คำสอนแม่

วันที่ 22 เมษา เป็นวันเกิดแม่ คุณแม่เสียเร็วอายุเพียง 72 ปี แต่คำสอนของท่านก้องอยู่ในหูตลอด ดิฉันเคยปรับทุกข์กับแม่เรื่องลูกว่ามันดื้อ สอนอะไรไม่ฟัง แม่ตอบว่า“เราเป็นแม่ มีหน้าที่สอน สอนไปเถอะลูก สักวันก็เข้าหู” จริงค่ะ ดิฉันมาอยู่เมกาตอนอายุเพียง 18 ปี ดิฉันได้เป็นผู้เป็นคนเพราะคำสอนแม่ (พ่อ ด้วยค่ะ) คำสอนของท่านเป็นหลักวิถีการดำเนินชีวิตและหน้าที่การงานของดิฉัน


โตช้าแบบต้นมะม่วง อย่าโตเร็วแบบต้นมะละกอ
เมื่อดิฉันสอบผ่านบาร์(กฎหมาย)เป็นทนายความ ปีนั้นดิฉันเปิดสำนักงานกฎหมายของตนเองทันที เช่าออฟฟิสแชร์กับทนายอีก 2 คน ตึกไฮไร๊ส์สูง 18 ชั้น ในเมือง “ลองบีช” (Long Beach) เลือกห้องมีวิวทะเล ค่าเช่า 850 เหรียญ (นับว่าแพงสำหรับสมัยนั้น) พอโทรไปบอกแม่ ท่านเงียบไปสักพักและพูดว่า ลูกค่อยไปช้าๆ โตช้าแบบต้นมะม่วงล้มยาก อย่าโตเร็วแบบต้นมะละกอ มันล้มง่าย มา ณ.วันนี้ ดิฉันเป็นทนายมา 28 ปี


เอ็นดูคนจนเอ็นขาด
หลังจากมีออฟฟิสส่วนตัวได้ไม่ถึงปี ดิฉันได้ถูกจ้างให้ไปทำงานกับ“ซิตี้แบ๊งค์”ในเมืองไทย วันหนึ่งยืนรอเรียกแท๊กซี่กลับบ้าน เห็นเด็ก 2 คนพยายามข้ามถนน รถก็วิ่งกันเร็วมาก ดิฉันรีบข้ามถนนจะไปช่วยเด็ก ตัวเองหกล้มหัวเข่าถลอกปอกเปิกส่วนเด็กวิ่งข้ามถนนปลอดภัย พอกลับบ้านเล่าแม่ฟัง แม่พูดว่า “ลูกเอ็นดูคนจนเอ็นขาด” คำสอนนี้ดิฉันมาเข้าใจภายหลัง เมื่อดิฉันรับเคสที่ลูกความทำเคสเอง หรือให้ทนาย/แทนะทำให้และเรื่องไม่ผ่าน ซึ่งดิฉันไม่ควรรับเพราะมันเละเทะ แต่ใจอ่อนรับเคสด้วยความสงสาร รับทีไรเอ็นขาดทุกที ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าแม่หมายถึงอะไร

ทำทันที
คำสอน“ทำทันที”นี้ แม่พูดซ้ำพูดซากตั้งแต่ดิฉันเด็กๆ ดิฉันคงจะชอบผลัดวันประกันพรุ่ง วันหนึ่งดิฉันกลับไปเมืองไทย ทีวี 13 นิ้วในห้องนอนแม่ไม่ทำงาน ดิฉันบอกคุณแม่ว่าพรุ่งนี้เช้าดิฉันจะมาเอาทีวีไปแก้ให้ รุ่งขึ้นดิฉันไปบ้านแม่แต่เช้า ไปถึงแบกทีวีเดินไปหน้าปากซอยให้ช่างทีวีแก้ บ่ายก็ไปรับทีวีกลับให้แม่ แม่มองด้วยสายตาชื่นชม และพูดว่า “ลูกนี่ดีนะ พูดแล้วทำทันที” ว่าว! (คิดว่าตอนนั้นดิฉันอายุปลายๆ 30) ไม่มีอะไรสายเกินไปเนอะคะ เวลาดิฉันรับเคส ดิฉันจะทำเคสทันทีไม่เคยวางค้างอยู่บนโต๊ะทำงาน

รกคนดีกว่ารกหญ้า
เพราะบ้านเราอยู่กรุงเทพ ลุงป้าน้าอายังอยู่ต่างจังหวัดกัน ลุง ป้าก็จะส่งลูกมาเรียนกรุงเทพและมาอยู่บ้านเรา จำคำคุณแม่สอนได้ว่า “รกคนดีกว่ารกหญ้า” ซึ่งคำสอนนี้ประสบกับตัวเอง ลูกความซึ่งกลายมาเป็นเพื่อนดิฉันตกอับ หอบลูกเล็กย้ายกลับไปอยู่เมืองไทย 3-4 ปี เธอคุยกับดิฉันว่าต้องการกลับมาเมกาเพื่ออนาคตลูก เธอต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ ดิฉันคุยกับสามีว่าจะให้เพื่อนและลูกมาอยู่กับเราจนกว่าเขาจะตั้งตัวได้ ดิฉันให้เหตุผลกับสามีว่าเราให้ชีวิตคน 2 คน เท่ากับเราต่อชีวิตตัวเอง (ตอนนั้นสามีพึ่งผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ดิฉันกลัวสามีอายุสั้น) เขาทั้งสองอยู่กับเราจนลูกเรียนจบไฮสกูล เพื่อนได้งานที่ลูกชายช่วยหาให้ แม่และลูกได้ดี ปัจจุบันเพื่อนรีไทร์ ลูกจบมหาวิทยาลัยทำงาน “เธอเป็นเพื่อนรักและเพื่อนตาย” ของดิฉัน เพราะคำสอนแม่ “รกคนดีกว่ารกหญ้า

ไม่จากเป็นก็จากตาย
หลังคุณพ่อเสีย ทุกครั้งไปไทย เวลาไปลาแม่ก่อนกลับเมกา ดิฉันก็จะน้ำตาไหล กลัวว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ลาแม่ คุณแม่มองดิฉันและพูดแบบสีหน้าธรรมดาที่สุดว่า “คนเรา ไม่จากเป็นก็จากตายนะ ลูก” บางครั้งดิฉันนึกถึงความรู้สึกแม่ ตอนดิฉันจากไปอเมริกาอายุเพียง 18 ปี ท่านคงหัวใจแทบขาด ฮือๆๆ


นมยานฟัดอก
คำสอนส่งท้ายค่ะ ทุกครั้งที่ดิฉันประสาทเสียกับลูก จะนึกถึงคำสอนแม่ว่า ลูกเปรียบเสมือน “นมยานฟัดอก” ดิฉันนึกภาพลูก 2 คนของดิฉัน ห้อยปุเลงๆบนอกดิฉันและดิฉันต้องพาด 2 ลูกอยู่บนไหล่ไปจนตาย สำหรับผู้ที่มีลูก หลาน คงเข้าใจนะคะ ☺️
แด่คุณแม่ที่รัก

ภาษาโรม๊านซ์ หรือ ภาษาชาวบ้าน

Happy Spring ค่ะ แฮ็ปปี้ สปริง ฤดูใบไม้ผลิค่ะ เริ่มเมื่อวันที่ 20 มีนา อากาศคาลิฟอร์เนียสบาย ค่อยๆหายหนาว ใบไม้เริ่มเขียวชอุ่ม วันนี้เขียนเรื่องเบาๆนะคะ
ตั้งแต่ดิฉันเรียนภาษาเสปญ(สแปนิช)ก็หลงรักภาษามาก สแปนิชเป็นภาษาที่ไพเราะ ออกเสียงง่าย โดยอ่านตามคำสะกด คือออกเสียงทุกพยัญชนะ (phonetic language) ทำให้เรียนง่าย และใช้เสียงหนักแบบภาษาไทยเช่น ตัว P อ่านออกเสียงตัว ป ตัว T อ่านออกเสียงตัว ต ตัว C ออกเสียงตัว ซ แต่ต้องเอาลิ้นดันฟันบน สแปนิช เป็นภาษาที่ใช้มากอันดับสองของโลกรองจากภาษาจีนกลาง ภาษาสแปนิชเป็นภาษาในกลุ่ม“ภาษาโรม๊านซ์” หรือ“โรม๊านซ์ แลงเกว็จ” (Romance language) เป็นหนึ่งในหกภาษาทางการระบุโดยสหประชาชาติ หกประเทศหลักที่ใช้“ภาษาโรม๊านซ์” คือ ประเทศเสปญ โปรตุเกส ฝรั่งเศส อิตาลี โรมาเนีย และ กาตาลัน ฉะนั้นถ้าคุณรู้ภาษาสแปนิช คุณจะพอเข้าใจและกระดิกหูภาษา อิตาเลียน และฝรั่งเศษ


โรม๊านซ์ แลงเกว็จ” คืออะไร
“โรม๊านซ์ แลงเกว็จ” หรือ ภาษาโรม๊านซ์ ไม่ได้หมายถึง“ภาษาแห่งความรัก” ตามที่ดิฉันเคยเข้าใจผิด ศัพท์คำว่า“โรม๊านซ์” (Romance) โดยใช้ตัวพิมพ์ R ตัวพิมพ์ใหญ่ หมายความว่า “โรมัน” หรือ “โรมานิซ” (Romanice) เป็นศัพท์ชาวบ้าน เรียก “วัลก้าร์ ลาติน” (Vulgar Latin) แปลว่า“ลาติน หยาบคาย” คำ “โรมานิซ” ย่อมาจากภาษาลาตินเก่า“โรมานิคัส” (romanicus) แปลว่า“การพูดแบบชาวโรมัน” (speak in Roman) ซึ่งต่างจาก “ลาติน โลกิ” (latine loqui) แปลว่า“การพูดภาษาลาติน” (to speak in Latin)


ภาษาลาติน(เก่า) เป็นภาษาโบราณตั้งแต่ก่อนคริสตศักราช มีต้นกำเนิดในพื้นที่จักรวรรดิโรมันคือพื้นที่รอบๆกรุงโรม ภาษาลาตินเป็นภาษาที่เขียนยาก อ่านยาก และเข้าใจยาก เจ้าขุนมูลนายหรือผู้มีการศึกษาเท่านั้นที่จะอ่านออกเขียนได้ หลังจากจักรวรรดิโรมันค่อยๆล่มสลาย ประมาณปี ค.ศ. 376 ดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันต่างค่อยๆแยกไปอยู่ใต้การปกครองของชนกลุ่มต่างๆ ภาษาลาตินเก่านี้จึงถูกตัดขาดออกจากภาษาถิ่นในดินแดนอื่นๆ และมีวิวัฒนาการอย่างช้าๆ จนเกิดเป็นภาษาลาตินใหม่ หรือภาษา “โรม๊านซ์”


ปัจจุบันภาษาลาตินเก่าไม่ใช่ภาษาแม่ของพลเมือง หรือประเทศใดๆ แต่ยังเป็นภาษาที่ใช้ในพิธีสวดของโรมันคาทอลิก นักเทววิทยา นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา และใช้ในภาษากฎหมาย แม้ภาษาละตินในปัจจุบันจะมีผู้ใช้น้อยมากจนถูกนับว่าเกือบเป็นภาษาสูญแล้ว แต่การศึกษาภาษาลาตินในโรงเรียนและในมหาวิทยาลัยก็ยังคงมีอยู่มากโดยเฉพาะในยุโรป พี่เขยดิฉันคนเยอรมันเคยถามตอนดิฉันเริ่มเรียนกฎหมายว่า ในอเมริกาบังคับให้เรียนภาลาตินก่อนเรียนกฎหมายไหม เพราะหลักสูตรของเยอรมันบังคับให้เรียนหลักสูตรภาษาลาตินก่อน 1 ปี ก่อนที่จะเข้าเรียนกฎหมายได้ พี่เขยดิฉันได้เสียชีวิตไปตุลาที่แล้ว (ฮือ ฮือ เศร้ามาก ดิฉันชอบคุยกับพี่เขย เขาเหมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ เขามีความรู้ลึกมาก) เลยไม่รู้จะถามใครว่าหลักสูตรเยอรมันปัจจุบัน ยังคงต้องเรียนลาตินก่อนเรียนกฎหมายหรือไม่


