ธงชาติ

วันที่ 14 มิถุนายนเป็น “วันธงชาติ” หรือ “แฟล๊ก เดย์” (Flag Day) ของอเมริกา และวันที่ 4 กรกฎาคม “จูลาย ฟอร์ทซ” (July 4th) เป็นวันชาติหรือ “วันประกาศอิสรภาพ” ของอเมริกาจากอังกฤษ “อินดีเพ็นเด๊นท์ เดย์” (Independent Day) ซึงเป็นวันหยุดราชการ “แนชันเนิล ฮอลิเดย์” (National holiday) คอลัมน์นี้ ให้ความรู้เกี่ยวกับธงชาติอเมริกา ประวัติความเป็นมา เพลงชาติ คำปฏิญานต่อหน้าธงชาติ สิทธิส่วนตัวในการเคารพหรือไม่เคารพธงชาติ ภาษิตของประเทศ ซึ่งจะเป็นเกล็ดความรู้สำหรับคุณที่อยู่อเมริกาและเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะสอบซิติเซ่น ประโยคไฮไลท์สีดำอยู่ในข้อสอบซิติเซ่น

ลักษณะและสัญลักษณ์ธงชาติ

ธงชาติอเมริกัน “อเมริกัน แฟล๊ก” (American flag)  หรือ “เดอะ ยู เอส แฟล๊ก”  (the U.S. flag) มีชื่อเล่นเรียกกันว่า “สตาร์ส แอนด์ ไสตร๊ปส” (Stars and Stripes) แปลว่า ดาวและแถบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของธงชาติ ดาว 50 ดวง เป็นสัญลักษณ์ของรัฐ 50 รัฐในอเมริกา และ แถบ 13 แถบ  เป็นสัญลักษณ์ของ 13 รัฐแรกที่เป็นอาณานิคมของอเมริกา  

อเมริกาประกาศอิสรภาพจากประเทศอังกฤษ “เดคลาเลชั่น อ๊อฟ อินดีเพ็นเด๊นซ์” (Declation of Independence) วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 “โทมัส เจฟเฟอร์สัน” (Thomas Jefferson) เป็นผู้เขียน “เดคลาเลชั่น อ๊อฟ อินดีเพ็นเด๊นซ์” ตอนนั้นอเมริกายังไม่มีธงชาติของตนเอง ธงชาติแรกที่นำมาใช้ปี ค.ศ. 1916 มี 13 แถบซึ่งหมายถึง 13 อาณานิคมแรก และกากระบาทมีขีดไขว์ เป็นสัญลักษณ์ของ “ยูเนี่ยน” (Union) ยืมรูปของธงอังกฤษมาใช้ เรียก ธงแรกว่า “เดอะ แกรนด์ ยูเนียน แฟล๊ก” (The Grand Union Flag) ในปีนั้น ประธานาธิบดี “วู๊ดโรว์ วิลสัน” (Woodrow Wilson) ประกาศ วันรำลึกธงชาติให้เป็นวันที่ 14 มิถุนายน ในปี ค.ศ. 1917 ธงชาติอเมริกันได้เปลี่ยนจากมุมรูปกากระบาทเป็นดาว 13 ดวงแทน หลังจากนั้นธงชาติเปลี่ยนดีไซน์ไปเรื่อยๆแต่ละครั้งที่เพิ่มรัฐใหม่ ก็จะเพิ่มดาวทีละดวง จนกระทั่งปี ค.ศ. 1960 เพิ่มดาวดวงที่ 50 เป็นรัฐสุดท้าย รัฐ “ฮาวาย” (Hawaii)

ธงชาติแรก“เดอะ แกรนด์ ยูเนียน แฟล๊ก” | ธงชาติที่สอง | ธงชาติปัจจุบัน

เพลงชาติอเมริกัน

เพลงชาติ เรียก “แนชั่นแนล แอนซตัม” (National Anthem) เพลงชาติอเมริกันมีชื่อเรียก ว่า “ เดอะ สตาร์ สแปงเกิล แบนเน่อร์” (The Star Spangled Banner) ใช้ครั้งแรกสมัย ประธานาธิบดี “วู๊ดโรว์ วิลสัน” และหลังจากนั้นปี ค.ศ. 1931 ได้ออกกฎหมายเป็นเพลงชาติประจำประเทศ วันที่คุณไปสาบานตนเป็นซิติเซ่น เขาจะเปิดเพลงชาติ คุณต้องลุกขึ้นยืน และมือขวาแตะที่หัวใจหน้าอกข้างซ้าย เช่นเดียวกับเวลายืนเคารพธงชาติ ดูรูป ลูกความดิฉันที่ไปสาบานตนวันได้รับซิติเซ่น เมื่อลุกขึ้นยืน น้ำตาไหลกันทุกคน รวมทั้งดิฉัน


วันสาบานตนเป็นอเมริกันซิติเซ่น

คำปฏิญาณ

การให้คำสัตย์ปฏิญานว่าคุณจะจงรักภักดีต่ออเมริกาและธงชาติ  เรียก “เพล็จ ออฟ อัลลีเจียนซ”  (Pledge of Allegiance) ต่อ “ยูไนเต็ด เสตทส ออฟ อเมริกา” และ “เดอะ แฟลก” หนึ่งในคำถามของข้อสอบซิติเซ่น และเจ้าหน้าที่จะถามคุณว่า คุณเต็มใจที่จะให้คำสัตย์ปฏิญานว่าคุณจะจงรักภักดีต่อประเทศอเมริกหรือไม่ ข้อความของคำสัตย์ปฏิญาน คือ “ข้าพเจ้าให้คำปฏิญานว่าจะจงรักภักดีต่อธงชาติสหรัฐอเมริกา และต่อสาธารณรัฐที่ตั้งอยู่ ชาติหนึ่งชาติเดียวภายใต้พระเจ้า ไม่มีการแตกแยก ด้วยเสรีภาพและความยุติธรรมสำหรับทุกคน” “I pledge allegiance to the flag of the United States of America and to the republic for which it stands, one nation under God, indivisible, with liberty and justice for all.”  

ภาษิตแรกของประเทศ

ภาษิต ภาษาอังกฤษเรียก “ม๊อตโต้” (motto) ภาษิตแรกของประเทศ หรือ “เนชั่น เฟริสท์ ม็อตโต้ (Nation’s first motto) ของอเมริกาคือ “อี พลูริบัส อูนัม” (E pluribus unum)  เป็นภาษาลาติน แปลว่า “จากจำนวนมาก เป็นหนึ่ง” หรือ “เอ๊าท์ ออฟ เมนนี่ วัน” (out of many, one) ข้อนี้อยู่ในข้อสอบซิติเซ่นชุดใหม่ สำหรับผู้ที่ยื่นเรื่องขอซิติเซ่นหลังวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2020 คำถามคือ ภาษิตแรกของประเทศ “เนชั่น เฟริสท์ ม็อตโต้”  “อี พลูริบัส อูนัม” หมายความว่าอะไร คำตอบคือ “เอ๊าท์ ออฟ เมนนี่ วัน”

ภาษิตแรกนี้มีความศักดิ์สิทธิในจิตสำนึกคนอเมริกันมาก เนื่องจากความหมายที่กินใจ คำว่า “จากจำนวนมาก” หมายถึงผู้คนหลายชาติหลายภาษาที่อพยพแสวงหาแผ่นดินใหม่เพื่ออิสระและเสรีภาพ มารวมกัน “เป็นหนึ่ง” ภาษิตของประเทศปัจจุบัน (Nation’s motto) เปลี่ยนใหม่ เป็น “อิน ก๊อด วี ทรัสท์” (In God We Trust) แปลตรงตัว คือ “ในพระเจ้า เราเชื่อ” ภาษิตใหม่นี้ มีชนหลายกลุ่มต่อต้าน เพราะคำว่า GOD ตีความหมายบ่งถึงศาสนาคริสต์โดยเฉพาะ เพราะไม่ทุกคนที่นับถือพระเจ้า เช่นศาสนาพุทธ ฮินดู อิสลาม และคนที่ไม่เชื่อในศาสนา “เอเซตียส” (Atheist) เป็นต้น มีหลายกลุ่มที่นำคดีขึ้นศาลและต้องการให้กลับไปใช้ภาษิตเก่า “อี พลูริบัส อูนัม”  แต่คดีเคยไม่ถึงศาลสูงสุด

กฎหมายเกี่ยวกับการเคารพธงชาติ

อเมริกามีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับธงชาติ ระบุความอาญาและโทษต่ออาชญากรรมต่อธงชาติ ระบุถึงวิธี และประเพณีในการเคารพธงชาติ ทุกคำในเนื้อหากฎหมายบทนี้ใช้คำว่า “should” คือ “ควรจะ” ทำความเคารพธงชาติด้วยวิธีใด แต่ไม่ออกเป็นกฎบังคับ เพราะถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลที่ผู้ใดจะเคารพหรือไม่เคารพธงชาติ หรือทำการกระทำดูหมิ่นธงชาติเช่น คดี Smith v. Goguen (1974) นาย Goguen ถูกจับในข้อกล่าวหาดูหมิ่นธงชาติตามกฎหมายรัฐแมสสาจูเซ็สท์ เมื่อเขานำเศษผ้าสี่เหลี่ยมลายธงชาติ เย็บปะก้นกางเกงและนั่งทับสัญลักษณ์ธงชาติ เมื่อคดีขึ้นถึงศาลสูงสุด ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินรัฐแพ้ และเขียนความเห็นว่า “ข้อระบุในกฎหมายห้ามแสดงการดูหมิ่นธงชาตินั้นกว้างเกิน การลงโทษจำเลยในกรณีนี้ไม่ใช่เพื่อต้องการปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของผืนธงชาติ แต่เป็นการลงโทษในการสื่อความหมายเกี่ยวกับธงชาติ คดีเผาธงชาติ (Flag Burning Case) Street v. New York (1969) หลังจากที่ผู้นำผิวดำนาย James Meredith ผู้ต่อสู้เพื่อความเสมอภาคถูกลอบยิงตาย นาย Street ได้เผาธงชาติบนหัวมุมถนน และตะโกนด่ารัฐบาลว่า “เรามีธงชาติไว้หาสวรรค์อะไรเมื่อกฎหมายไม่คุ้มครอง ปล่อยให้นาย Meredith ตาย” นาย Street ถูกจับในข้อกล่าวหาเผาธงชาติในที่สาธารณตามกฎหมายรัฐนิวยอร์ค เมื่อคดีขึ้นศาลสูงสุดศาลตัดสินให้รัฐแพ้ให้ความเห็นว่า “รัฐไม่สามารถลงโทษผู้ทำลายธงชาติในที่สาธารณะเมื่อการกระทำนั้นเป็นการแสดงออกเพื่อประท้วงรัฐบาล กฎหมายรัฐละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญ”


รูปเผาธงชาติประท้วง ปี ค.ศ. 2008 ปีที่ ป.ธ.น. โอบาม่าชนะเสียงเลือกตั้ง

เสรีภาพในการพูด

รัฐธรรมนูญของอเมริกา หรือ “ยู เอ็ส คอนสติทิวชั่น” มีความศักดิ์สิทธิมาก บทเฉพาะการฉบับแรก เรียก “เฟริสท์ อเม็นด์เม๊นท์” (First Amendment) ระบุว่าทุกคนมี “สิทธิเสรีภาพในการพูด” หรือ “ฟรีด้อม ออฟ สปีช” (Freedom of Speech) (“ยู เอ็ส คอนสติทิ๊วชั่น” มีทั้งหมด 27 อเม็นด์เม๊นท์”) ฉะนั้นในอเมริกาการกระทำ ที่เป็นการเหยียดหยามต่อธงชาติ ฉีกทำลาย นั่งทับ และเผาธงชาติ อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของ “ฟรีด้อม ออฟ สปีช” เพราะถือเป็นสิทธิของประชาชนที่แสดงออกถึงความคิดเห็น สื่อความหมาย รวมการประท้วง เหล่านี้ถือเป็นสิทธิของประชาชน

เป็นไงคะ สิทธิรัฐธรรมนูญในอเมริกาศักดิ์สิทธิแค่ไหน

 

