ระยะเวลาทำใบเขียวและซิติเซ่นและหาหมอฟรีและปัญหารายได้ต่ำ

เย! ดีใจที่ดิฉันเขียนคอลัมน์ออกทันวันที่ 1 ต้นเดือน ดิฉันตัดสินใจอยู่นานก่อนที่จะคอมมิท”(commit) ตัวเองเขียนเดือนละครั้ง เพราะชีวิตประจำวันดิฉันนอกจากงานกฎหมาย ดิฉันโยคะ 6 วันที่ยิม สอนโยคะที่บ้าน อังคาร พฤหัส เสาร์ ไปโรงเรียนภาคค่ำจันทร์และพุธ 6-9 น. เรียนภาษาสแปนิช ทำขนมทุกเช้าวันเสาร์เพื่อนบ้าน 3-4 คนมาเม๊าท์กัน ทำ“ดินเน่อร์”ให้พี่สาวและพี่เขยมากินทุกวันพฤหัสเพราะพี่สาวเริ่มหลงลืมมาก กลัวพี่สาวจะจำน้องสาวไม่ได้ ดิฉันนอนวันละ 8 ชั่วโมง ถ้าอยากรู้ว่าดิฉันใช้เวลากี่ชั่วโมงเขียนคอลัมน์???? เอาว่าดิฉันทำด้วยความแฮ็ปปี้ ค่ะ


คอลัมน์ที่แล้วลงเรื่องกฎหมายใหม่ “ภาระสังคม” ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 15 ตุลาคม 2019 นี้ มี 2 ประเด็นใหญ่ที่แฟนคอลัมน์และลูกความถามเข้ามาคือ

ใช้บริการหาหมอฟรี
โรบินฮู้ดหรือผู้ที่มีใบเขียวที่มีรายได้ขั้นต่ำ และเคยใช้หรือกำลังใช้สวัสดิการเมดิเคด (Medicaid) หรือจ่ายค่าหมอถูกหรือตรวจสุขภาพฟรีสามารถขอใบเขียว หรือขอใบเขียว10 ปีได้ค่ะ อันที่เป็นปัญหาคือถ้าคุณได้อยู่โรงพยาบาลระยะยาวที่เมดิเคดจ่ายให้ หรืออยู่เนอร์สซิ่งโฮม (Nursing home) ระยะยาว


ข้อเตือน
เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นมีสิทธิตัดสินว่าคุณสามารถ “ซัพพอร์ท” (support) หรือเลี้ยงตัวเองได้หรือไม่ในอนาคต ถ้าคุณสุขภาพแข็งแรงและมีงานทำ แต่เคยใช้สวัดดิการฟรีในอดีต ก็อาจไม่ตัดโอกาสที่จะได้ใบเขียว
แจ้งภาษีรายได้ต่ำขอใบเขียว 10 ปีผ่านไหม


ตอนคุณขอใบเขียวแต่งงานใบแรก เรียกใบเขียวเงื่อนไข 2 ปี คู่สมรสซิติเซ่นต้องโชว์ภาษีรายได้ “อินคัมแท็กซ์” ปีล่าสุดไม่ต่ำกว่ารายได้ขั้นต่ำ $21,137 ต่อปี (สำหรับ 2 คนสมาชิกในครอบครัว รายได้นี้ปรับทุกปีตามค่าครองชีพและจำนวนสมาชิกในคอบครัว) ถ้าสปอนเซ่อร์รายได้ไม่พอ เขาต้องหา “จ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์” มาเซ็นรับรองเพิ่ม สองปีให้หลังคุณต้องขอใบเขียว 10 ปี ตอนนั้นคุณต้องยื่นหลักฐานพิสูจน์ว่าคุณทั้งสองแต่งงานจริงอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา หนึ่งใน หลายหลักฐานคือ โชว์ภาษีรายได้ร่วมกัน “จ๊อยนท์ อินคัมแท็กซ์” 2 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้อิมมิเกรชั่นไม่วัดจากรายได้ค่ะ ถึงแม้ว่าจะโชว์ภาษีรายได้ต่ำ ไม่เป็นผลตอนขอใบเขียว 10 ปีค่ะ


ข้อเตือน
แต่การที่คุณแจ้งภาษีรายได้ต่ำจะมีผลในอนาคต ตอนคุณขอซิติเซ่นค่ะ ตอนนั้นคุณต้องยื่นภาษีรายได้แต่ละปีตั้งแต่คุณได้ใบเขียวแรก ถ้ารายได้คุณต่ำ เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นมีสิทธิตัดสินว่าคุณสามารถ “ซัพพอร์ท” (support) หรือเลี้ยงตัวเองได้หรือไม่ในอนาคต กรณีตัวผู้ถือใบเขียวไม่ทำงาน ไม่เคยมีรายได้เลยแต่คู่สมรสรายได้สูง ไม่เป็นปัญหาค่ะ เพราะบางทีภรรยาหรือสามี อาจเป็นแม่บ้านหรือพ่อบ้านก็ได้


ข้อแนะนำ

ผู้มีใบเขียวควรทำงานรับเงินเดือนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มันควรเป็นความพูมใจและความสำเร็จที่คุณได้มาอยู่ในอเมริกาและถือใบเขียวอย่างถูกต้อง ไม่แนะนำนำให้รับเงินใต้โต๊ะนอกจากจะผิดกฎหมาย “IRS” (Internal Revenue Service) หรือสรรพกร การโกหกหรือให้ข้อมูลเท็จเวลากรอกฟอร์ม ถือว่าความประพฤติเสียทางด้านศีลธรรม วันที่ 15 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ ฟอร์มอิมมิเกรชั่นซิติเซ่นเปลี่ยนใหม่หลายฟอร์ม จะมีคำถามเกี่ยวกับรายได้ละเอียด และคำถามเกี่ยวกับการใช้สวัดดิการสังคม ฟอร์มนี้ยังไม่ออกมา ดิฉันไม่รู้ว่าคำถามมีอะไรบ้าง


ระยะเวลาขอใบเขียวและทำซิติเซ่น
ตอนนี้เคสใบเขียว และขอซิติเซ่นที่ดิฉันยื่น เดือนพฤษภาคม 2019 ไป ระยะเวลานับจากวันที่ยื่นถึงวันเรียกสัมภาษณ์ประมาณ 4-5 เดือนค่ะซึ่งก่อนหน้านั้นใช้เวลามากกว่า 1 ปี


ถ้าคุณต้องการยื่นใบเขียวหรือทำซิติเซ่น แนะนำให้ทำทันทีและส่งเรื่องเข้าอิมมิเกรชั่นก่อนวันที่ 15 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ เพราะยังใช้ฟอร์มปัจจุบันอยู่ และกฎหมายเกี่ยวกับภาระสังคมยังไม่มีผลบังคับใช้

กฎหมายใหม่เริ่มใช้ 15 ตุลา 2019 มีผลกับชาวต่างชาติ

วันนี้คุยเรื่องกฎหมายอิมมิเกรชั่นฉบับใหม่ ซึ่งจะมีผลกับผู้ขอวีซ่าเข้าอเมริกา ต่อวีซ่า เปลี่ยนวีซ่า ขอใบเขียว และผู้ที่เคยกินเงินรัฐบาลฟรีและเคยได้รับการรักษาพยาบาลฟรี กฎหมายนี้ขยายความหมายของคำว่า“ภาระสังคม” หรือ“พับบลิค ชาร์จ” ว่าผู้ใดที่อาจเข้ามาเป็นภาระสังคม กฎหมายจะมีผลบังคับใช้วันที่ 15 ตุลาคม 2019 นี้ ฉะนั้นถ้าคุณยื่นเคสหลังวันที่ 15 ตุลาคม 2019 อิมมิเกรชั่นจะตัดสินเคสตามกฎหมายฉบับใหม่ซึ่งเข้มงวดมาก

ประกาศดิฉันจะกลับมาเขียนคอลัมน์ประจำเดือนละครั้ง ทุกสัปดาห์แรกของต้นเดือนเหตุผล คิดถึงผู้อ่าน 55555 😁และดิฉันไม่สามารถนั่งดูดายได้ต่อไปรัฐบาลทรัมพ์ผ่านกฎหมายอิมมิเกรชั่นออกมาบ่อยเป็นระยะ  บ้างก็มีผลกับคนไทย บ้างก็ไม่มีผลเท่าไรทุกครั้งที่กฎหมายใหม่ออกมา สังคมคนไทยก็จะตื่นกัน เพราะไม่เข้าใจกฏหมายละเอียด ซึ่งอาจเป็นเหยื่อหรือถูกหลอกได้ เสียเงินหรืออาจถึงถูกเนรเทศได้ ถ้าคุณมีคำถามหรือปัญหาเกี่ยวกับอิมมิเกรชั่นคุณสามารถอีเมล์ถามดิฉันได้ attorneyruji@aol.com  และดิฉันยังรับทำเคสค่ะ ยังไม่รีไทร์เต็มที่

อีเมล์จากแฟนพันธ์แท้

อีเมล์นี้เป็นส่วนหนึ่งให้ดิฉันตัดสินใจกลับมาเขียนคอลัมน์ “เพื่อนผมถือใบเขียว ยื่นเรื่องทำซิติเซ่นกำลังรอคิวเรียกสอบ“สัมภาษณ์” ทนายเขาติดต่อมาว่า กฎหมายรัฐบาลทรัมพ์ได้มีการเปลี่ยนระบบการดำเนินงานของอิมมิเกรชั่น ให้คู่สมรสที่เป็นโรบินฮู้ดไปตรวจสุขภาพ และทนายจะทำเรื่องขอใบอนุญาตทำงาน ขอใบโซเชียลและทำงานเสียภาษีและสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ ทนายคิดค่าทำ 4-5 พันเหรียญ จริงไหม” ตอบ ข้อมูลไม่เป็นความจริงค่ะ ตามกฎอิมมิเกรชั่น เพื่อนคุณต้องได้ซิติเซ่นก่อนที่จะแอ็พพลายใบเขียวให้ภรรยาที่อยู่เถื่อนในอเมริกา เธอจะได้ใบทำงานหลังยื่นเรื่องขอใบเขียวค่ะ เมื่อได้ใบทำงานเธอจึงสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ เพราะใบทำงานจะเป็นใบ “แอ่ดว๊านซ์ พาโรล” (advance parole) ด้วยในตัว สรุปไม่มีกฎหมายที่เพื่อนคุณบอกตอนนี้ค่ะ

ภาระสังคม “พับบลิค ชาร์จ”คืออะไร

กฎหมายฉบับใหม่ ขยายความหมายกว้างขึ้นของคำ “พับบลิค ชาร์จ” (Public Charge) หรือ “ภาระสังคม” คือตามกฎอิมมิเกรชั่นซึ่งมีมานานก่อนหน้าทรัมพ์ มีการสกรีนผู้เข้าประเทศอยู่แล้ว ผู้ขอวีซ่าท่องเที่ยว นักเรียน หรือขอใบเขียว ว่าใครอาจเข้ามาเป็นภาระสังคมคือมา กินเงินหรือใช้สวัสดิการรัฐบาล หรือเข้ามารับการรักษาพยาบาลฟรี กรณีผู้ขอใบเขียวไม่ค่อยมีปัญหานัก เพราะตัวสปอนเซ่อร์หรือผู้ที่ยื่นเรื่องใบเขียวให้ ต้องเซ็นรับรองเรื่องเงินอยู่แล้ว ว่าถ้าผู้นั้นไปกินเงินรัฐบาล เขาต้องใช้เงินคืนรัฐบาล

ตามกฎหมายใหม่

ตามกฎหมายใหม่ “พับบลิค ชาร์จ” (Public Charge) หรือ “ภาระสังคม” มีการเปลี่ยนแปลง 2 หัวข้อใหญ่

(1) เพิ่มรายการปัจจัยลบเป็นข้อๆและให้อำนาจเจ้าหน้าที่กงสุล หรือ/และเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นใช้วิจารณญานตนเองตามไก๊ด์ไลน์ตัดสินที่จะผ่านวีซ่า ต่อวีซ่า เปลี่ยนวีซ่า หรือใบเขียวให้ และ

(2) ระบุรายการละเอียดของโปรแกรมสวัสดิการสังคมของรัฐที่มีเงินรัฐบาลกลางแบ๊คอัพ และสวัสดิการของรัฐบาลกลาง ถ้าผู้ใดเคยใช้เงินสวัสดิการให้ถือเป็นปัจจัยลบ

ปัจจัยลบ

รายการปัจจัยลบ “เนกาทีฟ แฟ็กเต้อร์” (Negative factors)

  1. อายุเกิน 61 ปี อันนี้อาจเป็นปัญหากรณีลูกซิติเซ่นแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อ แม่ ที่มีอายุ หรือ/และมีโรคประจำตัว ซึ่งดูได้จากใบตรวจร่างกาย
  2. อายุน้อยกว่า 18
  3. มีปัญหาสุขภาพที่จะเป็นปัญหาต่อการเรียนหรือทำงาน
  4. ไม่มีเหล่งเงินพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาล
  5. ไม่มีประกันสุขภาพเอกชน
  6. มีลูกหลายคนหรือมีภาระเลี้ยงดูคนหลายคน
  7. มีหนี้เยอะ
  8. มีคะแนนเครดิตต่ำ หรือเครดิตเสีย
  9. ไม่มีประวัติการทำงาน
  10. ไม่จบไฮสกูล หรือปริญญา
  11. ไม่มีประสบการทำงานหรือไม่มีทักษะเพียงพอที่จะหางานประจำได้
  12. พูดภาษาอังกฤษไม่ได้
  13. เคยยื่นขอผ่อนผันจ่ายค่าอิมมิเกรชั่นเนื่องจากรายได้ต่ำ มีผลกับการตัดสินอนุมัติใบเขียวในอนาคต
  14. ดูประวัติตัวผู้สปอนเซ่อร์ ที่อิมมิเกรชั่นหรือกงสุลลงความเห็นว่าดูแล้วไม่น่าเชื่อถือว่าจะชดใช้เงินรัฐบาล กรณีผู้ที่เขาขอใบเขียวให้ไปใช้สวัสดิการรัฐบาล