ภาษาทนาย
ทนายเมื่อเรียนกฎหมาย จะมีคำศัพท์ ประโยคและ โวหารภาษาลาตินบ่อยครั้ง ซึ่งเราต้องรู้ความหมาย คำภาษาอังกฤษหลายคำมาจากภาษาลาติน และอังกฤษใช้ทับศัพท์ ศัพท์ประจำที่ปรากฎในฟอร์มอิมมิเกรชั่น คือคำ
แอ๊ฟฟิเดวิท (affidavit) ปรากฎในฟอร์ม “แอ๊ฟฟิเดวิท อ๊อฟ ซัพพอร์ท” (affidavit of support) ผู้ยื่นขอใบเขียว เป็นสปอนเซอร์ต้องเซ็นใบรับรองซัพพอร์ท หรือกรณีเขียนจดหมายในรูป “แอ๊ฟฟิเดวิท” หมายความว่าผู้เขียนให้คำสัตย์ปฏิญาน หรือสาบานว่าข้อมูลเป็นความจริง ถ้าคุณโกหกหรือให้ข้อมูลเท็จ โทษจะรุนแรงมากกว่าโกหก
โบนา ไฟด์ (bona fide) ในศัพท์อิมมิเกรชั่นใช้กับคำว่า “โบนาไฟด์ แมริเอจ” (bonafide marriage) ใช้ศัพท์นี้กรณีทำใบเขียวแต่งงาน การแต่งงานของคุณต้องเป็นการแต่งงานจริง หมายความว่า มีเจตนาที่จะอยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยา ซึ่งมีองค์ประกอบหลายข้อที่ใช้เป็นเครื่องตัดสิน ไม่ใช่เพียงอยู่บ้านเดียวกัน เป็นต้น


เพลน อิงลิช ลอว์ (Plain English Law)
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ภายใต้ “เพลน อิงลิช ลอว์” ระบุดังนี้ สถานที่รัฐบาล ธุรกิจร้านค้า บริการเซอร์วิสต่างๆ ให้เขียนสัญญาหรือเอกสารด้วยการใช้ ภาษาอังกฤษเรียบๆ หรือ “เพลน อิงลิช” (Plain English) ที่คนทั่วไปสามารถอ่านและเข้าใจได้ คำว่า “เพลน อิงลิช” หมายความว่า ภาษาที่คนมีความรู้เทียบเท่าเด็ก เกรด 8 สามารถอ่านและเข้าใจได้ และถ้าเอกสารใดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงใช้ศัพท์หลักวิชาการ (Technical words) ก็จะต้องเขียนข้อความสรุปย่อๆอธิบายกำกับ


การแปลสัญญา
ตามกฏหมายเวลาคุณต้องเซ็นสัญญา และสัญญานั้นเขียนโดยบริษัทไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง อู่ซ่อมรถ สัญญาบริษัทประกัน หรือเจ้าของบ้าน เป็นต้น ถ้าสัญญานั้นฝ่ายผู้ร่างสัญญาเอาเปรียบอีกฝ่าย เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นและสัญญานั้นเขียนกำกวม ศาลจะแปลความหมายของสัญญานั้นเข้าข้างฝ่ายที่ไม่ได้เขียน

เดือนมีนาคม เดือนสดุดีผู้หญิง

วันที่ 8 มีนาคม เป็นวันประวัติศาสตร์ของผู้หญิงในอเมริกา เดือนมีนาคมทั้งเดือนเป็น “เดือนประวัติศาสตร์ของผู้หญิง” หรือ “วีเม็นส ฮิสตอรี่ มันท์ซ” (Women’s History Month) ในอเมริกาและอีกหลายประเทศทั่วโลก ฉลองและรำลึกถึงวีรสตรีที่ต่อสู้เพื่อสิทธิและความเสมอภาคของผู้หญิงมาในประวัติศาสตร์มาถึง ณ. วันนี้ คอลัมน์นี้เขียนสดุดีผู้หญิงอเมริกัน (ดิฉันลงเพียง 7 คน) ที่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ในอเมริกา

ที่มาที่ไป
วันฉลอง “วันประวัติศาสตร์ของผู้หญิงในอเมริกา” เกิดขึ้นครั้งแรกวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1978 (ดูรูป) ในรัฐคาลิฟอร์เนีย เมือง ซานตา โรซ่า (Santa Rosa) เขต“โซโนม่า เคาน์ตี้” (Sonoma County) ตอนเหนือของรัฐ
สองปีต่อมา ปี ค.ศ. 1980 ประธานาธิบดี จิมมี่ คาร์เต้อร์ (Jimmy Carter) ได้ออกประกาศ ตั้งวันที่ 8 มีนา และทั้งสัปดาห์ เป็นสัปดาห์ประวัติศาสตร์ของผู้หญิง “วีเม็นส ฮิสตอรี่ วี๊ค” (Women’s History Week) ค.ศ. 1987 ตามด้วย 14 รัฐ ประกาศให้เดือนมีนาคมเป็นเดือนประวัติศาสตร์ของผู้หญิง “วีเม็นส ฮิสตอรี่ มันท์ซ”

วันฉลองวันประวัติศาสตร์ของผู้หญิง ครั้งแรก

ไทม์ ไลน์ การต่อสู้ของผู้หญิงในอเมริกา
ปี ค.ศ. 1492 “คริสโตเฟอร์” (Christopher Columbus) ค้นพบดินแดนใหม่ “อเมริกา” ผู้อพยพรุ่นแรกคือชาวอังกฤษ ฝรั่งเศษ และดัทช์ หลั่งไหลเข้ามาในดินแดนใหม่นี้เพื่อแสวงหาเสรีภาพทางศาสนา อเมริกาได้สมญานามว่า“ดินแดนแห่งผู้อพยพ”
ปี ค.ศ. 1619 เรือชาวดัทช์ลำแรกที่เข้ามาที่เมืองเจมส์ทาวน์รัฐเวอร์จิเนีย เอาคนผิวดำอัฟริกันมาเต็มลำเรือ เพื่อมาทำงาน แต่ได้นำพวกเขามาขายเป็นทาส
ชาวอังกฤษผู้อพยพรุ่นแรกที่เข้ามาตั้งรกรากในอเมริกาอยู่ภายใต้ความปกครองของประเทศอังกฤษ ได้ขยายพื้นที่ไปเรื่อยจนเป็น 13 อาณานิคมแรก เรียงลำดับจากตะวันออกเฉียงเหนือถึงตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของขุนนางอังกฤษและต้องเสียภาษีให้อังกฤษ ในที่สุดพวกอาณานิคมปฏิวัติเกิดสงครามระหว่างผู้อพยพและกองทัพอังกฤษ อเมริกาได้ประกาศอิสระภาพจากประเทศอังกฤษ วันที่ 4 กรกฎาคม 1776 นาย จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกา

ชนชั้นสอง ผู้หญิงและคนผิวดำ
ตั้งแต่สร้างประเทศใหม่ 200 กว่าปีมาแล้ว ผู้หญิงและคนผิวดำถือเป็นชนชั้นสอง ตามกฎหมายผู้หญิงเมื่อแต่งงานเธอตกเป็น“สมบัติ”ของสามี สามีมีสิทธิตบตีและทำทารุณกรรมเมีย สมบัติของผู้หญิงมีมาก่อนแต่งงานสามีมีสิทธิซื้อขายได้ ผู้หญิงทำพินัยกรรมไม่ได้ ผู้หญิงไม่มีสิทธิซูสามีต้องเป็นคนซูให้ ส่วนคนผิวดำ ตามกฎหมาย ทาสเป็น“สมบัติ”ของเจ้านาย เจ้านายมีสิทธิทำทารุณกรรมได้ ผู้หญิงและคนผิวดำไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

สงครามกลางเมือง
ปี ค.ศ. 1861-1865 ความตึงเครียดระหว่างรัฐทางเหนือและรัฐทางใต้ต่อต้านทาสมีมากขึ้น รัฐทางเหนือต้อวการให้เลิกทาส ส่วนรัฐทางใต้ต้องการมีทาส จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง “ซิวิลวอร์” (Civil War) จนกระทั่งเกิดสงครามกลางเมือง รัฐทางเหนือชนะ หลังสงครามสิ้นสุด รัฐบาลผ่าน บทเฉพาะการ 3 ฉบับคือ
บทเฉพาะการฉบับที่ 13 ผ่าน วันที่ 6 ธันวา ค.ศ. 1865 เลิกทาส
บทเฉพาะการฉบับที่ 14 ผ่าน วันที่ 9 กรกฎา ค.ศ. 1868 ระบุทุกคนที่เกิดในแผ่นดิน ถือว่าเป็นอเมริกันซิติเซ่น จุดประสงค์ เพื่อให้คนผิวดำทุกคนที่เกิดในอเมริกา เป็นซิติเซ่น คือไม่ใช่สมบัติของเจ้านายต่อไป
บทเฉพาะการฉบับที่ 15 ผ่าน วันที่ 30 มีนา ค.ศ. 1870 ระบุว่าคนผิวดำออกเสียงเลือกตั้งได้

สตรีที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ในอเมริกา
นาง อลิซาเบท เคดี้ แสตนตัน (Elizabeth Cady Stanton)
นาง อลิซาเบท เคดี้ แสตนตัน เกิดปี ค.ศ. 1815 เมือง จอนสเทาวน์ รัฐนิวยอร์ค ตาย ค.ศ. 1902 เธอมาจากตระกูลมั่งคั่ง พ่อเป็นทนายความชื่อดังและเป็นผู้พิพากษานิวยอร์คศาลสูงสุด และยังเป็นสมาชิกคองเกรส เธอได้อ่านหนังสือกฎหมายของพ่อตั้งแต่เล็กๆ เธอจำได้ว่าพ่อเธอได้บอกผู้หญิงที่ถูกสามีทารุณกรรมในคดีที่ตัดสินว่า ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ฉะนั้นต้องทน นางอลิซาเบทมีการศึกษาสูง เป็นหญิงที่กล้าพูดในที่สาธารณธะ และต่อต้านความไม่เสมอภาคของผู้หญิง ค.ศ. 1840 เธอได้แต่งงานกับผู้ชายที่พ่อไม่เห็นด้วย เพราะเขาไม่รวย นาย“เฮ็นรี่ แสตนตัน” สามีเธอเป็น ตัวแทน “กลุ่มอเมริกันต่อต้านทาส”หรือ “เดอะ อเมริกัน แอนไท-สเลฟเวอรี่ โซซายอตี้” (The American Anti-Slavery Society) หลังแต่งงานเธอและสามีไปฮันนีมูนที่ กรุงลอนดอน เธอและสามีไปร่วม “คอนเวนชั่น” เกี่ยวกับการต่อต้านทาสระดับโลก เมื่อไปถึงคอนเวนชั่น ทางเจ้าหน้าที่ห้ามไม่ให้เธอและผู้หญิงอีกคนหนึ่งชื่อนาง “ลูเครเทีย ม็อท” (Lucretia Mott) เข้าไปในคอนเวนชั่น ทั้งสองสาวโกรธมากๆ เพราะให้ผู้ชายเข้าเท่านั้น เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นแรงผลักดันให้นาง อลิซาเบท เริ่มวงการต่อสู้เพื่อสิทธิผู้หญิง หลังกลับจากฮันนีมูน เธอและสามีได้ย้ายไปอยู่หมู่บ้านใน เขต “เซเนคา ฟอลส์” รัฐนิวยอร์ค

