาระสังคม ท่าน “แดเนียลส์” เขียนว่า


“ประเทศอเมริกาไม่มีภาษาประจำชาติ” “คนส่วนมากหรือชาวต่างด้าวแทบจะทุกคนก็ว่าได้ ที่เข้ามาถึงชายฝั่ง (ท่าน“แดเนียลส์” หมายถึงสมัยก่อนโน้นที่ผู้อพยพล่องเรือข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาถึงชายฝั่ง) พูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ที่จะมากำหนดว่า ต้องเก่งภาษาอังกฤษ ถึงจะเป็นเครื่องวัดว่าผู้นั้นจะเอาตัวรอด”


“The United States of America has no official language. Many, if not most, immigrants who arrived at these shores did not speak English. It is simply offensive to contend that English proficiency is a valid predictor of self-sufficiency.”


ดูรูปการ์ตูนนี้ที่วาดปี ค.ศ. 1893 วาดประชดคนต่างด้าวรุ่นแรกๆที่อพยพเข้ามาในอเมริกา ห้ามไม่ให้ผู้อพยพรุ่นหลังเข้าประเทศ เห็น “แคปชั่น” ตรงกลางล่างสุดไหมคะเขียนว่า “Looking Backward” “ย้อนอดีตกลับไป”


“คนต่างด้าวที่อพยพเข้ามารุ่นก่อนหน้า ปิดสะพานไม่ให้คนต่างด้าวรุ่นหลังข้ามสะพานที่พวกเขา และพ่อเขา ครั้งหนึ่งได้ข้ามสะพานนี้เข้ามา”

ไงคะอ่านแล้วขนลุกไหมคะ ขณะดิฉันเขียนยังสะอื้นเลย

ระยะเวลาทำใบเขียวและซิติเซ่นและหาหมอฟรีและปัญหารายได้ต่ำ

เย! ดีใจที่ดิฉันเขียนคอลัมน์ออกทันวันที่ 1 ต้นเดือน ดิฉันตัดสินใจอยู่นานก่อนที่จะคอมมิท”(commit) ตัวเองเขียนเดือนละครั้ง เพราะชีวิตประจำวันดิฉันนอกจากงานกฎหมาย ดิฉันโยคะ 6 วันที่ยิม สอนโยคะที่บ้าน อังคาร พฤหัส เสาร์ ไปโรงเรียนภาคค่ำจันทร์และพุธ 6-9 น. เรียนภาษาสแปนิช ทำขนมทุกเช้าวันเสาร์เพื่อนบ้าน 3-4 คนมาเม๊าท์กัน ทำ“ดินเน่อร์”ให้พี่สาวและพี่เขยมากินทุกวันพฤหัสเพราะพี่สาวเริ่มหลงลืมมาก กลัวพี่สาวจะจำน้องสาวไม่ได้ ดิฉันนอนวันละ 8 ชั่วโมง ถ้าอยากรู้ว่าดิฉันใช้เวลากี่ชั่วโมงเขียนคอลัมน์???? เอาว่าดิฉันทำด้วยความแฮ็ปปี้ ค่ะ


คอลัมน์ที่แล้วลงเรื่องกฎหมายใหม่ “ภาระสังคม” ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 15 ตุลาคม 2019 นี้ มี 2 ประเด็นใหญ่ที่แฟนคอลัมน์และลูกความถามเข้ามาคือ

ใช้บริการหาหมอฟรี
โรบินฮู้ดหรือผู้ที่มีใบเขียวที่มีรายได้ขั้นต่ำ และเคยใช้หรือกำลังใช้สวัสดิการเมดิเคด (Medicaid) หรือจ่ายค่าหมอถูกหรือตรวจสุขภาพฟรีสามารถขอใบเขียว หรือขอใบเขียว10 ปีได้ค่ะ อันที่เป็นปัญหาคือถ้าคุณได้อยู่โรงพยาบาลระยะยาวที่เมดิเคดจ่ายให้ หรืออยู่เนอร์สซิ่งโฮม (Nursing home) ระยะยาว


ข้อเตือน
เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นมีสิทธิตัดสินว่าคุณสามารถ “ซัพพอร์ท” (support) หรือเลี้ยงตัวเองได้หรือไม่ในอนาคต ถ้าคุณสุขภาพแข็งแรงและมีงานทำ แต่เคยใช้สวัดดิการฟรีในอดีต ก็อาจไม่ตัดโอกาสที่จะได้ใบเขียว
แจ้งภาษีรายได้ต่ำขอใบเขียว 10 ปีผ่านไหม


ตอนคุณขอใบเขียวแต่งงานใบแรก เรียกใบเขียวเงื่อนไข 2 ปี คู่สมรสซิติเซ่นต้องโชว์ภาษีรายได้ “อินคัมแท็กซ์” ปีล่าสุดไม่ต่ำกว่ารายได้ขั้นต่ำ $21,137 ต่อปี (สำหรับ 2 คนสมาชิกในครอบครัว รายได้นี้ปรับทุกปีตามค่าครองชีพและจำนวนสมาชิกในคอบครัว) ถ้าสปอนเซ่อร์รายได้ไม่พอ เขาต้องหา “จ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์” มาเซ็นรับรองเพิ่ม สองปีให้หลังคุณต้องขอใบเขียว 10 ปี ตอนนั้นคุณต้องยื่นหลักฐานพิสูจน์ว่าคุณทั้งสองแต่งงานจริงอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา หนึ่งใน หลายหลักฐานคือ โชว์ภาษีรายได้ร่วมกัน “จ๊อยนท์ อินคัมแท็กซ์” 2 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้อิมมิเกรชั่นไม่วัดจากรายได้ค่ะ ถึงแม้ว่าจะโชว์ภาษีรายได้ต่ำ ไม่เป็นผลตอนขอใบเขียว 10 ปีค่ะ