โปรแกรมสวัสดิการสังคม

รายการสวัสดิการสังคมที่ระบุในกฎหมายใหม่มีมากเกินกว่าที่จะลงรายละเอียดได้ และหลายโปรแกรมที่ดิฉันก็ไม่รู้จัก ฉะนั้นถ้าคุณกำลังใช้สวัดดิการสังคมอยู่ แนะนำให้เลิกใช้ทันทีค่ะ หรือถามเจ้าหน้าที่ว่าโปรแกรมนั้นๆจัดอยู่ในข่าย“ภาระสังคม” หรือ“พับบลิค ชาร์จ” หรือไม่
• เงินช่วยเหลือรายได้เสริมสำหรับผู้มีรายได้ต่ำ (SSI Supplemental Security Income)
• เงินช่วยเหลือจากรัฐเพื่อที่คุณจะดำรงความเป็นอยู่ได้ ซึ่งแต่ละรัฐเรียกชื่อต่างๆกัน แต่เหล่านี้จะเป็นโปรแกรมช่วยเหลือทั่วไป เรียก“เจนเนอรัล แอ็ทซิสแต๊นซ์” (General Assistance)
• คูปองซื้อกับข้าว เรียก ฟู๊ด แสตมป์
• เงินช่วยเหลือชั่วคราวสำหรับครอบครัวที่ตกยาก เรียก TANF ย่อจาก Temporary Assistance for Needy Families
• เงินช่วยค่าเช่าบ้านเสริมสำหรับผู้มีรายได้ต่ำ เรียก “เซ็กชั่น เอ็ท” (Section 8) และบ้านที่รัฐบาลจัดให้ “พับลิค เฮ๊าส์ซิ่ง” เรียก “เซ็กชั่น นายน์” (Section 9)
• เงินค่ารักษาพยาบาลกรณีไม่ฉุกเฉิน (Non-emergency Medicaid program)
• ค่ารักษาพยาบาลจาก เมดิแคร์ พาร์ท D (Medicare Part D)
• ค่ารักษาพยาบาลช่วยเหลือคนรายได้ต่ำ “เมดิเคด” Medicaid Service

โปรแกรมข้างล่างนี้ยกเว้นไม่จัดอยู่ในข่าย“ภาระสังคม”

  • ค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน “อีเมอร์เจ็นซี่” (emergency)
  • ค่ารักษาพยาบาลระหว่างท้องและคลอดลูก รวมทั้งค่ารักษาพยาบายภายใน 60 วันหลังคลอด ข้อเตือน ผู้ที่มีเจตนาเข้ามาอเมริกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวเพื่อมาออกลูกและใช้ค่ารักษาพยาบาลฟรี จะมีผลเข้าอเมริกาครั้งต่อไปและมีผลกับการทำใบเขียวในอนาคต  และข้อเตือนอีกข้อ ถ้าคุณขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเลี้ยงลูกหรือค่ารักษาพยาบาล ถึงแม้เด็กจะเป็นซิติเซ่น ซึ่งเด็กมีสิทธิรับเงิน แต่จะเป็นปัจจัยลบให้ตัวคุณในอนาคต
  • เงินช่วยเหลือเด็กพิการด้านการศึกษา ภายใต้ The Individuals with Disabilities Education Act (IDEA) 
  • เซอร์วิสหรือบริการต่างๆที่ช่วยเหลือเด็กนักเรียนถึงเกรด 12
  • เด็กอายุต่ำกว่า 21 ปี

ระยะเวลาที่กินเงินรัฐบาล
ผู้ที่เคยใช้เบเนฟิทจากรัฐบาลก่อนหน้าวันที่ 15 ตุลาคมปี 2019 ถ้าใช้เกิน 12 เดือนภายใน 36 เดือน (วิธีนับถ้าคุณรับเงินจาก 2 โปรแกรมใน 1 เดือน ให้นับเป็น 2 เดือน) ถือเป็นปัจจัยลบของ“ภาระสังคม”มีผลในการ ขอวีซ่า ต่อวีซ่า เปลี่ยนวีซ่า ขอใบเขียว และขอซิติเซ่นในอนาคต


จะถูกเนรเทศไหม
มีผู้ถามมาว่าถ้าใช้เงินสวัสดิการจะถูกเนรเทศไหม ไม่ค่ะ อิมมิเกรชั่นไม่สามารถเนรเทศคุณได้ เพราะอำนาจการเนรเทศขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่อิมมิเกรชั่น แต่ข้อเตือนผู้ถือใบเขียวที่เดินทางออกนอกประเทศ อาจมีปัญหาตอนเดินทางกลับเข้ามา


รายได้สปอนเซ่อร์และบอนด์
กรณีผู้ขอใบเขียวมีปัจจัยลบมาก มีวิธีช่วยได้คือ

(1) สปอนเซ่อร์มีรายได้มาก หรือ

(2) ซื้อบอนด์ (Bond)


รายได้สปอนเซ่อร์
ตามกฏอิมมิเกรชั่นปัจจุบันรายได้สปอนเซ่อร์หรือผู้ยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณ ต้องมีรายได้ 125% ของรายได้ขั้นต่ำตามที่รัฐบาลกำหนด ดูจากภาษีหรืออินคัม แท็กซ์ (income Tax) ปีล่าสุดของสปอนเซ่อร์ รายได้นี้ปรับขึ้นทุกปีตามค่าครองชีพ ตัวอย่าง ผู้ยื่นตัวคนเดียวไม่สมรสและไม่มีสมาชิกครอบครัว + คนที่เขาขอใบเขียวให้ รวมเป็น 2 คน รายได้ต้องไม่ต่ำกว่า $21,137 ต่อปี ถ้ามีสมาชิกในครอบครัวเพิ่มรายได้ก็ต้องมากตามจำนวนสมาชิก เช่น 3 คน รายได้ $26,662 ถ้า 4 คน $32,187 ถ้า 5 คน $ 42,275 เป็นต้น กรณีปัจจัยลบมาก สปอนเซ่อร์ ควรมีรายได้อย่างน้อย 250% ตัวอย่าง 2 คน $42,275 ถ้า 3 คน $53,325 ถ้า 4 คน $64,375 ถ้า 5 คน $75,425


บอนด์
อีกวิธีคือ ต้องซื้อบอนด์ โดยกรอกฟอร์ม I-945 Public Charge Bond จำนวนบอนด์ต่ำสุด $8,100 หรืออาจมากกว่านั้นเงินจำนวนนี้จะคืนก็ต่อเมื่อ ผู้ที่ได้ใบเขียวถือใบเขียวเกิน 5 ปี หรือโอนสัญชาติ หรือยกเลิกใบเขียว หรือตาย เป็นต้น ถึงจะได้เงินคืน

ข้อแนะนำค่ะ
ผู้ที่ถือใบเขียวแนะนำให้ยื่นซิติเซ่นทันที ระยะเวลาทำซิติเซ่นเร็วขึ้นมากจาก จาก 1 ปี เป็น 5 เดือน เคสที่ดิฉันยื่นปลายเมษา 2019 ใช้เวลา 5 เดือนเรียกสัมภาษณ์ แต่เคสที่ยื่นก่อนหน้าในปี 2018 ยังรอสัมภาษณ์อยู่เลยค่ะ ส่วนระยะเวลาขอใบเขียว อิมมิเกรชั่นประกาศออกมาวันที่ 17 มิถุนายน 2019 ว่าได้ล่นระยะเวลาทำใบเขียว คาดว่าจะเร็วขึ้นมาก


กฎหมายใหม่ไม่น่าโทษ “ทรัมพ์ นะคะ เพราะอเมริกาถึอคติมานานตั้งแต่เริ่มสร้างประเทศว่าเป็น “ดินแดนแห่งผู้อพยพ”และเป็น“แผ่นดินที่ให้โอกาศ” หรือ “แลนด์ ออฟ ออพโพร์ทูนิตี้” (Land of opportunity) ระบบประเทศนี้ถึงเวลาที่จะต้องรัดกุมขึ้นในเรื่องสวัสดิการสังคม คติของอเมริกาคือ เขาต้องการให้ผู้ที่เข้ามาอยู่ในอเมริกาสามารถยืนด้วยลำแข้งตนเอง พวกเราคนไทยที่มีโอกาสได้มาอยู่ประเทศนี้ และสามารถตั้งตัวได้ มันเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

ถ้าคุณเคยไปเที่ยวรัฐนิวยอร์คหรือนิวเจอร์ซี่ คงจะได้เห็นเทพีเสรีภาพ (Statue of Liberty) ที่เทพีถือคบไฟโชดช่วง บนเทพีมีบทกลอนสลักอยู่ซึ่งประพันธ์โดยกวีสาว Emma Lazarus ในปี 1883 (ซึ่งดิฉันรักบทกลอนนี้มาก) บทกลอนนี้สะท้อนถึงความนึกคิดที่ฝังอยู่ในจิตใจคนอเมริกันว่า “ประเทศเกิดใหม่นี้ให้โอกาศ” ขอให้กลอนนี้เป็นอุทาหรณ์นะคะ

Give me your tired, your poor,
your huddles masses yearning to breathe free,
the wretched refuse of your teeming shore.
Send these, the homeless, tempest-tost to me:
I lift my lamp beside the golden door.

[บทกลอนนี้ร้อยแก้วโดยคุณจักรเทพ เอมส์บุตร อยู่ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา” ฉบับแรก]

ยาจก ผู้ยากเข็ญ ทั้งกากเดน เศษมนุษย์ กรรมกร เหนื่อยล้าสุด พวกเร่ร่อน นอนกลางดิน หากเขา ปรารถนา รอเวลา จะโผผิน ผลักไส มาให้สิ้น มาสู่ถิ่น อันเสรี เข้าสู่ ประตูทอง ประทีปส่อง นำวิถี ก้าวใหม่ แห่งชีวี เราเทพี ช่วยชี้ทาง

ชาวต่างชาติชมเทพี เสรีภาพ

แอ็พพลายใบเขียวให้พ่อแม่

ประกาศเปลี่ยนวันสัมนาเป็น 3 ..

สัปดาห์ที่แล้วดิฉันลงว่าจะไปสัมนาเรื่องอิมมิเกรชั่น ที่วัดป่าธรรมชาติเมืองลา พูเอ็นเต้ (La Puente) รัฐคาลิฟอร์เนีย วันที่ 24 พฤษภา 2009 ตรงกับวันอาทิตย์ ตอนนี้เปลี่ยนวันใหม่นะคะ เป็นวันที่ 3 พฤษภา ตรงกับวันอาทิตย์เช่นกัน เวลาเดิมคือบ่าย 2 โมงค่ะ เชิญไปฟังและเพื่อจะได้รู้จักหน้าตากันค่ะ

สัปดาห์ที่แล้วเขียนหัวข้อ นามัสเต สปริง ก็มีแฟนคอลัมน์ส่งอีเมล์มาว่ามีร้าน โอมนามัสเต ขายสินค้าจากอินเดีย ดิฉันดีใจที่คอลัมน์ที่เขียนแต่ละสัปดาห์ ดิฉันต้องได้รับ feed back ทุกครั้ง ไม่มากก็น้อย คอลัมน์ที่ดิฉันได้รับ feed back มากที่สุดคือเรื่องเที่ยว “จอร์แดน” ???? จริงๆแล้วดิฉันชอบเขียนคอลัมน์ฉีกแนวแบบคีย์บอร์ดพาไป (สมัยใหม่ค่ะ ไม่ใช่ปากกาพาไป) แต่ก็ยังต้องทำมาหากินก็เลยต้องสลับเขียนเรื่องอิมมิเกรชั่นสัปดาห์นี้เขียนเรื่องอิมมิเกรชั่นแล้วกันนะคะ

ทำใบเขียวให้พ่อแม่

ลูกซิติเซ่นสามารถแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อแม่ได้ เมื่อลูกอายุ 21 ปี ขึ้นไป (ไม่ใช่ 18 ปีนะคะ) ส่วนผู้ถือใบเขียวไม่สามารถแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อแม่ได้ค่ะ คุณต้องรอให้เป็นซิติเซ่นก่อนถึงจะแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อ แม่ได้ และเวลาแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อแม่ ต้องเป็นเคสแต่ละเคสแยกกัน คือพ่อหนึ่งเคส แม่หนึ่งเคส พ่วงกันไม่ได้ คือแอ็พลายใบเขียวให้พ่อคนเดียวและพ่วงแม่ในฐานะคู่สมรสของพ่อไม่ได้ ฉะนั้นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสองเคส ระยะเวลาแอ็พพลายเร็วค่ะระหว่าง 7-8 เดือนก็ควรจะได้ใบเขียว (คุณสามารถอ่านข้อมูลเกี่ยวกับแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อแม่ได้ ในหนังสือสิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่งหน้า 4-8 หัวข้อ ใบเขียวครอบครัวกรุ๊บอิมมีเดียท เรเลทีฟแฟนคอลัมน์ในอเมริกาสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉันได้ที่ PO BOX 552 Cypress, CA 90630  โปรดดูวิธีสั่งซื้อทางเว๊บเพจภายใต้ Books หรือโฆษณาใน น.ส.พ. เสรีชัย แฟนที่เมืองไทยสั่งซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308)

พ่อแม่เป็นโรบินฮู้ด

ถ้าพ่อแม่อยู่ในอเมริกาและวีซ่าขาดแล้วคือเป็นโรบินฮู้ด คุณก็สามารถแอ็พพลายใบเขียวให้ท่านได้ โดยไม่ต้องเสียค่าปรับ $1,000 โดยปกติเคสใบเขียวพ่อแม่ พ่อแม่และลูกผู้ยื่นแอ็พพลายให้ ต้องไปสัมภาษณ์ที่อิมมิเกรชั่น แต่ประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน เคสใบเขียวพ่อแม่ที่ดิฉันยื่นในระยะหลังๆนี้ ไม่ต้องไปสัมภาษณ์ที่อิมมิเกรชั่น คือหลังเรื่องแอ็พพรูฟ พ่อแม่ได้ใบเขียวทางไปรษณีย์เลยประมาณ 6-8 เดือน