นางอลิซาเบท ได้เริ่มมีการชุมนุมเริ่มจากกลุ่มผู้หญิงเล็กๆมาพบปะดื่มชากัน ถกกันเรื่องสิทธิและความไม่เสมอภาคของผู้หญิง ตั้งแต่ไสตล์การแต่งตัว ไปจนถึงสิทธิในการออกเสียง และต่อต้านการค้าทาส จากกลุ่มเล็กได้ขยายเป็นกลุ่มใหญ่ จากพบปะกลายเป็นการประชุมประจำ จากบ้านไปประชุมที่โบสถ์ ณ. ที่นั่นเธอได้พบและรู้จักกับนาง ซูซาน บี แอนโทนี่ (Susan B Antony) และกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1850 ไป กลุ่มสตรีมีการจัดประชุม “วีเม็นส์ไรท์ คอนเวนชั่น” (Women’s Rights Conventions) ทุกปี จนกระทั่งเกิดสงครามกลางเมือง “ซิวิล วอร์” ปี ค.ศ. 1861-1865

ซูซาน บี แอนโทนี่ (Susan B Anthony)
โวหาร: ไม่มีผู้ชายคนไหนที่ดีพอที่จะปกครองผู้หญิง โดยปราศจากความยินยอมของเธอ
ซูซาน บี แอนโทนี่ เกิดปี ค.ศ. 1820 เมือง อดัมส์ รัฐ แมสสูเซ็ท ตาย ปี ค.ศ. 1906 เธอเป็นผู้หญิงที่สำคัญมากคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เรียกร้องต่อสู้การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของผู้หญิง ตอนเธอทำงานเป็นครูอายุเพียง 28 ปี เธอได้เงินเดือนๆละ $10 เธอมารู้ภายหลังว่าครูผู้ชายได้เงินเดือน $12.50 มากกว่าผู้หญิง $2.50 เธอได้เข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์ครู เพื่อเรียกร้องเงินเดือนเท่าเทียมกัน ซึ่งไม่สำเร็จ หลังจากนั้นเธอ “แอ๊คทีฟ” ต่อสู้เพื่อความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย เธอได้เข้าร่วมตั้งองค์กรผู้หญิง เธอเดินทางไปคอนเวนชั่นและไปปราศรัยตามรัฐต่างๆ นอกจากนั้นเธอได้ร่วมกับ นาง แฮเรียท ทับแมน ต่อต้านให้เลิกทาส เธอเรียกร้องสิทธิให้ผู้หญิงมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เดือน พฤษจิกายน ค.ศ. 1872 เธออายุ 52 ปี เธอได้ลงทะเบียนออกเสียงเลือกตั้ง และไปลงเสียงเธอถูกจับ และขึ้นศาล ศาลสั่งปรับ $100 ซึ่งเธอไม่ยอมจ่ายและท้าให้ผู้พิพากษาจับเธอเข้าห้องขัง แต่ผู้พิพากษาไม่ออกหมายสั่งจับ เพราะถ้าขึ้นศาลเธอสามารถนำคดีต่อสู้ไปถึงศาลสูงสุดได้ ปี ค.ศ. 1920 รัฐธรรมนูญ อเม็นด์เม๊นท์บทเฉพาะการฉบับที่ 19 ผ่าน ให้สิทธิผู้หญิงออกเสียงเลือกตั้งได้

กลุ่มสตรีเดินพาเหรดถือโปสเต้อร์มีลายเซ็นมากกว่าล้านคน เรียกร้องสิทธิในการเลือกดตั้ง ปี ค.ศ. 2019

รียท ทับแมน (Harriet Tubman)
นาง แฮเรียท ทับแมน เกิดปี ค.ศ. 1822 ตาย 1913 อายุ 91 ปี เกิดในรัฐ แมรี่แลนด์ เธอเกิดมาจากพ่อแม่ทาส ตอนเธอแต่งงานอายุ 22 ปี เจ้านายเธอตาย และเธอถูกขาย เธอถือโอกาสหนีตอนนั้น หลังจากหนีสำเร็จ เธอได้กลับไปช่วยเหลือครอบครัวและคนผิวดำในรัฐแมรี่แลนด์ 13 ครั้ง ระหว่างสงครามกลางเมือง เธอเข้าร่วมทหาร เป็นคนครัว สปาย และ พยาบาล เธอได้รู้จักกับ ซูซาน บี แอนโทนี่ เธอเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยร่วมในหน่วยงานใต้ดินเรียก “อันเด้อร์ กราวนด์ เรลโรด” (Underground Railroad) ระหว่างช่วงปี ค.ศ. 1860-1865 เธอลักลอบช่วยพวกทาสผิวดำหลบหนี จากทางรัฐตอนใต้ ไปรัฐทางเหนือรัฐอิสระ บ้างไปถึงประเทศแคนาดา (ตอนนี้มี ซีรีส Underground Railroad ทาง ไพร์ม ทีวี ลองดูสิคะ กินใจมากๆเลย)

ใต้รูปเธอเขียนว่า “I was the of the conductor of the Underground Railroad for eight years, and I can say what most conductors can’t say — I never ran my train off the track and I never lost a passenger.”

“ฉันเป็น“คอนดั๊กเต้อร์” คนขับรถไฟ (โค๊ดลับคำว่า “คอนดั๊กเต้อร์” แปลว่าผู้ ช่วยทาสหลบหนี) ของ รถไฟใต้ดิน (อันเด้อร์ กราวนด์ เรลโรด) มา เป็นเวลา 8 ปี และฉันพูดได้เต็มปาก ว่า “รถไฟไม่เคยตกราง” (คือเธอไม่เคยถูกจับได้) และฉันไม่เคยศูนย์ “ผู้โดยศาลเลย” (คือพวกทาสที่หนี)

โรซ่า พาร์คส (Rosa Parks)
นาง โรซ่า พาร์คส หญิงผิวดำนักต่อสู้เพื่อความเสมอภาคระหว่างผิว เกิดในรัฐ อลาบาม่า ค.ศ. 1913 ตายปี 2005 หลังสงครามกลางเมืองสิ้นสุดปี ค.ศ. 1865 คนดำก็ยังถูกกีดกัน และมีการแยกผิวมาตลอด ปี ค.ศ. 1896 ศาลได้ตัดสินในคดี Plessy v. Ferguson เป็นคดีบรรทัดฐาน ว่า การแบ่งแยกระหว่างผิวถือว่าไม่ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญตราบใดที่ รัฐบาลจัดที่เฉพาะให้คนผิวดำ ถือว่าเท่าเทียมกัน “เซพพาเรท บัท อีควล”( separate but equal ) แปล “แบ่งแยก แต่เท่าเทียม” ??????? เช่น รัฐบาลจัดโรงเรียนสำหรับเด็กผิวดำ เท่านั้น (ปัญหาคือ โรงเรียน เด็กผิวดำมีโรงเรียนเดียวอยู่ไกล เด็กผิวดำต้องเดินไปโรงเรียนซึ่งไกลมาก) นั่งรถเมล์แบ่งแยกแถวนั่ง จัดคนดำนั่งข้างหลังมีไม่กี่แถว คนขาวนั่งด้านหน้า ห้องน้ำสาธารณะแยกระหว่างคนขาวและดำ เหตุการณ์นางโรซ่าเกิดขึ้นคือ ทุกวันเธอต้องนั่งรถบัสไปทำงานทุกวัน และมักจะสายเพราะที่นั่งด้านหลังเต็ม วันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1955 ไม่มีที่นั่งอย่างเคย เธอตัดสินใจนั่งด้านหน้า และไม่ยอมลุกให้คนขาวนั่ง การกระทำของเธอครั้งนี้ เกิดทำให้ระอุขึ้นมา คลใจให้บาทหลวง มาร์ติน ลูเท่อร์ คิง (Martin Luther King) เริ่มตั้งกลุ่มเดินขบวนเรียกร้องความเสมอภาคมาตลอด การเรียกร้องความเสมอภาคของคนผิวดำยังมีมาถึงปัจจุบัน ตอนดิฉันเรียนกฎหมายดิฉันได้อ่านเคสของเธอละเอียด ตอนนั้นเธอยังมีชีวิตอยู่ และชื่นชมเธอมากๆ

เชอรี่ ชิสโฮล์ม Shirley Chisholm
นาง เชอรี่ ชิสโฮล์ม กิด ค.ศ. 1924 ตาย ค.ศ. 2005 เธอเป็นหญิงผิวดำคนแรกที่ได้ ถูกเลือกเป็นสมาชิกคองเกรสใน ปี ค.ศ. 1968 และในปี ค.ศ. 1972 เธอลงเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดี พรรคเดโมแครท แต่เธอตกรอบ กัฟวันเน่อร์ “จอร์จ แม็คกัฟเว็น” (George McGovern) ได้เป็นตัวแทนพรรค แต่แพ้ “ริชาร์ด นิคสัน” (Richard Nixon) สังกัดพรรค รีพับบลิคกัน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี โวหารของเธอคือ “คุณไม่สามารถเจริญก้าวหน้าหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ถ้าคุณยืนได้แต่ยืนคร่ำครวญและบ่นอยู่ข้างหลัง คุณจะก้าวหน้าได้ถ้าคุณนำความคิดนั้นและนำมาดำเนินการ”

ฮิลลารี่ คลินตัน Hillary Clinton

“นางฮิลลารี่ คลินตัน” (Hillary Clinton) (ภรรยา อดีตประธานาธิบดี คลินตัน) ระหว่างปี ค.ศ. 1993 ถึง 2001 เกิด ค.ศ. 1947 ที่ ชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ปัจจุบันอายุ 74 ปี ปี ค.ศ. 2016 เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับเลือกเป็น เพรสสิเด๊นท์เชียล แคนดิเดท พรรคเดโมแครท แข่งชิงตำแหน่งกับ “โดนัลด์ ทรัมพ์” ตัวแทนพรรครีพับบลิคกัน เธอแพ้ ทรัมพ์ชนะได้เป็นประธานาธิบดี ระหว่างปี ค.ศ. 2017-2021
ระหว่างเธอเป็นสตรีหมายเลขหนึ่ง ปี ค.ศ. 1993 ถึง 2001 เธอได้ไปปราศรัยสถานที่ต่างๆและเธอต่อสู้เพื่อความเสมอภาคของผู้หญิงและเรียกร้องสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงมาตลอด คำปราศรัยที่จารึกในประวัติศาสตร์ของเธอคือคำปราศรัยในเบจิง ประเทศจีน วันที่ 9 กันยา1995 นางคลินตันกล่าวประโยค “Human rights are women’s rights and women’s rights are human rights” “สิทธิมนุษยชนคือสิทธิผู้หญิง สิทธิผู้หญิงคือสิทธิมนุษยชน” คือมันแยกกันไม่ได้ โวหารนี้ถูกจารึกเป็นอันดับ 35 ในจำนวน 100 วาทศิลป์ มีชื่อของอเมริกัน