กฎหมายเพื่อนบ้านและการปฏิบัติต่อกัน

วันนี้คุยกันเรื่องปัญหาเพื่อนบ้าน และ“กฎหมายเพื่อนบ้าน” “เนเบ้อร์ ลอว์” (Neighbor Law) ซึ่งคุณหลายคนคงได้ผ่านปัญหา ถ้าแก้ไม่ได้ก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่เกลียดขี้หน้ากัน อยู่บ้านไม่มีความสุขถึงขั้นอยากย้ายบ้าน ปัญหาเพื่อนบ้านส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาต้นไม้ ซึ่งดิฉันได้ประสบกับตัวเอง ซึ่งมันค่อยๆบานปลาย
“เนเบ้อร์ ลอว์”
กฎหมายเพื่อนบ้านเป็นกฎหมายท้องถิ่นของแต่ละเมือง เรียก “โลเคิล ออร์ดิแน๊นซ์” (Local Ordinance) บางแห่งเข้มงวดกว่าบางแห่ง แต่หลายสถานการณ์ที่ไม่มีกฎหมายกำหนด กรณีไม่มีข้อระบุในกฎหมาย ศาลจะตัดสินเป็นคดีๆไปดูจากคดีบรรทัดฐานหรือตามประเพณีความเป็นอยู่ของท้องถิ่นนั้น และการปฏิบัติที่สมเหตุสมผล
ปัญหาต้นไม้เพื่อนบ้าน
ดิฉันอยู่บ้านหัวมุม จึงมีเพื่อนบ้านข้างเดียวซ้ายมือ ครอบครัวชาวอินเดีย 6 คน สามีภรรยามีลูกยังเด็ก 2 คน และพี่สะไภ้ ผู้ชายมีธุรกิจร้านขายลิคเก่อร์และแกมีรายได้เสริม คือขายรถมือสองที่คนมาฝากขายที่ร้าน และแกจะนำรถมาจอดที่หน้าบ้านบททางเข้าโรงรถหรือ “ไดร๊ว์ เวย์” (Driveway) บ้านแกปลูกต้นมะนาวและพุ่มไม้หลากชนิดเป็นรั้วเตี้ยกั้น (ดูรูป 1) ปัญหาคือ เวลาหน้ามะนาวออกลูก ลมจะพัดใบไม้และดอกไม้ร่วงมาเขต “ไดร๊ว์ เวย์” บ้านดิฉัน และพุ่มไม้ก็จะรกเร็ว (บ้านนี้ปลูกอะไรก็งาม) พี่สะไภ้ก็จะเดิน เสต็ปข้ามทางช่องว่างระหว่างรั้วต้นไม้ประมาณ 3 ฟุต ลงมา“ไดร๊ว์ เวย์” ทางเข้าโรงรถบ้านดิฉัน (ดูรูป 2) เข้ามาตัดกิ่ง เล็มต้นไม้ และมากวาดใบไม้ที่ปลิวมาเข้ามาเขตดิฉัน แรกๆเห็น ดิฉันก็ “แต๊ง กิ้ว” เขา พอแกเริ่มเข้ามาบ่อยเข้าและ ลากถังขยะของแกมาด้วย เพื่อกวาดใบไม้ทิ้ง หลายครั้งที่แกวางทิ้งถังขยะบน “ไดร๊ว์ เวย์” เพื่อไปทำธุระในบ้านแกเป็นชั่วโมง คราวนี้ดิฉันเริ่มรำคาญ แต่ก็พยายามทำใจ

รูป 1 ต้นมะนาวและพุ่มไม้แบ่งเขตรูป
2 ทางผ่าน


กฎหมายพุ่มไม้เป็นรั้วแบ่งเขต
กรณีพุ่มไม้เป็นรั้วแบ่งเขต ตามกฎทั่วไปรากต้นไม้อยู่บ้านไหน คนนั้นเป็นเจ้าของๆมีหน้าที่ดูแลต้นไม้ ตัดหรือเล็มกิ่งไม้และใบไม้ กรณีกิ่งไม้และใบไม้ล้ำเข้าเขตเพื่อนบ้าน ถ้าเจ้าของต้นไม้จะเล็มต้นไม้เขตเพื่อนบ้าน เขาต้องขออนุญาตเพื่อนบ้าน เพื่อเข้ามาตัดหรือเล็มต้นไม้ในเขตเพื่อนบ้าน
บุกลุกพื้นที่
ปล่อยนานเข้าพี่สะไภ้เริ่มวิสาสะ ทุกวันพุธเป็นวันเก็บขยะ เรามี 3 ถังใหญ่ ขยะธรรมดา ขยะ“รีไซเคิล” และ ขยะเขียวสำหรับต้นไม้ใบไม้ พี่สะไภ้เริ่มลากถังขยะทั้ง 3 ถังผ่านทางช่องว่างระหว่างรั้วประมาณ 3 ฟุต ลงมา“ไดร๊ว์ เวย์” บ้านดิฉัน เพื่อเอาขยะไปวางหน้าบ้าน ดิฉันเห็นโดยบังเอิญครั้งแรก ผงะแต่พูดไม่ออก สัปดาห์ต่อไป คอยแอบดูว่าแกจะทำอีกไหม แกก็ยังทำอยู่ ดิฉันไปบอกสามี ว่าดิฉันต้องการบอกห้ามเพื่อนบ้าน สามีบอกก็ลองดูไปก่อน ดิฉันบอกสามีว่าถือเป็นการบุกลุกพื้นที่ ถ้าเราไม่ห้ามเขาเดี๋ยวนี้ ยิ่งนานไปยิ่งยากเหมือนกับว่าเราอนุญาตโดยปริยาย ดิฉันเลยตัดสินใจพูดกับพี่สะไภ้ทันที ว่า ดิฉันไม่ต้องการให้เขาใช้ทางเขตบ้านดิฉันเป็นทางผ่านถังขยะของเขา เพราะดิฉันกลัวเขาจะหกล้มในเขตบ้านดิฉัน แกจ้องหน้าดิฉันสักพักไม่พูดอะไร อีก 2-3 วัน ผู้ชายมาพูดกับดิฉันว่า “พี่สะไภ้ผมแข็งแรง ลากขยะหนักๆสบายไม่เคยหกล้มเลย” ดิฉันตอบ “นี่คุณดิฉันในฐานะทนาย ดิฉันต้องปกป้องตัวเองไว้ก่อน กรณีฉันห้ามคุณแล้ว ถ้าทางคุณยังเข้ามาอีกเท่ากับบุกรุก” เขาพูดต่อว่า “รถเราจอดเต็ม 3 คันไม่มีที่ลากขยะ” ดิฉันบอก “คุณก็เลื่อนรถสิคะ” ดูรูป 3

สรุป หลังจากนั้นแกก็ไม่ได้เดินผ่าน แต่ดิฉันต้องการให้ “ชัวร์” เพราะนึกว่าตอนดิฉันเดืนทางไปไทย 1 เดือน แกอาจจะข้ามเขตมาอีก เลยตัดสินใจเอาอิฐบล๊อกไปวางกั้นและวางต้นไม้กั้น ตามรูป 2
คำแนะนำการปฎิบัติต่อเพื่อนบ้าน
ดิฉันเรียนรู้อย่างหนึ่งว่า เราไม่ควรสนิทกับเพื่อนบ้าน ในฐานะเพื่อน ไม่อย่างงั้นจะ ขยาย จาก 1 เป็น 2 และภายหลังก็ขัดใจกัน ดิฉันเชื่อว่าเพียงมี “มิตรภาพ” ให้เท่านั้นพอ “ยิ้ม” และเจอหน้าก็ “say Hi” ก็พอแล้ว ไม่ต้องปรับทุกข์หรือนินทาเพื่อนบ้านคนอื่นให้เพื่อนบ้านฟัง และมีปัญหาระหว่างเพื่อนบ้านก็ควรพูดทันที พูดตรงๆและจริงใจ ยิ่งเก็บ ยิ่งร้อนใจและไม่แฮ็ปปี้ ดิฉันมักจะนึกถึงคำสอนในพระคัมภีร์ ที่ว่า “Love thy neighbor”
“รักเพื่อนบ้าน เช่นเดียวกับรักตัวเอง”

รูปที่ 3

ข่าวดีล่าสุดของอิมมิเกรชั่น

เมื่อวันที่ 18  มีนาที่ผ่านมา“สภาล่าง”หรือ“เฮาส์ ออฟ เร็พพรีเซ็นเททีฟ” (House of Representative) ได้ผ่าน “บิล” หรือ “ร่างกฎหมาย” 2 ฉบับ คือ H.R 6 และ H.R.1603  ด้วย 228 ต่อ 197 เสียง สมาชิกพรรครีพับบลิคกัน 9 ท่าน ได้โหวตร่วมกับเดโมแครต ขั้นต่อไป 2 บิลนี้จะถูกส่งเข้า“สภาสูง”หรือ“เซเนท” (Senate) เพื่อโหวต เชื่อว่าสองบิลนี้จะผ่าน เพราะในเซเนท มีจำนวนวุฒิสมาชิกเท่ากัน เดโมแครท 50 รีพับบลิคกัน 50 ท่าน ถ้าเสมอ รอง ป.ธ.น. Harris โหวตเสียง ตัดสิน หลัง 2 บิลผ่าน “เซเนท” บิลถูกส่งให้ประธานาธิบดี “ไบเดน” เซ็น “บิล” ก็จะกลายเป็นกฎหมาย ดิฉันจะลงรายละเอียดอีกครั้งนะคะเมื่อ“บิล”ผ่าน เพราะอาจมีการต่อรองเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขบ้าง

บิล H.R 6 และ บิล H.R.1603  

บิล H.R 6 มีชื่อเรียกว่า  “อเมริกันดรีม แอนด์ พรอมมิส แอ๊กท์” (The American Dream and Promise Act) ดิฉันแปลว่า “ความฝันและคำสัญญา” ที่จะเป็นจริงของเด็กโรบินฮู้ด บิลนี้ช่วยเด็ก 3 กรุ๊บ

เด็กดาค่า

รากเกิดของบิลนี้มาจาก “ดาค่า” (“DACA” ย่อมากจาก Deferred Action for Childhood Arrivals) เป็น โปรแกรม ที่รัฐบาลโอบาม่าผ่านเป็น “คำสั่ง” ออกมาครั้งแรกปี ค.ศ. 2012 (ที่เป็นเพียง “คำสั่ง” เพราะ “บิล ดาค่า” นี้ไม่ผ่านสภา) บิลนี้ระงับการเนรเทศเด็กโรบินฮู้ดที่พ่อแม่พาเข้าอเมริกาตั้งแต่เล็กๆ เด็กเรียนหนังสือและเติบโตมาในอเมริกา เมื่อเรียนจบเด็กมีปัญหา เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ และไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ความฝันและความหวังของเด็กเหล่านี้เท่ากับพังสลาย  รัฐบาลโอบาม่าจึงผ่านคำสั่งให้ออกใบทำงานให้ “เด็ก ดาค่า” 2 ปีและสามารถต่อได้ ทุก 2 ปี พอมารัฐบาลทรัมพ์ ปี ค.ศ. 2017 “ทรัมพ์” พยายามยกเลิก “ดาค่า” แต่ไม่สำเร็จ จึงยกเลิกออกใบทำงาน และมีคำสั่งเนรเทศเด็ก “ดาค่า” ออกนอกประเทศ ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม ถ้า บิล H.R 6 ผ่าน“เซเนท” จะเปิดให้“เด็ก ดาค่า” แอ็พพลายขอใบเขียวได้

คุณสมบัติ“เด็ก ดาค่า”

  • เด็กต้องอยู่ในอเมริกาตั้งแต่ 1 มกราคม 2021 ถึงปัจจุบัน
  • เด็กต้องอายุต่ำกว่า 18 ปี ตอนเข้ามาในอเมริกา และอยู่ในอเมริกามาตลอดตั้งแต่นั้น (ถ้าเคยเดินทางออกนอกประเทศมีเงื่อนไขว่า ออกครั้งหนี่งต้องไม่เกิน 90 วัน และรวมอยู่นอกประเทศทั้งหมดต้องไม่เกิน 180 วัน)
  • เด็กต้องจบไฮสกูล หรือได้ประกาศนียบัตรGED หรือยังเรียนอยู่ในไฮสกูลหรือคอลเลจในอเมริกาหรือได้ออกจากทหาร (honorably discharged veteran of the Coast Guard or Armed Forces of the United States)
  • เด็กต้องไม่มีความผิดด้านกฎหมายรุนแรง ถ้ามีความผิดอาญาสถานเบา อาจสามารถขอผ่อนผันได้

เด็กที่ติดตามพ่อแม่ด้วยวีซ่า H-1B, L-1, E-1 และ E-2

นอกจาก “เด็ก ดาค่า” แล้ว บิล H.R 6 ครอบคลุมเด็กที่ติดตามพ่อแม่ที่ได้วีซ่าทำงานถาวร H-1B professionals, L-1 executives, managers and those with specialized knowledge และวีซ่าลงทุน E-1 treaty traders and E-2 treaty investors เด็กเหส่านี้จะได้วีซ่าเดียวกับพ่อแม่ แต่วีซ่าเด็กจะหมดอายุเมื่อเด็กอายุ 21 ปี เรียก“เอ็จด์-เอ๊าท์” (aged-out) เด็กจะต้องเปลี่ยนวีซ่าก่อนเด็กอายุ 21 ปี เช่น วีซ่านักเรียน ไม่อย่างนั้นวีซ่าขาดกลายเป็นโรบินฮู้ดหรือต้องเดินทางกลับบ้าน เด็กโรบินฮู้ดเหล่านี้สามารถขอใบเขียวได้เช่นกัน ส่วนเด็กที่ถูกส่งกลับเพราะ “เอ็จด์-เอ๊าท์” สามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวที่สถานทูตได้  ถ้าเด็กอยู่ในอเมริกามาอย่างน้อย 4 ปี และออกนอกประเทศวันที่หรือหลังวันที่ 20 มกราคม 2017