ข้อเตือน
แต่การที่คุณแจ้งภาษีรายได้ต่ำจะมีผลในอนาคต ตอนคุณขอซิติเซ่นค่ะ ตอนนั้นคุณต้องยื่นภาษีรายได้แต่ละปีตั้งแต่คุณได้ใบเขียวแรก ถ้ารายได้คุณต่ำ เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นมีสิทธิตัดสินว่าคุณสามารถ “ซัพพอร์ท” (support) หรือเลี้ยงตัวเองได้หรือไม่ในอนาคต กรณีตัวผู้ถือใบเขียวไม่ทำงาน ไม่เคยมีรายได้เลยแต่คู่สมรสรายได้สูง ไม่เป็นปัญหาค่ะ เพราะบางทีภรรยาหรือสามี อาจเป็นแม่บ้านหรือพ่อบ้านก็ได้


ข้อแนะนำ

ผู้มีใบเขียวควรทำงานรับเงินเดือนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มันควรเป็นความพูมใจและความสำเร็จที่คุณได้มาอยู่ในอเมริกาและถือใบเขียวอย่างถูกต้อง ไม่แนะนำนำให้รับเงินใต้โต๊ะนอกจากจะผิดกฎหมาย “IRS” (Internal Revenue Service) หรือสรรพกร การโกหกหรือให้ข้อมูลเท็จเวลากรอกฟอร์ม ถือว่าความประพฤติเสียทางด้านศีลธรรม วันที่ 15 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ ฟอร์มอิมมิเกรชั่นซิติเซ่นเปลี่ยนใหม่หลายฟอร์ม จะมีคำถามเกี่ยวกับรายได้ละเอียด และคำถามเกี่ยวกับการใช้สวัดดิการสังคม ฟอร์มนี้ยังไม่ออกมา ดิฉันไม่รู้ว่าคำถามมีอะไรบ้าง


ระยะเวลาขอใบเขียวและทำซิติเซ่น
ตอนนี้เคสใบเขียว และขอซิติเซ่นที่ดิฉันยื่น เดือนพฤษภาคม 2019 ไป ระยะเวลานับจากวันที่ยื่นถึงวันเรียกสัมภาษณ์ประมาณ 4-5 เดือนค่ะซึ่งก่อนหน้านั้นใช้เวลามากกว่า 1 ปี


ถ้าคุณต้องการยื่นใบเขียวหรือทำซิติเซ่น แนะนำให้ทำทันทีและส่งเรื่องเข้าอิมมิเกรชั่นก่อนวันที่ 15 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ เพราะยังใช้ฟอร์มปัจจุบันอยู่ และกฎหมายเกี่ยวกับภาระสังคมยังไม่มีผลบังคับใช้

กฎหมายใหม่เริ่มใช้ 15 ตุลา 2019 มีผลกับชาวต่างชาติ

วันนี้คุยเรื่องกฎหมายอิมมิเกรชั่นฉบับใหม่ ซึ่งจะมีผลกับผู้ขอวีซ่าเข้าอเมริกา ต่อวีซ่า เปลี่ยนวีซ่า ขอใบเขียว และผู้ที่เคยกินเงินรัฐบาลฟรีและเคยได้รับการรักษาพยาบาลฟรี กฎหมายนี้ขยายความหมายของคำว่า“ภาระสังคม” หรือ“พับบลิค ชาร์จ” ว่าผู้ใดที่อาจเข้ามาเป็นภาระสังคม กฎหมายจะมีผลบังคับใช้วันที่ 15 ตุลาคม 2019 นี้ ฉะนั้นถ้าคุณยื่นเคสหลังวันที่ 15 ตุลาคม 2019 อิมมิเกรชั่นจะตัดสินเคสตามกฎหมายฉบับใหม่ซึ่งเข้มงวดมาก

ประกาศดิฉันจะกลับมาเขียนคอลัมน์ประจำเดือนละครั้ง ทุกสัปดาห์แรกของต้นเดือนเหตุผล คิดถึงผู้อ่าน 55555 😁และดิฉันไม่สามารถนั่งดูดายได้ต่อไปรัฐบาลทรัมพ์ผ่านกฎหมายอิมมิเกรชั่นออกมาบ่อยเป็นระยะ  บ้างก็มีผลกับคนไทย บ้างก็ไม่มีผลเท่าไรทุกครั้งที่กฎหมายใหม่ออกมา สังคมคนไทยก็จะตื่นกัน เพราะไม่เข้าใจกฏหมายละเอียด ซึ่งอาจเป็นเหยื่อหรือถูกหลอกได้ เสียเงินหรืออาจถึงถูกเนรเทศได้ ถ้าคุณมีคำถามหรือปัญหาเกี่ยวกับอิมมิเกรชั่นคุณสามารถอีเมล์ถามดิฉันได้ attorneyruji@aol.com  และดิฉันยังรับทำเคสค่ะ ยังไม่รีไทร์เต็มที่

อีเมล์จากแฟนพันธ์แท้

อีเมล์นี้เป็นส่วนหนึ่งให้ดิฉันตัดสินใจกลับมาเขียนคอลัมน์ “เพื่อนผมถือใบเขียว ยื่นเรื่องทำซิติเซ่นกำลังรอคิวเรียกสอบ“สัมภาษณ์” ทนายเขาติดต่อมาว่า กฎหมายรัฐบาลทรัมพ์ได้มีการเปลี่ยนระบบการดำเนินงานของอิมมิเกรชั่น ให้คู่สมรสที่เป็นโรบินฮู้ดไปตรวจสุขภาพ และทนายจะทำเรื่องขอใบอนุญาตทำงาน ขอใบโซเชียลและทำงานเสียภาษีและสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ ทนายคิดค่าทำ 4-5 พันเหรียญ จริงไหม” ตอบ ข้อมูลไม่เป็นความจริงค่ะ ตามกฎอิมมิเกรชั่น เพื่อนคุณต้องได้ซิติเซ่นก่อนที่จะแอ็พพลายใบเขียวให้ภรรยาที่อยู่เถื่อนในอเมริกา เธอจะได้ใบทำงานหลังยื่นเรื่องขอใบเขียวค่ะ เมื่อได้ใบทำงานเธอจึงสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ เพราะใบทำงานจะเป็นใบ “แอ่ดว๊านซ์ พาโรล” (advance parole) ด้วยในตัว สรุปไม่มีกฎหมายที่เพื่อนคุณบอกตอนนี้ค่ะ