คามาล่า แฮริส Kamala Harris

นาง“คามาล่า แฮริส” (Kamala Harris) แฮริส เกิด ค.ศ. 1964 เกิดที่เมือง โอ๊คแลนด์ รัฐคาลิฟอร์เนีย ปัจจุบันอายุ 57 ปี บิดาเป็นคนผิวดำ มารดาเป็นคนอินเดีย ปัจจุบัน เธอเป็นรองประธานาธิบดีหญิงคนแรกของอเมริกา ในคณะรัฐบาล โจเซฟ ไบเดน (Joseph Biden) ระหว่างปี ค.ศ. 2021 – 2025

ระยะเวลาทำใบเขียวและซิติเซ่นเร็วขึ้น

สวัสดีปีใหม่ตรุษจีนค่ะ Happy Lunar New Year ดิฉันเริ่มต้นปีใหม่เซ็งนิดๆเพราะรู้สึกความหวังที่อยากกลับเมืองไทยใจจะขาด มันริบหรี่เหลือเกิน ดิฉันไม่กลัวโควิด พ่อแม่ลูก 3 คนแข็งแรง แต่กลัวว่าถ้าลูกหรือสามีไปติดโควิดในเครื่องบิน และต้องเข้าโรงพยาบาลในเมืองไทยล่ะ ดิฉันไม่ไว้ใจโรงพยาบาล เฮ้อ! คุยเรื่องอื่นแล้วกันนะคะ

คุยเรื่องอิมมิเกรชั่น ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าสำหรับโรบินฮู้ด เดือนกุมภาปีที่แล้ว หนึ่งเดือนหลัง ประธานาธิบดี “ไบเดน” เข้ารับตำแหน่ง “ไบเดน” ได้สัญญาว่าจะเสนอร่างกฎหมาย “บิล” ปฎิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่นรวมทั้งอภัยโทษให้โรบินฮู้ด “บิล”นี้ยังติดอยู่ในสภาค่ะ ยังต้องมีการต่อรองกันอีกเยอะ ทั้ง 1 ปีที่ผ่านมาถึง ณ. วันนี้ สถานการณ์รอบตัวและสถานการณ์โลกก็ไม่ได้ช่วย รัสเซียอาจบุกประเทศยูเครนได้ทุกเวลา ไวรัสสายพันธ์ใหม่ “ออมมิครอน” (omicron) ระบาด ผู้ลี้ภัยจากอัฟกานและผู้ลี้ภัยที่ติดอยู่สถานกักกันชายแดนจำนวนมากที่รัฐบาลต้องหาที่ลงให้พวกเขา ค่าครองชีพ“อินเฟลชั่น” (inflation) ในประเทศก็สูงขึ้นๆ “ไบเดน” รับภาระหนัก อิมมิเกรชั่นก็ค้างเติ่งอยู่ในสภา เฮ้อ! (ครั้งที่สอง)

คุยเรื่องที่ “แฮ็ปปี้” ขึ้นหน่อย ระยะเวลาการทำใบเขียว และซิติเซ่นเริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ ทันทีที่รัฐบาล “ไบเดน” เข้า ท่านได้ยกเลิก 2 กฎหมายที่ ประธานาธิบดี “ทรัมพ์” ผ่านออกมาปีสุดท้ายก่อนหมดสมัย ทำให้การขอใบเขียวและสอบซิติเซ่นยากขึ้น อันแรก (1) คือกฎที่ผู้ขอใบเขียวต้องพิสูจน์ว่าจะไม่เป็นภาระสังคม โดยในทางอ้อมดูการศึกษา อาชีพ และอายุของผู้ขอใบเขียว และสอง (2)  “ทรัมพ์” เปลี่ยนข้อสอบซิติเซ่นจาก 100 ข้อ เป็น 128 ข้อ และเพิ่มคำถามจาก 10 ข้อเป็น 20 ข้อ และผู้สอบต้องตอบคำถามถูก 12 ข้อ แทนที่จะเป็น 6 ข้อ  เท่ากับกีดกันไม่ต้องการให้คนต่างชาติเป็นซิติเซ่นได้ง่ายๆ “ไบเดน” ได้เลิกสองกฏนี้ทันที

ระยะเวลาทำใบเขียวและซิติเซ่นเร็วขึ้น

เคสขอใบเขียวในอเมริกา ใบเขียวแต่งงาน ใบเขียวให้พ่อแม่ และลูกอายุต่ำกว่า 21 ปีไม่แต่งงาน  ช่วงรัฐบาล “ทรัมพ์” ใช้เวลาประมาณ18-24 เดือนขึ้นไป หลังรัฐบาล “ไบเดน” เข้ามา ปีที่แล้วเคสใบเขียวใช้เวลาเร็วขึ้นประมาณ 15-18 เดือน เคสล่าสุดที่ดิฉันพึ่งยื่นเดือนธันวา ลูกความได้นัดไปพิมพ์นิ้วมือ 1 เดือนหลังยื่น ซึ่งก่อนหน้านี้เกือบ 6 เดือนกว่าจะได้นัดพิมพ์นิ้วมือ แสดงว่าจะเร็วขึ้น คงไม่เกิน 1 ปีหรือเร็วกว่านั้น

ส่วนผู้ที่อยู่เมืองไทยขอใบเขียวจากเมืองไทยและสัมภาษณ์ที่สถานทูต ใบเขียวแต่งงาน ใบเขียวให้พ่อแม่ และลูกอายุต่ำกว่า 21 ปีไม่แต่งงาน  ยังกะไม่ได้ว่าจะเร็วขึ้นไหม ระยะเวลาที่อิมมิเกรชั่นดำเนินเรื่องและเคสแอ็พพรูฟเป็นปกติ แต่เมื่อเรื่องไปถึงสถานทูต ยังใช้เวลารอเรียกสัมภาษณ์นาน เนื่องจาก COVID สถานทูตปิดทำการอยู่ช่วงหนึ่ง และคิวนัดสัมภาษณ์น้อยลงต่อวัน ปัจจุบันยังใช้เวลาประมาณ 18-24 เดือน

เคสทำซิติเซ่นเร็วขึ้นมาก

สำหรับเคสทำซิติเซ่น ช่วงรัฐบาล “ทรัมพ์” ใช้เวลาประมาณ 18-24 เดือน  หลังรัฐบาล “ไบเดน” เข้า เคสเร็วขึ้นประมาณนับจากวันยื่นถึงวันเรียกสัมภาษณ์ 9-12 เดือน แต่เคสที่ดิฉันพึ่งยื่นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ลูกความได้สัมภาษณ์ภายใน 4 เดือนและได้สาบานตนเป็นซิติเซ่น 3 สัปดาห์ให้หลัง

สำหรับดิฉันทำหน้าที่ตนเองต่อไปให้ดีที่สุดในแต่ละวัน เคสอิมมิเกรชั่นแต่ละเคสผ่านไปด้วยดี ลูกความมีความสุขถึงแม้จะล่าช้าแต่ผลลัพท์คุ้มค่า วันนี้เช้าตื่นมาได้รับไลน์จากลูกความเขาตื่นเต้นมากพึ่งสัมภาษณ์ใบเขียวผ่านที่สถานทูต(แม่แอ็พพลายให้ลูกชาย)  ส่วนแม่ส่งวีดีโอรูปเธอร้องไห้โฮเมื่อรู้ว่าลูกผ่าน ระยะเวลารอเกือบ 9 ปี ผลลัพท์ที่ได้คุ้มค่า ดิฉันดูวีดีโอแม่ก็น้ำตาไหลเช่นกัน ดิฉันจะแฮ็ปปี้มากและกระโดดโลดเต้นทุกครั้งที่เคสแต่ละเคสผ่าน สามีเห็นก็จะรู้ทันทีว่าดิฉันมีเคสผ่าน ดิฉันเคยได้ยินมาว่า “อาชีพหมอ หมอที่ผ่าตัดคนไข้และคนไข้ตายบนเตียงผ่าตัด และหมอไม่มีความรู้สึกอย่างใด หมอควรจะรีไทร์ได้” เวลาสามีถามดิฉันว่าเมื่อไรจะรีไทร์ ดิฉันจะตอบว่าเมื่อไรที่เคสผ่านดิฉันไม่กระโดดโลดเต้น วันนั้นดิฉันจะรีไทร์ 😃

สวัสดีปีใหม่ ส่งท้ายโควิดปีที่สอง

สวัสดีปีใหม่ค่ะแฟนๆคอลัมน์ คอลัมน์นี้ดิฉันลงรูปกิจกรรม 12 เดือน และสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวเราในปี 2021 ที่ผ่านมา เริ่มจากเดือนธันวาไปถึงมกราคม ดิฉันเชื่อว่าชีวิตแต่ละคนเปลี่ยนไปมากในระยะ 2 ปี เนื่องจากโควิดระบาด สำหรับครอบครัวดิฉันเราพยายามดำรงชีวิตอย่างปกติมากที่สุด เขตออเร๊นจ์เคาน์ตี้ที่ดิฉันอยู่เข้มงวดน้อยกว่าเขตแอลเอ เราออกไปเดินพาร์คทุกวัน ไปทานข้าวร้านอาหารได้ไม่ต้องโชว์ว่าฉีดวัคซีน ลูกชายกลับไปทำงานอาสาสมัครตามเดิม ที่บ้านมีคลาสโยคะปกติ 6 วันต่อสัปดาห์ ดิฉันสูญเสียสมาชิกครอบครัวสองคน พี่เขย (สามีพี่สาวคนโต อยู่เยอรมันี)และลูกเขย ทั้งสองตายด้วยโรคหัวใจล้มเหลว สงสารพี่สาวและหลานชายมากสุดๆที่พ่อตายอายุยังน้อย

ดิฉันได้บัตรอวยพรคริสมัสการ์ด 2 ใบ ดิฉันขอแชร์กับคุณ

จากพี่สาวคนโต ขอให้ครอบครัวน้องตุ้ยมีความสุขกาย มั่นคง เป็นกำลังใจในชีวิตของคนรอบข้างไปเรื่อยๆนะจ๊ะขอบคุณที่น้องตุ้ยดูแลทุกๆคนที่สามารถทำได้  จากเพื่อนโยคะคุณนิตยา (คำแปล) คุณรุจีและคุณซาเมียที่รัก ขอขอบคุณเป็นล้านๆ ดิฉันสำนึกบุญคุณของคุณทั้งสองมาก คุณทำให้ปีโควิด เป็นปีที่ดีที่สุดของดิฉัน ขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง

เดือนธันวาคม 2021

เดือนพฤศจิกายน 2021

เดือนตุลาคม 2021

เดือนกันยายน 2021

เดือนสิงหาคม 2021

วันที่ 4 กรกฎาคม 2021 วันชาติหรือวันประกาศอิสรภาพ อินดีเพ็นเด็นท์ เดย์

เดือนมิถุนายน 2021

หมอ Dr. Saad คนกลาง และลูกเพื่อนหมอมาเยี่ยมเราที่บ้าน หมอ Saad เป็นหมอที่ช่วยชีวิตสามีดิฉัน แกพบว่าสามีเป็นมะเร็งลำไส้เมื่อ 19 ปีที่แล้ว