หมายเหตุ กรณีพ่อหรือแม่เด็กในกรุ๊บวีซ่า in H-1B, L-1, E-1 และ E-2 พ่อหรือแม่ไม่จำเป็นต้องยังอยู่ในสถานภาพวีซ่าที่ตนเข้ามา พ่อหรือแม่อาจได้ใบเขียวเรียบร้อยแล้ว หรือเป็นซิติเซ่น  หรือย้ายกลับไปประเทศของตนแล้ว เด็กยังสามารถขอใบเขียวได้ภายใต้ บิล H.R 6

ผู้ถือวีซ่า TPS (Temporary Protected Status)

TPS คือ ผู้ที่พลัดพลาหรือหนีจากประเทศของตน เนื่องจากภัยภิบัติ อย่างร้ายแรง ด้านธรรมชาติหรือการเมือง และประเทศนั้นๆอยู่ในรายชื่อที่สหรัฐกำหนดให้ได้รับความคุ้มครองปกป้องชั่วคราวอยู่ในสหรัฐ กรุ๊บนี้สามารถขอใบเขียวภายใต้ บิล H.R 6ได้

บิล H.R.1603

บิลนี้เรียกFarm Workforce Modernization Act of  2021ช่วยกสิกรผู้ถือวีซ่า H-2A จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายข้อ และให้พวกเขาได้ขอใบเขียวได้ในที่สุด เงื่อนไขคือ คือผู้ถือวีซ่า H-2A ต้องทำงานเป็นกสิกรอย่างน้อย 1035 ชั่วโมง ในระยะ 2 ปีก่อนวันที่ 8 มีนา 2021

สำหรับแฟนคอลัมน์โรบินฮู้ดที่รอคอยกฎหมายปฎิรูปอิมมิเกรชั่น อย่าพึ่งอ้าว จบแล้วเหรออย่าพึ่งผิดหวังนะคะ ดิฉันคิดว่าหลังสองบิลนี้ผ่าน บิลอิมมิเกรชั่นต่อไปน่าจะเป็นบิล ปฎิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่น ดิฉันคิดว่ารัฐบาล ไบเดนได้บทเรียนจากรัฐบาลโอบาม่า ที่โอบาม่าพยายามผ่าน บิล กฎหมายปฎิรูปอิมมิเกรชั่นชุดใหญ่ อภัยโทษให้โรบินฮู้ด โดยรวมเด็ก ดาค่าเข้าไปด้วยใบชุดใหญ่ จึงไม่ผ่านสภา เหตุผลทางการเมืองคิดว่า รีพับบลิคกันไม่ต้องการให้เดโมแครทรัฐบาลชุดโอบาม่าได้หน้า

ณ. วันนี้ คณะรัฐบาลส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าระบบอิมมิเกรชั่นต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ประกอบกับทาง เดโมแครทพร้อมมาก เพราะมีสมาชิกในสภามากกว่ารีพับบลิคกันและไบเดน ท่านเป็นผู้อาวุโสในสภาและสมาชิกทั้งสองพรรค เชื่อถือและเกรงใจ และไบเดนยังเป็นคนหว่านล้อมเก่งอีกด้วย ใจเย็นๆรอหน่อยนะคะ

โรบินฮู้ดอยู่อย่างถูกกฎหมายใกล้เป็นจริง

มีคำถามมาจากแฟนพันธ์แท้ที่ติดตามคอลัมน์ดิฉันมานาน อ่านคำถามข้อ 3 ข้อ เลยต้องรีบเขียนคอลัมน์ ให้กำลังใจค่า

คำถาม

  1. ช่วยอธิบายการโหวตผ่านร่างกฎหมายจากสภาสูง (วุฒิสภา) หน่อยครับ คือเท่าที่อ่านข่าวจากหลายๆสื่อ ตอนนี้ในสภาสูงมีเสียงเท่ากัน 50/50 ถ้าบวกอีก 1 คะแนนของรองประธานาธิบดีก็ถือว่าชนะได้แล้ว ทำไมจึงต้องรอลุ้นล่ะครับ ผมไม่เข้าใจเลยครับ  
  2. บางสำนักข่าวเขียนว่า “การโหวตคะแนนเสียงขั้นสุดท้ายในวุฒิสภาต้องการเพียงจำนวนเสียงข้างมากเท่านั้นจึงจะผ่านได้  แต่บางสำนักก็บอกว่าต้องได้ถึง 60 คะแนนจึงจะผ่านร่างกฎหมาย” ผมก็เลยสับสนว่าแล้วที่แท้จริงกระบวนการโหวตในสภาสูงของอเมริกาเป็นอย่างไรกันแน่ครับ
  3.  ตอนนี้ผมรออ่านผลงานของคุณอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งสำคัญต่อชีวิตผมและผู้อพยพที่เป็นโรบินฮู้ดประมาณ 11-12 ล้านคน ครับ ว่าไบเดนจะทำสำเร็จไหม ผมรอคอยกฎหมายปฏิรูปอิมมิเกรชั่นมายาวนานถึง 15 ปีเต็ม ถ้าโจ ไบเดน ไม่สามารถทำได้สำเร็จ ผมก็ไม่รอแล้วครับ ตัดสินใจกลับเมืองไทย

ตอบคำถามเลยนะคะ

ข้อ 1      ก่อนอื่นจะอธิบายเรื่องการโหวตผ่านร่างกฎหมายในอเมริกาย่อๆนะคะ “ร่างกฎหมาย” เรียก“บิล” (Bill) เมื่อมีผู้เขียนหรือเสนอ “บิล” ขึ้นมา ขั้นแรกบิลจะถูกส่งไป “สภาล่าง” หรือ“สภาผู้แทนราษฎร” เรียก“เฮาส์ ออฟ เร็พพรีเซ็นเททีฟ” (House of Representative) เรียกสั้นๆว่า“เฮ๊าส์” (House) ใน“เฮ๊าส์”มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส.ทั้งหมด 435 คน ซึ่งเป็นตัวแทนมาจากแต่ละรัฐ จำนวนสมาชิกแต่ละรัฐไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่ว่ารัฐนั้นมีกี่เขต รัฐคาลิฟอร์เนียมีสมาชิกผู้แทนราษฎรจำนวนมากที่สุดคือ 53 คน ส่วนรัฐเดลาแวร์ (รัฐที่ โจ ไบเดนอยู่) มีสมาชิก 1 คน สมาชิก ส.ส. เข้าประชุมถก“บิล”กัน อาจมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไข ตัด เติม และโหวตกัน เมื่อบิลผ่านเสียงข้างมาก บิลก็จะถูกส่งเข้า “สภาสูง” หรือ “วุฒิสภา” เพื่อโหวต สภาสูงเรียก “เซเนท” (Senate) มีวุฒิสมาชิก เรียก “เซเนเต้อร์” (senator) ทั้งหมด 100 คน 2 คนต่อรัฐ (อเมริกามี 50 รัฐๆละ 2 คน) บิลจะต้องผ่านเสียงข้างมากคือ 51 เสียงขึ้นไป ถ้ามี เสียงเท่ากัน 50/50 รองประธานาธิบดีก็จะออกเสียง เป็นคะแนนตัดสินที่ 51 คะแนนก็ถือว่าชนะ  คำถามว่าทำไมต้องลุ้น ดิฉันคิดว่าตอนที่คุณอ่านข่าวคงเป็นช่วงที่กำลังรอผลเลือกตั้ง“เซเนเต้อร์”ใหม่ 2 คน จากรัฐจอร์เจีย ช่วงรัฐบาลทรัมพ์ มีเซเนเต้อร์รีพับบลิคกัน 52 เดโมแครท 48 เท่ากับรีพับบลิคกัน “คอนโทรล” วุฒิสภา หรือ“เซเนท”  (เซเนเต้อร์รับตำแหน่งเทอมละ 6 ปี) เซเนเต้อร์เดิม 2 คนของรัฐจอร์เจียเป็นรีพับบลิคกัน ซึ่งหมดเทอมพอดี คู่แข่ง 2 คนมาจากพรรคเดโมแครท ซึ่งผลการเลือกตั้งแรกวันที่ 3 พฤษจิกา 2020 ไม่มีใครได้เสียงข้างมาก จึงมีการลงคะแนนเสียงครั้งที่สอง วันที่ 6 มกรา 2021 ผลคู่แข่ง 2 คนพรรคเดโมแครทชนะ เนื่องจากผลคะแนนเลือกตั้งระหว่าง เซเนเต้อร์คนเก่า นาย “เพอร์ดู-รีพับบลิคกัน” และคนใหม่นาย “โอซอฟ-เดโมแครท” สูสีกันมาก ทางรัฐจอร์เจียไม่ได้“เซอร์ติฟาย” ผลจนกระทั่งวันที่ 19 มกรา 2021 ที่ต้องลุ้น เพราะเท่ากับตอนนี้ เดโมแครท “คอนโทรล” (control)วุฒิสภา 50/50 (ดูรูป)

ซ้ายมือ นาย “จอน โอซอฟ” (Jon Ossoff) คนกลางคือ นาย “ราฟาเอล วอร์น็อค” (Raphael Warnock)  สอง เซเนเต้อร์ เดโมแครทใหม่ รัฐจอร์เจีย ขวาสุดคือ ป.ธ.น. ไบเดน  แสดงความยินดี “แตะศอก”กัน

ข้อ 2      คำถาม “บางสำนักก็บอกว่าต้องได้ถึง 60 คะแนนจึงจะผ่านร่างกฎหมาย” คืออะไร อันนี้หมายถึง เมื่อ “บิล” เข้า “เซเนท” เพื่อโหวตกัน วันนั้นในที่ประชุม ต้องมีเซเนเต้อร์เข้าประชุมอย่างน้อย 60 คนขึ้นไป ถึงจะตัดสินได้ ปกติถ้า ทาง “เซเนเต้อร์ รีพับบลิคกัน” ต้องการถ่วงเวลาโหวตบิล  เขาก็จะรวมใจกันไม่เข้าประชุมวันนั้น เข้าใจนะคะ

ข้อ 3      ตอน “ไบเดน” หาเสียง ได้ประกาศว่า “เขาต้องการช่วยให้โรบินฮู้ดในอเมริกาประมาณ 11 ล้านคน ได้อยู่อย่างถูกต้องและได้ซิติเซ่นในที่สุด ขณะนี้“บิล” เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง แบ่งเป็น 3 เสต็ป ดังนี้

สเต็ป 1 โรบินฮู้ดที่เข้ามาอเมริกาก่อน 1 มกราคม 2021 สามารถแอ็พพลายขอ “สถานภาพอยู่อย่างถูกกฎหมายชั่วคราว” เรียก “เท็มพอรารี่ ลีเกิล สแตตัส” (Temporary legal status) (“TLS” อันนี้เป็นคำย่อสั้น ที่ดิฉันตั้งขึ้นมาเองนะคะ) ได้ทันที  หลังได้ TLS คุณสามารถทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  และจ่ายภาษี (ยังไม่ทราบรายละเอียดนะคะ ว่าคุณสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้หรือไม่)

สเต็ป 2  หลังจากถือ TLS  5 ปี  คุณสามารถแอ็พพลายขอใบเขียวได้ ตราบใดที่คุณ ผ่านแบ็คกราวนด์เช็ค  และจ่ายภาษี 

สเต็ป 3 หลังถือใบเขียว 3 ปี คุณสามารถสอบซิติเซ่นได้

นอกจากนี้คนต่างชาติอีก 3 กรุ๊บ คือ (1) “พวกดรีมเม่อร์ส” คือ เด็กที่พ่อแม่พาเข้ามาอเมริกาตั้งแต่เล็กๆและเรียนหนังสืออยู่ที่นี่ ปัจจุบันอยู่ในโปรแกรม DACA โปรแกรมนี้ “ทรัมพ์” พยายามยกเลิกแต่ไม่สำเร็จ  (2) พวกทำฟาร์ม เข้ามาด้วยวีซ่ากสิกร”  และ (3) พวกที่ได้หนีลี้ภัยการเมืองหรือภัยพิบัติธรรมชาติเข้ามาอเมริกา และอยู่ใน “สถานภาพการปกป้องชั่วคราว” เรียก Temporary protected status  หรือ “TPS” จากประเทศเหล่านี้  เอล ซัลวาดอร์, เฮติ, ฮอนดูรัส, เนปาล, นิคารากัว, โซมาเลีย, ซูดาน, ซูดานใต้, ซีเรีย, และเยเม็น ทั้งสามกรุ๊บนี้สามารถแอ็พพลายขอใบเขียวได้เลย และหลังจาก 3 ปี สามารถสอบซิติเซ่นได้

ถ้าถามความคิดดิฉันว่า“ไบเดนจะทำสำเร็จไหม” ดิฉันเชื่อว่าสำเร็จค่ะ เพราะเดโมแครท “คอนโทรล” (control) ทั้งสองสภา สภาล่าง สมาชิกเดโมแครท 221 คน สมาชิกรีพับบลิคกัน 211 คน ตำแหน่งว่าง 3 ตำแหน่ง (ส.ส.รับตำแหน่งเทอมละ 2 ปี) สภาสูง 50/50 บวกเสียงจาก นางกมลา แฮริส รองประธานาธิบดี  เท่ากับเดโมแครทมี 51 เสียง ดิฉันเชื่อว่ากฎหมายช่วยโรบินฮู้ดจะผ่าน ยิ้มได้แล้วนะคะ ยังไม่ต้องเตรียม “แพ็คกระเป๋า” 