รายได้

เวลาแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อแม่ ตัวลูกต้องเซ็นฟอร์ม “แอ็ฟฟิเดวิท อ็อฟ ซัพพอร์ท” (affidavit of support)  และโชว์อินคัมแท็กซ์ปีล่าสุดหนึ่งปี (เมื่อก่อนต้องโชว์ 3 ปี เดี๋ยวนี้ปีเดียว) แสดงรายได้ขั้นต่ำประมาณเกือบ $23,000ต่อปี ปัญหาที่เจอคือตัวลูกรายได้ไม่พอ โดยเฉพาะ กรณีลูกอายุยังน้อยหรือบางทียังเรียนคอลเล็จอยู่ กรณีนี้คุณอาจต้องหาคนอื่นที่มีรายได้ดีมาช่วยเซ็นเป็น“จ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์”(joint sponsor) หรือถ้าตัวพ่อหรือแม่เป็นรุ่นบุกเบิกที่อยู่ในอเมริกามานานและมีใบโซเชียลทำงานเสียภาษีมาเกิน 10 ปี กรณีนี้ลูกไม่ต้องเซ็นเป็นสปอนเซ่อร์ ตัวพ่อหรือแม่สามารถแสดงอินคัมแท็กซ์ตนเอง และเซ็น “แอ็ฟฟิเดวิท อ็อฟ ซัพพอร์ท” ให้ตนเองได้

ถ้าคู่สมรสไม่ร่วมมือ

โดยปกติเวลาคุณแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อแม่คุณ คู่สมรสไม่ต้องเซ็นเอกสารใดๆทั้งสิ้น กรณีที่คุณอาจต้องพึ่งคู่สมรสคือในกรณีที่คุณไม่มีรายได้ ปัญหาคู่สมรสไม่ร่วมมือที่ดิฉันเห็นบ่อยๆมักเกิดกับกรณีลูกความที่มีสามีฝรั่ง เนื่องจากสามีอาจไม่อยากให้ภรรยาเอาพ่อแม่มาอยู่ด้วย  ฉะนั้นเมื่อคุณไม่มีรายได้ คุณจึงต้องใช้รายได้สามีที่โชว์บนอินคัมแท็กซ์ยื่นเข้าไป สามีจึงต้องเซ็น“แอ็ฟฟิเดวิท อ็อฟ ซัพพอร์ท” ในฐานะ “จ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์”กรณีนี้ปัญหาใหญ่คือ ปัญหาวัฒนธรรมที่ต่างกัน ฉะนั้นคุณก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนกับสามี อธิบายให้เขาฟังว่าเป็นการมาอยู่ชั่วคราวและเมื่อพ่อแม่มีหนทางไปก็ค่อยขยับขยายภายหลัง หรือถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องจริงๆ คุณก็ต้องพยายามหางานทำมีรายได้ตนเอง หรือหาคนอื่นช่วยเซ็นเป็น“จ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์”

ขอวีซ่าท่องเที่ยวหรือใบเขียวให้พ่อแม่

ลูกความมักถามว่าจะทำใบเขียวให้พ่อแม่หรือขอวีซ่าท่องเที่ยวดีกว่ากัน อันนี้คุณและพ่อแม่ก็ต้องตัดสินใจกันเอง เพราะถ้าพ่อแม่ทำวีซ่าท่องเที่ยว พ่อแม่มาเมกาแต่ละครั้งอยู่ได้สูงสุดไม่เกิน 6 เดือน และถ้าอยากกลับมาอีกโดยปกติต้องทิ้งช่วงนานหน่อยเกิน 6 เดือนไป คือ ต้องอยู่เมืองไทยมากกว่าอยู่เมกา ส่วนถ้าคุณพ่อคุณแม่ถือใบเขียว ท่านต้องอยู่เมกามากกว่าเมืองไทย คือควรอยู่เมกาแต่ละครั้งเกิน 6 เดือนขึ้นไป ที่ดิฉันเห็นบางทีก็เดาลำบาก พ่อแม่บางคนมาเมกาสามารถปรับตัวได้แฮ็ปปี้ ชอบอากาศ อยากลงทุนทำธุรกิจ และโดยเฉพาะถ้ามีหลาน ก็อยากอยู่นาน แต่บางท่านปรับตัวไม่ได้และไม่ชอบเมกาก็มี

คุณสามารถอ่านคอลัมน์นี้ได้จาก website ค่ะ  http://www.rujirat.com และติดต่อดิฉันได้ทางโทรศัพท์ 714.994.5958 หรือทางอีแฟกส์ที่ 714.475.6939 หรืออีเมล์หาดิฉันได้ที่  attorneyruji@aol.com และคุณสามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยส่งเช็คถึง Ruji Totari ไปที่ PO BOX 552 Cypress, CA 90630 ราคาหนังสือตามโฆษณาข้างบนนี้ ไม่มีค่าส่งต่างหาก แฟนเว๊บไซท์ดูวิธีสั่งซื้อได้โดยคลิกเข้าไปที่ “หนังสือ” แฟนที่เมืองไทยสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308 ราคาเท่ากันตามอัตราแลกเปลี่ยน)

หม้ายยื่นใบเขียวเองได้

หนังสือเล่มใหม่ “ชีวิตโรบินฮู้ด”

เดือนที่แล้ว ทุกวันดิฉันนั่งหลังขดหลังแข็ง(จริงๆ)ปั่นเขียนหนังสือเล่มใหม่ ชื่อ ชีวิตโรบินฮู้ด(แสนยากลำบาก) ซึ่งใกล้เสร็จแล้ว หวังว่าจะได้พิมพ์จำหน่ายเป็นเล่มให้แฟนคอลัมน์เมืองไทยที่อยากไปเมกา และแฟนในเมกาที่เป็นโรบินฮู้ดอ่านสิ้นเอ่านเดือนมกรานี้ คุณที่มีประสบการณ์ชีวิตโรบินฮู้ดที่ต้องการให้ดิฉันเขียนข้อมูลที่จะช่วยเพื่อนคนไทยด้วยกัน โปรดอีเมล์ให้ดิฉันนะคะ
หม้ายยื่นใบเขียวเองได้
ตามกฎหมายอิมมิกรชั่น คู่สมรสซิติเซ่นที่ยังไม่ทันได้ยื่นขอใบเขียว หรือกำลังยื่นแต่คู่สมรสซิติเซ่นตายเสียก่อน สามารถยื่นขอใบเขียวด้วยตนเองได้ ถ้าคุณแต่งงานเกิน 2 ปี ถ้าแต่งงานยังไม่ถึงสองปี จะหมดสิทธิทำใบเขียว กฎหมายนี้เรียกกันว่า “กฎหมายลงโทษหม้าย” หรือ “Widow Penalty” เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2009 ที่ผ่านมา คองเกรสและเซเนทได้โหวดผ่านร่างกฎหมาย ช่วยให้หม้ายที่คู่สมรสซิติเซ่นตายก่อนแต่งงานครบสองปี สามารถยยื่นเรื่องด้วยตนเองได้ โดยมีเงื่อนไขว่า
หม้ายต้องยื่นเรื่องขอใบเขียวภายในสองปีหลังคู่สมรสเสียชีวิต
หม้ายต้องยังไม่แต่งงานใหม่ และ
ต้องแสดงหลักฐานว่าแต่งงานจริง
กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง ฉะนั้นถ้าผู้ใดที่คู่สมรสเสียชีวิตตอนคุณแต่งงานไม่ครบ 2 ปี และคุณไม่ได้ยื่นเรื่องขอใบเขียว คุณมีโอกาสยื่นได้ หมายเหตุ ณ.วันนี้ประธานาธิบดีโอบาม่ายังไม่ได้เซ็นผ่านกฎหมายฉบับนี้ แต่คาดว่าจะเซ็นเร็วๆนี้ ถ้าคุณเป็นหม้ายก่อนได้ใบเขียวแรก โปรดติดต่อทนาย
หม้ายยื่นขอใบเขียว 10 ปี
ภายใต้กฎหมาย “กฎหมายป้องกันการแต่งงานปลอม” ซึ่งผ่านออกมาปี 1986” ถ้าคุณแต่งงานกับซิติเซ่นและขอใบเขียวแต่งงาน และคุณได้รับใบเขียวภายใน 2 ปีหลังแต่งงาน คุณจะได้ใบเขียว 2 ปี และภายใน 90 วันก่อนครบกำหนด 2 ปี คุณและคุ่สมรสต้องยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปี ด้วยกัน โดยแสดงหลักฐานว่าคุณทั้งสองยังอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา ถ้าคุณเลิกกันก่อน 2 ปี ใบเขียวจะถูกโมฆะนอกจากจะทำเรื่องผ่อนผัน ในกรณีถ้าคู่สมรสตายก่อนถึงกำหนดยื่นใบเขียว 10 ปี คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปีด้วยตนเอง โดยต้องแสดงหลักฐานว่าคุณและสามีอยู่ด้วยกันจริง และคุณต้องยังไม่แต่งงานใหม่ (โปรดอ่านเพิ่มเกี่ยวกับ“กฎหมายป้องกันการแต่งงานปลอม” ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง” บทที่ 4 เรื่องใบเขียวเงื่อนไข หน้า 4-16 แฟนคอลัมน์ในอเมริกาสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉันได้ที่ P.O. BOX 552 Cypress, CA 90630 โปรดดูวิธีสั่งซื้อทางเว๊บเพจภายใต้ Books หรือโฆษณาใน น.ส.พ. เสรีชัย ส่วนแฟนที่เมืองไทยสั่งซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308)
คำนำหนังสือ “ชีวิตโรบินฮู้ด”
ก่อนที่คุณจะตัดสินใจโดดเป็นโรบินฮู้ดในอเมริกา คุณควรรู้ถึงชีวิตทั่วไปของโรบินฮู้ดว่ามันแสนยากลำบากอย่างไร คุณจะได้ไม่ผิดหวังและเตรียมตัวที่จะเผชิญปัญหาต่างๆ นี่คือชีวิตตัวอย่าง (ที่แสนยากลำบาก) ของโรบินฮู้ด
“โรบินฮู้ดส่วนมากมักไปอเมริกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว และมักมีความตั้งใจก่อนแล้วว่าจะไปตายดาบหน้า บางคนโชคดีทำวีซ่าท่องเที่ยวด้วยตนเองผ่าน บางคนต้องจ้างคนทำให้หมดเงินเป็นแสนๆเท่ากับคุณเป็นหนี้ก่อนเดินทาง คนที่จ้างคนทำวีซ่ามักจะถูกคนพาไปอเมริการิบพาสปอร์ต (ขอแนะนำให้คุณถ่ายสำเนาพาสปอร์ต วีซ่าและบัตรขาเข้า ถ้าคุณไมม่มีโอกาสถ่ายสำเนา อย่างน้อยก็จดนัมเบอร์บัตรขาเข้า จดวันเดินทางเข้า เก็บก็อปปี้ตั๋วเครื่องบิน เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณภายหลัง) เมื่อมาถึงอเมริกา คนพามาก็จะไปส่งคุณที่ร้านอาหารไทยไปทำงานเป็นคนครัวและรับเงินจากเจ้าของร้านอาหารด้วยคือรับสองต่อ กรณีนี้คุณจะอาศัยอยู่ในบ้านที่เจ้าของร้านอาหารจัดให้คนงาน(อัด)กันอยู่(เพื่อคุณจะได้ไม่หนีไปทำงานที่อื่น คือต้องทำให้คุ้มใช้หนี้คนพามา) ส่วนคนที่มาเองก็ต้องทนไปอาศัยอยู่กับคนรู้จักก่อนหลังจากนั้นก็ลุยงาน ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินใช้หนี้และส่งเงินกลับบ้าน โรบินฮู้ดบางคนก็ถูกส่งทำงานร้านนวด กุ๊กหรือหมอนวดส่วนมากจะทำงานตั้งแต่ร้านเปิดจนปิด วันละอย่างต่ำ 12 ชั่วโมง 6 หรือ 7 วันต่อสัปดาห์ บางคนถ้าได้หยุด 1 วันก็วิ่งไปทำงานเสริมร้านอื่น ค่าแรงรับเป็นเงินสดและถูกหักออกไปใช้หนี้ให้คนพามา กุ๊กได้ค่าแรงรายวันประมาณ $60-100 ต่อวัน(ส่วนมากคนมาใหม่ๆจะได้น้อยกว่านี้) ส่วนหมอนวดมักได้แบ่งเปอร์เซ็น + ทิปคนงานร้านนวดถ้าได้ร้านที่เจ้าของไม่มีคุณธรรมก็จะถูกสั่งให้บริการลูกค้าทางเพศนอกจากนวด อาชีพหมอนวดเดี๋ยวนี้ก็ทำลำบาก เพราะตำรวจลับมักเข้ามาตรวจดูใบประกอบอาชีพ และปลอมมาเป็นลูกค้าเพื่อตรวจดูว่าที่ร้านนวดมีบริการทางเพศหรือไม่ ถ้าแจ็กพ็อตก็ถูกส่งกลับ เมื่อโรบินฮู้ดอยู่ไปนานเข้าๆสิ่งแวดล้อมก็จะบีบคั้นมากขึ้น เช่น อาจถูกนายจ้างบีบคั้น อยากออกไปทำงานที่อื่นก็ไม่ได้ เพราะถูกขู่ว่าจะแจ้งอิมมิเกรชั่นมาจับ บางทีเพื่อนฝูงหรือญาติเองเมื่อผิดใจกัน (ส่วนมากเป็นเรื่องเงินเสียส่วนใหญ่) ก็ขู่จะแจ้งอิมมิเกรชั่นจับ โรบินฮู้ดจะไม่ได้ลืมตาอ้าปากเพราะต้องพึ่งคนอื่นอยู่ตลอด เนื่องจากไม่สามารถขอใบขับขี่ ใบทำงาน ใบโซเชียล เปิดบัญชีธนาคารได้หรือสร้างเครดิตได้ ในที่สุดเมื่อโรบินฮู้ดทนไม่ไหวก็หาทางออกโดยหาคนอเมริกันซิติเซ่นแต่งงานเพื่อทำใบเขียว บางคนโชคดีพบเนื้อคู่ก็สบายไป บางคนก็เจอคนไม่ดี แต่ต้องยอมทนอยู่เพื่อใบเขียว บางคนหาไม่ได้ก็ต้องหาทางออกโดยจ้างแต่งงาน ปัจจุบันถ้าคุณจ้างคนแต่งงานคุณคาดหวังได้ว่าต้องจ่ายระหว่าง $20,000-$40,000 ถ้าเรื่องทำสำเร็จโรบินฮู้ดก็จะได้ใบเขียว หลังจากนั้นลุยงานใช้หนี้ต่อไป แต่บางรายที่ทำเรื่องไม่สำเร็จถูกอิมมิเกรชั่นสงสัยหรือจับได้ว่าแต่งปลอมก็จะถูกเนรเทศส่งตัวกลับเมืองไทย”
หลังอ่านตัวอย่างชีวิตโรบินฮู้ดถ้าคุณยังตัดสินใจจะไปเป็นโรบินฮู้ด ก็ขอเชิญอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบก่อนและค่อยตัดสินใจอีกที
กฎหมายจำกัดสิทธิโรบินฮู้ด
ก่อนที่คุณจะตัดสินใจโดดเป็นโรบินฮู้ด คุณควรรู้ว่าคุณจะเผชิญกับปัญหาอะไรบ้างเพื่อคุณจะได้ตัดสินใจว่าจะโดดดีหรือไม่ ถ้าคุณเคยได้ยินเรื่องราวโรบินฮู้ดรุ่นก่อนๆที่มาผจญภัยในอเมริกาและทำมาหากินจนร่ำรวย ตอนนี้หมดสมัยแล้วนะคะ ปัจจุบันโรบินฮู้ดรุ่นใหม่โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาปี ค.ศ. 1997 แทบจะหมดสิทธิ เพราะกฎหมายใหม่ๆที่ผ่านออกมาจำกัดสิทธิโรบินฮู้ดมีดังนี้
เปิดบัญชีธนาคารลำบากหรือเปิดไม่ได้
ไม่มีใบขับขี่ ไม่สามารถขับรถไปทำงานได้
เมื่อไม่มีใบขับขี่ ไม่สามารถซื้อรถในชื่อตนเองได้ และไม่สามารถซื้อประกันรถได้
ไม่มีใบทำงานหรือใบโซเชียล จึงไม่สามารถทำงานอย่างถูกกฎหมายได้ เป็นผลให้นายจ้างกดค่าแรงและทำชั่วโมงยาวกว่ากำหนด
เมื่อไม่มีใบโซเชียล จึงไม่สามารถสร้างเครดิตได้ จะไม่สามารถเช่าบ้านได้ด้วยตนเอง หรือทำธุรกิจลำบาก
เมื่อเป็นโรบินฮู้ดแล้ว คุณไม่สามารถกลับไปเยี่ยมบ้านได้เพราะถ้าคุณเดินทางออกนอกอเมริกาเมื่อไร คุณไม่สามารถกลับเข้าอเมริกาได้อีกระหว่าง 3-10 ปีภายใต้กฎหมาย Unlawful Presence (ดิฉันรู้จักโรบินฮู้ดที่พลาดโอกาสกลับบ้านเมื่อ สามีตาย น้องชายตาย ลูกรับปริญญา ลูกชายบวช ลูกแต่งงาน หลานคนแรกเกิด เป้นต้น)
ถ้าคุณถูกแบล็คลิสท์ว่าอยู่เถื่อนในอเมริกา จะทำให้สมาชิกในครอบครัว พ่อ แม่ ลูก คู่สมรส ขอวีซ่าเข้าอเมริกาลำบาก