เดือนพฤษภาคม 2021

เดือนมีนาคม 2021

เดือนกุมภาพันธ์ 2021

เดือนมกราคม 2021

ไว้อาลัย เดือน สิงหา และตุลา ปี 2021

สวัสดีปีใหม่ทุกๆคน stay healthy and happy นะคะ

ลิงเก็บมะพร้าว

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ดิฉันได้ฟังข่าวบริษัท “คอสโค่” (Costco) ห้างค้ายักษ์ใหญ่ราคาขายส่ง (คล้ายๆแม็กโคร บ้านเรา) ประกาศหยุดจำหน่าย “น้ำกะทิชาวเกาะ” หลังจากที่องค์กร “พีต้า” (PETA) องค์กรปกป้องสิทธิสัตว์ ออกรายงานว่า บริษัท เทพผดุงพรผู้ผลิตน้ำกะทิชาวเกาะ ซื้อมะพร้าวจากตัวกลางที่รับมะพร้าวจากชาวบ้านที่ใช้ลิงเก็บมะพร้าว ซึ่งถือเป็นการทารุณสัตว์ ปัจจุบันบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทได้หยุดจำหน่ายน้ำกะทิชาวเกาะเช่นกัน ความรู้สึกแรกเมื่อดิฉันได้ยินข่าวก็นึกว่า “เฮ้อ นี่คืออเมริกา !!” เลยเปิดอ่านหารายละเอียกมากขึ้น จึงพบว่า ประเทศ อังกฤษ ได้ “แบน” น้ำกะทิและผลิตภัณฑ์แปรรูปมะพร้าวของไทย รวม นมมะพร้าว น้ำกะทิ เนื้อมะพร้าว น้ำมันมะพร้าว แป้งมะพร้าว และผลิตภัณท์อื่นๆมาก่อนหน้าเราตั้งแต่เดือนกรกฏาคม


องค์กร “พีต้า”
องค์กร “พีต้า” ก่อตั้งในอเมริกาปี ค.ศ. 1980 ที่เมือง นอร์ฟอร์ค รัฐเวอร์จิเนีย (Norfolk Virginia) ชื่อเต็ม PETA ย่อมาจาก People for the Ethical Treatment of Animals แปลตรงตัวคือ ประชาชนเพื่อการฏิบัติต่อสัตว์อย่างมีจริยธรรม ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 9 ล้านคนทั่วโลก สโลแกน (slogan) ขององค์กรคือ สัตว์ไม่ใช่การเอามาทำการทดลอง กิน นุ่งห่ม ฝึกแสดงละคร หรือ ทารุณกรรม แต่อย่างใด


ลิงเก็บมะพร้าวทารุณกรรมหรือไม่
ฝ่ายไทย กลุ่มทุนเกษตรกร ชาวไร่และชาวสวน แย้งว่า ธรรมชาติของลิงมันก็ปีนป่ายต้นไม้อยู่แล้ว ลิงอยู่คู่กับต้นมะพร้าวและเป็นตัวช่วยในการเก็บมะพร้าวตั้งแต่บรรพบุรุษมากว่า 100 ปี ฝรั่งดูถูกภูมิปัญญาคนไทย ลิงเก็บมะพร้าว เป็นวิถีชาวบ้านมากกว่าไม่ใช่เป็นการทรมานหรือทารุณสัตว์แต่อย่างใด
ตามกฎหมาย ภายใต้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ลิงเป็นสัตว์สงวนเนื่องจากลิงเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าคุ้มครอง ผู้ที่จะมีลิงในครอบครองจะต้องมีใบอนุญาตครอบครองสัตว์ป่า ลิง 6 ชนิดที่จัดอยู่ในความคุ้มครองภายใต้ พรบ คือ (1)ลิงกัง หรือลิงกังใต้ (2)ลิงลม หรือนางอาย (3) ลิงวอก (4) ลิงเสน (5) ลิงแสม และ (6)ลิงอ้ายเงี้ยะหรือลิงภูเขา


ลิงกังใต้ เป็นลิงเก็บมะพร้าว คนทางใต้จับลูกลิงกังใต้จากป่า มาเลี้ยงและฝึกให้ปีนต้นมะพร้าวเก็บลูกมะพร้าว ซึ่งตาม พรบ ถือว่าผิดกฎหมายถ้าไม่มีใบอนุญาติครอบครอง ธรรมชาติของลิงกังใต้ อาศัยอยู่ตามป่าดิบบริเวณเชิงเขา ชอบเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อยไม่ค่อยอยู่เป็นที่ เป็นลิงที่มีสมาชิกในฝูงน้อยกว่าลิงชนิดอื่นๆจะมีไม่เกิน 40-45 ตัว บางตัวออกหากินตัวเดียวไม่รวมฝูง ลิงกังใต้ชอบลงมาอยู่ตามพื้นดินมากกว่าอยู่บนต้นไม้ แต่เวลานอนขึ้นไปนอนบนต้นไม้ ชอบส่งเสียงร้องและมักร้องรับกันทั้งฝูง มีอายุยืน 25 ปี

ลิงกังใต้

ฝ่ายองค์กร “พีต้า” จากการไปสืบสวนกรรมวิธีการใช้แรงงานลิงเก็บมะพร้าวในประเทศไทย องค์กรได้ข้อมูลมาว่า ชาวบ้านทางภาคใต้ไปจับลูกลิงจากป่า ตอนอายุระหว่าง 3-5 เดือนมาเพื่อฝึกให้ปีนขึ้นต้นมะพร้าวเพื่อเก็บลูกมะพร้าว (ลิงที่จะใช้ฝึกเป็นอย่างดีอยู่ในช่วงอายุไม่เกิน 3-5 เดือน และเป็นตัวผู้เนื่องจากตัวใหญ่และมีแรงมากกว่าลิงตัวเมีย) ลูกลิงถูกพัดพรากจากพ่อแม่ ลูกลิงจะถูกขังอยู่ในกรงแคบๆพอตัว และใส่ปลอกคอล่ามเชือ ดูรูป องค์กรพีต้ามองในแง่ว่า เมื่อลิงถูกจับมาเลี้ยงตามบ้าน เท่ากับลิงหมดอิสระภาพในการที่จะโหนต้นไม้ ปีนป่าย กับสมาชิกในฝูงลิง ซึ่งเป็นตามธรรมชาติของลิงป่า ลิงกังใต้เป็นลิงที่ฉลาดมาก เมื่อลิงถูกผูกเชือกหรือล่ามโซ่ให้อยู่กับที่ ลิงเดินวนไปวนมาอย่างไม่รู้จบ บนหย่อมดินที่เต็มไปด้วยขยะ ทำให้ลิงค่อยๆเสียสติไปจนหมดหวัง กรณีถ้าเจอลิงดุ เจ้าของจะถอนฟังลิงออกเพื่อไม่ให้กัด นอกจากนั้นเมือลิงไม่ถูกบังคับให้ปีนเก็บลูกมะพร้าว ลิงถูกฝึกให้เล่นละครลิง เหล่านี้ทางองค์กร “พีต้า ถือว่า เป็นการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างไม่มีมีจริยธรรม

“พีต้า”กล่าวว่า ผู้มีเมตตาต่อสัตว์เลือกไม่ดื่มนมวัว เพราะเกษตรกรที่ผลิตนมวัว ต้องให้วัวตัวเมียผสมพันธ์และท้องบ่อยๆเพื่อจะได้รีดนมวัวได้มากขึ้น ฉะนั้นผู้มีเมตตาต่อสัตว์เลือกดื่มนมมะพร้าวและนมพืชแทน เช่นนมถั่วเหลือง หรือนมอัลมอนด์แทนที่จะดื่มนมวัว ไม่กินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เนื่องจากการปฏิบัติต่อสัตว์ไม่มีจริยธรรม


ทั้งสองฝ่ายมีความคิดเห็นต่างกัน แล้วแต่คุณจะฟังฝ่ายไหน มุมมองของคนไทยถือว่าการฝึกลิงเก็บมะพร้าว เป็นภูมิปัญญาคนไทยเป็นวิถีชาวบ้านไม่ถือเป็นการทรมานหรือทารุณสัตว์ แต่ในแง่องค์กร “พีต้า” ผู้เมตตาสัตว์ ถือว่าการใช้แรงงานลิง ฝึกลิงเก็บมะพร้าวและเล่นละครลิงถือเป็นการทารุณสัตว์ สำหรับดิฉัน สิ่งที่ทนไม่ได้สุดๆ คือ“ละครลิง”สงสารลิงมากที่ถูกนำมาแต่งหน้าเสียเลอะเทอะ เพื่อให้ผู้ชมหัวเราะ ทำให้ลิงไร้ศักดิ์ศรีจริงๆ

โรงเรียนผู้ใหญ่ หรือ ADULT SCHOOL

วันนี้คุยเรื่อง หาความรู้ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาอยู่ในอเมริกาใหม่ๆหรืออยู่ในอเมริกามานานแต่ไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน เพราะติดกับ “จ๊อบ” แรกที่คุณได้ทำตั้งแต่เริ่มต้น คุณมีโอกาสหาความรู้เพิ่มในสิ่งที่คุณชอบ คุณสามารถเข้าเรียน “โรงเรียนผู้ใหญ่” หรือ “อดั๊ลท์ สกูล” (Adult school) ไม่ว่าคุณจะอยู่เถื่อนในอเมริกาหรืออยู่อย่างถูกต้อง ดิฉันจะเห็นลูกความหลายคนที่พอเข้ามาถึงอเมริกาก็รีบหางานทำ งานแรกก็คือร้านอาหารไทย เสริฟหรือทำงานในครัว เมื่อคุณเข้าทำร้านอาหารไทยปุ๊บเท่ากับปิดโอกาส ที่จะออกหางานอื่นที่คุณเรียนจบมา เพราะงานร้านอาหารไทยชั่วโมงยาว 10-12 ชั่วโมงต่อวัน กลับบ้านก็หมดแรง

ที่มาของโรงเรียนผู้ใหญ่

“อดั๊ลท์ สกูล” เป็นโรงเรียนสำหรับผู้ใหญ่ (อายุเกิน 16 ปีขึ้นไป) มีทั่วทุกรัฐ และทุกเขต ใกล้เขตที่ดิฉันอยู่ ABC Adult school โรงเรียนผู้ใหญ่ได้รับเงินกองทุนหนุนจากรัฐบาลกลาง (Federally Funded Adult Education and Family Literacy Programs) เพื่อช่วยให้ผู้ใหญ่และครอบครัวรู้หนังสือ ดิฉันคิดว่าจุดประสงค์เบื้องต้น มีหลักสูตรช่วยเด็ก (อาจเป็นเด็กที่ยากจนหรือเด็กที่ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว) ที่เรียนไฮสกูลไม่จบ หรือผู้ใหญ่คนต่างด้าวที่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้  หลักสูตร 3 คอร์สหลักคือ (1) หลักสูตรช่วยให้เด็กสอบผ่านและได้รับประกาศนียบัตรจบไฮสกูล (2) คลาสสอน “ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง” เรียกย่อว่า “อี เอ็ส แอล” (ESL ย่อมาจาก English as a second language) และ (3) คลาส เตรียมตัวสอบซิติเซ่น

หลักสูตรและวิชาเรียน

ปัจจุบัน “อดั๊ลท์ สกูล” มีคอร์ส หลักสูตร มากมาย ที่เรียนจบและได้ประกาศนียบัตรเมื่อจบสามารถทำงานได้ เช่น  วิชาชีพต่างๆเช่น คอมพิวเต้อร์ เท็คโนโลยี (computer technology) ช่างแก้คอม  วิชาพยาบาล (nursing) ผู้ช่วยทันตแพทย์ (dental assistant) ผู้เขี่ยวชาญด้านบิลและเก็บเงิน (billing specialist) ผู้เตรียมภาษี (tax preparation) และคลาสที่มีประโยชน์ต่างๆ เช่น ภาษาสแปนิช (Spanish) ภาษาสแปนิชเป็นภาษาที่สองของอเมริกา วิชาช่างต่าง เช่น  ช่างทำผม จัดดอกไม้ ทำขนม เย็บผ้า ตัดเสื้อผ้า และทางด้าน ฟิตเนส (fitness) เต้นอโรบิค พิลาเต้ โยคะ เต้นรำบอลรูม เป็นต้น ถ้าคุณเรียน คอร์ส วิชาชีพและคอร์สที่เป็นหลักสูตรจบ คุณจะได้รับประกาศนียบัตร และทางโรงเรียน มี job placement ที่ช่วยแนะนำบริษัทที่เปิดรับสมัครงานต้องการผู้จบวิชาชีพต่างๆ