รองประธานาธิบดีครบวงจร

วัน 20 มกราเป็นวันพิธีเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ “โจ ไบเดน” (Joe Biden) และเราได้รองประธานาธิบดีผู้หญิงคนแรก นาง“กมลา แฮริส” (Kamala Harris) ตอนดิฉันดู “เลดี้กาก่า”(Lady Gaga) ร้องเพลงชาติอเมริกัน ดิฉันน้ำตาไหล“แฮ็ปปี้” (เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกคือวันที่ดิฉันสาบานตนเป็น “ซิติเซ่น”) ดิฉันถือเป็นการเปิดฉากใหม่ ของความสำเร็จในการต่อสู้เพื่อสิทธิเสมอภาคที่เท่าเทียมกันของผู้หญิง คนผิวดำ และการแต่งงานระหว่างผิว คือครบวงจร 

นาง“กมลา แฮริส” “สุภาพสตรีหมายเลขสอง” ควงสามีนาย“ดั๊ก เอ็มฮอฟ” (Doug Emhoff) คนขาว“สุภาพบุรุษหมายเลขสอง” วันพิธีเข้ารับตำแหน่ง รองประธานาธิบดี 20 ม.ค. 2021

การกีดกันผิว

เมื่อดิฉันเรียนกฎหมาย ทำให้ดิฉันเข้าใจที่มาที่ไปของประวัติศาสตร์อเมริกาอย่างลึกซึ้ง จากการศึกษาคดีต่างๆและการตัดสินคดีที่ค่อยๆเปลี่ยนไปตามยุคและกาลสมัย และได้“เช๊พ” (shape) อเมริกามาเป็นอเมริกาปัจจุบัน

ตามประวัติศาสตร์คนผิวดำจากประเทศอัฟริกาถูกลักลอบตัวเข้ามาอเมริกาโดยชาวโปร์ตุเกสนำมาขายเป็นทาส ระหว่าง ค.ศ. 1525-1866 อเมริกามีคนผิวดำทาสมากกว่า 12.5 ล้านคน พวกขุนนางและเจ้าของไร่จะประมูลซื้อคนดำเอามาเป็นทาสทำงานไร่ฝ้ายและไร่ยาสูบ ทาสถือเป็นสมบัติของเจ้านายคือพวกเขาไม่มีสิทธิในตัวเองใดๆทั้งสิ้น เมื่อออกลูก หลานมาพวกเขาก็ยังเป็นทาส และเป็นสมบัติของเจ้านายไปทั้งโคตร ระหว่างปี ค.ศ. 1861-1865 เกิดสงครามกลางเมือง หรือ“สงครามเลิกทาส” ระหว่างรัฐทางเหนือและรัฐทางใต้ รัฐทางเหนือต้องการให้เลิกทาส แต่รัฐทางใต้(ซึ่งทำไร่นาเป็นหลัก)ต่อต้านการเลิกทาส ปี ค.ศ. 1863 ประธานาธิบดี “ลินคอล์น” ออกคำสั่ง“ประกาศ”ให้อิสรภาพทาส ปี ค.ศ. 1865 เมื่อสงครามสิ้นสุด รัฐทางใต้แพ้ รัฐบาลผ่านรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข บทที่ 13 ระบุว่า “ห้ามมีทาสและห้ามบังคับใช้คนโดยที่เขาไม่ต้องการ” ฉบับนี้เท่ากับให้โอกาสทาสที่ไม่สามารถออกจากบ้านเจ้านาย เพราะไม่มีที่ไป พวกเขาไม่มีการศึกษา ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้คือออกไปก็อดตาย เขาก็จะมีสิทธิอยู่เป็นทาสต่อไป ปีค.ศ. 1868 รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข บทที่ 14 ผ่านระบุว่า“ทุกคนที่เกิดในแผ่นดินอเมริกา ถือว่าเป็นพลเมืองอเมริกัน และเขามีสิทธิที่จะแสวงหาความสุข มีสิทธิ เสรีภาพ อิสรภาพ และความคุ้มครองทางกฎหมาย” (ฉบับนี้ เท่ากับผู้ที่เกิดในอเมริกาจะได้สัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติ เรียกการได้สัญชาติตามหลักแผ่นดิน ไม่ใช่ตามสายเลือด) ฉบับนี้เท่ากับเปิดช่องทางให้ลูกหลานทาสที่เกิดในอเมริกา มีเสรีภาพและมีความเท่าเทียมเป็นพลเมืองอเมริกัน คือไม่เป็นสมบัติของเจ้านายอีกต่อไป ปี ค.ศ. 1870  รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข บทที่ 15 ผ่าน ให้สิทธิคนผิวดำออกเสียงเลือกตั้งได้ 

สรุป ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1870 มาในภาคทฤษฎีเท่ากับคนผิวดำมีสิทธิเสมอภาคเท่าเทียมคนขาว แต่ในภาคปฏิบัติไม่เป็นยังงั้น คนผิวดำก็ยังถูกกีดกันอย่างมากๆอยู่ดี รัฐทางใต้จะกีดกันคนดำมากกว่ารัฐตอนเหนือ รถประจำทางแยกที่นั่งคนผิวดำนั่งแถวหลังๆผิวขาวแถวหน้าๆ ห้องน้ำสาธารณะแยกผิว ร้านอาหารไม่ขายให้คนผิวดำ เด็กไม่สามารถไปโรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้านได้ต้องไปโรงเรียนเฉพาะคนดำซึ่งอยู่ไกลจากบ้าน คนผิวดำถูกกีดกัน และกั้นไม้ไม่ให้เข้าไปออกเสียงเลือกตั้ง ปีค.ศ. 1896 คดีบรรทัดฐานที่ศาลนำมาใช้เป็นการตัดสินว่า เมื่อคนดำซูรัฐให้พวกเขามีสิทธินั่งรถประจำทางได้ทุกที่นั่งที่ว่าง ศาลตัดสินให้รัฐชนะ โดยอ้างว่า การที่รัฐจัดที่นั่งแยกให้ทั้งสองฝ่าย ผิวดำและผิวขาว เรียกว่า “แยกกันแต่เสมอภาค” หรือ “Separate but Equal” มาจนกระทั่งปี ค.ศ. 1954 ในคดียันทัดฐาน  Brown V Board of Education พ่อของเด็กดำซูกระทรวงศึกษาที่ไม่ให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนเด็กขาวเรียน คราวนี้คนดำชนะศาลสั่งล้มใช้ระบบ “แยกกันแต่เสมอภาค” คนดำยังคงต่อสู้เพื่อความเสมอภาคมาจนทุกวันนี้  

ความไม่เสมอถาคของผู้หญิง

สมัยก่อนเมื่อผู้หญิงแต่งงาน เธอจะตกเป็นสมบัติของสามีเช่นเดียวกับทาส (ที่ตกเป็นสมบัติของเจ้านาย) คือผู้หญิงหมดสิทธิเสรีภาพและในร่างกายตน ตัวอย่าง สามีตบตีได้ ข่มขืนภรรยาได้ เธอทำแท้งไม่ได้ เธอไม่มีสิทธิฟ้องร้องด้วยตนเองได้(สามีต้องเป็นคนฟ้องร้องให้) เธอไม่สามารถเป็นเจ้าของสมบัติได้ และผู้หญิงไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ ผู้หญิงได้ต่อสู้เรียกสิทธิความเสมอภาคมาตลอด ปีค.ศ. 1894 กฎหมาย Married Woman’s Property Act ผ่าน ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วสามารถเป็นเจ้าของสมบัติได้ ปี ค.ศ. 1920 รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข บทที่ 19 ให้สิทธิผู้หญิงออกเสียงเลือกตั้งได้ ปี ค.ศ. 1994 รัฐบาลกลางผ่านกฎหมาย ห้ามมีการกระทำรุนแรงต่อผู้หญิง รวมภรรยา แฟน คู่รัก คู่หมั้น  The Violence Against Women Act of 1994  เรียกย่อว่า “วาว่า” (VAWA) จากการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคของผู้หญิง เปิดทางให้ผู้หญิงมีสิทธิในร่างกายตนเอง ฉะนั้นผู้หญิงมีสิทธิทำแท้งได้ ในคดีบันทัดฐาน Roe v Wade ค.ศ. 1973 ศาลสั่งว่าคลีนิคฟรีรัฐไม่สามารถปฏิเสธไม่ทำแท้งให้ผู้หญิงได้  

การแต่งงานระหว่างผิวขาวและผิวดำ 

การแต่งงานระหว่างผิวขาวและผิวดำถือเป็นสิ่ง “ตาบู” มากๆๆมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ในสมัยโน้นสังคมไม่ยอมรับเอาเลย จนมาถึงปี ค.ศ. 1967 ศาลตัดสินในคดี Loving v. Virginia ซึ่งเป็นคดีบันทัดฐานที่ศาลใช้อ้างถึงปัจจุบันนี้ ความเป็นมาคือ ปี ค.ศ. 1958 นาย“ริชาร์ด เลิฟวิ่ง” คนขาวแต่งงานกับ“มิลเดร็ด” ลูกครึ่งผิวดำและขาว ทั้งสองอยู่รัฐเวอร์จิเนียซึ่งกฎหมายรัฐห้ามการแต่งงานระหว่างผิวและถือเป็นคดีอาญาถึงติดคุก ทั้งสองเป็น “ไฮสกูล สวีทฮาร์ท” ได้ไปจดทะเบียนสมรสที่ “วอชิงตัน ดีซี” และกลับไปอยู่ฟาร์มของตนในเวอร์จิเนีย  5 อาทิตย์หลังจดทะเบียนตำรวจบุกเข้าไปในบ้านตอนดึกและจับทั้งสองเข้าคุก เมื่อขึ้นศาลรัฐ ผู้พิพากษาลงโทษว่าผิดแต่ท่านพักการลงโทษและเสนอเงื่อนไขว่าทั้งสองต้องย้ายออกจากรัฐ และห้ามกลับเข้ามาเป็นเวลา 25 ปี ทั้งสองได้ย้ายไปอยู่แถบ“วอชิงตัน ดีซี” ทั้งสองต้องการย้ายกลับฟาร์ม ได้อุทธรณ์และไปถึงศาลสูงสุดของรัฐแต่แพ้มาตลอด ในที่สุดเขาได้ไปปรึกษาท่านอัยการสูงสุดช่วงนั้น คือ “โรเบิร์ท เคเนดี้” (น้องชาย จอห์น เอฟ เคเนดี้) ท่านได้แนะนำทั้งสองให้ไปหาองค์กร The American Civil Liberties Union องค์กรทนายความที่ต่อสู้เพื่อสิทธิและความเสมอภาคของคนผิวดำ เรียกย่อว่า “ACLU” ซึ่ง ACLU รับเคสและได้ต่อสู้คดีไปถึงศาลสูงสุด “U.S. Supreme Court” โดยอ้างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขบท 14 ที่ “การันตี สิทธิทุกคนที่จะ แสวงหาความสุข “Personal rights to pursuit of happiness” รวมทั้งสิทธิที่จะแต่งงาน “Freedom to marry” ซึ่งสิทธินี้เป็นสิทธิที่สถิตอยู่ในตัวบุคคลไม่ว่าจะสีผิว เชื้อชาติ หรือ สัญชาติอะไร และรัฐไม่สามารถละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนั้นๆได้” ศาลคว่ำคดีรัฐตัดสินให้ Loving ชนะ ตรงกับวันที่ 12 มิถุนายน ปี 1967 (ดูรูป) ครอบครัว “เลิฟวิ่ง” พ่อแม่และลูก 3 คน ได้ย้ายกลับไปอยู่ฟาร์มที่รัฐเวอร์จิเนีย นาย“ริชาร์ด” แอ็กซิเดนถูกรถชนตายปี ค.ศ. 1975 ส่วนนาง มิลเดร็ด มีชีวิตอยู่ถึงปี 2008 ไม่เคยแต่งงานใหม่   หลังจากคำตัดสินคดี Loving v. Virginia รัฐเวอร์จิเนียและหลายรัฐยกเลิกกฎหมายห้ามแต่งงานระหว่างผิว รัฐอลาบาม่าเป็นรัฐสุดท้ายที่ยกเลิกกฎหมายห้ามแต่งงานระหว่างผิวใน ปี ค.ศ. 2000