ภาระสังคม “พับบลิค ชาร์จ”คืออะไร

กฎหมายฉบับใหม่ ขยายความหมายกว้างขึ้นของคำ “พับบลิค ชาร์จ” (Public Charge) หรือ “ภาระสังคม” คือตามกฎอิมมิเกรชั่นซึ่งมีมานานก่อนหน้าทรัมพ์ มีการสกรีนผู้เข้าประเทศอยู่แล้ว ผู้ขอวีซ่าท่องเที่ยว นักเรียน หรือขอใบเขียว ว่าใครอาจเข้ามาเป็นภาระสังคมคือมา กินเงินหรือใช้สวัสดิการรัฐบาล หรือเข้ามารับการรักษาพยาบาลฟรี กรณีผู้ขอใบเขียวไม่ค่อยมีปัญหานัก เพราะตัวสปอนเซ่อร์หรือผู้ที่ยื่นเรื่องใบเขียวให้ ต้องเซ็นรับรองเรื่องเงินอยู่แล้ว ว่าถ้าผู้นั้นไปกินเงินรัฐบาล เขาต้องใช้เงินคืนรัฐบาล

ตามกฎหมายใหม่

ตามกฎหมายใหม่ “พับบลิค ชาร์จ” (Public Charge) หรือ “ภาระสังคม” มีการเปลี่ยนแปลง 2 หัวข้อใหญ่

(1) เพิ่มรายการปัจจัยลบเป็นข้อๆและให้อำนาจเจ้าหน้าที่กงสุล หรือ/และเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นใช้วิจารณญานตนเองตามไก๊ด์ไลน์ตัดสินที่จะผ่านวีซ่า ต่อวีซ่า เปลี่ยนวีซ่า หรือใบเขียวให้ และ

(2) ระบุรายการละเอียดของโปรแกรมสวัสดิการสังคมของรัฐที่มีเงินรัฐบาลกลางแบ๊คอัพ และสวัสดิการของรัฐบาลกลาง ถ้าผู้ใดเคยใช้เงินสวัสดิการให้ถือเป็นปัจจัยลบ

ปัจจัยลบ

รายการปัจจัยลบ “เนกาทีฟ แฟ็กเต้อร์” (Negative factors)

  1. อายุเกิน 61 ปี อันนี้อาจเป็นปัญหากรณีลูกซิติเซ่นแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อ แม่ ที่มีอายุ หรือ/และมีโรคประจำตัว ซึ่งดูได้จากใบตรวจร่างกาย
  2. อายุน้อยกว่า 18
  3. มีปัญหาสุขภาพที่จะเป็นปัญหาต่อการเรียนหรือทำงาน
  4. ไม่มีเหล่งเงินพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาล
  5. ไม่มีประกันสุขภาพเอกชน
  6. มีลูกหลายคนหรือมีภาระเลี้ยงดูคนหลายคน
  7. มีหนี้เยอะ
  8. มีคะแนนเครดิตต่ำ หรือเครดิตเสีย
  9. ไม่มีประวัติการทำงาน
  10. ไม่จบไฮสกูล หรือปริญญา
  11. ไม่มีประสบการทำงานหรือไม่มีทักษะเพียงพอที่จะหางานประจำได้
  12. พูดภาษาอังกฤษไม่ได้
  13. เคยยื่นขอผ่อนผันจ่ายค่าอิมมิเกรชั่นเนื่องจากรายได้ต่ำ มีผลกับการตัดสินอนุมัติใบเขียวในอนาคต
  14. ดูประวัติตัวผู้สปอนเซ่อร์ ที่อิมมิเกรชั่นหรือกงสุลลงความเห็นว่าดูแล้วไม่น่าเชื่อถือว่าจะชดใช้เงินรัฐบาล กรณีผู้ที่เขาขอใบเขียวให้ไปใช้สวัสดิการรัฐบาล

โปรแกรมสวัสดิการสังคม

รายการสวัสดิการสังคมที่ระบุในกฎหมายใหม่มีมากเกินกว่าที่จะลงรายละเอียดได้ และหลายโปรแกรมที่ดิฉันก็ไม่รู้จัก ฉะนั้นถ้าคุณกำลังใช้สวัดดิการสังคมอยู่ แนะนำให้เลิกใช้ทันทีค่ะ หรือถามเจ้าหน้าที่ว่าโปรแกรมนั้นๆจัดอยู่ในข่าย“ภาระสังคม” หรือ“พับบลิค ชาร์จ” หรือไม่
• เงินช่วยเหลือรายได้เสริมสำหรับผู้มีรายได้ต่ำ (SSI Supplemental Security Income)
• เงินช่วยเหลือจากรัฐเพื่อที่คุณจะดำรงความเป็นอยู่ได้ ซึ่งแต่ละรัฐเรียกชื่อต่างๆกัน แต่เหล่านี้จะเป็นโปรแกรมช่วยเหลือทั่วไป เรียก“เจนเนอรัล แอ็ทซิสแต๊นซ์” (General Assistance)
• คูปองซื้อกับข้าว เรียก ฟู๊ด แสตมป์
• เงินช่วยเหลือชั่วคราวสำหรับครอบครัวที่ตกยาก เรียก TANF ย่อจาก Temporary Assistance for Needy Families
• เงินช่วยค่าเช่าบ้านเสริมสำหรับผู้มีรายได้ต่ำ เรียก “เซ็กชั่น เอ็ท” (Section 8) และบ้านที่รัฐบาลจัดให้ “พับลิค เฮ๊าส์ซิ่ง” เรียก “เซ็กชั่น นายน์” (Section 9)
• เงินค่ารักษาพยาบาลกรณีไม่ฉุกเฉิน (Non-emergency Medicaid program)
• ค่ารักษาพยาบาลจาก เมดิแคร์ พาร์ท D (Medicare Part D)
• ค่ารักษาพยาบาลช่วยเหลือคนรายได้ต่ำ “เมดิเคด” Medicaid Service