เวลาและชั่วโมงเรียน

เนื่องจากเป็นโรงเรียนผู้ใหญ่ คุณเรียน “พาร์ท ไทม์” มีทั้งภาคเช้าและภาคค่ำ ชั้นเรียนมีให้เลือกมาก ขึ้นอยู่กับถ้าคุณเรียนต้องการประกาศนียบัตร ก็จะเรียนหลายเทอม แต่ละคลาส 3 ชั่วโมง 2 วันต่อสัปดาห์ นอกจากคลาสช่วง “ซัมเม่อร์”

ค่าเล่าเรียนและลงทะเบียน

ในคาลิฟอร์เนียตอนใต้ ค่าเทอมๆละ $40 คุ้มสุดๆ เปิดเรียนเป็นเทอม “ไทรเมสเต้อร์” (trimester) 3 เทอมต่อปี หรือ “ควอร์เต้อร์” (quarter) 4 เทอม ต่อปี ถ้าคุณสนใจโปรดคลิกเข้าไปหา adult schools near me คุณสามารถลงทะเบียน ออนไลน์ หรือ เดินเข้าไปลงทะเบียนที่โรงเรียนได้วันที่เปิดเทอม หรือ ภายในสัปดาห์แรก

ความรู้ที่ดิฉันได้จาก“อดั๊ลท์ สกูล”

ตั้งแต่ดิฉันมาอยู่อเมริกาดิฉันเข้าเรียน “อดั๊ลท์ สกูล” 3 ครั้ง ซึ่งได้ความรู้ติดตัวมาทุกคลาส 

ครั้งแรกคือ  ปีแรกที่มาอยู่อเมริกา คลาสภาษาอังกฤษ“อี เอ็ส แอล” (English as a second language) 1 เทอม ดิฉัน ยอดเปิ่น จำได้ว่านักเรียนต่างชาติคนหนึ่งคุยเรื่องของเขาให้ฟังและบอกว่า “I am mad” ดิฉันรู้แต่ว่า mad แปลว่า “บ้า” คิดว่าทำไมเธอจึงพูดว่า “เธอเป็นบ้า” มารู้ทีหลังว่า mad แปลว่า “บ้า” หรือ “โกรธ” 

ครั้งที่สองคือ ภาษา“สแปนิช” โดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อ 4 ปีที่แล้วปี 2017 เห็นป้ายหน้าโรงเรียน “อดั๊ลท์ สกูล” ว่ามี คลาส “แอนนาโตมี่” (anatomy)  หรือสรีระร่างกาย ดิฉันอยากหาความรู้เพิ่มเกี่ยวกับสรีระ เนื่องจากสอนโยคะ จึงเข้าไปลงทะเบียน จ่ายตังเสร็จ ทางโรงเรียนบอกว่าคลาสนี้เป็นหลักสูตรของคอร์ส พยาบาล ต้องเรียนหลายเทอม ไหนๆก็อยู่ตรงนั้นแล้วดิฉันเลยถามว่ามีคลาสอะไรบ้าง เขาบอกมี “สแปนิช” สนไหม ดิฉันก็โอเค คิดว่าลองเรียนดูสักเทอม ปรากฎ ณ. วันนั้นถึงวันนี้ 4 ปี ดิฉันเรียนสแปนิชมาถึงปัจจุบันนี้ เอาว่าไปเที่ยวเสปนคราวนี้พูด และอ่านได้ อาจฟังเข้าใจลำบากหน่อยเพราะคนท้องถิ่นพูดโคตรเร็ว

ครั้งที่สาม คือ เมื่อ 2 ปีที่แล้วปี  2019 ระบบยื่นเคสอิมมิเกรชั่น มีการเปลี่ยนแปลง เราต้องส่งเอกสารเข้า วีซ่าเซ็นเต้อร์ออนไลน์ แทนที่จะส่งทางไปรษณีย์อย่างที่เคย ดิฉันก็ทุลักทุเลอยู่นาน ตัดสินใจไปเรียน คลาส วิชา computer essential  “อดั๊ลท์ สกูล” ครูสแปนิชดิฉันสอนคลาสนี้ ด้วย เลยสบาย แกช่วยดิฉันมาก

โรงเรียนที่ดิฉันเรียนปัจจุบัน                               
ในห้องเรียน (ของคนอื่น)

ช่วงโควิด คนตกงานเยอะ เป็นโอกาสดีถ้าคูณจะลองเช็ค “อดั๊ลท์ สกูล” ดูนะคะ อาจเจอวิชาชีพที่คุณถนัดหรือมีแบ็คกราวนด์มาก่อน หรือเพื่อหาความรู้เพิ่ม การเรียนหาความรู้ไม่มีการสิ้นสุดค่ะ ถือเป็นความสำเร็จหรือ“แอ็คคอมพลิช” (accomplish) ในชีวิตอย่างหนึ่ง ในอเมริกาไม่มีใครดูถูกค่ะว่าคุณเรียนหนังสือที่ไหน ขึ้นอยู่กับคุณจะนำความรู้นั้นไปใช้อย่างไร 

โควิดวัคซีนสำหรับผู้ขอใบเขียว

กฎอิมมิเกรชั่นสำหรับผู้ขอใบเขียวจากเมืองไทยผ่านสถานทูต (Consular Processing) ต้องฉีดโควิดวัคซีนก่อนเดินทางเข้าอเมริกา และผู้ที่ขอใบเขียวในอเมริกาหรือ“ปรับสถานภาพ” หรือ “แอ็ดจัสท์เม๊นท์ ออฟ สแตตัส” (Adjustment of status) ต้องมี “พรูฟ” ว่าฉีดวัคซีนโควิดแล้วเช่นกัน กฎใหม่มีผลบังคับใช้ 1 ตุลา 2021 นี้

ฉีดวัคซีนเมื่อไร

สำหรับผู้ที่ขอใบเขียวจากเมืองไทย  คุณควร มี “พรูฟ” ฉีดวัคซีนเรียบร้อยก่อนวันนัดไปตรวจร่างกาย และต้องนำนำผลฉีดวัคซีนไปโรงพยาบาลวันตรวจร่างกายด้วย  ร. พ. ที่ทางสถานทูตรับรองคือ ร.พ. บำรุงราษฎร์ ร.พ. บี เอ็น เค (BNK) หรือ แบ็งคอค เนิร์สซิ่ง โฮม และ ร.พ. แม็คคอร์มิค ในเชียงใหม่ 

บัตรฉีดวัคซีน ต้องเป็น “ออฟฟิเชียล วัคซีน เร็คคอร์ด” (official vaccine record) มีลงวันที่ที่ได้รับการฉีด ชื่อคุณ และ ควรมี ชื่อบริษัทผู้ผลิด และ ล็อทนัมเบอร์ และแสดงให้ทางโรงพยาบาลดู เพื่อทาง ร.พ. สามารถดูได้ว่าวัคซีนที่คุณฉีด ทางกระทรวงอาหารและยาของอเมริกา หรือ FDA (ย่อจาก Food and Drug Administration)  

วัคซีนที่อเมริกายังไม่ยอมรับ

สำหรับผู้ที่ขอใบเขียวจากเมืองไทย  ณ. วันที่ดิฉันเขียนนี้ วัคซีนนอกประเทศที่ FDA ในอเมริกายังไม่ยอมรับ  คือ อัสตร้า เซเนก้า (AstraZeneca)  และ “ครอส” หรือไขว้ วัคซีน คือ วัคซีนเข็มแรกและเข็มที่สองต้องชนิดเดียวกัน ต่างชนิดทางอเมริกายังไม่ยอมรับ

ฉีดวัคซีนเข็มที่สองเมื่อไร

ถ้าชนิดของวัคซีนกำหนดว่าต้องฉีดสองเข็ม ถึงจะถือว่า สมบูรณ์ คุณต้องฉีดเข็มที่สองให้ใกล้เคียงวันที่กำหนดมากที่สุด ถ้าฉีด 4 วัน ก่อน หรือ 4 วันหลังกำหนด เขาจะอนุโลมให้ แต่ถ้าไปฉีดเข็มที่สองมากกว่า 4 วันก่อนกำหนด ถือว่าวัคซีนนั้นไม่สมบูรณ์

อายุผู้ฉีด

  1. กฎของสายการบิน เด็กอายุเกิน 2 ปี ขึ้นไป ต้องมีผลตรวจโควิดว่า “เนกาทีฟ” (negative) ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนขึ้นเครื่อง
  2. ณ. วันที่ดิฉันเขียนนี้ ทาง FDA ในอเมริกายังไม่ได้ประกาศเป็นทางการว่า วัคซีนโควิดชนิดไหน มีผลใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี (แต่คือพ่อแม่สามารถให้เด็กฉีดได้) หรือถ้าไม่ฉีดก็ได้ แต่ต้อง   

ผู้ได้รับยกเว้น

  • วัคซีนบางชนิด ไม่สามารถฉีดให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ได้  คุณต้องให้ทางผู้ผลิต หรือ “แมนูแฟ็กเจ้อร์” วัคซีนนั้น เขียนระบุลงด้วย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เรียกว่าเด็ก “อยู่ภายใต้การผ่อนผัน” โดยกรอกให้เหตุผลภายใต้ “แบล๊งเค็ท เวฟเว่อร์” (Blanket waiver)
  • กรณีผู้เดินทางมี ข้อห้าม หรือข้อควรระวัง “คอนทราอินดิเคชั่น” (Contraindication) ในการฉีดวัคซีนว่าอาจเป็นภัยต่อตนหรือแพ้อย่างแรง ถ้ามีหลักฐานแสดงหรือใบรับรอง สามารถได้รับการยกเว้นไม่ต้องฉีด โดยกรอกให้เหตุผลภายใต้  “คอนทรา อินดิเคทเท็ด (Contraindicated)
  • ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรก และมีปฏิกริยาต่อวัคซีนอย่างแรง และไม่สวามารถฉีดเข็มที่สองได้  ให้กรอกเหตุผลในข้อ “แบล๊งเค็ท เวฟเว่อร์” (Blanket waiver)
  • ถ้าในรัฐที่คุณอยู่ไม่มีหมอฉีด หรือมีซัพพลายวัคซีนไม่พอ หรือถ้าการ รอฉีดวัคซีนจะทำให้การไปสัมภาษณ์ต้องเลื่อนหรือล่าช้า ให้กรอกเหตุผลในข้อ “น็อท รูทีนลี่ อเวเลเบิ้ล” (Not routinely available)
  • ขอผ่อนผันการฉีดวัคซีนเนื่องจากความเชื่อในทางศาสนา ข้อนี้อ้างยากหน่อยค่ะ เพราะ ต้องส่งเรื่องขอผ่อนผันเข้าไปที่อิมมิเกรชั่นก่อน ส่วนข้ออื่นๆข้างต้น ถ้าทางหมอเซ็นรับรองก็ใช้ได้
  • ส่วนผู้ที่เคยติดโควิดมาแล้ว ไม่สามารถอ้างได้ว่าตนมีเชื้อ โควิด และมีภูมิต้านทาน คุณยังต้องฉีดโควิดวัคซีน อยู่ดี ไม่ได้รับการยกเว้นค่ะ