นางมิลเดร็ดและนายริชาร์ด เลิฟวิ่ง ปีค.ศ. 1967

คดี Loving ได้เปิดประตูให้คดี “แต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน” ในคดี Obergefell v. Hodges ตัดสินปี ค.ศ. 2015 โจทก์หลายคู่ซูรัฐที่ตนอยู่ ร่วมกับคดี Obergefell v. Hodges คดีชนะรวดทุกศาลไปถึงศาลสูงสุด  “U.S. Supreme Court” ผู้พิพากษา “แอนโทนี่ เคเนดี้” แห่งศาลสูงสุดได้อ้างถึงคดี Loving เป็นบันทัดฐาน ศาลตัดสินว่า “สิทธิในการแต่งงานถือเป็นสิทธิพื้นฐาน “Fundamental right” ซึ่งการันตีให้ทุกคนรวมทั้ง คู่สมรสเพศเดียวกัน ศาลสั่งว่าทุกรัฐทั้ง 50 รัฐ(ยกเว้นอาณานิคมของอเมริกา)ไม่สามารถปฏิเสธไม่จดทะเบียนสมรสให้เพศเดียวกันได้ รัฐที่ยังมีคำนิยาม “การสมรส เกิดขึ้น ระหว่าง หญิง และชาย” “one man and one woman” นั้นต้องยกเลิกคำนิยามนี้ เคสนี้เป็นการตัดสินครั้งใหญ่เพราะครอบหมดทั้งประเทศ ดิฉันจำได้ว่าหลังคดีนี้ตัดสิน อิมมิเกรชั่นเปิดรับทำใบเขียวแต่งงานเพศเดียวกัน ณ. วันนี้ ครอบครัวผสม เกย์ เลสเบียน และต่างศาสนา “Multiracial families” ถือวันที่ 12 มิถุนายน เป็นวันแห่งความรัก เรียก “เลิฟวิ่ง เดย์” (Loving day) และมีการฉลองเช่นเดียวกับวันวาเลนไทน์ 

ตอนนี้คุณคงเข้าใจความรู้สึกของดิฉันที่ทำไม“แฮ็ปปี้”ในแง่ทนายที่มีโอกาสเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายในประเทศนี้ และการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคและสิทธิส่วนบุคคลของพลเมืองอเมริกันมาจนถึงปัจจุบัน อเมริกาประกาศอิสรภาพจากประเทศอังกฤษปี ค.ศ. 1776 ปีนี้ ค.ศ. 2021รวม 245 ปี ว่าว !!! แต่ก็ไม่มีอะไรสายเกินไปเนอะคะ

รอบปีที่ผ่านมา

คอลัมน์นี้สรุปรอบปี 2020 ที่ผ่านมาของครอบครัวเรา  แชร์รูปเหตุการณ์ต่างๆที่เป็นความทรงจำดีๆของเรา 

งานแต่งงาน “แอริค และ อมิตา”

เราเริ่มปีใหม่ 2020 ด้วย วันที่ 4 มกราไปงานแต่งงานของเพื่อนสนิท“แอริค” เขาซ่อมแซมและทำทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านดิฉัน บ้านเราน่าอยู่และร่มรื่นเพราะเขา (ดูรูป 1)

ทานากะ ฟาร์ม เก็บสตรอเบรี่

11 กุมภาหน้าสตรอเบรี่ “เท็ด” นักเรียนโยคะพาพวกเรา“โยกิ” ไปเก็บสตรอเบรี่ที่ “ทานากะ ฟาร์ม “Tanaka farm” ของเพื่อนเขา (ดูรูป 2)

วัน Holi Festival

11 มีนา พวกโยกิฉลองเทศกาลสีสรรของชาวฮินดู “โฮลี” (Holi Festival) แต่ละคนแต่งเสื้อผ้าสีฉูดฉาดมาโยคะกัน(ดูรูป 3)

งานกินเลี้ยงเพื่อนบ้านที่ร้านอาหาร

15 มีนาเพื่อนบ้านเชิญ 4 ครอบครัวไปเลี้ยงลา เขาย้ายไปอยู่รัฐอาริโซน่า (ดูรูป 4) และวันเดียวกันนั้นยิม 24 HourFitness ที่ดิฉันไปโยคะทุกวันปิด ตั้งแต่วันนั้นชีวิตในบ้านดิฉันเปลี่ยนไป

“สเตย์ โฮม ออร์เด้อร์” 

นักเรียนนั่งสมาธิ

หลังยิมปิด วันจันทร์ที่ 16 มีนาดิฉันเพิ่มคลาสโยคะที่บ้านจาก 3 วันเป็น 6 วัน เริ่ม 15 นาที แรก นั่งสมาธิและนั่งลมปราณ การบริหารลมหายใจ ซึ่งช่วยขยายปอดให้แข็งแรงและทำงานดีขึ้น (ดูรูป 5 และ 6)  

สอนลูกชายให้ตั้งสมาธิ

วันที่ 20 มีนา ผู้ว่ารัฐออกคำสั่ง“สเตย์ โฮม ออร์เด้อร์” (Stay Home Order) ครั้งแรก ให้ทุกคนอยู่บ้านและห้ามสังสรรมีการรวมกลุ่มกัน ข้อยกเว้นคือ นอกจากมีความจำเป็นหรือถ้ามีเหตุผลด้านสุขภาพ ดิฉันตีความหมาย ว่าโยคะและการหายใจนั้นเพื่อสุขภาพ จึงจัดอยู่ในข้อยกเว้น (ทนาย หาช่องโหว่ได้เสมอ ) เรายังมีคลาสโยคะทุกวันมาถึง ณ. วันนี้

หลัง “สเตย์ โฮม ออร์เด้อร์” ผู้คนเปลี่ยนไป มีความหวาดระแวง กลัวติดโควิด คนเครียด เก็บตัวไม่เจอหน้าผู้คน สื่อก็ไม่ได้ช่วย ออกข่าวจำนวนคนติดโควิด และคนตายทุกวันโดยที่ไม่เอ่ยถึง อายุ โรคประจำตัว ของผู้ป่วยและตาย คนที่ติดข่าว ติดไลน์ ฟังมากอ่านมากก็ยิ่งฟุ้งซ่าน ดิฉันเองก็กลัวค่ะ 2 เดือนแรกฉุกละหุกมาก แต่ดิฉันต้องเป็นหลักให้ครอบครัว เพราะสามีกลัวโควิดมากกว่าดิฉัน (ดิฉันคิดว่า เพราะเขาเคยเป็นมะเร็งมาก่อน) ลูกชายก็หงุดหงิด เพราะเขาไม่ได้ออกไปไหน ปกติทุกวันจะมี Job Coach หรือผู้โคชเขามารับออกไปทำงานอาสาสมัคร 

ดิฉันพยายามประคับประคองชีวิตเราเป็นปกติมากที่สุดแต่ละวัน เราโชคดีที่อยู่เมืองเล็กแค่ 1.8 ตารางไมล์ เพื่อนบ้านดีแทบจะรู้จักกันหมด เรายังออกไปเดินทุกเช้าตามปกติพอได้คุยและเห็นหน้าผู้คนบ้าง เพื่อนบ้านสนิทที่มากินขนมและกาแฟทุกเช้าวันเสาร์หยุดมา เก็บตัวอยู่บ้าน 2 เดือน เพื่อนฝูงไม่ได้เจอ ยังโชคดีได้เจอกลุ่มโยคะ ซึ่งเหลือเพียง 3 คนบวกสามี ดิฉันต้อง“อดข่าว”ไม่อ่านข่าวหรืออ่านไลน์ แค่ฟังคุณสามีเม๊าท์ทางโทรศัพท์กับญาติพี่น้องเรื่องโควิทก็ประสาทพอแล้ว 

Cooking class on Zoom ของลูกชาย

สองเดือนผ่านไปโปรแกรมลูกชายเปิด “ออนไลน์” มีคลาสผ่าน “ซูม” (Zoom) เริ่มจากวันละ 1 ชั่วโมงเป็นวันละ 4 ชั่วโมง และเพิ่มกิจกรรมต่างๆมีคลาส เล่นเกม บิงโก Jeopardy มีคุ๊กกิ้งคลาสทำอาหารต่างชนิด (ดูรูป 7 และ 8 )

Latke (ลัทกิ) อาหาร “จิววิช” ทานวันปีใหม่ของคนยิว Yum

มีเอ๊กเชอร์ไซส์ (exercise) โยคะเก้าอี้ (Chair yoga) และเต้น โดยใช้ภาษาใบ้ตามเนื้อเพลง (move and groove) ดิฉันก็ได้เรียนภาษาใบ้ไปกับลูกด้วย ส่วนเพื่อนบ้าน และเพื่อนสนิท ที่หายไปก็ค่อยๆทะยอยกลับมา (ดูรูป 9 และ 10) ทุกอย่างค่อยๆเข้าที่

หลัง“สเตย์โฮมออร์เด้อร์” เพื่อนบ้านกลับมากินขนม &กาแฟ

ผลดีจาก “โควิด”  

“แม็กกี้” และ “ดอน” เพื่อนสนิท มากิน “ซาชิมิ” ที่บ้าน 

ณ. วันนี้ ในบ้านเราถึงทุกอย่างจะไม่กลับเหมือนเดิม แต่หลายอย่างดีกว่าเดิม 

ลูกชายเปลี่ยนไป เก่งขึ้นมาก เดี๋ยวนี้เขาสอนโยคะ 2 วันต่อสัปดาห์ คลาสหนึ่ง 1 ชั่วโมง 15 นาที ไสตล์การสอนจะมีเต้นโดยใช้ภาษาใบ้ (sign lamguage) และโยคะเก้าอี้  (ดูรูป 11และ 12) เราค้นพบความสามารถที่ซ่อนเร้นในตัว ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อน เนื่องจากเขาไม่มีโอกาสที่จะเอาออกมาใช้  สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่เพราะ “โควิด”

ลูกชายสอน โยคะ
ลูกชายสอน โยคะ

ผลจากการโยคะทุกวันที่บ้าน ต่างจากไปยิมอยางเห็นได้ชัด ดิฉันเห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของดิฉันและนักเรียนทุกคน ร่างกายแข็งแรงมีพลังมาก และมีสมาธิ ดิฉันเชื่อว่าเป็นเพราะนั่งลมปราณทุกวัน ซึ่งตั้งแต่สอนโยคะมา 10 ปี เรานั่งลมปรานวันเสาร์วันเดียว  ถ้าไม่เพราะ “โควิด” ดิฉันก็จะไม่ค้นพบพลังวิเศษอย่างนี้

เราไปฉลองวันแต๊งส์กิฟวิ่งที่ “โซลแวง”

เนื่องจากโควิด เรายกเลิกแพลนไปอิสราเอลและไทย  และเรางดการฉลองวัน Thanksgiving และ Christmas ที่บ้าน แต่เราชดเชยโดนขับรถไปเที่ยวใกล้ๆ Thanksgiving เราไปเมือง Solvang และ Christmas เราไป Palm Spring (ดูรูป 13และ 14) แต่วันเกิดดิฉันเดือน ธันวา ดิฉันได้ฉลองที่บ้านกับเพื่อนรัก (ดูรูป 15และ 16)

เราไปฉลอง คริสต์มัสที่ “พาล์มสปริง” รูปนี้ selfie จากระเบียงโรงแรม เห็นเขาด้านหลังล้อมรอบ แต่ไม่รู้ถ่ายยังไง สงสัยแดดจัด เลยแบ๊คกราวนด์ขาว

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณมีความทรงจำที่ไม่ดีต่อปีเก่า ก็ลืมๆมันไปซะ นึกถึงแต่ความทรงจำที่ดีๆ ดิฉันขอยืมคำอวยพร “อรวรรณ” เพื่อนโยคะ วันเกิดดิฉัน เธอให้ส้มโอ และกล้วยที่เธอปลูกเองที่บ้านมาให้ และอวยพรว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ดิฉันคิด และทำขอให้ผ่านไปแบบกล้วยๆและโอๆ

ฉลองวันเกิดดิฉันและเพื่อนที่บ้าน

อวยพรปีใหม่แฟนคอลัมน์ทุกคนเช่นกันนะคะ  ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณคิด และทำผ่านไปแบบกล้วยๆและโอๆ 

วันเกิดดิฉัน เพื่อนเอาส้มโอ และกล้วยที่เขาปลูกเองที่บ้านมาให้และอวยพรว่า “สิ่งที่ดิฉันคิดและทำ ขอให้ กล้วยๆและโอ ไปหมด” ดิฉันชอบความหมายมาก 

Happy New Year ค่ะ

ป.ธ.น. ใหม่ นิมิตรใหม่

ผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐผ่านไปเมื่อวันเสาร์ 7 พฤศจิกายน “โจ ไบเดน” พรรคเดโมแครท “ชนะ” คะแนนเสียง (อย่างไม่ราบรื่น) เพราะ“ประธานาธิบดี ทรัมพ์” ไม่ยอมรับความจริงว่าตน“แพ้”ง่ายๆ ณ. วันนี้ทุกอย่างโอเคแล้วค่ะ เมื่อวันจันทร์ที่ 23 พ.ย. ทรัมพ์ “ทวีท” ว่าตนเปิดไฟเขียวให้ยอมโอนอำนาจ&ตำแหน่งประธานาธิบดีให้ “โจ ไบเดน” โดยไม่ยอมรับว่าตนแพ้  นอกจากเราจะได้ประธานาธิบดี “เดโมแครท” แล้ว สภาผู้แทนราษฏร หรือ House of Representatives เดโมแครทมีเสียงข้างมาก แต่ วุฒิสภา หรือ Senate พรรครีพับบลิคคันมีเสียงข้างมากกว่า 2 เสียง การที่กฎหมายจะผ่านได้ จะต้องผ่านเสียงข้างมากทั้งสองสภา

วันพิธีเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่หรือ “อินอ๊อกกิวเรชั่น เดย์” (inauguration day) ตรงกับวันพุธที่ 20 มกราคม 2021 ดิฉันถือว่าเป็นนิมิตรใหม่ ต้อนรับปีใหม่ 