โปรแกรมข้างล่างนี้ยกเว้นไม่จัดอยู่ในข่าย“ภาระสังคม”

  • ค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน “อีเมอร์เจ็นซี่” (emergency)
  • ค่ารักษาพยาบาลระหว่างท้องและคลอดลูก รวมทั้งค่ารักษาพยาบายภายใน 60 วันหลังคลอด ข้อเตือน ผู้ที่มีเจตนาเข้ามาอเมริกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวเพื่อมาออกลูกและใช้ค่ารักษาพยาบาลฟรี จะมีผลเข้าอเมริกาครั้งต่อไปและมีผลกับการทำใบเขียวในอนาคต  และข้อเตือนอีกข้อ ถ้าคุณขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเลี้ยงลูกหรือค่ารักษาพยาบาล ถึงแม้เด็กจะเป็นซิติเซ่น ซึ่งเด็กมีสิทธิรับเงิน แต่จะเป็นปัจจัยลบให้ตัวคุณในอนาคต
  • เงินช่วยเหลือเด็กพิการด้านการศึกษา ภายใต้ The Individuals with Disabilities Education Act (IDEA) 
  • เซอร์วิสหรือบริการต่างๆที่ช่วยเหลือเด็กนักเรียนถึงเกรด 12
  • เด็กอายุต่ำกว่า 21 ปี

ระยะเวลาที่กินเงินรัฐบาล
ผู้ที่เคยใช้เบเนฟิทจากรัฐบาลก่อนหน้าวันที่ 15 ตุลาคมปี 2019 ถ้าใช้เกิน 12 เดือนภายใน 36 เดือน (วิธีนับถ้าคุณรับเงินจาก 2 โปรแกรมใน 1 เดือน ให้นับเป็น 2 เดือน) ถือเป็นปัจจัยลบของ“ภาระสังคม”มีผลในการ ขอวีซ่า ต่อวีซ่า เปลี่ยนวีซ่า ขอใบเขียว และขอซิติเซ่นในอนาคต


จะถูกเนรเทศไหม
มีผู้ถามมาว่าถ้าใช้เงินสวัสดิการจะถูกเนรเทศไหม ไม่ค่ะ อิมมิเกรชั่นไม่สามารถเนรเทศคุณได้ เพราะอำนาจการเนรเทศขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่อิมมิเกรชั่น แต่ข้อเตือนผู้ถือใบเขียวที่เดินทางออกนอกประเทศ อาจมีปัญหาตอนเดินทางกลับเข้ามา


รายได้สปอนเซ่อร์และบอนด์
กรณีผู้ขอใบเขียวมีปัจจัยลบมาก มีวิธีช่วยได้คือ

(1) สปอนเซ่อร์มีรายได้มาก หรือ

(2) ซื้อบอนด์ (Bond)


รายได้สปอนเซ่อร์
ตามกฏอิมมิเกรชั่นปัจจุบันรายได้สปอนเซ่อร์หรือผู้ยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณ ต้องมีรายได้ 125% ของรายได้ขั้นต่ำตามที่รัฐบาลกำหนด ดูจากภาษีหรืออินคัม แท็กซ์ (income Tax) ปีล่าสุดของสปอนเซ่อร์ รายได้นี้ปรับขึ้นทุกปีตามค่าครองชีพ ตัวอย่าง ผู้ยื่นตัวคนเดียวไม่สมรสและไม่มีสมาชิกครอบครัว + คนที่เขาขอใบเขียวให้ รวมเป็น 2 คน รายได้ต้องไม่ต่ำกว่า $21,137 ต่อปี ถ้ามีสมาชิกในครอบครัวเพิ่มรายได้ก็ต้องมากตามจำนวนสมาชิก เช่น 3 คน รายได้ $26,662 ถ้า 4 คน $32,187 ถ้า 5 คน $ 42,275 เป็นต้น กรณีปัจจัยลบมาก สปอนเซ่อร์ ควรมีรายได้อย่างน้อย 250% ตัวอย่าง 2 คน $42,275 ถ้า 3 คน $53,325 ถ้า 4 คน $64,375 ถ้า 5 คน $75,425


บอนด์
อีกวิธีคือ ต้องซื้อบอนด์ โดยกรอกฟอร์ม I-945 Public Charge Bond จำนวนบอนด์ต่ำสุด $8,100 หรืออาจมากกว่านั้นเงินจำนวนนี้จะคืนก็ต่อเมื่อ ผู้ที่ได้ใบเขียวถือใบเขียวเกิน 5 ปี หรือโอนสัญชาติ หรือยกเลิกใบเขียว หรือตาย เป็นต้น ถึงจะได้เงินคืน

ข้อแนะนำค่ะ
ผู้ที่ถือใบเขียวแนะนำให้ยื่นซิติเซ่นทันที ระยะเวลาทำซิติเซ่นเร็วขึ้นมากจาก จาก 1 ปี เป็น 5 เดือน เคสที่ดิฉันยื่นปลายเมษา 2019 ใช้เวลา 5 เดือนเรียกสัมภาษณ์ แต่เคสที่ยื่นก่อนหน้าในปี 2018 ยังรอสัมภาษณ์อยู่เลยค่ะ ส่วนระยะเวลาขอใบเขียว อิมมิเกรชั่นประกาศออกมาวันที่ 17 มิถุนายน 2019 ว่าได้ล่นระยะเวลาทำใบเขียว คาดว่าจะเร็วขึ้นมาก


กฎหมายใหม่ไม่น่าโทษ “ทรัมพ์ นะคะ เพราะอเมริกาถึอคติมานานตั้งแต่เริ่มสร้างประเทศว่าเป็น “ดินแดนแห่งผู้อพยพ”และเป็น“แผ่นดินที่ให้โอกาศ” หรือ “แลนด์ ออฟ ออพโพร์ทูนิตี้” (Land of opportunity) ระบบประเทศนี้ถึงเวลาที่จะต้องรัดกุมขึ้นในเรื่องสวัสดิการสังคม คติของอเมริกาคือ เขาต้องการให้ผู้ที่เข้ามาอยู่ในอเมริกาสามารถยืนด้วยลำแข้งตนเอง พวกเราคนไทยที่มีโอกาสได้มาอยู่ประเทศนี้ และสามารถตั้งตัวได้ มันเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