คำสอนแม่

เดือนนี้ดิฉันมี “ไร๊ทเท่อร์ส บล๊อค” (writers’ block) คือ นึกหัวข้อไม่ออกว่าจะเขียนอะไร เนื่องจากสถานการณ์โลกที่ยุ่งเหยิง ข่าวอัฟกานิสถาน ข่าวไวรัสใหม่ “เดลต้า แวเรี่ยนซ” (Delta Variance) และดิฉันยังเผชิญความเศร้า คือ การตายจาก ดิฉันต้องค่อยตั้งสติ แยกประเด็นออกมาทีละเปราะและ deal กับมัน และได้คำสอนแม่ที่นำมาใช้

ข่าวอัฟกานิสถาน 

หลังจากประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศจะถอนทัพอเมริกันทั้งหมดออกจากประเทศอัฟกานิสถานภายใน 31 สิงหานี้ ทุกครั้งที่ดิฉันเปิดอีเมล์ก็จะเห็นแต่ข่าวอัฟกานิสถานและรูปหน้าสกรีนที่สะเทือนใจ หลังเหตุการณ์ 9/11ปี ค.ศ. 2001 ที่ผู้ก่อการร้ายกลุ่ม อัล ไคด้า (al Qaeda) จากอัฟกานิสถาน ไฮแจ๊คเครื่องบินและบินชนถล่มตึก “เวิร์ลดเทรด” ในรัฐนิวยอร์ค รัฐบาล “จ๊อร์จ บุช” ประกาศส่งกองทัพอเมริกันเข้าไปประจำประเทศอัฟกานิสถาน เพื่อกวาดผู้ก่อการร้าย 10 ปีให้หลังปี 2011 รัฐบาล “บาแร็ค โอบาม่า” ทหารอเมริกันได้ฆ่า”โอซาม่า บิน ลาเดน” (Osama Bin Laden) สำเร็จ โอบาม่าประกาศวางแผนถอนกองทัพทหารอเมริกันออกจากอัฟกานิสถานภายใน 10 ปี กันยาปี 2021 นี้ครบรอบ 20 ปีพอดี ป.ธ.น. ไบเดนจึงออกคำสั่งถอนทัพ ซึ่งแน่นอนเหตุการณ์ไม่มีทางราบรื่นได้ (ดูรูปล่าสุด ผู้ลี้ภัยอัฟกานเข้าอเมริกา)  

วิธีแก้เปราะนี้ ดูรูปผู้ลี้ภัยแล้วสงสารพวกเขาต้องจากบ้านจากเมืองมาตั้งต้นชีวิตใหม่ต่างแดน จำคำสอนแม่ได้ว่า“คนเราเลือกเกิดไม่ได้นะลูก ขึ้นอยู่กับบุญและกรรม ดูเด็กที่ทำไมไปเกิดในอัฟริกา ประเทศแห้งแล้งลำบากไม่มีจะกิน ลูกมีบุญที่เกิดในประเทศไทย และยังได้มาเกิดในท้องแม่” คุณแม่ยังสอนต่อว่า “ลูกต้องทำบุญมากๆในชาตินี้ ชาติหน้าลูกจะได้มาเกิดในท้องแม่อีก” คำสอนนี้ให้ดิฉันได้คิดว่า บุญ กรรม คงจะมีจริง คนเราเลือกเกิดไม่ได้  

ข่าวโควิดและ“เดลต้า แวเรี่ยนซ”

ข่าวโควิดนี้เรื้อรังมาเกือบ 2 ปี ต้นปีนี้ CDC (Centers for Diseases Control and Prevention) ศูนย์ควบคุมแลป้องกันโรค ได้อนุมัติวัคซีนป้องกันโควิด ประชาชนในอเมริกาส่วนใหญ่ได้ฉีดวัคซีนทำให้สถานการณ์เริ่มเบาลง รัฐคาลิฟอร์เนียผ่านยกเลิก “เสตย์ โฮม ออร์เด้อร์” (stay home order) วันที่ 15 มิถุนาที่ผ่านมา ทุกอย่างเกือบกลับสภาพปกติ ไม่ทันไรข่าวใหม่ออกมาอีกถึงไวรัสตัวใหม่ “เดลต้า แวเรี่ยนซ”ตามข่าวบอกว่าไวรัสตัวใหม่ร้ายแรงกว่าโควิด คนก็หวาดกลัวกันต่ออีก “เฮ็อ!” ตอนนี้รัฐบาลประโคมข่าวให้ผู้คนฉีดวัคซีนเข็มที่สาม หรือ “บู๊สเต้อร์ ช็อท” (booster shot) และเมื่อไรจะพอหนอ ไวรัสสายพันธ์ใหม่ก็จะออกมาเรื่อยๆเราก็จะรอฉีดวัคซีนเพิ่มภูมิต้านทางกันไปตลอดชีวิตหรือ

วิธีแก้เปราะนี้ คือ ดิฉัน “อดข่าว” เพราะว่าทำให้เครียด แต่ละวันมีแต่ข่าวโควิดสถิติตัวเลขจำนวนผู้ป่วยและผู้ตายจากโควิด ข่าวจะไม่พูดถึงประวัติผู้ตาย อายุ หรือโรคประจำตัว หรือสาเหตุที่ตายอย่างแท้จริง ตัวอย่าง เพื่อนบ้านดิฉันพึ่งตาย เพราะเธอเป็นโรค “ลูคีเมีย” ขั้นสุดท้าย ระหว่างเธออยู่ ร.พ. เพื่อทำคีโม ในระยะ 3 ปี  ระหว่างอยู่ ร.พ. เธอติดโควิด และตาย สามีเธอบอกว่าใบมรณบัตรภรรยาเขียนว่าเธอตายด้วยโรคโควิด สามีบอกต่อว่า ร.พ. ได้เงินเพิ่มรายหัวจากผู้ตายด้วยโควิด???  ดิฉันไม่ทราบว่าจริงไหม

วิธีปกป้องไวรัสคือ 1.ฉีดวัคซีน เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกาย 2.สร้างภูมิต้านทานในร่างกายด้วยตัวเราเอง โดยไม่ฉีดวัคซีน ดิฉันเชื่อข้อสองมากกว่า ร่างกายคนเรามีระบบภูมิคุ้มกัน เป็นเซล์ภูมิต้านทานเรียก T Cell ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน้าด่าน เมื่อเชื้อไวรัสเข้าร่างกาย ภูมิคุ้มกันก็จะต่อสู้ช่วยกำจัดและทำลายเชื้อไวรัสได้ ถ้าเราสุขภาพดีแข็งแรงก็จะมีภูมิต้านทานสูง ฉะนั้นถ้จะติดโควิดก็จะป่วยน้อย และอีกอย่างตามสถิติหนุ่มสาวผู้อายุน้อยกว่า 50 ปี มีเปอร์เซ็นติดโควิดและมากกว่าผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุมีโอกาศที่ติดเชื้อไวรัสมาก่อน และไวรัสนั้นจะเหลืออยู่ในร่างกายเข้าใน T Cell เป็น“ซัพพลายที่มีความทรงจำ” (supply of memory) เผื่อมีไวรัสใหม่เข้ามาในอนาคต จะได้ต่อสู้มันได้ ดิฉันรู้ว่าตัวเองมีระบบภูมิคุ้มกันสูง เพราะบ้านเรา พ่อ แม่ ลูกออกกำลังทุกวันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ทั้งโยคะ นั่งลมปราน ไทชี เราเดินวันละ 2 ไมล์ ดิฉันนอนวันละ 8 ชั่วโมง และดิฉันไม่เคยประมาท ในฐานะที่ดิฉันจัดอยู่ในกรุ๊บ ส.ว. จึงได้ผ่านไวรัสมาหลายชนิด ไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู ไข้หวัดซาร์ส(SARS) มาแล้ว ฉะนั้นมี“ซัพพลายที่มีความทรงจำ” และ ต้นปีนี้เพื่อนรักดิฉันติดโควิด เธอพักผ่อน 2-3 สัปดาห์ก็หายเอง ถ้าเพื่อนดิฉันต่อสู้กับโควิดได้เอง  ดิฉันรู้ว่าถ้าตัวเองติดโควิดก็ไม่ตายหรอก และในแง่ดีดิฉันก็จะมี “ซัพพลายที่มีความทรงจำ” ในตัว เผื่อมีไวรัสใหม่เข้ามาในอนาคต ร่างกายก็จะต่อสู้มันได้

การตายจาก

ความเศร้าโศรก เดือนนี้“เอ๊กซ์”ลูกเขยดิฉันตายฉับพลันจาก“สโตร๊ค”(stroke) เศร้าใจและสงสารหลานมาก คนเดียวไม่พอตามด้วย “พี่เขย” เป็นโรคหัวใจล้มเหลวอย่างแรง หรือ “แม็สสีฟ ฮ๊าร์ท แอ็ทแท็ค” (massive heart attack) ตอนนี้เรารอวันที่เขาจะจากเราไป ดิฉันเป็นห่วงพี่สาวมากๆเพราะเธออยู่คนเดียว นานแล้วดิฉันเคยสัญญาพี่สาวว่าถ้าพี่เขยเป็นอะไรไป ดิฉันจะบินไปหาเธอที่เยอรมันีทันที 

วิธีแก้เปราะนี้ คือ จำได้ตอนคุณพ่อเสีย ดิฉันร้องห่มร้องไห้ คุณแม่เตือนสติดิฉันว่า “คนเราไม่จากเป็นก็จากตาย นะลูก” ดิฉันก็นึกจริงแฮะ วันดิฉันจากบ้านไปอเมริกาอายุเพียง 18 ปี เท่ากับดิฉันได้ “จากเป็น” พ่อ แม่ มาตั้งแต่นั้น และบั้นปลายก็ “จากตาย” ดิฉันน่ะทำใจได้ แต่เป็นห่วงพี่สาว เลยตั้งใจว่าจะบินไปเยอรมันีอยู่เป็นเพื่อนพี่สาว คำสอนแม่ก็เข้ามาอีก ท่านเคยสอนว่า “เสียหนึ่งอย่าเสียสอง” ถ้าดิฉันบินไปหาพี่สาว โอกาสที่ดิฉันจะติดโควิดมีสูง ถ้าดิฉันติดคนนึง สามีและลูกต้องเครียดมากๆ ฉะนั้น “เสียหนึ่งอย่าเสียสอง” ดีกว่า สรุปตัดสินใจไม่เดินทาง 

ข้อคิด

อย่าเครียด หาอะไรคิดในสิ่งดีๆ มองโลกและชีวิตในแง่ดี แทนที่จะเศร้า เซ็ง และหวาดกลัวนะคะ

Culture Sensitive

พวกเราที่อยู่ในอเมริกา“ดินแดนแห่งผู้อพยพ” ทุกคนที่อยู่ในอเมริกาจะว่าเป็นชาวต่างด้าวทั้งหมดก็ได้ อเมริกามีคนต่างเชื้อชาติ ต่างสัญชาติ ต่างภาษา ต่างสีผิว และต่างวัฒนธรรม หลายชาติ หลายภาษา ในยุคปัจจุบัน เวลาพูดถึงคนแต่ละชาติ เเราจะต้องมีความอ่อนไหวกับวัฒนธรรมของแต่ละชาติ เรียก“คัลเช่อร์ เซ็นซิทีฟ” (culture sensitive) “คัลเช่อร์”= วัฒนธรรม “เซ็นซิทีฟ”= ความอ่อนไหว เราควรรู้ และใช้คำศัพท์ที่เหมาะสมในการเรียกชื่อหรือพูดถึงคนแต่ละกรุ๊บ ถ้าเราใช้ศัพท์ไม่ถูกต้อง อาจบ่งถึงการรังเกียจและกีดกันเชื้อชาตินั้นๆ โดยเฉพาะอเมริกามีกฎหมาย “เฮ๊ท ไครมน์” (Hate Crime) เป็นกฎหมายที่เพิ่มโทษอาชญากรรมรุนแรง ถ้าผู้ใดทำร้ายผู้อื่นเนื่องจากความเกลียดชังสีผิว และเชื้อชาติ