“อิมมิเกรชั่นแพลน” ภายใต้ “ไบเดน”

ท้าวความ:

กฎหมายคนเข้าเมือง หรือ “กฎหมายอิมมิเกรชั่น” เป็นประเด็นสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งทุกสมัย ปี ค.ศ. 1986 ประธานาธิบดี “รอนัลด์ เรแกน” แห่งพรรครีพับบลิคกันได้ผ่านการปฏิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่นครั้งใหญ่สำเร็จ โดยให้ “อภัยโทษ” คนต่างชาติที่เข้ามาอเมริกาก่อนปี ค.ศ. 1982 ผู้ที่อยู่เถื่อนหรือ “โรบินฮู้ด”ประมาณ 3 ล้านคนได้ใบเขียว แต่โรบินฮู้ดอีกเป็นล้านๆที่ยังตกค้าง  หลังจากรัฐบาล “เรแกน” ปธ.น. “คลินตัน” “จอร์จ บุช (ลูก) และ “โอบาม่า” ได้ ผ่านกฎหมายช่วยคนต่างด้าวกระปริดกระปรอยออกมา แต่ไม่สามารถผ่านการปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ได้ 

มาถึง ป.ธ.น. “ทรัมพ์” ตอนหาเสียง “ทรัมพ์” ประกาศว่าถ้าเขาได้รับเลือกตั้ง เขาจะเนรเทศโรบินฮู้ดออกหมด และพวกเขาต้องขอวีซ่าอย่างถูกต้องถึงจะกลับเข้ามาใหม่ได้  เมื่อ“ทรัมพ์”ชนะการเลือกตั้ง “ทรัมพ์” ได้ผ่าน “คำสั่ง” เรียก “ออเด้อร์” (Order) และ “ประกาศ” เรียก “พร็อคคลาเมชั่น” (Proclamation) กีดกันชาวต่างด้าวหลายฉบับ เรียก “ออเด้อร์” แรก ห้ามคนมุสลิมเข้าอเมริกา และไม่ออกวีซ่าให้ 7 ประเทศที่มีชาวมุสลิมอยู่มาก

หมายเหตุ:  ประธานาธิบดี มีอำนาจในการออก “ออเด้อร์” และพร็อคคลาเมชั่น” “คำสั่ง” หรือ “ประกาศ” ได้ในยามฉุกเฉิน โดยไม่ต้องผ่านสภา คล้ายๆ “กฎอัยการศึก” ของบ้านเรา คำสั่งเหล่านี้มีผลใช้ไปตลอดจนกระทั่งยกเลิก หรือศาลสั่งให้ยกเลิก“คำสั่ง” หรือ “ประกาศ” ไม่ใช่กฎหมาย ฉะนั้นประธานธิบดีคนใหม่สามารถยกเลิก “คำสั่ง”ได้ทันที

มาดู“อิมมิเกรชั่นแพลน” ของ “ไบเดน”

“ไบเดน” ได้วางแผน“อิมมิเกรชั่นแพลน” 7 ข้อ ตามข้างล่างนี้  ทันทีใน 100 วันนับจากวันเข้ารับตำแหน่ง

  1. ยกเลิก“คำสั่ง” ที่“ทรัมพ์” ห้ามชาวมุสลิมเข้าประเทศ
  2. ปฏิรูปวีซ่าทำงาน H-1B และเพิ่มโควต้าวีซ่าทำงานในกรุ๊บอื่นๆ
  3. ปฏิรูปใบเขียวครอบครัว ของกรุ๊บผู้ถือใบเขียว  ปัจจุบัน ผู้ถือใบเขียวสามารถแอ็พพลายใบเขียวให้คู่สมรส และลูกที่อายุต่ำกว่า 21 ปีไม่สมรสเท่านั้น และ 2 กรุ๊บนี้ต้องรอโควต้า “ไบเดน” ต้องการให้ผู้ถือใบเขียวมีสิทธิเท่าเทียมกับซิติเซ่น คือไม่ต้องรอโควต้า และเพิ่มให้ผู้ถือใบเขียวสามารถแอ็พพลายใบเขียวให้ พ่อ แม่ ได้ (อันนี้ยากส!!!ค่ะ คงไม่สำเร็จ)  และผู้ที่อยู่ระหว่างรอโควต้าใบเขียวครอบครัวที่อยู่นอกประเทศ สามารถขอวีซ่าชั่วคราวเข้ามาในอเมริกา และอยู่รอใบเขียวในอเมริกาได้ ข้อนี้  ยากส!!!! เช่นกัน  คงไม่สำเร็จ)
  4. ระงับการสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก  และ จะให้มีการอบรมหรือ “เทรนนิ่ง” เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและพวก “ไอ๊ซ์” ใหม่ โดยวางมาตรฐานการทำงานแบบโปรเฟสชันแนล ไม่ให้มีการทารุณกรรม แบบไร้มนุษยธรรมต่อคนต่างด้าว  ห้ามมีการบุกจับตามสถานที่ทำงานและโรงงานอีกต่อไป  และตั้งงบเงินเพิ่ม เพื่อเพิ่มผู้พิพากษาศาลอิมมิเกรชั่น เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่น เจ้าหน้าที่ในศาล และนักล่ามมากขึ้น  เพื่อเร่งตัดสินคดีผู้ลี้ภัยให้เร็วขึ้น 
  5. “ไบเดน” จะยกเลิกนโยบาย ที่ “รัฐบาลทรัมพ์” ส่งผู้ลี้ภัยกลับไปรอเรื่องอยู่ในเม็กซิโก และยังเพิ่มจำนวนโควต้าผู้ลี้ภัยต่อปีมากขึ้นจาก 15,000 คนเป็น 125,000 คน
  6. “ไบเดน” เปิดใบเขียวรับรอง “ดาค่า โปรแกรม” (DACA ย่อมจาก Deferred Action for Childhood Arrivals) ที่ “โอบาม่า”ผ่านออกมา ปี ค.ศ. 2012 เป็นโปรแกรมชั่วคราว ต้องต่ออายุทุก 2 ปี โปรแกรมนี้ปกป้องเด็กที่พ่อแม่เอาลูกมาอเมริกาตั้งแต่เล็ก เด็กเข้าเรียนหนังสือตั้งแต่เล็กจนโต เรียนจบมีปัญหาเข้ามหาวิทยาลัยและ ทำงานอย่างถูกต้องไม่ได้ โปรแกรมนี้ช่วยเด็ก ให้ขอใบทำงาน ใบขับขี่ บัตรโซเชียล และเดินทางออกนอกประเทศได้  รัฐบาล “ทรัมพ์” พยายามยกเลิก “ดาค่า” แต่มีการยับยั้งในศาล  
  7. “ไบเดน” พูดถึงการปฏิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่นชุดใหญ่ ช่วยให้โรบินฮู้ด ในอเมริกาประมาณ 11 ล้านคน ได้อยู่อย่างถูกต้องและได้ซิติเซ่นในที่สุด ข้อนี้ต้องดูไปว่าจะผ่านไหม  ในวงการทนายอิมมิเกรชั่นมีความหวัง ว่ามีความเป็นไปได้สูง เพราะ “ไบเดน” มีเครดิตดีในสภา เขาเคยเป็นวุฒิสมาชิก หรือ “เซเนเต้อร์” ระดับอาวุโส เขาหว่านล้อมเก่ง เป็นคนตรง น่าเชื่อถือ พูดคำไหนคำนั้น และอีกอย่าง คือ ในวุฒิสภามีคะแนนเสียงมากกว่า เดโมแครทเพียง 2 เสียง คงไม่ยากนักที่ “ไบเดน” จะหว่านล้อมแค่ 2 คน 

ปี 2021 ถือเป็นนิมิตรใหม่ ดิฉันมีความหวังว่าการปฏิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่นจะผ่านได้ ถึงแม้จะมีการต่อรอง แต่ยังไงก็ยังดีกว่า 4 ปีที่ผ่านมา   ขนาดบอกสามีว่าถ้า “ไบเดน” ปฏิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่นสำเร็จ ดิฉันขอทำงานหนักอีกครั้งช่วยคนไทย  สามียิ้ม และตอบว่า “ผมเข้าใจ” 😄

เทศกาล ฮัลโลวีน

สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งประธานาธิบดีซึ่งมีทุก 4 ปี วันอังคารแรกของเดือนพฤศจิกายน ปีนี้ตรงกับวันที่ 3 เราจะได้ ป.ธ.น. คนใหม่ (หรือคนเก่า) วันยิ่งใกล้เข้ามาคนยิ่งเครียด แค่“โควิท”อย่างเดียวก็เครียดพอแล้ว ดิฉันเองก็เครียด แต่ก็พยายามทำใจว่า ใครชนะก็โอเค เครียดไปก็เท่านั้น ชีวิตเราก็ยังดำเนินต่อไป “ไลฟ์ โกส์ ออน” (Life goes on!) อย่างน้อยคิดแล้วเราชาว“แอลเอ”มีสิ่งที่ทำให้เราแฮ็ปปี้สุดๆคือ เรามี 2 โฮมทีมกีฬาที่ชนะเลิศแชมเปี้ยนชิพปีนี้  คือ ทีมบาสเก็ตบอล “ลอส แองเจลิส เล๊คเก้อร์ส์” (Los Angeles Lakers) และทีมเบสบอล  “ลอส แองเจลิส ด็อดเจอร์ส์” (Los Angeles Dodgers)

วันนี้เราคุยกันเรื่องสนุกแก้เครียดดีกว่านะคะ  เทศกาลฮัลโลวีน  (Halloween) ซึ่งตรงกับที่ 31 ตุลาคม เสาร์นี้ เมืองไทยเรียก “วันปล่อยผี”  

คำ“ฮัลโลวีน” มาจากไหน

คำ “ฮัลโลวีน” แยกเป็น 2 คำคือ “ฮัลโล่ + อีน” คำ “ฮัลโล่ว์” “Hallow” แปลว่านักบุญหรือผู้ศักดิ์สิทธิ์ คำว่า “อีน” (een) เพี้ยนมาจากคำว่า “อีฟ” “Eve” แปลว่าวันก่อนหน้า “ฮัลโล่ว์”+“อีฟ” (Hallow + Eve) เพี้ยนเป็น “ฮัลโล่วีน” วันฮัลโลวีน แปลว่า วันก่อนหน้าวันนักบุญ (ตัวอย่างวัน “คริสต์มัส” ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม วัน “คริสต์มัสอีฟ” (Christmas Eve) วันก่อนหน้าวันคริสต์มัส ตรงกับ 24 ธันวาคม) ไม่งงนะคะ

ที่มาของเทศกาลฮัลโลวีน

วันฮัลโลวีนมีมานานสมัยก่อนคริสตกาล เชื่อว่ามาจาก แถบประเทศไอร์แลนด์  ชาวเซลท์ (Celt) ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองเผ่าหนึ่งของไอร์แลนด์จะมีการฉลองวันสิ้นสุดของฤดูเก็บเกี่ยวหรือ “ฮาร์เวสท์” (harvest) ในวันที่ 31 ต.ค. และวันที่ 1 พฤษจิกายน เริ่มฤดูหนาว ถือเป็น“ครึ่งปีหลังของความมืด” หรือ“วินเทอร์ โซลสติส” (Winter Solstice) ในวันที่ 31 ตุลาคม นี้ชาวเซลท์ยังเชื่อว่าเป็นวันที่มิติคนตายและคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน วิญญานหรือผีของผู้ที่ตายไปแล้วในปีที่ผ่านมาจะเที่ยวหาร่างของคนเข้าไปสิง เพื่อเขาจะได้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นวันที่ 31 ตุลาคม นอกจากจะฉลองวันสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวยังถือเป็นวันทำพิธีไล่ผีอีกด้วย ปัจจุบันหลายประเทศยังเรียกวันฮัลโลวีน ว่า “วันของคนตาย” หรือ “Day of the Dead” 

การฉลองของชาวเซลท์

ชาวเซลท์ไม่ต้องการให้วิญญานหรือผีมาเข้าร่างตน วันที่ 31 ตุลาคม ตอนกลางคืนชาวเซลท์จึงดับคบไฟหมด และอยู่ในความหนาวและความมืดสงัด พวกเขาจะแต่งกายแปลกประหลาดเพื่อปลอมตัวเองเป็นผีร้ายและส่งเสียงดังไล่วิญญานไม่ให้มาเข้าร่างตน  ชาวเซลท์จะแก้ลางด้วยการเชือดไก่ให้วิญญานและผีกลัว และมีการนำสัตว์หรือพืชผลมาบูชายัญให้กับวิญญาณผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว บางตำนานยังเล่า”คนที่คิดว่าถูกวิญญานเข้าสิง” อาจมีการเผาร่างผู้นั้น (ชาวโรมันรับประเพณีฮัลโลวีนมาจากชาวเซลท์  ได้ตัดการเผาร่างคนที่ถูกผีสิง โดยเปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน)

“แจ๊ก โอ แลนเทิรน์”สลักจากผักกาดเทอร์นิพ
ปัจจุบัน สลักฟักทองแทน

“แจ๊ก โอ แลนเทิรน์” 