แต่งงานปลอมเพื่อเอาใบขับขี่

05/14/2010
ไม่มีพาสปอร์ตและใบเขียวเดินทางได้อย่างไร
ประกาศ หนังสือเล่มใหม่ “ชีวิตโรบินฮู้ด” ออกวางจำหน่ายแล้วราคา $32 (ฉบับขายในเมืองไทยราคา 600 บาท) และหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งปี 2010” อั้พเดทเล่มใหม่ทั้งหมดและเพิ่มบทใหม่ “ใบเขียวแต่งงาน” ราคา $45
แฟนคอลัมน์ในอเมริกาสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉัน หรือในเมืองไทยสั่งซื้อจากคุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308)
วันอาทิตย์ที่แล้วตรงกับวันแม่หรือ “มาเท่อร์ส เดย์” (Mother’s day) อวยพรให้คุณแม่ๆทั้งหลายนะคะ ลูกดิฉันสองคนโตแล้วแต่ก็ยังมีห่วงมาให้ดิฉันประจำ นึกถึงคำสอนคุณแม่ว่า มีลูกเปรียบเสมือน“นมยานฟัดอก” คุณก็ห้อยปุเลงติดอยู่กับตัวจริงๆไม่ว่าลูกจะอายุเท่าไร ไหนๆคุยเรื่องวันแม่ก็ต้องขอบคุณแฟนคอลัมน์ คุณเยาวลักษณ์ ที่อีเมล์มาหาดิฉันวันแม่พอดีบอกขอบคุณและชอบอ่านคอลัมน์ดิฉัน ที่ซาบซึ้งอีเมล์นี้ตรงที่บอกว่า นั่งอ่านคอลัมน์ดิฉันตอนกลางคืนทุกวันหลังเอาลูก 3 คนเข้านอน นึกถึงตัวเองตอนสมัยดิฉันเลี้ยงลูกเล็กแค่สองคนหลังเอาลูกเข้านอน ก็แทบจะพับหมดแรง เป็นแม่คนนี่เหนื่อยสุดๆ ก็ขอ Happy Mother’s Day นะคะ
สัปดาห์ที่แล้วไม่ได้เขียนคอลัมน์ เพราะพ่อของน้องสะไภ้อยู่ที่ซานฟรานเสียชีวิต ดิฉันเลยต้องไปอยู่เป็นเพื่อน 4-5 วันปลอบใจเขา จนเขาสบายใจ สัปดาห์นี้เก็บคำถามที่น่าสนใจทั้งหลายมาตอบกันเลยนะคะ
แต่งงานปลอมเพื่อเอาใบขับขี่
ถาม มีโทรศัพท์คำถามมาว่า เห็นเพื่อนแต่งงาน(ปลอม)กับซิติเซ่น ตอนนี้เขาได้ใบขับขี่และใบทำงาน แต่เขาเลิกกับฝรั่งแล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ใบเขียวแต่เขาก็ยังทำงานและมีใบขับขี่  เป็นไปได้หรือไม่ เพราะถ้าได้ ตนจะได้ทำบ้าง
ตอบ เป็นไปได้ค่ะ เพราะขั้นตอนการขอใบขับขี่ตอนทำใบเขียวแต่งงานมีดังนี้ หลังคุณยื่นเรื่องขอใบเขียวเข้าไป หลังได้เรียกพิมพ์นิ้วมือ และถ้าไม่มีการขอเอกสารเพิ่ม คุณจะได้เวิ๊ร์ค เพอร์มิท หรือใบทำงานซึ่งมาอายุ 1 ปี และคุณสามารถนำใบทำงานไปขอใบขับขี่ได้ ใบขับขี่อาจมีอายุ 2-4 ปี กรณีที่เรื่องของเขาไม่ผ่าน ถ้าเรื่องถูก “แคนเซิล” (Cancel) หรือยกเลิก ใบทำงานจะถูกแคนเซิลด้วย ส่วนใบขับขี่ซึ่งรัฐเป็นคนออกให้ไม่ใช่รัฐบาลกลาง จะไม่ถูกแคนเซิล อย่างไรก็ตาม ดิฉันไม่แนะนำให้แต่งงานปลอมนะคะ นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ปัญหาต่างๆจะตามมาทีหลัง กรณีเพื่อนคุณถ้าเขามีปัญหาทำผิดกฎจราจรและถูกตำรวจเรียกหยุดรถ ตำรวจสามารถตรวจสถานภาพอิมมิเกรชั่นเขาได้ เนื่องจากปัจจุบันองค์กรต่างๆรวมทั้ง อิมมิเกรชั่น “ดีพาร์ทเม๊นท์ อ็อฟ มอเต้อร์ วีฮิเคิ้ล” (Department of Motor Vehicles) และโซเชียล เซ็คคิวริตี้ ออฟฟิส มีเครือข่ายข้อมูลถึงกันหมดต้น  คุณสามารถอ่านหาความรู้เพิ่มเกี่ยวกับ “ใบขับขี่” ในหนังสือ“ชีวิตโรบินฮู้ด” บท “ระวังการขับรถและกฎจราจร” หัวข้อ “ใบขับขี่และบัตรประชาชน” หน้า 52 แฟนคอลัมน์ในอเมริกาสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉัน หรือในเมืองไทยสั่งซื้อจากคุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308
ไม่มีพาสปอร์ตและใบเขียวจะกลับเมกาได้อย่างไร
ถาม ดิฉันแต่งงานกับอเมริกันซิติเซ่นได้หลายปีแล้ว ปัจจุบันได้ใบเขียว 10 ปี ดิฉันอยู่ในอเมริกากับสามีได้สองปี มีความจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศไทยนาน จึงยื่นทำเรื่องขอ “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท” (Reentry Permit) ไป และเดินทางออกก่อนที่จะได้พาสปอร์ตขาวประมาณเดือนตุลาปีที่แล้ว กลับไปได้สักพักสามีบอกว่าทางอิมมิเกรชั่นต้องการพิมพ์ลายนิ้วมือ ขอให้ส่งไบเขียวและพาสปอร์ตกลับไปให้เขา จน ณ.วันนี้เรื่องเงียบหายไปนานมาก ตอนนี้ดิฉันเป็นห่วงว่าดิฉันจะได้ใบเขียวคืนได้อย่างไร และจะเดินทางได้อย่างไรต้น  คุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท” ” ในหนังสือ“สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่งใหม่” หน้า4-9
ตอบ “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท” (Reentry Permit) คือหนังสือเดินทางเล่มเล็กคล้ายพาสปอร์ต เมื่อก่อนเป็นปกสีขาว คนไทยมักเรียก “พาสปอร์ตขาว” ปัจจุบันปกสีเขียว คุณจะขอ  “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท” เมื่อคุณคิดว่าคุณจะอยู่นอกประเทศเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท”มีอายุสูงสุด 2 ปี เป็น “มัลติเพิ้ล เอ็นทรี่” (Multiple Entry) คือคุณสามารถใช้หนังสือเดินทางเข้าออกประเทศได้หลายครั้งในระยะสองปีนั้น ตั้งแต่เดือนวันที่ 5 มีนาคม 2008 การขอ “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท” มีการเปลี่ยนแปลงคือ ผู้ขอต้องถูกพิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งก่อนหน้าไม่ต้อง ฉะนั้นเมื่อคุณยื่นเรื่องขอ“รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท”คุณต้องรอเรื่องอยู่ในอเมริกา จนกว่าจะได้ไปพิมพ์ลายนิ้วมือก่อน หลังพิมพ์ลายมือแล้วถึงจะเดินทางออกนอกประเทศได้ เวลายื่นเรื่องคุณไม่ต้องส่งพาสปอร์ตไทยของคุณและใบเขียวไปให้ เพียงแต่ส่งก๊อปปี้เท่านั้น ตามที่คุณเล่าถ้ากรณีสามีส่งเอกสารตัวจริงไปให้อิมมิเกรชั่น ก็เป็นไปได้ที่เอกสารอาจหาย ดิฉันแนะนำให้ก่อนอื่นคุณไปทำเรื่องขอพาสปอร์ตไทยใหม่ทันทีที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยไปแจ้งเรื่องพาสปอร์ตหายก่อน และไปทำพาสปอร์ตไทยใหม่ ทันทีที่คุณได้พาสปอร์ต คุณนำใบแจ้งความหาย และพาสปอร์ตไปสถานทูตอเมริกัน ทำเรื่องขออิมมิแกรนท์วีซ่า แจ้งทางสถานทูตว่าใบเขียวหาย ถ้าคุณรู้นัมเบอร์ใบเขียวหรือมีก็อปปี้ใบเขียว และเอกสารอื่นๆ เช่นทะเบียนสมรส ใบขับขี่ในอเมริกา ให้นำไปด้วย ทางสถานทูตควรจะออกอิมมิแกรนท์วีซ่าให้คุณเดินทางเข้าอเมริกาได้ วีซ่านี้ใช้แทนเช่นเดียวกับใบเขียว เมื่อเข้าถึงอเมริกาแล้ว คุณจึงยื่นเรื่องขอใบเขียวใบใหม่โดยยื่นฟอร์ม I-90 เข้าไป และรออยู่ในอเมริกาจนกระทั่งได้ใบเขียว ขอให้คุณรีบทำทันที เพราะตราบใดที่คุณเดินทางกลับเข้าอเมริกาก่อน 1 ปีนับจากวันเดินางออก (คือก่อนตุลา 2010) คุณไม่ควรจะมีปัญหา และหลังคุณได้ใบเขียวใบใหม่แล้ว เมื่อคุณจำเป็นต้องเดินทางกลับไปไทยระยะยาว คุณค่อยดำเนินเรื่องขอ “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท” ใบใหม่ คราวนี้แนะนำให้ทนายทำให้นะคะ ทั้งเรื่องขอใบเขียวใหม่และขอ  “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท” โปรดอย่าทำเองหรือให้สามีทำ
ข้อเตือนสำหรับทุกคน ห้ามให้พาสปอร์ตหรือใบเขียวต่อใครทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นคู่สมรสหรือคนใกล้ชิด เอกสารสองชิ้นนี้ถึอว่าสำคัญมาก และถือเป็นของส่วนตัวของคุณ และทุกครั้งที่คุณทำธุรกิจกับองค์กรใดๆรวมทั้งอิมมิเกรชั่น คุณไม่มีการส่งตัวจริงพาสปอร์ตหรือใบเขียวให้เขา ดิฉันแนะนำว่าให้คุณถือสำเนาติดตัวเท่านั้น และไม่แนะนำให้ถือสองเอกสารนี้ติดตัวนอกจากจะเดินทาง และควรเก็บไว้ในที่ปลอดภัย