ตั้งแต่เหตุการณ์ “นายน์/อีเลฟเว่น” (9/11) วันที่ 11 กันยายน 2001 ที่ผู้ก่อการร้ายชาวมุสลิม ถล่มตึก “เวิร์ลด เทรด” ในรัฐนิวยอร์ค คนอเมริกันกีดกันและโกรธแค้นชาวมุสลิม คนไหนหน้าเหมือนแขก ก็ทึกทักว่าเป็น “แทโรริสท์” (terrorist) หรือผู้ก่อการร้ายหมด พอมายุค “โควิด” (COVID)ยุครัฐบาล“ทรัมพ์” ตอนโควิดระบาดใหม่ๆ ในทำเนียบขาวเอง ไม่ทราบว่าวุฒิสมาชิกคนไหนให้สัมภาษณ์ต่อหน้านักข่าว เรียก “ไข้หวัด โควิด” ว่า “คังฟลู” (kungflu) (ฟลู แปลว่า ไข้หวัด) ซึ่งเป็นการล้อเลียนถึงการรังเกียจคนจีน ตั้งแต่นั้นมาจนปัจจุบันจะได้ยินข่าวคนจีนถูกทำร้ายร่างกายด้วยความเกลียดชังสีผิว ป.ธ.น. ทรัมพ์เองตอนดำรงตำแหน่ง จะใช้สรรพนามเรียก คนเม็กซิกันที่ลักลอบเข้าอเมริกาตามชายแดนว่าพวก “แบ๊ด ฮ็อมเบรส์” (bad hombres) หรือ “พวกคนไม่ดี” 

“น็อน ซิติเซ่น” (NON CITIZEN)

รัฐบาล “ไบเดน” เมื่อ ป.ธ.น. โจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เมือวันที่ 20 มกราคม 2021 ในเดือนเรก ท่านได้ประกาศยกเลิกคำศัพท์ที่ “อิมมิเกรชั่น” ใช้เรียก คนต่างด้าวว่า “เอเลียน” (alien) คำว่า Alien แปลว่า มนุษย์ต่างดาว ???? และเรียกคนต่างด้าวที่อยู่อย่างผิดกฎหมายว่า “อิลลีเกิล เอเลียน” (illegal alien) คือ เอเลียนที่อยู่อย่างผิดกฎหมาย ป.ธ.น. ไบเดน สั่งให้เปลี่ยนมาใช้คำ “น็อน ซิติเซ่น” (non-citizen)” แทน เรียกคนคนต่างด้าวที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน โดยประกาศว่า อเมริกาต้องให้ “ศักดิ์ศรี” หรือ “ดิ๊กนิตี้” (dignity) ต่อคนต่างชาติ และเรียกคนต่างด้าวที่อยู่อย่างผิดกฎหมายว่า “อัน ด๊อคคิวเม๊นท์เต็ด น็อน ซิติเซ่น” (undocumented non-citizen) คือคนต่างด้าวที่ไม่มีเอกสาร  

ลาติเน็กซ์ (LATINX)LATINX ออกเสียง “ลาติเน็กซ์” เป็นศัพท์ใหม่ภาษา “สแปนิช” ใช้เรียกพวก กลุ่มคนลาติน-อเมริกัน ที่เป็นเกย์หรือ เลสเบียน คือ “ผู้ที่ไม่ต้องการระบุเพศว่าเป็นชายหรือหญิง” คำสุภาพคือ พวก “เจ็นเด้อร์-นูทรัล” (gender-neutral) “ลาติเน็กซ์” เป็นศัพท์ใหม่ เริ่มใช้ในอเมริกา ส่วนมากเด็กรุ่นใหม่และเด็กคอลเลจ ที่เป็น“เกย์”หรือ“เลสเบี้ยน” จะใช้ศัพท์นี้ คำนี้มาดังในปี ค.ศ. 2016 น.ส.พ. ลงข่าวเหตุการณ์ที่ ชายมุสลิม เข้าไปยิงกราดใน “เกย์ไน๊ท์คลับ” เมือง โอลานโด รัฐฟลอริด้า วันที่ 12 มิ.ย. 2016 คืนนั้นมี ปาร์ตี้ Latin Night (ลาติน ไน๊ท์) คนตาย 49 คน บาดเจ็บ 53 คน ซึ่งส่วนมากเป็นชาว ลาติน-อเมริกัน นักข่าวใช้สรรพนามถึงผู้ตายและบาดเจ็บว่า กลุ่มลาติเน็กซ์ ที่มาของคำสะกด X ไวยากรณ์ภาษาสแปนิช แยกเพศชาย และเพศหญิง เพศชายลาติน-อเมริกัน เรียก “ลาติโน่” (Latino) เพศหญิงลาติน-อเมริกัน เรียก “ลาติน่า” (Latina) คำ “ลาติเน็กซ์” Latinx มาจากการตัดอักษร O ออก คำ “ลาติโน่” และอักษร A ออกจาก “ลาติน่า” และใช้อักษร X แทน คำนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในประเทศเสปนและคนรุ่นเก่า ดิฉันเองจะไม่ใช้คำ ลาติเน็กซ์ เพราะครูสแปนิช Ms. Barbosa ที่ดิฉันเรียนภาษา สแปนิช กับเธอมาเกือบ 5 ปี ไม่แนะนำให้ใช้ 

กลุ่มที่ ซัพพอร์ท วุฒิสมาชิก อลิซเบ็ท์  วอเรน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี  ยกป้ายแสดงว่า กลุ่ม “ลาติเน็กซ์” ซัพพอร์ทเธอ วันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 2020

ความหมายของอักษร X

ปัจจุบัน ยุค “คัลเช่อร์ เซ็นซิทีฟ”  เวลาคุณจะใช้คำนำหน้า จ่าหน้าซอง หรือ การ์ดเชิญ หรือเรียก ผู้ที่ไม่ต้องการระบุเพศว่าเป็นชายหรือหญิง” หรือ พวก “เจ็นเด้อร์-นูทรัล” คุณจะใช้ Mx. ออกเสียง “เม็กซ์” แทนที่จะเรียก หรือใช้ Miss “มิส” หรือ Mr. “มิสเตอร์” ตัวอย่าง Mx. Jane Doe

LGBTQ 

ในอเมริกา เมื่อกล่าวถึงพวก กลุ่ม เกย์ เลสเบียน ไบ หรือแปลงเพศ จะใช้คำย่อว่า “แอล จี บี ที คิว” (LGBTQ) L ย่อมาจาก “เลส เบียน” (Lesbian) G ย่อมาจาก “เกย์” (Gay) B ย่อมาจาก “ไบเซ็กชัวล์” (Bisexual ได้ทั้งสองเพศ) T ย่อมาจาก “ทรานสเจ็นเด้อร์”(Transgender ผู้แปลงเพศ) และ Q ย่อมาจาก “เควียร์” (Queer พวกพิสดาร) หรือ ย่อมาจาก “เควสชันนิ่ง” (Questioningคือ ???? แล้วแต่คนจะแปล) คำว่า “เควียร์” เป็นคำศัพท์ที่รุนแรง และไม่สุภาพ ไม่แนะนำให้ใช้ค่ะ

เม็กซิกัน ชิคาโน่ ฮิสแปนิค และลาติโน่

เม็กซิกัน ชิคาโน ลาติโน่ และฮิสแปนิค ต่างกันอย่างไร ก่อนดิฉันเรียนภาษาสแปนิช เห็นใครพูดภาษาสแปนิช ก็จะคิดว่าเป็นเม็กซิกันเสียหมด เดี๋ยวนี้ดิฉัน“คัลเช่อร์ เซ็นซิทีฟ” มากขึ้น ความแตกต่างดังนี้

เม็กซิกัน (Mexican) หมายถึงคนที่เกิดในประเทศเม็กซิโก  หรือถือสัญชาติเม็กซิกัน หรือ พ่อแม่ ปู่ย่า ตา ยาย เป็นเม็กซิกัน

ชิคาโน่ (Chicano) หมายถึงเด็กเม็กซิกันที่เกิดในอเมริกา ส่วนเม็กซิกันที่เข้ามาอยู่ในอเมริกา และภายหลังได้ใบเขียวหรือโอนสัญชาติ ก็ยังเรียกตัวเองว่า เม็กซิกัน หรือ เม็กซิกัน-อเมริกัน ตัวอย่างเปรียบเทียบ สำหรับดิฉัน ก็คือ “ไทย” แต่ถ้าเด็กไทยเกิดในอเมริกา ก็อาจใช้ “ไทย-อเมริกัน”

ฮิสแปนิค (Hispanic) ตามหลักหมายถึงพลเมืองที่พูดภาษาสแปนิชเป็นหลัก หรือพลเมืองที่มาจากประเทศที่ใช้ภาษาสแปนิชเป็นหลัก ซึ่งหมายถึงประเทศ เสปน 

แต่ในอเมริกา เมื่อพูดถึง “ฮิสแปนิค” จะรวมไปถึงกลุ่มคนที่มาจากประเทศใน “ลาติน-อเมริกา” ลาติน อเมริกา รวม 3 ทวีป อเมริกาเหนือ (น๊อร์ท อเมริกา North America) อเมริกากลาง (เซ็นทรัล อเมริกา Central America) และอเมริกาใต้ (เซ๊าท์อเมริกา South America) จากประเทศ เม็กซิโกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอเมริกาเหนือ ลงไปถึงอาร์เจนติน่า และบวกประเทศใน คาริเบียน (ดูรูป) ฉะนั้นเวลาเรียก ฮิสแปนิค และ ลาติโน่ ส่วนมากจะใช้มั่วกัน

แต่ความแตกต่างระหว่าง  ฮิสแปนิค และ ลาติโน่ คือ คนฮิสแปนิคส่วนใหญ่มาจากประเทศเสปนโดยเฉพาะ คนผิวขาว แถบคาบสมุทร ไอบีเรีย (ไอบีเรีย เพนนินซูล่า Iberia Peninsula) คำว่า “ฮิสแปนิค” รากศัพท์มาจากภาษา ลาติน “ฮิสปานิคัส”(Hispanicus) พวกเขาจะมีความภาคภูมิใจในประเทศของเขา เสปนเป็นประเทศที่เก่าแก่ มีขนบธรรมเนียม ประเพณีที่เก่าแก่ดั้งเดิมของบรรพบุรุษ

ลาติโน่ (Latino) ส่วนชาว ลาติโน่  เรียกกลุ่มคนตามหลักภูมิศาสตร์ ซึ่งครอบคลุม 33 ประเทศ บวกประเทศในกลุ่ม คาริเบียน ภาษาหลักคือ ภาษาสแปนิช ปอร์ตุกีส ฝรั่งเศษ คนจะมีหลายขนบธรรมเนีนมประเพณี ผิวขาว ผิวดำ ผสมคนพื้นเมืองและคนเอเชีย คนลาติโน่ อาจเรียกตนเองเป็น “ฮิสแปนิก” แต่คน “ฮิสแปนิก” จะไม่เรียกตนเองว่าเป็น “ลาติโน่”

ประเทศในกลุ่มลาติน อเมริกา