ถ้าคุณเคยไปเที่ยวรัฐนิวยอร์คหรือนิวเจอร์ซี่ คงจะได้เห็นเทพีเสรีภาพ (Statue of Liberty) ที่เทพีถือคบไฟโชดช่วง บนเทพีมีบทกลอนสลักอยู่ซึ่งประพันธ์โดยกวีสาว Emma Lazarus ในปี 1883 (ซึ่งดิฉันรักบทกลอนนี้มาก) บทกลอนนี้สะท้อนถึงความนึกคิดที่ฝังอยู่ในจิตใจคนอเมริกันว่า “ประเทศเกิดใหม่นี้ให้โอกาศ” ขอให้กลอนนี้เป็นอุทาหรณ์นะคะ

Give me your tired, your poor,
your huddles masses yearning to breathe free,
the wretched refuse of your teeming shore.
Send these, the homeless, tempest-tost to me:
I lift my lamp beside the golden door.

[บทกลอนนี้ร้อยแก้วโดยคุณจักรเทพ เอมส์บุตร อยู่ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา” ฉบับแรก]

ยาจก ผู้ยากเข็ญ ทั้งกากเดน เศษมนุษย์ กรรมกร เหนื่อยล้าสุด พวกเร่ร่อน นอนกลางดิน หากเขา ปรารถนา รอเวลา จะโผผิน ผลักไส มาให้สิ้น มาสู่ถิ่น อันเสรี เข้าสู่ ประตูทอง ประทีปส่อง นำวิถี ก้าวใหม่ แห่งชีวี เราเทพี ช่วยชี้ทาง

ชาวต่างชาติชมเทพี เสรีภาพ

แอ็พพลายใบเขียวให้พ่อแม่

ประกาศเปลี่ยนวันสัมนาเป็น 3 ..

สัปดาห์ที่แล้วดิฉันลงว่าจะไปสัมนาเรื่องอิมมิเกรชั่น ที่วัดป่าธรรมชาติเมืองลา พูเอ็นเต้ (La Puente) รัฐคาลิฟอร์เนีย วันที่ 24 พฤษภา 2009 ตรงกับวันอาทิตย์ ตอนนี้เปลี่ยนวันใหม่นะคะ เป็นวันที่ 3 พฤษภา ตรงกับวันอาทิตย์เช่นกัน เวลาเดิมคือบ่าย 2 โมงค่ะ เชิญไปฟังและเพื่อจะได้รู้จักหน้าตากันค่ะ

สัปดาห์ที่แล้วเขียนหัวข้อ นามัสเต สปริง ก็มีแฟนคอลัมน์ส่งอีเมล์มาว่ามีร้าน โอมนามัสเต ขายสินค้าจากอินเดีย ดิฉันดีใจที่คอลัมน์ที่เขียนแต่ละสัปดาห์ ดิฉันต้องได้รับ feed back ทุกครั้ง ไม่มากก็น้อย คอลัมน์ที่ดิฉันได้รับ feed back มากที่สุดคือเรื่องเที่ยว “จอร์แดน” ???? จริงๆแล้วดิฉันชอบเขียนคอลัมน์ฉีกแนวแบบคีย์บอร์ดพาไป (สมัยใหม่ค่ะ ไม่ใช่ปากกาพาไป) แต่ก็ยังต้องทำมาหากินก็เลยต้องสลับเขียนเรื่องอิมมิเกรชั่นสัปดาห์นี้เขียนเรื่องอิมมิเกรชั่นแล้วกันนะคะ

ทำใบเขียวให้พ่อแม่

ลูกซิติเซ่นสามารถแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อแม่ได้ เมื่อลูกอายุ 21 ปี ขึ้นไป (ไม่ใช่ 18 ปีนะคะ) ส่วนผู้ถือใบเขียวไม่สามารถแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อแม่ได้ค่ะ คุณต้องรอให้เป็นซิติเซ่นก่อนถึงจะแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อ แม่ได้ และเวลาแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อแม่ ต้องเป็นเคสแต่ละเคสแยกกัน คือพ่อหนึ่งเคส แม่หนึ่งเคส พ่วงกันไม่ได้ คือแอ็พลายใบเขียวให้พ่อคนเดียวและพ่วงแม่ในฐานะคู่สมรสของพ่อไม่ได้ ฉะนั้นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสองเคส ระยะเวลาแอ็พพลายเร็วค่ะระหว่าง 7-8 เดือนก็ควรจะได้ใบเขียว (คุณสามารถอ่านข้อมูลเกี่ยวกับแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อแม่ได้ ในหนังสือสิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่งหน้า 4-8 หัวข้อ ใบเขียวครอบครัวกรุ๊บอิมมีเดียท เรเลทีฟแฟนคอลัมน์ในอเมริกาสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉันได้ที่ PO BOX 552 Cypress, CA 90630  โปรดดูวิธีสั่งซื้อทางเว๊บเพจภายใต้ Books หรือโฆษณาใน น.ส.พ. เสรีชัย แฟนที่เมืองไทยสั่งซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308)

พ่อแม่เป็นโรบินฮู้ด

ถ้าพ่อแม่อยู่ในอเมริกาและวีซ่าขาดแล้วคือเป็นโรบินฮู้ด คุณก็สามารถแอ็พพลายใบเขียวให้ท่านได้ โดยไม่ต้องเสียค่าปรับ $1,000 โดยปกติเคสใบเขียวพ่อแม่ พ่อแม่และลูกผู้ยื่นแอ็พพลายให้ ต้องไปสัมภาษณ์ที่อิมมิเกรชั่น แต่ประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน เคสใบเขียวพ่อแม่ที่ดิฉันยื่นในระยะหลังๆนี้ ไม่ต้องไปสัมภาษณ์ที่อิมมิเกรชั่น คือหลังเรื่องแอ็พพรูฟ พ่อแม่ได้ใบเขียวทางไปรษณีย์เลยประมาณ 6-8 เดือน