05/14/2010แต่งงานปลอมเพื่อเอาใบขับขี่ไม่มีพาสปอร์ตและใบเขียวเดินทางได้อย่างไรประกาศ หนังสือเล่มใหม่ “ชีวิตโรบินฮู้ด” ออกวางจำหน่ายแล้วราคา $32 (ฉบับขายในเมืองไทยราคา 600 บาท) และหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งปี 2010” อั้พเดทเล่มใหม่ทั้งหมดและเพิ่มบทใหม่ “ใบเขียวแต่งงาน” ราคา $45 แฟนคอลัมน์ในอเมริกาสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉัน หรือในเมืองไทยสั่งซื้อจากคุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308)วันอาทิตย์ที่แล้วตรงกับวันแม่หรือ “มาเท่อร์ส เดย์” (Mother’s day) อวยพรให้คุณแม่ๆทั้งหลายนะคะ ลูกดิฉันสองคนโตแล้วแต่ก็ยังมีห่วงมาให้ดิฉันประจำ นึกถึงคำสอนคุณแม่ว่า มีลูกเปรียบเสมือน“นมยานฟัดอก” คุณก็ห้อยปุเลงติดอยู่กับตัวจริงๆไม่ว่าลูกจะอายุเท่าไร ไหนๆคุยเรื่องวันแม่ก็ต้องขอบคุณแฟนคอลัมน์ คุณเยาวลักษณ์ ที่อีเมล์มาหาดิฉันวันแม่พอดีบอกขอบคุณและชอบอ่านคอลัมน์ดิฉัน ที่ซาบซึ้งอีเมล์นี้ตรงที่บอกว่า นั่งอ่านคอลัมน์ดิฉันตอนกลางคืนทุกวันหลังเอาลูก 3 คนเข้านอน นึกถึงตัวเองตอนสมัยดิฉันเลี้ยงลูกเล็กแค่สองคนหลังเอาลูกเข้านอน ก็แทบจะพับหมดแรง เป็นแม่คนนี่เหนื่อยสุดๆ ก็ขอ Happy Mother’s Day นะคะสัปดาห์ที่แล้วไม่ได้เขียนคอลัมน์ เพราะพ่อของน้องสะไภ้อยู่ที่ซานฟรานเสียชีวิต ดิฉันเลยต้องไปอยู่เป็นเพื่อน 4-5 วันปลอบใจเขา จนเขาสบายใจ สัปดาห์นี้เก็บคำถามที่น่าสนใจทั้งหลายมาตอบกันเลยนะคะแต่งงานปลอมเพื่อเอาใบขับขี่ถาม มีโทรศัพท์คำถามมาว่า เห็นเพื่อนแต่งงาน(ปลอม)กับซิติเซ่น ตอนนี้เขาได้ใบขับขี่และใบทำงาน แต่เขาเลิกกับฝรั่งแล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ใบเขียวแต่เขาก็ยังทำงานและมีใบขับขี่  เป็นไปได้หรือไม่ เพราะถ้าได้ ตนจะได้ทำบ้างตอบ เป็นไปได้ค่ะ เพราะขั้นตอนการขอใบขับขี่ตอนทำใบเขียวแต่งงานมีดังนี้ หลังคุณยื่นเรื่องขอใบเขียวเข้าไป หลังได้เรียกพิมพ์นิ้วมือ และถ้าไม่มีการขอเอกสารเพิ่ม คุณจะได้เวิ๊ร์ค เพอร์มิท หรือใบทำงานซึ่งมาอายุ 1 ปี และคุณสามารถนำใบทำงานไปขอใบขับขี่ได้ ใบขับขี่อาจมีอายุ 2-4 ปี กรณีที่เรื่องของเขาไม่ผ่าน ถ้าเรื่องถูก “แคนเซิล” (Cancel) หรือยกเลิก ใบทำงานจะถูกแคนเซิลด้วย ส่วนใบขับขี่ซึ่งรัฐเป็นคนออกให้ไม่ใช่รัฐบาลกลาง จะไม่ถูกแคนเซิล อย่างไรก็ตาม ดิฉันไม่แนะนำให้แต่งงานปลอมนะคะ นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ปัญหาต่างๆจะตามมาทีหลัง กรณีเพื่อนคุณถ้าเขามีปัญหาทำผิดกฎจราจรและถูกตำรวจเรียกหยุดรถ ตำรวจสามารถตรวจสถานภาพอิมมิเกรชั่นเขาได้ เนื่องจากปัจจุบันองค์กรต่างๆรวมทั้ง อิมมิเกรชั่น “ดีพาร์ทเม๊นท์ อ็อฟ มอเต้อร์ วีฮิเคิ้ล” (Department of Motor Vehicles) และโซเชียล เซ็คคิวริตี้ ออฟฟิส มีเครือข่ายข้อมูลถึงกันหมดต้น  คุณสามารถอ่านหาความรู้เพิ่มเกี่ยวกับ “ใบขับขี่” ในหนังสือ“ชีวิตโรบินฮู้ด” บท “ระวังการขับรถและกฎจราจร” หัวข้อ “ใบขับขี่และบัตรประชาชน” หน้า 52 แฟนคอลัมน์ในอเมริกาสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉัน หรือในเมืองไทยสั่งซื้อจากคุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308ไม่มีพาสปอร์ตและใบเขียวจะกลับเมกาได้อย่างไรถาม ดิฉันแต่งงานกับอเมริกันซิติเซ่นได้หลายปีแล้ว ปัจจุบันได้ใบเขียว 10 ปี ดิฉันอยู่ในอเมริกากับสามีได้สองปี มีความจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศไทยนาน จึงยื่นทำเรื่องขอ “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท” (Reentry Permit) ไป และเดินทางออกก่อนที่จะได้พาสปอร์ตขาวประมาณเดือนตุลาปีที่แล้ว กลับไปได้สักพักสามีบอกว่าทางอิมมิเกรชั่นต้องการพิมพ์ลายนิ้วมือ ขอให้ส่งไบเขียวและพาสปอร์ตกลับไปให้เขา จน ณ.วันนี้เรื่องเงียบหายไปนานมาก ตอนนี้ดิฉันเป็นห่วงว่าดิฉันจะได้ใบเขียวคืนได้อย่างไร และจะเดินทางได้อย่างไรต้น  คุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท” ” ในหนังสือ“สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่งใหม่” หน้า4-9ตอบ “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท” (Reentry Permit) คือหนังสือเดินทางเล่มเล็กคล้ายพาสปอร์ต เมื่อก่อนเป็นปกสีขาว คนไทยมักเรียก “พาสปอร์ตขาว” ปัจจุบันปกสีเขียว คุณจะขอ  “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท” เมื่อคุณคิดว่าคุณจะอยู่นอกประเทศเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท”มีอายุสูงสุด 2 ปี เป็น “มัลติเพิ้ล เอ็นทรี่” (Multiple Entry) คือคุณสามารถใช้หนังสือเดินทางเข้าออกประเทศได้หลายครั้งในระยะสองปีนั้น ตั้งแต่เดือนวันที่ 5 มีนาคม 2008 การขอ “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท” มีการเปลี่ยนแปลงคือ ผู้ขอต้องถูกพิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งก่อนหน้าไม่ต้อง ฉะนั้นเมื่อคุณยื่นเรื่องขอ“รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท”คุณต้องรอเรื่องอยู่ในอเมริกา จนกว่าจะได้ไปพิมพ์ลายนิ้วมือก่อน หลังพิมพ์ลายมือแล้วถึงจะเดินทางออกนอกประเทศได้ เวลายื่นเรื่องคุณไม่ต้องส่งพาสปอร์ตไทยของคุณและใบเขียวไปให้ เพียงแต่ส่งก๊อปปี้เท่านั้น ตามที่คุณเล่าถ้ากรณีสามีส่งเอกสารตัวจริงไปให้อิมมิเกรชั่น ก็เป็นไปได้ที่เอกสารอาจหาย ดิฉันแนะนำให้ก่อนอื่นคุณไปทำเรื่องขอพาสปอร์ตไทยใหม่ทันทีที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยไปแจ้งเรื่องพาสปอร์ตหายก่อน และไปทำพาสปอร์ตไทยใหม่ ทันทีที่คุณได้พาสปอร์ต คุณนำใบแจ้งความหาย และพาสปอร์ตไปสถานทูตอเมริกัน ทำเรื่องขออิมมิแกรนท์วีซ่า แจ้งทางสถานทูตว่าใบเขียวหาย ถ้าคุณรู้นัมเบอร์ใบเขียวหรือมีก็อปปี้ใบเขียว และเอกสารอื่นๆ เช่นทะเบียนสมรส ใบขับขี่ในอเมริกา ให้นำไปด้วย ทางสถานทูตควรจะออกอิมมิแกรนท์วีซ่าให้คุณเดินทางเข้าอเมริกาได้ วีซ่านี้ใช้แทนเช่นเดียวกับใบเขียว เมื่อเข้าถึงอเมริกาแล้ว คุณจึงยื่นเรื่องขอใบเขียวใบใหม่โดยยื่นฟอร์ม I-90 เข้าไป และรออยู่ในอเมริกาจนกระทั่งได้ใบเขียว ขอให้คุณรีบทำทันที เพราะตราบใดที่คุณเดินทางกลับเข้าอเมริกาก่อน 1 ปีนับจากวันเดินางออก (คือก่อนตุลา 2010) คุณไม่ควรจะมีปัญหา และหลังคุณได้ใบเขียวใบใหม่แล้ว เมื่อคุณจำเป็นต้องเดินทางกลับไปไทยระยะยาว คุณค่อยดำเนินเรื่องขอ “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท” ใบใหม่ คราวนี้แนะนำให้ทนายทำให้นะคะ ทั้งเรื่องขอใบเขียวใหม่และขอ  “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท” โปรดอย่าทำเองหรือให้สามีทำ ข้อเตือนสำหรับทุกคน ห้ามให้พาสปอร์ตหรือใบเขียวต่อใครทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นคู่สมรสหรือคนใกล้ชิด เอกสารสองชิ้นนี้ถึอว่าสำคัญมาก และถือเป็นของส่วนตัวของคุณ และทุกครั้งที่คุณทำธุรกิจกับองค์กรใดๆรวมทั้งอิมมิเกรชั่น คุณไม่มีการส่งตัวจริงพาสปอร์ตหรือใบเขียวให้เขา ดิฉันแนะนำว่าให้คุณถือสำเนาติดตัวเท่านั้น และไม่แนะนำให้ถือสองเอกสารนี้ติดตัวนอกจากจะเดินทาง และควรเก็บไว้ในที่ปลอดภัย