อีกประเพณีที่ชาวเซลท์มี คือ เขาจะแกะสลักหัวผักกาด “เทอร์นิพ” คล้ายหัวกระหล่ำปลี เป็นหน้าคน และใส่ถ่านไว้ข้างใน เรียกหัวผักกาด “เทอร์นิพ” นี้ว่า“แจ๊ก โอ แลนเทิรน์” (Jack-o’-lantern) ตามตำนานเล่าว่า (คนไอริชจะมีตำนานเรื่องเล่าเยอะ 555) นาย “แจ๊ก” ชายขี้เหล้าได้สมญานามว่า “สติ๊งกี้ แจ๊ก” (Stinky Jack) หรือนายแจ๊กตัวเหม็น นายแจ๊กไม่ได้ทำความดีอะไรเลย วันหนึ่งเขาหลอกล่อปีศาจขึ้นไปบนต้นไม้ และสลักกากะบาทรูปไม้กางเขนที่โคนต้นไม้ ทำให้ปีศาจลงมาไม่ได้ นายแจ๊กได้ทำข้อตกลงกับปีศาจว่า เมื่อเขาตายให้ปีศาจสัญญาวาจะไม่เอาวิญญานเขาไป  ปีศาจตกลง แจ๊กจึงปล่อยปีศาจลงจากต้นไม้  เมื่อนายแจ๊กตายจึงไม่มีที่ลง ขึ้นสวรรค์ก็ไม่ได้เพราะไม่เคยทำความดี และลงนรกก็ไม่ได้เพราะปีศาจรักษาสัญญาไม่สามารถเอาวิญญานนายแจ๊กไปได้  ปีศาจจึงส่งนายแจ๊กไปในความมืดและให้ถ่านที่กำลังคุแก่เขา เพื่อให้เขาใช้นำทางในที่มืด แจ๊กได้สลักผักกาด “เทอร์นิพ” (Turnip) ให้กลวงและใส่ถ่านลงไปเพื่อไม่ให้ถ่านดับเร็ว ประเพณีนี้มีมาถึงปัจจุบันที่คนอเมริกันใช้สลักฟักทองแทนผักกาด “เทอร์นิพ” และใส่เทียนไว้ข้างในเพื่อให้ความสว่าง (ดูรูป) “แจ๊ก โอ แลนเทิรน์”ผักกาด “เทอร์นิพ” จากพิพิธภัณท์ และสลักฟักทองปัจจุบัน)

การเปลี่ยนแปลงฮัลโลวีนหลังคริสตกาล

หลังคริสตกาล ชาวโรมันคาทอลิคต้องการกำจัดพิธีเฉลิมฉลองของกลุ่มชนนอกศาสนาคริสต์ที่เชื่อในเรื่อง ภูติผีปีศาจ สันตะปาปา หรือท่าน “โป๊ป” เกรโกรี่ที่ 4 (Pope Gregory IV) ได้กำหนดวันที่ 1 พฤศจิกายน ให้เป็นวันระลึกถึงนักบุญ และผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยเรียกวันนั้นว่า “ออล เซ็นท์ส เดย์” (All Saints’ Day) แทนที่จะเรียก “ออล ฮัลโล่มัส เดย์” (All Hallowmas’ Day) และคงวันที่31 ตุลาคมเป็นวันฉลองวันก่อนหน้าวัน ของคืนวันที่ 31 ตุลาคมไว้ (คำว่า Hallows เป็นคำศัพท์สมัยโบราณ ไม่ค่อยมีคนใช้ ส่วนมากจะใช้คำว่า Saints)

ลูกชายและดิฉันช่วยกันตกแต่งหน้าบ้าน  ต้อนรับ “ทริค เกอร์ ทรีท”

การฉลองเทศกาลฮัลโลวีนปัจจุบัน

วันที่ 31 ตุลาคม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะแต่งตัวชุด “คอสตูม” (costume) สีสรรสวยงาม จะเป็นคาแร็กเต้อร์อะไรก็ได้โดยไม่เคร่งตามประเพณีเก่าที่จะแต่งเป็น แม่มด ภูติ ผี ปีศาจ (ดูรูป ครอบครัวดิฉันแต่งหน้าและคอสตูม ฮัลโลวีนปีที่แล้ว) ทันทีที่มืดเด็กๆจะถือถุงหรือหัวฟักทองพลาสติกไปตามบ้านคน เคาะประตูขอขนม เมื่อ เจ้าของบ้านเปิดประตู เด็กจะ พูดว่า “ทริค เกอร์ ทรีท”(Trick or Treat) หมายความว่า ถ้าเธอไม่ให้ขนม คือ “ทรีท” (Treat) ฉัน  ฉันก็จะหลอกหลอน “ทริค” (Trick) เธอ 

รูปแรก  ลูกสาวดิฉัน อาร์ติสท์  แต่งหน้าและคอสตูมให้ทุกคนในรูป  เธอแต่งเป็น “คาแร็กเต้อร์” ใน หนัง animation เรื่อง “โกโก้” “Coco” รูปถัดไป รูป แฟนแต่งเป็น โจ๊กเก้อร์ (Joker) ในหนัง Batman 

ปีนี้ฮัลโลวีนเงียบเหงา เพราะโควิท 19 ยังไม่รู้ว่าเด็กจะมาเคาะประตู “ทริค เกอร์ ทรีท” แถวบ้านดิฉันกันกี่คนแต่ดิฉันก็เตรียมขนมไว้แล้ว (ดูรูปหน้าบ้านดิฉัน)  เมือง “ลา พาล์มม่า” La Palma ที่ดิฉันอยู่ ปีนี้งดมีการเล่นให้เด็ก (ดูรูปปีที่แล้วที่ งานฮัลโลวีนที่พาร์ค เมือง “ลา พาล์มม่า”)   แต่มี “ไดร๊ว ทรู” (Drive through) แทนคือ จัดสถานที่ที่ ซิตี้ ฮอลล์ (City Hall) ให้ผู้คนขับรถวนช้าๆ และมีคนแต่ง “คอสตูม” ภูตผี ปีศาจ แม่มด และอื่นๆ ที่น่ากลัว จะมาเขย่ารถและหลอกหลอนเด็ก ก็ยังดีกว่าไม่มีเนอะ!

รูปบน  ลูกสาวแฟน เป็น Harley Quinn ในหนัง Batman และรูปครอบครัวที่ลา พาล์มม่า พาร์ค

Happy Halloween ค่ะ

ระบบการไปรษณีย์ในอเมริกา

ใกล้วันเลือกตั้งเข้ามาแล้ว เมื่อคืนวันอังคาร 29 กันยา มี “ดีเบท” (debate) แรกระหว่าง”ทรัมพ์” และ “โจ ไบเดน” ดิฉันไม่ได้ดูไม่อยากเครียด แต่อ่านข่าวตอนเช้าอ่านแล้วก็ เฮ้อ! นึกว่าจะเขียนบทความอะไรดีที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เอาว่าเขียนเรื่องไปรษณีย์แล้วกันนะคะ  เนื่องจาก“เมล์”ตอนนี้ถึงผู้รับช้ามาก และบางวันก็ไม่มีเมล์แม้กระทั่งเมล์ขยะ“จั๊งค์เมล์” (Junk mail) เห็นจากจดหมายจากอิมมิเกรชั่นช้ามากๆปกติดิฉันจะได้รับเท็กซ์ (Text) และจดหมายจากอิมมิเกรชั่น 1-2 วันให้หลัง แต่ตอนนี้จดหมายตามมาเกือบ 2 อาทิตย์ อดโยงไปถึงการเมืองไม่ได้คือ เหตุ เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ทรัมพ์ได้แต่งตั้งผู้อำนวยการไปรษณีย์คนใหม่ นาย “หลุยส์ เดอจอย” (Louis DeJoy)  นายเดอจอยไม่มีประสบการณ์ด้านนี้แต่เขาได้บริจาคเงิน 1.2 ล้านเหรียญให้แคมเปญหาเสียงของทรัมป์ นายเดอจอยเข้ารับตำแหน่งปุ๊บก็ปฏิรูปการไปรษณีย์ยกใหญ่ ปั่นป่วนไปหมด เริ่มจากยกเลิกใช้เครื่องแยกจดหมาย 600 เครื่อง ตัดโอเว่อร์ไทม์คนงาน ลดเวลาบุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมาย เดโมแครทหาว่าเป็นเหตุผลทางการเมือง ที่ทรัมพ์ต้องการให้การส่งบัตรเลือกตั้งสาย กว่าจะถึงมือประชาชนก็เกือบจะถึงวันเลือกตั้ง และยังต้องรีบส่งไปรษณีย์กลับไป เพราะประชาชนมากกว่าครึ่งลงเลือกตั้งทางไปรษณีย์แทนที่จะไปโพล  เฮ้อ! (2 เฮ้อ แล้ว J)

กฎหมายเกี่ยวกับไปรษณีย์ที่ควรรู้

เอาว่าดิฉันเขียนเกี่ยวกับระบบไปรษณีย์ที่คนไทยควรรู้ไม่เกี่ยวกับการเมือง องค์การไปรษณีย์สหรัฐขึ้นอยู่กับและเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลกลางซึ่งระบุในรัฐธรรมนูญ  คนงานได้รับเงินเดือนจากคลังของรัฐบาลกลาง รวมทั้งเบเนฟิตต่างๆเช่น เงินเกษียรจากรัฐบาลกลาง วันหยุดราชการทั้งของรัฐและรัฐบาลกลาง ดิฉันจำได้ว่าสมัยก่อนคนไทยในอเมริกาอยากทำงานไปรษณีย์กันเพราะได้ เบเนฟิตดี ไปรษณีย์ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ในแง่กฎหมาย ตัวอย่าง

ความศักดิ์สิทธิ์ระบบไปรษณีย์ทางกฎหมาย

ทันทีที่คุณหย่อนจดหมายเข้าตู้ไปรษณีย์ส่งถึงผู้รับ ตามกฎหมายถือว่าคุณทำหน้าที่ของคุณแล้ว ถึงแม้ว่าผู้รับด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ไม่ได้รับจดหมายก็ตาม ตัวอย่าง ตอนเริ่มใหม่ๆ 27 ปีที่แล้ว การส่งเอกสารใช้ไปรษณีย์อย่างเดียว ตอนนั้นมีแฟกส์แล้ว แต่ศาลยังไม่รับลายเซ็นทางแฟกส์ ไม่มีส่งออนไลน์ ระบบงานของดิฉัน ดิฉันจะไปส่งเอกสารที่ไปรษณีย์ด้วยตนเอง โดยยื่นให้บุรุษไปรษณีย์ที่เคาน์เต้อร์ และดิฉันจะ log ลงในสมุด จดหมายทุกฉบับที่ส่งและได้รับ วันที่ที่ส่ง ชื่อและที่อยู่ผู้ส่ง ชื่อเจ้าของเคส และเกี่ยวกับอะไร  และเช่นเดียวกับจดหมายทุกฉบับที่ได้รับ มีเคสที่ดิฉันต้องส่งหลักฐานเพิ่มเติมไปให้อิมมิเกรชั่นแต่ทางอิมมิเกรชั่นไม่ได้รับ เขาปฏิเสธเคสกลับมาว่าไม่ได้รับหลักฐานเพิ่ม ดิฉันส่งสำเนาเอกสารกลับใหม่พร้อมถ่ายสำเนาหลักฐานจาก log book วันที่ดิฉันส่งเอกสารทางไปรษณีย์ อิมมิเกรชั่นรับหลักฐานและดำเนินเคสต่อไป จนปัจจุบันดิฉันยังชอบส่งเอกสารทางไปรษณีย์แทนที่จะออนไลน์

บุรุษไปรษณีย์เป็นตำรวจให้รัฐบาล

หน้าที่บุรุษไปรษณีย์ไม่ใช่ส่งจดหมายหรือเอกสารอย่างเดียว แต่เขาต้องเป็นหูเป็นตาให้รัฐบาล โดยเช็คว่าในซองหรือแพ็กเกจมีสิ่งผิดกฎหมายหรือไม่ เช่น ยาอันตราย ยาเสพติด หรือสิ่งที่เป็นภัยต่อสังคม เช่น DVD รูปหรือหนังสือเด็กโป๊ เป็นต้น และจากแหล่งที่มาของจดหมายหรือแม็กกาซีน บุรุษไปรษณีย์สามารถรู้ได้ว่าคุณทำอาชีพอะไร ตัวอย่าง

ลูกความดิฉันทำธุรกิจอาหารไปขายตามแฟร์ บุรุษไปรษณีย์รู้จากแม็กกาซีนโฆษณา อุปกรณ์ครัวร้านอาหาร ที่ส่งไปที่บ้านลูกความประจำ เขาแจ้งไปที่ State board of equalization หรือสำนักงานเก็บภาษีรายได้ ทาง State board ส่งคนมาตรวจและสั่งให้เลิกทำธุรกิจจากบ้าน เพราะการทำอาหารค้าขายจากครัวในบ้านไม่ถูกสุขลักษณะ