รายได้

เวลาแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อแม่ ตัวลูกต้องเซ็นฟอร์ม “แอ็ฟฟิเดวิท อ็อฟ ซัพพอร์ท” (affidavit of support)  และโชว์อินคัมแท็กซ์ปีล่าสุดหนึ่งปี (เมื่อก่อนต้องโชว์ 3 ปี เดี๋ยวนี้ปีเดียว) แสดงรายได้ขั้นต่ำประมาณเกือบ $23,000ต่อปี ปัญหาที่เจอคือตัวลูกรายได้ไม่พอ โดยเฉพาะ กรณีลูกอายุยังน้อยหรือบางทียังเรียนคอลเล็จอยู่ กรณีนี้คุณอาจต้องหาคนอื่นที่มีรายได้ดีมาช่วยเซ็นเป็น“จ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์”(joint sponsor) หรือถ้าตัวพ่อหรือแม่เป็นรุ่นบุกเบิกที่อยู่ในอเมริกามานานและมีใบโซเชียลทำงานเสียภาษีมาเกิน 10 ปี กรณีนี้ลูกไม่ต้องเซ็นเป็นสปอนเซ่อร์ ตัวพ่อหรือแม่สามารถแสดงอินคัมแท็กซ์ตนเอง และเซ็น “แอ็ฟฟิเดวิท อ็อฟ ซัพพอร์ท” ให้ตนเองได้

ถ้าคู่สมรสไม่ร่วมมือ

โดยปกติเวลาคุณแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อแม่คุณ คู่สมรสไม่ต้องเซ็นเอกสารใดๆทั้งสิ้น กรณีที่คุณอาจต้องพึ่งคู่สมรสคือในกรณีที่คุณไม่มีรายได้ ปัญหาคู่สมรสไม่ร่วมมือที่ดิฉันเห็นบ่อยๆมักเกิดกับกรณีลูกความที่มีสามีฝรั่ง เนื่องจากสามีอาจไม่อยากให้ภรรยาเอาพ่อแม่มาอยู่ด้วย  ฉะนั้นเมื่อคุณไม่มีรายได้ คุณจึงต้องใช้รายได้สามีที่โชว์บนอินคัมแท็กซ์ยื่นเข้าไป สามีจึงต้องเซ็น“แอ็ฟฟิเดวิท อ็อฟ ซัพพอร์ท” ในฐานะ “จ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์”กรณีนี้ปัญหาใหญ่คือ ปัญหาวัฒนธรรมที่ต่างกัน ฉะนั้นคุณก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนกับสามี อธิบายให้เขาฟังว่าเป็นการมาอยู่ชั่วคราวและเมื่อพ่อแม่มีหนทางไปก็ค่อยขยับขยายภายหลัง หรือถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องจริงๆ คุณก็ต้องพยายามหางานทำมีรายได้ตนเอง หรือหาคนอื่นช่วยเซ็นเป็น“จ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์”

ขอวีซ่าท่องเที่ยวหรือใบเขียวให้พ่อแม่

ลูกความมักถามว่าจะทำใบเขียวให้พ่อแม่หรือขอวีซ่าท่องเที่ยวดีกว่ากัน อันนี้คุณและพ่อแม่ก็ต้องตัดสินใจกันเอง เพราะถ้าพ่อแม่ทำวีซ่าท่องเที่ยว พ่อแม่มาเมกาแต่ละครั้งอยู่ได้สูงสุดไม่เกิน 6 เดือน และถ้าอยากกลับมาอีกโดยปกติต้องทิ้งช่วงนานหน่อยเกิน 6 เดือนไป คือ ต้องอยู่เมืองไทยมากกว่าอยู่เมกา ส่วนถ้าคุณพ่อคุณแม่ถือใบเขียว ท่านต้องอยู่เมกามากกว่าเมืองไทย คือควรอยู่เมกาแต่ละครั้งเกิน 6 เดือนขึ้นไป ที่ดิฉันเห็นบางทีก็เดาลำบาก พ่อแม่บางคนมาเมกาสามารถปรับตัวได้แฮ็ปปี้ ชอบอากาศ อยากลงทุนทำธุรกิจ และโดยเฉพาะถ้ามีหลาน ก็อยากอยู่นาน แต่บางท่านปรับตัวไม่ได้และไม่ชอบเมกาก็มี

คุณสามารถอ่านคอลัมน์นี้ได้จาก website ค่ะ  http://www.rujirat.com และติดต่อดิฉันได้ทางโทรศัพท์ 714.994.5958 หรือทางอีแฟกส์ที่ 714.475.6939 หรืออีเมล์หาดิฉันได้ที่  attorneyruji@aol.com และคุณสามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยส่งเช็คถึง Ruji Totari ไปที่ PO BOX 552 Cypress, CA 90630 ราคาหนังสือตามโฆษณาข้างบนนี้ ไม่มีค่าส่งต่างหาก แฟนเว๊บไซท์ดูวิธีสั่งซื้อได้โดยคลิกเข้าไปที่ “หนังสือ” แฟนที่เมืองไทยสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308 ราคาเท่ากันตามอัตราแลกเปลี่ยน)

หม้ายยื่นใบเขียวเองได้

หนังสือเล่มใหม่ “ชีวิตโรบินฮู้ด”