สาเหตุสัมภาษณ์ใบเขียวแต่งงานไม่ผ่าน

05/21/2010  ประกาศ หนังสือเล่มใหม่ “ชีวิตโรบินฮู้ด” ออกวางจำหน่ายแล้วราคา $32 (ฉบับขายในเมืองไทยราคา 600 บาท) และหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งปี 2010” อั้พเดทเล่มใหม่ทั้งหมดและเพิ่มบทใหม่ “ใบเขียวแต่งงาน” ราคา $45 แฟนคอลัมน์ในอเมริกาสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉัน หรือในเมืองไทยสั่งซื้อจากคุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308) หลังจากที่ดิฉันได้ฝึกโยคะ 6 วันต่อสัปดาห์วันละ 1 ชั่วโมงมา 1 ปีกว่า คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะไปเรียนหลักสูตรเป็นครูสอนโยคะ (Yoga Teacher Training Course) เดือนหน้าระหว่างวันที่ 18 มิถุนายน ถึง 15 กรกฎาคม ดิฉันจะต้องไปเข้าคอร์สครูสอนโยคะ 200 ชั่วโมง ดิฉันต้องเรียนหลายวิชารวม หลักสูตรโยคะหรือ Yoga Sutra กายวิภาคหรือ Anatomy สรีระศาสตร์หรือ Physiology อายุรเวช ฝึกหายใจลมปราณ นั่งสมาธิ ท่าโยคะ (ฤาษีดัดตน) และวิธีสอนนักเรียน ระหว่าง 28 วันนี้ดิฉันต้องกินเจตลอด เมื่อเรียนจบแล้วดิฉันจะได้ประกาศนียบัตรเป็นครูสอนโยคะ นอกจากโยคะจะช่วยให้สุขภาพดิฉันดีสุดๆแล้ว ยังช่วยในด้านจิตใจและสมาธิ เพราะหน้าที่การงาน ฟังปัญหาลูกความและแฟนคอลัมน์ คนที่รักๆรอบตัวเจ็บป่วย และยังสถานการณ์เมืองไทยปัจจุบัน ถ้าไม่ได้โยคะช่วยดิฉันคงไม่ได้ทำงานอย่างมีสมาธิและแฮ็ปปี้อย่างนี้ ระหว่างวันที่ 18 มิถุนายน ถึง 15 กรกฎาคม นี้คุณสามารถโทรหาดิฉันโดยฝากข้อความ หรืออีเมล์หาได้ ดิฉันจะติดต่อกลับไปช่วงพักและช่วงเย็น ดิฉันยังคงทำงานปกติวันเสาร์อาทิตย์ ส่วนผู้ช่วยยังมาทำงานที่อ็อฟฟิสปกติค่ะ ขอใบเขียวแต่งงาน การยื่นเรื่องขอใบเขียวโดยเฉพาะใบเขียวแต่งงานต้องละเอียดมาก ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ เพราะถ้าเรื่องติดขัดเมื่อไร คุณจะเสียเวลา ทำให้เครียด บางครั้งถึงทำให้ชีวิตแต่งงานต้องแตกแยกกัน ดิฉันขอเตือนว่าการทำใบเขียวแต่งงานควรให้ทนายความทำ เพราะคุณควรถือว่าเป็นสิ่งสำคัญครั้งเดียวในชีวิต ที่คุณจะแต่งงานและทำใบเขียวให้ผ่านอย่างราบรื่น จนได้ใบเขียว 10 ปีและได้ซิติเซ่นในที่สุด ทุกขั้นตอนตั้งแต่ (1) การเตรียมเอกสาร (2) การกรอกข้อมูล (3) ยื่นเอกสารพร้อมหลักฐาน และ (4) การสัมภาษณ์ ต้องละเอียดและเตรียมตัวพร้อม คุณสามารถอ่านเกี่ยวกับ “ใบเขียวแต่งงาน” ในหนังสือ“สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งเล่มใหม่” บท “ใบเขียวแต่งงาน” แฟนคอลัมน์ในอเมริกาสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉัน หรือในเมืองไทยสั่งซื้อจากคุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308 การเตรียมเอกสาร เมื่อคุณตัดสินใจแต่งงานกับซิติเซ่นโดยเฉพาะถ้าแฟนเป็นฝรั่ง คุณควรต้องอธิบายให้แฟนฟังก่อนถึงสถานภาพของคุณและกฎหมายอิมมิเกรชั่น ว่าเขาต้องยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณ เพื่อคุณจะอยู่ในอเมริกากับเขาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย คุณควรต้องตรงไปตรงมากับเขาก่อนที่จะจดทะเบียน เพราะถ้าคุณมีความรู้สึกว่าจะเป็นปัญหาคุณจะได้ตัดสินใจว่าจะแต่งหรือไม่ เพราะถ้าแฟนรักคุณจริงเขาก็จะต้องการทำใบเขียวให้คุณเพื่อคุณทั้งสองจะได้อยู่ด้วยกัน และทางที่ดีคุณควรจะเริ่มเตรียมเอกสารให้ครบก่อนแต่งงาน รวมทั้งหา“จ๊อยนท์สปอนเซ่อร์”(Joint sponsor)กรณีคู่สมรสรายได้ไม่พอ เพื่อคุณจะได้ยื่นเรื่องทันทีหลังจดทะเบียนสมรส เพราะอย่าลืมว่าเวลาคุณยื่นเรื่องเข้าอิมมิเกรชั่น เวลาเป็นเงินเป็นทอง (“ไทม์ อิส อ๊อฟ ดิ เอ็สเซ่น” Time is of the essence) ถ้าเอกสารไม่ครบ นอกจากจะทำให้เสียเวลาแล้ว อาจทำให้เกิดความเครียดระหว่างผัวเมีย เมื่อเครียดมากๆกลายเป็นทะเลาะกัน และอาจเป็นปัญหาในที่สุด การกรอกข้อมูล เวลามีคนโทรมาถามดิฉันเรื่องทำใบเขียว บางครั้งดิฉันจะได้ยินคำถามว่า “คุณทนายคิดค่ากรอกฟอร์มเท่าไร” เวลาทนายความทำเคสจะไม่สักแต่กรอกฟอร์มค่ะ ไม่งั้นคงผิดจรรยาบรรณทนาย แทนะเท่านั้นที่กรอกฟอร์ม เพราะตามกฎหมายแทนะห้ามให้คำปรึกษาแต่สามารถกรอกฟอร์มได้ เวลาดิฉันรับเคส ตอนดิฉันกรอกข้อมูลลงในฟอร์มดิฉันจะเห็นได้ว่ามีข้อมูลใดที่จะเป็น “red flag” หรือธงแดงเรียกความสนใจอิมมิเกรชั่นให้เขาเพ่งเล็งเคสคุณ ฉะนั้นเป็นหน้าที่ทนายที่จะถามข้อมูลของลูกความให้ละเอียดก่อนที่จะกรอกข้อมูล และเตรียมลูกความตอบคำถามต่างๆในวันสัมภาษณ์ถึงจุดที่จะถูกเพ่งเล็ง เอกสาร การยื่นเอกสารให้ครบและมีคำอธิบายเมื่อขาดเอกสาร หรือเคสมีปัญหาก่อนล่วงหน้าจะช่วยให้เคสผ่านไปได้อย่างราบรื่น ฉะนั้นการยื่นเอกสาร การจัดเรียงเอกสารเป็นขั้นตอนตามที่อิมมิเกรชั่นต้องการ จะทำให้เคสผ่านไปด้วยดี การสัมภาษณ์ การเตรียมตัว เอกสารและหลักฐานครบในวันสัมภาษณ์เป็นสิ่งสำคัญมาก และการจัดลำดับเอกสารให้เรียบร้อยจะช่วยไม่ให้เจ้าหน้าที่อารมณ์เสีย โดยปกติวันสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่จะกำหนดเวลาให้เคสประมาณ 20 นาที ถ้าคุณเตรียมเอกสารเรียบร้อย ตอบคำถามอย่างฉะฉานตรงคำถาม การสัมภาษณ์จะเป็นไปด้วยดีและควรจะผ่าน สาเหตุสัมภาษณ์ไม่ผ่าน สาเหตุที่คู่สมรสไปสัมภาษณ์ไม่ผ่านจะมี 3 กรณีดังนี้ ขาดเอกสารตัวจริงสำคัญ ไม่มีหลักฐานพอที่แสดงว่าอยู่ด้วยกัน อิมมิเกรชั่นไม่เชื่อว่าคุณแต่งงานจริง ขาดเอกสารตัวจริง กรณีนี้เจ้าหน้าที่จะให้ฟอร์มและติ๊กรายการเอกสารให้คุณนำกลับตัวจริงไปให้ ขอให้คุณนำกลับไปให้ที่อิมมิเกรชั่นเร็วที่สุด ถ้าเป็นวันเดียวกันจะดีที่สุด เพื่อป้องกันเรื่องล่าช้า กรณีนี้ไม่ค่อยจะถูกเรียกสัมภาษณ์ใหม่ ไม่มีหลักฐานพอที่แสดงว่าอยู่ด้วยกัน ถ้าคุณนำเอกสารที่แสดงว่าอยู่ด้วยกันไปไม่พอ เจ้าหน้าที่จะเขียนรายการเอกสารให้คุณนำกลับไปให้ กรณีนี้คุณอาจจะนำกลับไปให้ด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปให้ ขอให้คุณถ่ายสำเนาเอกสารทุกอย่างที่ยื่นเก็บไว้ กรณีนี้คุณอาจจะถูกเรียกสัมภาษณ์อีกครั้ง อิมมิเกรชั่นไม่เชื่อว่าคุณแต่งงานจริง กรณีอิมมิเกรชั่นไม่เชื่อว่าคุณแต่งงานจริง เจ้าหน้าจะไม่ให้กระดาษใดๆคุณ เพียงแต่อนุญาตให้คุณกลับได้และบอกให้คอย กรณีหนึ่งเรื่องของคุณอาจจะหายต๋อมไปเลยหลายเดือนโดยที่คุณไม่ได้ยินอะไรจากอิมมิเกรชั่น กรณีนี้เคสของคุณจะถูกส่งไปแผนก Review Unit เป็นหน่วยงานที่จะเช็คความสัมพันธ์ของคุณทั้งสอง รวมถึงการสุ่มเช็คถึงบ้านหรืออพาร์ทเม๊นท์ เช็คชื่อตามตู้จดหมายเพื่อดูว่ามีชื่อผู้เช่าอยู่ตรงกันหรือไม่ เช็คเรื่องภาษี เพื่อดูว่าคุณมีเงินจำนวนมากๆโดยไม่มีที่มาที่ไป อาจดูจากดอกเบี้ยที่ทางธนาคารแจ้ง IRS (กรณีจ้างแต่งงาน) หรือคุณมีการซื้อทรัพย์สินใหญ่ๆเช่น ซื้อรถใหม่ อันนี้สามารถเช็คไปที่ Department of Motor Vehicle ได้ หรือซื้อสินค้าด้วยเงินสด เพราะทุกครั้งที่คุณซื้ออะไรด้วยเงินสด $10,000 หรือมากกว่านั้นหรือนำเงินสดเข้าธนาคาร $10,000+ ทางสถาบันหรือร้านค้าต้องแจ้งเข้าไปยังสรรพากรหรือ Internal Revenue Service (IRS) ถ้าเคสคุณหายไปเกิน 6 เดือน คุณสามารถตามเรื่องเข้าไปได้ กรณีนี้คุณควรได้จดหมายนัดสัมภาษณ์ใหม่ หรือกรณีที่สองคือ อิมมิเกรชั่นปฏิเสธเคส กรณีนี้ทางอิมมิเกรชั่นจะส่งจดหมายไปถึงคุณประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังสัมภาษณ์ ว่าเขามีเจตนาที่จะปฏิเสธเคสคุณ เรียกว่า Notice of Intent to Deny ในจดหมายจะเขียนรายละเอียดเป็นข้อๆถึงเหตุผลที่เขาจะปฏิเสธเคสของคุณ และให้เวลาคุณตอบแก้ภายใน 30 – 60 วันขึ้นอยู่กับออฟฟิส ถ้าคุณไม่ตอบกลับ เคสก็จะถูกแคนเซิลและคุณจะถูกดำเนินเรื่องเนรเทศ หลังคุณตอบแก้เข้าไปแล้วพร้อมยื่นหลักฐานประกอบ คุณควรจะได้ใบตอบรับกลับมาเร็วว่าเรื่องผ่านแล้ว หรือไม่ผ่านและมีจดหมายให้คุณออกนอกประเทศ จุดเพ่งเล็งที่เป็นปัญหาสำหรับใบเขียวแต่งงาน สามีภรรยาอยู่คนละรัฐ เคยขอใบเขียวแต่งงานมาก่อนและไม่ผ่าน สามีภรรยามาอเมริกาด้วยกันและทำเรื่องหย่าทันทีและฝ่ายหนึ่งแต่งงานใหม่กับซิติเซ่น ซิติเซ่นเคยแต่งงานและทำใบเขียวให้คู่สมรสเก่ามาก่อนเกินหนึ่งครั้ง ซิติเซ่นได้ใบเขียวและได้ซิติเซ่นจากการแต่งงานมาก่อน และมาแต่งงานใหม่ทำซิติเซ่นให้คู่คนใหม่ ซิติเซ่นกลับไปแต่งงานกับคู่ผัวหรือเมียเก่า หรือคู่ที่ตนมีลูกด้วย เป็นต้น ถ้าคุณมีประเด็นเหล่านี้แนะนำให้จ้างทนาย


ทำใบเขียวให้พ่อแม่หรือน้องก่อนดี

ปีใหม่ผ่านไปแล้ว ตอนนี้ชีวิตค่อยๆเข้าที่ ดิฉันก็มานั่งโต๊ะทำงานอย่างเดิมหลังจากอยู่ในครัวทั้งอาทิตย์ bake ขนมแจกปีใหม่ ดิฉันทำ ดาร์ก ช็อคโกแล็ตอัลมอนด์บาร์ค (Dark Chocolate Almond Bark)ใส่ถุงแจกวันคริสมัสและปีใหม่ ทั้งคนทำและคนกินแฮ็ปปี้ ลงรูปขนมและรูปดิฉันโยคะหน้าบ้านหัวหินให้ดูค่ะ สัปดาห์นี้เรามาคุยกันเรื่องทำใบเขียวให้ใครก่อนดีระหว่างแม่และน้อง เคสตัวอย่าง

เคสตัวอย่าง

ครอบครัว มีพ่อ แม่ ลูก 3 คน พ่อแม่พาลูกมาอเมริกาตั้งแต่ลูกยังเด็ก พ่อแม่ทำงานอยู่เถื่อนไป ลูกๆก็เรียนหนังสือไป ทั้งครอบครัวกลายเป็นฮู้ด ในที่สุดลูกคนโตโตเป็นผู้ใหญ่มีแฟนอเมริกันและแต่งงาน ได้ใบเขียวแต่งงานอายุ น้องคนรอง อายุ 16 คนเล็กอายุ 8 ปี

ถาม หลังได้ใบเขียว พี่ตนโตจะแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อแม่และน้องๆเลยได้ไหม

ตอบ ยังไม่ได้ พี่คนโตต้องรอให้ตนได้ซิติเซ่นก่อน เพราะผู้ถือใบเขียวไม่สามารถแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อ แม่ พี่ น้องได้  ผู้ถือใบเขียวสามารถแอ็พพลายใบเขียวให้คู่สมรสและลูกที่ยังไม่แต่งงานเท่านั้น ฉะนั้น พี่คนโตต้องรอให้ถือใบเขียวครบ 3 ปีก่อนที่จะทำซิติเซ่นได้ เมื่อได้ซิติเซ่นถึงจะแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อ แม่ และน้องได้

ถาม เมื่อเป็นซิติเซ่นแล้วสามารถแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อ แม่ และน้องๆพร้อมกันเลยได้หรือไม่ หรือแอ็พพลายให้พ่อและแม่ก่อน เมื่อพ่อแม่ได้ใบเขียวจึงให้พ่อหรือแม่เป็นคนแอ็พพลายให้น้อง กรณีนี้ใช้เวลานานท่าไร และพ่อแม่ น้องต้องกลับไปรับใบเขียวที่เมืองไทยหรือไม่

ตอบ หลังได้ซิติเซ่นแล้วให้รีบแอ็พพลายใบเขียวให้พ่อ แม่ ทันที พ่อและแม่ของซิติเซ่น จัดอยู่ในกรุ๊บ “อิมมีเดียท เรเลทีฟ” (Immediate Relative) คือไม่อยู่ภายใต้โควต้า จึงสามารถรับใบเขียวในเมกาได้ ไม่ต้องกลับไปรับเมืองไทย ถึงแม้จะเป็นฮู้ดแล้วก็ตาม ใช้เวลาทำใบเขียวประมาณ 4 เดือน พี่ซิติเซ่นสามารถแอ็พพลายใบเขียวให้น้องทั้งสองเลยได้เช่นกัน ในกรุ๊บ “เพรฟเฟอเร็นซ์ 4” (Preference) แต่ไม่แนะนำ เพราะกรุ๊บนี้อยู่ภายใต้โควต้า ไม่สามารถรับใบเขียวในเมกาได้ต้องกลับไปรับในเมืองไทย ซึ่งจะเป็นปัญหากลับเข้ามาไม่ได้ เพราะติดกฎหมาย “อันลอว์ฟูล เพรสเซ่น” (unlawful presence) คือผู้ที่อยู่เถื่อนเกิน 1 ปี เมื่อเดินทางออกนอกประเทศ ห้ามกลับเข้าเมกาอีก 10 ปี ระยะเวลาคอยโควต้าประมาณ 10-11 ปี โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับกฎหมายอิมมิเกรชั่น ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง” บทที่ 4 หน้า 4–3 หัวข้อ กรุ๊บ “อิมมีเดียท เรเลทีฟ” และ “เพรฟเฟอเร็นซ์” และบทที่ 2 หน้า 2-5  หัวข้อ Unlawful Presence แฟนคอลัมน์ในอเมริกาสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉัน แฟนที่เมืองไทยสั่งซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308

ข้อแนะนำกรณีน้อง

สำหรับน้อง 2 คน ตอนพี่คนโตได้ซิติเซ่นประมาณ 3 ปีหลังจากนี้ น้องคนโตจะอายุประมาณ 19 ปี  คนเล็ก 11 ปี ดิฉันจะอธิบายแยกเป็นคนๆ

น้องตนโต

คนนี้จะมีปัญหาเรื่องรับใบเขียวในเมกา เนื่องจากกว่าพ่อแม่จะได้ใบเขียวและแอ็พพลายใบเขียวให้น้องคนรอง เขาก็จะอายุประมาณ 19 ปี เขาจะไม่สามารถรับใบเขียวในเมกาได้ เพราะติดกฎหมาย “อันลอว์ฟูล เพรสเซ่น” และถ้าเขาออกไปรับใบเขียวในเมืองไทย เจาก็ไม่สามารถกลับเข้าเมกาได้ นอกจากระหว่างน้องคอยใบเขียว รัฐบาลผ่านกฎหมายออกมาช่วย  อาจเป็น DREAM ACT หรือมาตรา 245i ซึ่งขณะนี้ยังไม่ผ่าน (มีทีท่าว่าจะผ่านหลายครั้งแต่ไม่ผ่าน) กฎหมาย DREAM ACT เป็นกฎหมายช่วยเด็กที่พ่อแม่พามาอยู่ตั้งแต่เล็ก เด็กเรียนหนังสือในเมกา จบไฮสกูลในเมกามีปัญหาเข้ามหาลัยไม่ได้หรือต้องจ่ายค่าเล่าเรียนสูงแบบนักเรียนต่างชาติแทนที่จะจ่ายถูกเท่าคนเมกัน ฉะนั้นบางสถาบันปัจจุบันก็จะให้เด็กจ่ายค่าเล่าเรียนเท่าคนเมกัน แต่หลายมหาลัยไม่ยอม  ถ้ากฎหมายนี้ผ่านออกมาจะออกวีซ่าหรือใบเขียวให้เด็กเหล่านี้ในอนาคต โดยยังมีเงื่อนไขอื่นๆคือเด็กมีความประพฤติดี เรียนมหาลัย เป็นต้นซึ่งน้องคนรองอาจตกอยู่ในกรุ๊บนี้ ส่วนมาตรา 245i อาจมีออกมาเป็นครั้งคราว  ครั้งล่าสุดที่ผ่านมาคือปี 2001 ถ้าผ่านออกมาในอนาคตก็จะช่วยให้คนที่เป็นฮู้ดแล้วที่กำลังแอ็พพลายใบเขียวภายใต้กรุ๊บ “เพรฟเฟอเร็นซ์” ที่รอโควต้าอยู่ สามารถรับใบเขียวในเมกาได้โดยไม่ต้องเดินทางกลับไทยโดยจ่ายค่าปรับ $1,000 กฎหมายนี้ก็เคยมีท่าทีจะออกมาใหม่ แต่ไม่ออกเสียที โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยว DREAM ACT ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง” บทที่ 2 หน้า2-8 และมาตรา 245i หน้า 2-5

สรุป สำหรับน้องคนโต วิธีดีที่สุดคือรอให้พ่อหรือแม่ได้ใบเขียว จึงให้พ่อหรือแม่แอ็พพลายใบเขียวให้เขาจะเร็วกว่าใบเขียวพี่น้อง และรอไปด้วยความหวังว่าระหว่างรอจะมีกฎหมายใดกฎหมายหนึ่งผ่านออกมาช่วย DREAM ACT หรือมาตรา 245i ถ้าโควต้ามาถึงเมื่อไร และไม่มีกฎหมายใดออกมาช่วย เขาก็ไม่สามารถรับใบเขียวในเมกาได้ เราก็ต้องพักเรื่องไป นอกจากนี้ก็ต้องหวังว่าสักวันหนึ่งถ้าเขามีแฟนถือสัญชาติอเมริกัน และได้แต่งงานกันก็ต้องให้คู่สมรทำใบเขียวแต่งงานไปเลย ถึงแม้จะมีใบเขียวที่พ่อหรือแม่กำลังยื่นให้ค้างอยู่ก็สามารถทำซ้อนได้ ไม่เป็นปัญหา

น้องคนเล็ก

คนนี้สบายเพราะอายุยังน้อยเพียง 11 ปีตอนพี่ได้ซิติเซ่น ให้พ่อหรือแม่เป็นคนแอ็พพลายใบเขียวให้น้องคนเล็กทันทีที่ท่านได้ใบเขียวตอนนั้นน้องก็อายุประมาณ 11 ปีกว่า น้องจัดอยู่ในกรุ๊บ เพรฟเฟอเร็นซ์ 2A โควต้านี้เร็วคอยประมาณ 2 ปีครึ่ง น้องควรจะได้ใบเขียวก่อนอายุ 14 ปี น้องสามารถรับใบเขียวในเมกาได้โดยไม่ติด “อันลอว์ฟูล เพรสเซ่น” กฎหมายนี้เริ่มนับวันที่อยู่เถื่อนตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ก่อนหน้าไม่นับ   กฎหมายนี้อภัยให้เด็กเพราะถือว่าเด็กไม่รู้เรื่องอะไร ไม่ใช่ความผิดของเด็กที่พ่อแม่พามามาเมกาและปล่อยให้เด็กอยู่เถื่อน ฉะนั้นน้องคนเล็กก็รอดไป

น้องคนเล็กได้ซิติเซ่นตามพ่อหรือแม่

ภายใต้กฎหมาย Automatic acquisition of citizen ผ่านมาปี ค.ศ. 2000 ถ้าพ่อหรือแม่เป็นซิติเซ่น และมีลูกที่ถือใบเขียวอยู่ และลูกอายุต่ำกว่า 18 ปี ลูกจะได้ซิติเซ่นตามพ่อหรือแม่โดยอัตโนมัติ (automatic citizenship) โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ Automatic acquisition of citizen ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งใหม่” บทที่ 6 หน้า 6-4 หัวข้อ “เด็กอายุต่ำกว่า 18ปีได้สัญชาติตามพ่อ/แม่ กรณีน้องคนเล็ก ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน (คือราต้องแข่งกับเวลา) ทันทีที่พ่อหรือแม่ได้ซิติเซ่น น้องจะได้ซิติเซ่นตามพ่อหรือแม่ด้วย  ตัวอย่าง “ไทม์ไลน์” (Time line) ดิแันจะสาธิตให้ดู

  • ขณะนี้น้องคนเล็กอายุ 8 ปี พี่คนโตพึ่งได้ใบเขียวไม่ถึงปี พอพี่คนโตได้ซิติเซ่นประมาณ 3 ปีให้หลัง น้องจะอายุ 11 ปี 6 เดือน  (เผื่อเวลานิดหน่อย) พี่แอ็พพลายใบเขียวให้พ่อและแม่ทันที พ่อและแม่จะได้ใบเขียวประมาณ 4 เดือน

  • น้องอายุ 12  ปี ตอนพ่อและแม่ได้ใบเขียว แม่แอ็พพลายใบเขียวให้น้องทันทีภายใต้กรุ๊บเพร็ฟเฟอเร็นซ์ 2A ใช้เวลาประมาณ 2 ปี 1/2-3 ปี

  • น้องอายุ 15 ปี น้องได้ใบเขียว

  • พ่อแม่ได้ใบเขียวครบ 5 ปี พ่อแม่รีบทำซิติเซ่น ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ตอนนั้น น้องอายุประมาณ 17 ปีกว่า ทันทีที่พ่อแม่ได้ซิติเซ่น และนั้นน้องยังอายุไม่ถึง 18 ปี  น้องก็จะได้ซิติเซ่นโดยอัตโนมัติตามพ่อหรือแม่  ถ้าทำไม่ทัน ก็ไม่เรื่องใหญ่ น้องก็ต้องคอย 5 ปี นับจากวันที่ได้ใบเขียว น้องถึงจะทำซิติเซ่นได้ด้วยตนเอง

“ซัมเม่อร์ โซลตีซ”

วันที่ 21 มิถุนายนแต่ละปี เป็นวันแรกของฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ รวมประเทศอเมริกา แคนาดา ทุกประเทศในยุโรป และเอเซียตอนเหนือ เช่น มองโกเลีย รัสเซีย เป็นต้น วันแรกของฤดูร้อน (The First day of summer) เรียก“ซัมเม่อร์ โซลตีส” (Summer Soltice) คำว่า “โซลตีส” มาจากภาษาลาตินแปลว่า พระอาทิตย์หยุดนิ่ง “The sun stands still” เพราะเป็นวันที่ดวงอาทิตย์โคจรไปถึงจุดหยุด หรือจุดสุดทางตอนเหนือ เป็นวันที่มีช่วงเวลากลางวันยาวนานที่สุดในรอบปีของซีกโลกเหนือ ภาษาไทยเรียกวันแรกของฤดูร้อนว่าวัน ครีษมายัน (ครีด-สะ-มา-ยัน) มาจากคำสันสกฤตว่า “ครีษมะ” ตรงกับคำบาลีว่า คิมหานะ หรือ คิมหันต์ แปลว่า ฤดูร้อน

ความสำคัญของวันนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เชื่อกันว่า “สโตนเฮนจ์” (Stonehenge) อนุสาวรีย์โบราณในประเทศอังกฤษถูกออกแบบเป็นเส้นตรงแนวกับดวงอาทิตย์วัน “ซัมเม่อร์ โซลตีส” ฉะนั้นจะเป็นประเพณีมากว่า 5000 ปี วันที่ 21 มิถุนาแต่ละปี ผู้คนจะไปชุมนุมกันที่หน้า สโตนเฮนจ์ เพื่อดูแสงแรกของวันเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นที่ขอบฟ้า วันแรกของฤดูร้อนยังถือเป็นสัญลักษณ์ของการเพาะปลูกพืช การเก็บเกี่ยว และความอุดมสมบูรณ์ ฉะนั้นหลายประเทศทางซีกโลกเหนือ จะมีการเฉลิมฉลองวันนี้ต่างๆกันขึ้นกับธรรมเนียมประเพณีของแต่ละประเทศ

วันโยคะสากลโลก
ความสำคัญของวันที่ 21 มิถุนายนอีกอย่างคือ เป็นวันโยคะสากลโลก เรียก “อินเตอร์ แนชันแนล เดย์ ออฟ โยคะ” (International day of yoga) สหประชาชาติลงมติโดยข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีอินเดียท่าน “นาเร็นดรา โมดี” (ท่านเคร่งโยคะ ทำโยคะทุกวัน) ตั้งวันที่ 21 มิถุนายน เป็นวันโยคะสากลโลก เริ่มปี 2015 (2558) เพราะหัวใจของโยคะ และโยคะสูตร ถือการบูชาพระอาทิตย์ เป็นหลักของท่าโยคะ ในด้านโยคะดวงอาทิตย์ถือเป็นแสงสว่างต่อชีวิต ซึ่งให้เราเลือกระหว่างความสว่างที่ย่อมชนะความมืด

คนรุ่นใหม่ที่อินกับโยคะเฉลิมฉลองวันที่ 21 มิถุนายนนี้ โดยมาชุมนุมกันและโยคะ ท่าชุดไหว้พระอาทิตย์เรียก “ซัน ซาลูเทชั่น” (Sun Salutation) 108 ชุด ทำไม่ต้องร้อยแปด (108) เพราะตัวเลขร้อยแปดถือเป็นตัวเลขมงคล มีกำเนิดมาจากไหนไม่มีใครทราบแน่ สำหรับทางพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูถือเป็นจำนวนเลขขลัง มีความศักดิ์สิทธ์ เช่น ลูกประคำหรือ “มาลา” ที่ใช้ภาวนามี 108 เม็ด มนต์คาถาบางบทต้องเสก 108 ครั้ง คิดแล้วคงมีมูลความจริงเพราะสำนวนการพูด ที่มักจะพูดว่า “เรื่องร้อยแปด” มีควาหมายในแง่ดี ซึ่งต่างกับตัวเลขไม่เป็นมงคล เช่น “ไอ้บ้าห้าร้อย” (55555)

ตัวอย่าง หนึ่งในชุดท่าไหว้พระอาทิตย์ (ซึ่งอาจแตกต่างกว่านี้ได้)
โยคะที่หน้า “สโตนเฮนจ์”

ความสำคัญด้านจิตใจ

สำหรับดิฉันวันที่ 21 มิถุนายน มีความสำคัญด้านจิตใจหรือ “สปิริตชั่วล” เพราะทำให้ดิฉันรำลึกถึงบุญคุณของโยคะ ที่ดิฉันได้ค้นพบมันเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว  และยึดโยคะป็นหลักในการดำรงชิวิตมาถึงปัจจุบัน ดิฉันชอบการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติแต่ละฤดู ช่วยเตือนตัวเองว่าร่างกายเราก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน  เราควรปรับตัวเองไปกับธรรมชาติ อย่าไปขัดธรรมชาติ เนื่องจากเดี๋ยวนี้ดิฉันชอบปลูกต้นไม่ เพราะปลูกอะไรก็ขึ้น ไม่เหมือนเมื่อก่อนปลูกอะไรก็ตาย ใส่ปุ๋ยก็เอาไม่อยู่5555  ไม่ได้เก่งอะไร เพียงแต่เลือกจุดที่ปลูกต้นไม้ ให้เขาได้รับแสงแดด ถ้าดูไม่งามก็ขุดเปลี่ยนที่ใหม่ดูว่าต้นไหนชอบแดดเช้า หรือแดดเย็น หรือชอบทั้งวัน แทนที่จะใส่ปุ๋ย เหมือนชีวิตคน