เดือนที่แล้ว ทุกวันดิฉันนั่งหลังขดหลังแข็ง(จริงๆ)ปั่นเขียนหนังสือเล่มใหม่ ชื่อ ชีวิตโรบินฮู้ด(แสนยากลำบาก) ซึ่งใกล้เสร็จแล้ว หวังว่าจะได้พิมพ์จำหน่ายเป็นเล่มให้แฟนคอลัมน์เมืองไทยที่อยากไปเมกา และแฟนในเมกาที่เป็นโรบินฮู้ดอ่านสิ้นเอ่านเดือนมกรานี้ คุณที่มีประสบการณ์ชีวิตโรบินฮู้ดที่ต้องการให้ดิฉันเขียนข้อมูลที่จะช่วยเพื่อนคนไทยด้วยกัน โปรดอีเมล์ให้ดิฉันนะคะ
หม้ายยื่นใบเขียวเองได้
ตามกฎหมายอิมมิกรชั่น คู่สมรสซิติเซ่นที่ยังไม่ทันได้ยื่นขอใบเขียว หรือกำลังยื่นแต่คู่สมรสซิติเซ่นตายเสียก่อน สามารถยื่นขอใบเขียวด้วยตนเองได้ ถ้าคุณแต่งงานเกิน 2 ปี ถ้าแต่งงานยังไม่ถึงสองปี จะหมดสิทธิทำใบเขียว กฎหมายนี้เรียกกันว่า “กฎหมายลงโทษหม้าย” หรือ “Widow Penalty” เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2009 ที่ผ่านมา คองเกรสและเซเนทได้โหวดผ่านร่างกฎหมาย ช่วยให้หม้ายที่คู่สมรสซิติเซ่นตายก่อนแต่งงานครบสองปี สามารถยยื่นเรื่องด้วยตนเองได้ โดยมีเงื่อนไขว่า
หม้ายต้องยื่นเรื่องขอใบเขียวภายในสองปีหลังคู่สมรสเสียชีวิต
หม้ายต้องยังไม่แต่งงานใหม่ และ
ต้องแสดงหลักฐานว่าแต่งงานจริง
กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง ฉะนั้นถ้าผู้ใดที่คู่สมรสเสียชีวิตตอนคุณแต่งงานไม่ครบ 2 ปี และคุณไม่ได้ยื่นเรื่องขอใบเขียว คุณมีโอกาสยื่นได้ หมายเหตุ ณ.วันนี้ประธานาธิบดีโอบาม่ายังไม่ได้เซ็นผ่านกฎหมายฉบับนี้ แต่คาดว่าจะเซ็นเร็วๆนี้ ถ้าคุณเป็นหม้ายก่อนได้ใบเขียวแรก โปรดติดต่อทนาย
หม้ายยื่นขอใบเขียว 10 ปี
ภายใต้กฎหมาย “กฎหมายป้องกันการแต่งงานปลอม” ซึ่งผ่านออกมาปี 1986” ถ้าคุณแต่งงานกับซิติเซ่นและขอใบเขียวแต่งงาน และคุณได้รับใบเขียวภายใน 2 ปีหลังแต่งงาน คุณจะได้ใบเขียว 2 ปี และภายใน 90 วันก่อนครบกำหนด 2 ปี คุณและคุ่สมรสต้องยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปี ด้วยกัน โดยแสดงหลักฐานว่าคุณทั้งสองยังอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา ถ้าคุณเลิกกันก่อน 2 ปี ใบเขียวจะถูกโมฆะนอกจากจะทำเรื่องผ่อนผัน ในกรณีถ้าคู่สมรสตายก่อนถึงกำหนดยื่นใบเขียว 10 ปี คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปีด้วยตนเอง โดยต้องแสดงหลักฐานว่าคุณและสามีอยู่ด้วยกันจริง และคุณต้องยังไม่แต่งงานใหม่ (โปรดอ่านเพิ่มเกี่ยวกับ“กฎหมายป้องกันการแต่งงานปลอม” ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง” บทที่ 4 เรื่องใบเขียวเงื่อนไข หน้า 4-16 แฟนคอลัมน์ในอเมริกาสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉันได้ที่ P.O. BOX 552 Cypress, CA 90630 โปรดดูวิธีสั่งซื้อทางเว๊บเพจภายใต้ Books หรือโฆษณาใน น.ส.พ. เสรีชัย ส่วนแฟนที่เมืองไทยสั่งซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308)
คำนำหนังสือ “ชีวิตโรบินฮู้ด”
ก่อนที่คุณจะตัดสินใจโดดเป็นโรบินฮู้ดในอเมริกา คุณควรรู้ถึงชีวิตทั่วไปของโรบินฮู้ดว่ามันแสนยากลำบากอย่างไร คุณจะได้ไม่ผิดหวังและเตรียมตัวที่จะเผชิญปัญหาต่างๆ นี่คือชีวิตตัวอย่าง (ที่แสนยากลำบาก) ของโรบินฮู้ด
“โรบินฮู้ดส่วนมากมักไปอเมริกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว และมักมีความตั้งใจก่อนแล้วว่าจะไปตายดาบหน้า บางคนโชคดีทำวีซ่าท่องเที่ยวด้วยตนเองผ่าน บางคนต้องจ้างคนทำให้หมดเงินเป็นแสนๆเท่ากับคุณเป็นหนี้ก่อนเดินทาง คนที่จ้างคนทำวีซ่ามักจะถูกคนพาไปอเมริการิบพาสปอร์ต (ขอแนะนำให้คุณถ่ายสำเนาพาสปอร์ต วีซ่าและบัตรขาเข้า ถ้าคุณไมม่มีโอกาสถ่ายสำเนา อย่างน้อยก็จดนัมเบอร์บัตรขาเข้า จดวันเดินทางเข้า เก็บก็อปปี้ตั๋วเครื่องบิน เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณภายหลัง) เมื่อมาถึงอเมริกา