ต้นและลูกเสาวรส ดอกไม้และพืชผลหลังบ้านที่งามจากแสงแดด
วันโยคะสากลที่บ้าน จากซ้ายไปขวา เฟย์-ปากีสถาน, ร็อกแซน-โพลิช อเมริกัน, โทนี่-มองโกเลีย เปอร์โตริกัน, ดิฉัน, นิด-ไทย, ลูซี่-อาร์มีเนียน และแมรี่-อาร์มีเนียน (อินเตอร์ สุดๆ)

เอกสารที่จะยื่นขอใบเขียว

ตั้งแต่การยื่นเรื่องขอใบเขียวเปลี่ยนเป็นต้องส่งออนไลน์เริ่มตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ดิฉันมีปัญหากับเอกสารที่ลูกความส่งมาให้มากๆ คือ (1) เอกสารที่แปลมาจากกระทรวงการต่างประเทศ  พับขอบบนซ้ายมือประทับตราครุฑ  ตามกฎเวลาเรา “อัพโหลด” (upload) เอกสาร  ตามกฎจะต้องเห็นกรอบกระดาษทั้ง 4 มุม  ไม่งั้นใช้ไม่ได้  (2) อย่าเคลือบเอกสาร นอกจากจะถ่ายสำเนาไม่ชัด คุณอาจมีปัญหาตอนสัมภาษณ์

ข้อแนะนำการเตรียมเอกสาร

แปลเอกสาร

ตามกฎของอิมมิเกรชั่น (U.S. Citizenship and Immigration Service หรือ USCIS) และ “แนชันแนล วีซ่า เซ็นเต้อร์” (National Visa Center หรือ NVC) ไม่ต้องมีประทับตราจากทางราชการ หรือรับรองจาก “โนตารี่  พับบลิค” (Notary Public) ผู้แปลเป็นสามัญชนธรรมดาที่รู้ภาษาอังกฤษและภาษาไทย (ภาษาที่สอง) และสามารถเป็นภาษาอังกฤษได้ และผู้นั้นเซ็นรับรอง อาจเป็นตัวคุณเองก็ได้ วิธีเขียนคำรับรองตามข้างล่างนี้

CERTIFICATE OF ACCURACY

I, Ruji Totari (ชื่อเต็มของผู้แปล), hereby certify that I am fully competent to translate from the Thai to the English language.  I further certify that I am familiar with both English and the Thai language and that above translation of the attached document entitled “Birth Certificate” (ชื่อเอกสาร สมมติ ใบเกิด) is complete and accurate.

Date: ลงวันที่

___________________________ ลายเซ็นผู้แปล

ชื่อเต็มผู้แปล  ที่อยู่ เบอร์โทร และอีเมล์

แนะนำ: เวลาลงวันที่ โปรดเขียนคำเต็มของเดือน อย่าเขียนตัวเลขจะได้ไม่งง (3 December 2019) ของอเมริกาขึ้นด้วย เดือน วันที่ และปี (12/03/2019)  ของไทย วันที่ เดือน และปี

คำสะกดใบแปล

โปรดสะกดชื่อ นามสกุล ตามพาสปอร์ตสำหรับผู้รับใบเขียว ส่วนชื่อ พ่อ แม่ ที่อยู่ในใบเกิด ใบเปลี่ยนชื่อ ใบรับรองการเกิด ใบแต่ง ใบหย่า ทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชน เป็นต้น  โปรดใช้คำสะกดตามบัตรประชาชน และสำกดให้เหมือนกันทุกเอกสาร และโปรดถ้าเป็นไปได้ พยายามสะกดนามสกุลตอนเกิด ให้เหมือนกัน พ่อ แม่ ลูก โดยเฉพาะกรณี ลูกทำใบเขียวให้ พ่อ แม่ หรือ พ่อ แม่ ทำใบเขียวให้ลูก

ห้ามเคลือบเอกสาร

โปรด โปรด โปรด อย่าเคลือบเอกสาร ตัวดิฉันจะใส่เอกสารใน ซองพลาสติกที่ป้องกันฝุ่น

แสกนเอกสาร

เวลาแสกนเอกสาร อย่าแสกนเต็มหน้ากระดาษ คุณต้องแสกนให้เห็นกรอบกระดาษ และเป็นรูปตั้งหรือ “พอร์ทเทรท” (portrait) ไม่รูปนอนหรือ “แลนด์เสกป” (landscape)

อวยพรปีใหม่ไทยวันสงกรานต์ในที่นี้นะคะ เร็วเนอะ 4 เดือนผ่านไปแล้วของปี 2019  เฮ้อ! แต่ยังไม่เร็วพอ ประธานาธิดีทรัมพ์ยังอยู่ในตำแหน่งอีก 2 ปี

 

 

 

หน้าที่ “บิดา” จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร

วันนี้คุยเรื่อง “หน้าที่บิดา จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร” เคสขอใบเขียวจากการแต่งงานหลายเคสที่ดิฉันพบ ประสบปัญหานี้ ตัวอย่าง ภรรยาซิติเซ่นขอใบเขียวให้คุณ และระหว่างรอเรื่องภรรยาท้องกับชายอื่น คุณทราบแต่เพราะอยากได้ใบเขียว เลยปล่อยเลยตามเลย หลังได้ใบเขียวหย่ากัน และฝ่ายหญิงไปเคลมเวลแฟร์ (รับเงินจากรัฐบาล ค่าเลี้ยงดูเด็ก) รัฐบาลตามเก็บเงินจากคุณ คุณต้องรับผิดชอบค่าเลี้ยงดูเด็กจนเด็กอายุ 18 อีกกรณีตรงข้ามคือ ฝ่ายชายเป็นซิติเซ่นทำใบเขียวให้ภรรยา ภรรยาท้องกับชายอื่นซึ่งเป็นโรบินฮู้ด ขอร้องสามีอย่าหย่ารอเรื่องให้เสร็จได้ใบเขียวก่อน สามีเห็นใจยอมใส่ชื่อตัวเองเป็นพ่อเด็ก หลังจากได้ใบเขียว ทั้งสองเลิกกันผู้หญิงไปแต่งงานกับพ่อเด็ก ในอนาคตถ้าผู้หญิงไปเคลมเวลแฟร์ คุณสามีคนแรกต้องเป็นคนรับผิดชอบจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก มาดูกฎหมายกัน

ใครคือ “บิดา”
“บิดา” ตามความหมายกฎหมายไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อแท้ๆ (Biological Father หรือ Natural Father) ถึงแม้คุณจะไม่ใช่พ่อแท้ของเด็ก คุณอาจต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก จนกระทั่งบุตรอายุบรรลุนิติภาวะ (18 ปี ตามกฎหมายคาลิฟอร์เนีย) หรือ 19 ปี ถ้าเด็กยังเรียนอยู่ไฮสกูล หรือเลิกจ่ายถ้าเด็กแต่งงานก่อนอายุ 18 ปี ในกรณีเหล่านี้
บุตรนอกสมรส (Illegitimate child)
ถ้าคุณมีบุตรนอกสมรส และผู้หญิงไม่ได้สมรสในขณะนั้น คุณต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก แต่ถ้าฝ่ายหญิงอยู่ในระหว่างสมรสกับชายอื่นและท้องกับคุณ ตามกฎหมายให้สันนิษฐานว่าบุตรเป็นบุตรของชายที่แม่เด็กสมรสด้วย สามีของผู้หญิงต้องเป็นคนรับผิดชอบจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก คุณไม่ต้องจ่าย นอกจากฝ่ายชายจะยื่นเรื่องปฏิเสธว่าเด็กไม่ใช่ลูกเขาภายใน 2 ปีหลังเด็กเกิด
สันนิษฐานว่าเป็นบิดา (Presumed Father)
ตามกฎหมายถ้าภรรยามีบุตรระหว่างสมรส (ถึงแม้ไม่ใช่บุตรของสามี) หรือบุตรเกิดภายใน 300 วันหลังแยกกันอยู่ถาวรหรือหย่า (จำนวนวันอาจแตกต่างกันบ้างขึ้นอยู่กับกฎหมายรัฐ) ให้สันนิษฐานว่าสามีเป็นบิดา เมื่อหย่าบิดาต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก นอกจากสามีจะยื่นเรื่องฟ้องศาลปฏิเสธความเป็นบุตร
ปฏิเสธความเป็นบุตร Paternity Suit
ถ้าคุณไม่ใช่บิดาของเด็ก คุณสามารถยื่นฟ้องศาลปฏิเสธความเป็นบุตร เรียก Paternity Suit คุณต้องยื่นฟ้องภายใน 2 ปีหลังเด็กเกิดหรือหลังจากที่ได้รับแจ้งว่าเด็กเป็นบุตร ถ้าผ่าน 2 ปีไปแล้วคุณหมดสิทธิอ้างว่าเด็กไม่ใช่บุตรของคุณ (ถึงแม้พิสูจน์ออกมาทีหลังว่าเด็กไม่ใช่บุตรของคุณ) เมื่อหย่าคุณต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก
เด็กเกิดจากบิดาผู้เยาว์
ข้อนี้เห็นตัวอย่างบ่อยเช่นกันที่ ลูกชายของลูกความอายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ (Minor) ไปทำผู้หญิงท้อง และไม่ได้สมรสกับแม่เด็ก เมื่อลูกชายอายุครบบรรลุนิติภาวะ (Majority Age) และมีงานทำ เขามีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร กรณีที่ฝ่ายหญิงไม่ได้กรอกชื่อบิดาลงในใบเกิด ถ้าพิสูจน์ได้ตามกฎหมายรัฐว่าใครเป็นพ่อเด็ก พ่อเด็กต้องจ่ายค่าเลี้ยงดู
บุตรเลี้ยง (Step Child)
บุตรเลี้ยง คือเด็กที่เป็นลูกติดจากภรรยา ตามกฎหมายลูกเลี้ยงและพ่อเลี้ยงไม่มีความสัมพันธ์กัน เมื่อหย่าคุณไม่มีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก
บุตรบุญธรรม (Adopted Child)
ถ้าคุณรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อหย่าคุณมีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก พ่อแท้ๆของเด็กไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดู
เด็กฟอสเต้อร์(Foster Child)
เด็กฟอสเต้อร์ คือเด็กที่คุณรับจากรัฐมาเลี้ยงชั่วคราว เนื่องจากพ่อแม่จริงๆของเด็กไม่สามารถเลี้ยงเด็กได้ หรือเด็กถูกพรากมาจากพ่อแม่ เมื่อหย่าคุณไม่มีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก
เด็กที่เกิดจากการทำกิ๊ฟ
คนไทยเรียกเด็กที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ (Artificially Inseminate) ว่าเป็นการทำ “กิ๊ฟ” (ดิฉันคิดว่ามาจากคำว่า “Gift”) ถ้าคุณยินยอมให้ภรรยาใช้น้ำอสุจิของคุณแต่ยืมท้องผู้หญิงคนอื่นเกิด (มารดาเซอโรเกท/ Surrogate mother) เมื่อหย่าเด็กถือว่าเป็นบุตรของคุณ คุณมีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก
ถ้าคุณเป็นผู้ให้หรือขายน้ำอสุจิให้คนอื่น (Sperm Donor) ถึงแม้ว่าคุณคือบิดาแท้ๆของเด็กเพราะเกิดจากน้ำอสุจิของคุณ เด็กไม่ถือว่าเป็นบุตรของคุณ คุณไม่มีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก ตามกฎหมายรัฐคาลิฟอร์เนีย ถือว่าเด็กที่เกิดจากไข่และน้ำอสุจิของคนอื่นในท้องมารดาเซอโรเกท ให้ถือว่าสามีของ มารดาเซอโรเกท เป็น “บิดา” ที่ถูกต้องตามกฎหมาย (Legal Father) มีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก ถึงแม้ว่าสามีจะหย่าก่อนเด็กเกิดก็ตาม

Deadbeat Dad
“เด๊ดบีท แด๊ด” (Deadbeat Dad) คำแสลงเรียกบิดาที่หนีไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร การหลีกเลี่ยงไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรถือเป็นความอาญา ภายใต้กฎหมายรัฐบาลกลาง The Family Support Act (1990) บังคับให้ทุกรัฐใส่เบอร์โซเชียรของพ่อและแม่ในใบเกิดเด็ก เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 1997 เพื่อจะได้ตามตัวบิดาที่หนีไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร เมื่อบิดาทำงานและเสียภาษี รัฐสามารถหักเงินออกจากเงินเดือนของเขาได้ นอกจากนั้น ถ้าบิดาเป็นหนี้ค่าเลี้ยงดูเด็กเกิน $2,500 รัฐบาลไม่ออกพาสปร์ตหรือต่อพาสปอร์ตได้
ปัจจุบันหลายรัฐที่ออกกฎหมายไม่ออกหรือไม่ต่ออายุใบประกอบอาชีพ (license) ให้ถ้าคุณเป็น Deadbeat Dad เช่น ใบประกอบอาชีพทนาย ใบประกอบอาชีพโนตารี่ ใบประกอบอาชีพช่างทำผม บางรัฐเช่นรัฐคาลิฟอร์เนียไม่ออกและไม่ต่ออายุใบขับขี่ให้
ค่าเลี้ยงดูบุตรหลังบิดาตาย
หน้าที่บิดาที่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรจะติดตัวคุณไปจนกระทั่งบุตรอายุบรรลุนิติภาวะการตายไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่จะไม่เลี้ยงดูบุตร ถ้าคุณตายและบุตรของคุณยังไม่บรรลุนิติภาวะ มารดาหรือผู้อุปการะเด็ก สามารถฟ้องเรียกร้องเงินค่าเลี้ยงดูบุตรจากกองมรดกของคุณได้
สรุป อย่าลืมคุมนะคะ 