คนพามาก็จะไปส่งคุณที่ร้านอาหารไทยไปทำงานเป็นคนครัวและรับเงินจากเจ้าของร้านอาหารด้วยคือรับสองต่อ กรณีนี้คุณจะอาศัยอยู่ในบ้านที่เจ้าของร้านอาหารจัดให้คนงาน(อัด)กันอยู่(เพื่อคุณจะได้ไม่หนีไปทำงานที่อื่น คือต้องทำให้คุ้มใช้หนี้คนพามา) ส่วนคนที่มาเองก็ต้องทนไปอาศัยอยู่กับคนรู้จักก่อนหลังจากนั้นก็ลุยงาน ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินใช้หนี้และส่งเงินกลับบ้าน โรบินฮู้ดบางคนก็ถูกส่งทำงานร้านนวด กุ๊กหรือหมอนวดส่วนมากจะทำงานตั้งแต่ร้านเปิดจนปิด วันละอย่างต่ำ 12 ชั่วโมง 6 หรือ 7 วันต่อสัปดาห์ บางคนถ้าได้หยุด 1 วันก็วิ่งไปทำงานเสริมร้านอื่น ค่าแรงรับเป็นเงินสดและถูกหักออกไปใช้หนี้ให้คนพามา กุ๊กได้ค่าแรงรายวันประมาณ $60-100 ต่อวัน(ส่วนมากคนมาใหม่ๆจะได้น้อยกว่านี้) ส่วนหมอนวดมักได้แบ่งเปอร์เซ็น + ทิปคนงานร้านนวดถ้าได้ร้านที่เจ้าของไม่มีคุณธรรมก็จะถูกสั่งให้บริการลูกค้าทางเพศนอกจากนวด อาชีพหมอนวดเดี๋ยวนี้ก็ทำลำบาก เพราะตำรวจลับมักเข้ามาตรวจดูใบประกอบอาชีพ และปลอมมาเป็นลูกค้าเพื่อตรวจดูว่าที่ร้านนวดมีบริการทางเพศหรือไม่ ถ้าแจ็กพ็อตก็ถูกส่งกลับ เมื่อโรบินฮู้ดอยู่ไปนานเข้าๆสิ่งแวดล้อมก็จะบีบคั้นมากขึ้น เช่น อาจถูกนายจ้างบีบคั้น อยากออกไปทำงานที่อื่นก็ไม่ได้ เพราะถูกขู่ว่าจะแจ้งอิมมิเกรชั่นมาจับ บางทีเพื่อนฝูงหรือญาติเองเมื่อผิดใจกัน (ส่วนมากเป็นเรื่องเงินเสียส่วนใหญ่) ก็ขู่จะแจ้งอิมมิเกรชั่นจับ โรบินฮู้ดจะไม่ได้ลืมตาอ้าปากเพราะต้องพึ่งคนอื่นอยู่ตลอด เนื่องจากไม่สามารถขอใบขับขี่ ใบทำงาน ใบโซเชียล เปิดบัญชีธนาคารได้หรือสร้างเครดิตได้ ในที่สุดเมื่อโรบินฮู้ดทนไม่ไหวก็หาทางออกโดยหาคนอเมริกันซิติเซ่นแต่งงานเพื่อทำใบเขียว บางคนโชคดีพบเนื้อคู่ก็สบายไป บางคนก็เจอคนไม่ดี แต่ต้องยอมทนอยู่เพื่อใบเขียว บางคนหาไม่ได้ก็ต้องหาทางออกโดยจ้างแต่งงาน ปัจจุบันถ้าคุณจ้างคนแต่งงานคุณคาดหวังได้ว่าต้องจ่ายระหว่าง $20,000-$40,000 ถ้าเรื่องทำสำเร็จโรบินฮู้ดก็จะได้ใบเขียว หลังจากนั้นลุยงานใช้หนี้ต่อไป แต่บางรายที่ทำเรื่องไม่สำเร็จถูกอิมมิเกรชั่นสงสัยหรือจับได้ว่าแต่งปลอมก็จะถูกเนรเทศส่งตัวกลับเมืองไทย”
หลังอ่านตัวอย่างชีวิตโรบินฮู้ดถ้าคุณยังตัดสินใจจะไปเป็นโรบินฮู้ด ก็ขอเชิญอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบก่อนและค่อยตัดสินใจอีกที
กฎหมายจำกัดสิทธิโรบินฮู้ด
ก่อนที่คุณจะตัดสินใจโดดเป็นโรบินฮู้ด คุณควรรู้ว่าคุณจะเผชิญกับปัญหาอะไรบ้างเพื่อคุณจะได้ตัดสินใจว่าจะโดดดีหรือไม่ ถ้าคุณเคยได้ยินเรื่องราวโรบินฮู้ดรุ่นก่อนๆที่มาผจญภัยในอเมริกาและทำมาหากินจนร่ำรวย ตอนนี้หมดสมัยแล้วนะคะ ปัจจุบันโรบินฮู้ดรุ่นใหม่โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาปี ค.ศ. 1997 แทบจะหมดสิทธิ เพราะกฎหมายใหม่ๆที่ผ่านออกมาจำกัดสิทธิโรบินฮู้ดมีดังนี้
เปิดบัญชีธนาคารลำบากหรือเปิดไม่ได้
ไม่มีใบขับขี่ ไม่สามารถขับรถไปทำงานได้
เมื่อไม่มีใบขับขี่ ไม่สามารถซื้อรถในชื่อตนเองได้ และไม่สามารถซื้อประกันรถได้
ไม่มีใบทำงานหรือใบโซเชียล จึงไม่สามารถทำงานอย่างถูกกฎหมายได้ เป็นผลให้นายจ้างกดค่าแรงและทำชั่วโมงยาวกว่ากำหนด
เมื่อไม่มีใบโซเชียล จึงไม่สามารถสร้างเครดิตได้ จะไม่สามารถเช่าบ้านได้ด้วยตนเอง หรือทำธุรกิจลำบาก
เมื่อเป็นโรบินฮู้ดแล้ว คุณไม่สามารถกลับไปเยี่ยมบ้านได้เพราะถ้าคุณเดินทางออกนอกอเมริกาเมื่อไร คุณไม่สามารถกลับเข้าอเมริกาได้อีกระหว่าง 3-10 ปีภายใต้กฎหมาย Unlawful Presence (ดิฉันรู้จักโรบินฮู้ดที่พลาดโอกาสกลับบ้านเมื่อ สามีตาย น้องชายตาย ลูกรับปริญญา ลูกชายบวช ลูกแต่งงาน หลานคนแรกเกิด เป้นต้น)
ถ้าคุณถูกแบล็คลิสท์ว่าอยู่เถื่อนในอเมริกา จะทำให้สมาชิกในครอบครัว พ่อ แม่ ลูก คู่สมรส ขอวีซ่าเข้าอเมริกาลำบาก