อย่าส่งพาสปอร์ตทางไปรษณีย์

ถ้าคุณส่งพาสปอร์ตทางไปรษณีย์จากเมืองไทยไปอเมริกาผู้รับจะไม่ได้รับ  เพราะไปรษณีย์จะยึดพาสปอร์ตไว้  เพราะพาสปอร์ตต้องอยู่กับตัวผู้เดินทาง ดิฉันไม่ได้เช็คกฎหมาย แต่เกิดขึ้นกับลูกความ 2-3 คน ตัวดิฉันเคยส่งพาสปอร์ตอิสราเอลไปให้สามีที่ประเทศอิสราเอล เมื่อ 5 ปีก่อนหน้า เนื่องจากเราไปเยอรมันไปเยี่ยมพี่สาวดิฉัน ระหว่างอยู่เยอรมัน สามีตัดสินใจไปเยี่ยมพ่อที่อิสราเอล เขาบินไปอิสราเอลด้วยพาสปอร์ตอเมริกัน เนื่องจากสามีเป็นคนอิสราเอล ตามกฎหมายอิสราเอลถ้าคุณถือสัญชาติอิสราเอล คุณต้องเข้าออกประเทศด้วยพาสปอร์ตอิสราเอล เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นยอมให้เข้า แต่บอกสามีว่าขาออกเขาต้องโชว์พาสปอร์ตอิสราเอลไม่งั้นไม่ได้ออก ดิฉันส่งพาสปอร์ตไปให้สามีทาง FedEx ดิฉันต้องระบุเหตุผลว่าทำไมถึงต้องส่งพาสปอร์ต

ตู้ไปรษณีย์เป็นสมบัติของรัฐบาลกลาง

ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านคุณ ถือเป็นสมบัติของรัฐบาลกลาง  ฉะนั้นถ้าคุณขโมย“เมล์”จากตู้จดหมาย คุณทำผิดกฎหมายรัฐและรัฐบาลกลาง

ไปรษณีย์ไม่รับผิดชอบจดหมายถึงมือผู้รับ

อันนี้เกิดขึ้นกับดิฉัน ดิฉันส่งเอกสารอิมมิเกรชั่นสำคัญไปเมืองไทยทางไปรษณีย์และลงทะเบียน แต่เอกสารไม่ถึงลูกความ ทางไปรษณีย์เช็คเอกสารและบอกว่าเอกสารถึงไปรษณีย์กลางในเมืองไทย เขารับผิดชอบเอกสารถึงไปรษณีย์กลางเท่านั้น แต่ไม่รับผิดชอบถึงมือผู้รับ หลังจากนั้นดิฉันส่งเอกสารไปไทยโดย FedEx หรือ DHL แพงกว่ามาก แต่การันตีถืงมือผู้รับค่ะ

โจ ไบเดน

เหลืออีก 2 เดือนก็จะถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของอเมริกา ซึ่งมีทุก 4 ปี วันอังคารแรกของเดือนพฤศจิกา ปีนี้ตรงกับวันที่ 3 พฤษจิกายน 2020 ประธานาธิบดี ดอนัลด์ ทรัมพ์ พรรครีพับบลิคกันตัวแทนพรรคลงสมัครเทอมที่สอง ส่วนพรรคเดโมแครท โจ ไบเดน (Joseph R. Biden Jr.) อดีตรองประธานาธิบดีของประธานาธิบดี บารัค โอบามา (ค.ศ.  2008 -2016) เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ไบเดนเลือกนาง “กมลา แฮริส” (Kamala Harris) สมาชิกวุฒิสภารัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นคู่ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี เธอ อายุ 55 ปี พ่อเป็น ชาว จามัยกา แม่เป็นคนอินเดีย ผู้ที่เป็นอเมริกันโปรดไป “โวท” นะคะ  

ประวัติโจ ไบเดน

ตระกูลไบเดน พ่อของทวดชื่อ “วิลเลี่ยม ไบเดน” (ค.ศ. 1790-1840) เป็นรุ่นแรกที่อพยพจากอังกฤษมาอเมริกา ตั้งรกรากอยู่รัฐแมรี่แลนด์  ปู่ไบเดนเป็นนักธุรกิจค้าน้ำมันอยู่เมือง“บัลติมอร์” แมรี่แลนด์ ทำธุรกิจเป็นเศรษฐีร่ำรวย พ่อไบเดนชื่อ “โจ ไบเดน  ซีเนียร์” (Joseph R. Biden Sr.) เกิดบนกองเงินกองทอง แต่งงานกับหญิงไอริช“แคทเทอริน ฟินนาเกน” (Catherine E. Finnegan) มีลูกด้วยกัน 4 คน ชาย 3 หญิง 1 ไบเดนเป็นลูกชายคนโต เกิดวันที่ 20 พ.ย. ค.ศ. 1942 เมือง“สแกรนตัน” รัฐเพนซิลเวเนีย ไบเดนเกิดระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1939-1945) หลังไบเดนเกิดได้ 2-3 ปี พ่อไบเดนไปลงทุนพลาดถึงหมดตัวและต้องย้ายไปอาศัยอยู่บ้านพ่อแม่ภรรยาอยู่หลายปี ตอนไบเดนอายุ 10 ปีพ่อพาครอบครัวย้ายไปรัฐเดลาแวร์ เช่าอพาร์ทเม๊นท์อยู่ที่เมืองเคลย์ม๊อนท์ (Claymont) ภายหลังพ่อได้งานเป็นเซลส์แมนขายรถมือสอง และได้ฟื้นฐานะตัวเองจากความยากจนเป็นชนชั้นกลางและสามารถซื้อบ้านได้ 

โจ ไบเดนปัจจุบันไบเดนอายุ 77 ปี เกิดในเมืองแสกรนตัน รัฐเพนซิลเวเนีย เติบโตในเมืองเคลย์ม๊อนท์ เดลาแวร์  ตอนเรียนไฮสกูลไบเดนเรียนไม่เก่ง แต่เป็นนักกีฬาตัวเด่น เก่งทั้งฟุตบอลและเบสบอล ไบเดนเป็นผู้นำที่ดีเขาได้แต่งตั้งเป็นหัวหน้าชั้น (class president) ไบเดนจบไฮสกูลและมหาวิทยาลัยในรัฐเดลาแวร์ หลังจากนั้นไปเรียนกฎหมายที่ มหาวิทยาลัย “ซิราคิวส์” (Syracuse)รัฐนิวยอร์ค ไบเดนพบภรรยาคนแรกชื่อ “นิเลีย ฮั้นเต้อร์” (Neilia Hunter) ที่มหาวิทยาลัย ทั้งสองแต่งงานกันปี ค.ศ. 1964 หลังจบกฎหมายไบเดนและภรรยาย้ายกลับไปอยู่เดลาแวร์ ไบเดนสอบผ่านบาร์และเป็นทนายในรัฐเดลาแวร์ปี 1969  ไบเดนและ“นิเลีย” มีลูกด้วยกัน 3 คน คือ โจเซฟหรือ“โบ”  ฮั๊นเต้อร์ และ นาโอมิ  

วันที่ 18 ธันวา 1972 ไบเดนอายุพึ่ง 30 ปีและพึ่งได้ชนะเลือกตั้งได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา “เซเนเต้อร์” (Senator) ของรัฐเดลาแวร์ ภรรยาได้ประสพอุบัติเหตุรถบรรทุกชนตายระหว่างไปคริสต์มัส ช็อปปิ้ง ลูกทั้งสามคนนั่งอยู่ในรถด้วย ลูกสาวคนเล็ก นาโอมิ อายุ  1 ½ ขวบตาย ส่วน โบ และ ฮั๊นเต้อร์ เพียงบาดเจ็บ ไบเดนเศร้าโศรกมากเกือบจะถอนตัวเพื่ออยู่ดูแลลูก และไม่รับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา

ปี 1977 ห้าปีหลังภรรยาคนแรกตาย ไบเดนแต่งงานใหม่ครั้งที่สองกับภรรยาคนปัจจุบัน ชื่อ “จิล เทรซี่ เจคอปส” (Jill Tracy Jacobs) เธอจบปริญญาตรีจามหาวิทยาลัย เดลาแวร์ ปริญญาโท และเอก เธอเป็นโปรเฟสเซ่อร์สอนภาษาอังกฤษ และสอนผู้มีปัญหาทางสมองที่โรงพยาบาลโรคจิต เธอเป็นภรรยารองประธานาธิบดีคนแรกที่ทำงานรับเงินเดือน ปัจจุบันเธอเป็นผู้ค้นพบองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร 2-3 แห่ง ทั้งสองมีลูกสาวด้วยกัน 1 คนชื่อ “แอ๊ชลี่” (Ashley) ปัจจุบันอายุ 38 ปี 

จิล เทรซี่ เจคอปส
โจ และจิล ไบเดน ปี 2009

ไบเดนเป็นสมาชิกวุฒิสภามาอีกหลายสมัย คืออยู่ในการเมืองมาตลอด ระหว่างปี ค.ศ.  2008 -2016 ประธานาธิบดี บาแร็ค โอบาม่า ได้เลือกไบเดน เป็นรองประธานาธิบดี 2 สมัย (8 ปี) 

ปี ค.ศ. 2015 เป็นปีสุดท้ายที่โอบาม่าอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดี ในวงการเมืองคาดหวังกันว่า ไบเดนจะลงสมัครเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเดโมแครทปี 2016 แต่ไบเดนก็ต้องประสบความเศร้าโศรกอีกครั้งเมื่อลูกชายคนโต “โบ” เสียชีวิตเป็นมะเร็งในสมอง เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2015 อายุเพียง 46 ปี ไบเดนประกาศไม่ลงสมัครเลือกตั้ง 

สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับไบเดน

  1. ฐานะการเงิน ตั้งแต่ไบเดนเป็นสมาชิกวุฒิสภา เขามีรายได้จากเงินเดือนและเงินเดือนภรรยาเท่านั้น ไบเดนถือว่าเป็นนักการเมืองที่จนที่สุดในสภา หลังจากไบเดนหมดจากตำแหน่งรองประธานาธิบดี  เขาได้รายได้จากการไปสัมนา และจากเขียนหนังสือ ตาม Forbes Magazine ณ. เดือนเมษายน 2020 ไบเดนมีมูลค่าสิทธิ 9 ล้านเหรียญ เกือบครึ่งหนึ่งคือมูลค่าบ้านที่เขาอยู่ปัจจุบัน  ตอนที่ “โบ” ลูกชายป่วยเป็นมะเร็งในสมอง ไบเดนเป็นห่วงว่า “โบ” จะต้องลาออก (หรือถูกให้ออก) จากตำแหน่งอัยการสูงสุดของรัฐเดลาแวร์ ไบเดนจะขายบ้านเพื่อเอาเงินไปช่วยครอบครัวโบ แต่โอบาม่าหว่านล้อมไม่ให้ไบเดนขายบ้าน และเสนอว่าจะให้เงินไบเดนยืม
  2. ไบเดนสาบานตนว่าจะไม่แตะเหล้า เรียก“ที-โทเทิล-เล่อร์” (teetotaler) เนื่องจากไบเดนมีเชื้อสายไอริช แม่มาจากตระกูล “ฟินนาเก็น” ซึ่งคนทั่วไปจะมีอคติกับชาวไอริชว่า ขี้เมา  เขาไม่ต้องการให้คนมองเขาในแง่ลบ
  3. ติดอ่าง  ไบเดนติดอ่าง หรือ“สตั๊ตเต้อร์” (stutter)  ตั้งแต่อายุ 12 ปี  ค.ศ.1987 ไบเดนลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดี ผู้แทนพรรคเดโมแครท เขาแพ้ “ไมเคิล ดูคาคิส” (Michael Dukakis) ตอนโต้วาที ตามข่าวลงว่าการที่ไบเดนติดอ่าง อาจเป็นผลให้แพ้ได้ ปีนั้น จอร์จ บุช ซีเนียร์ (พ่อ) ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี

เปรียบเทียบไบเดนกับทรัมพ์

ตระกูลทรัมพ์ ปู่ทรัมพ์ ชื่อ “เฟรเดอริค ทรัมพ์” (ภาษาเยอรมันสะกด Friedrich TRUMPF ต่อมาปู่ตัดตัว F ออกเป็น TRUMP) เกิด ค.ศ. 1869 เป็นรุ่นแรกอพยพจากเยอรมันมาอเมริกากับพี่สาวและพี่เขยตอนนั้นอายุเพียง 16 ปี งานแรกในนิวยอร์คเป็นช่างตัดผมอยู่ 6 ปี ปี ค.ศ. 1891 ช่วงยุคขุดทองเรียก Klondike Gold rush ทางตอนเหนือของรัฐวอชิงตันไปถึงอลาสก้า ปู่อายุ 22 ปี ย้ายไปเสี่ยงโชคเมือง “ซีแอ๊ตเติล” รัฐวอชิงตัน ปู่ซื้อร้านอาหารในซีแอ๊ตเติล ซึ่งเป็นเมืองผ่านที่คณะขุดทองต้องมาพักก่อนต่อไปอลาสก้า ปู่ทำมาค้าขึ้นและได้ขยายกิจการจากร้านอาหาร เปิดซาลูน ผับ บ่อน และซ่อง และขยายกิจการไปถึงอลาสก้าและยังซื้อขายที่ดิน จับอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด ปี ค.ศ. 1900 เมื่อยุคขุดทองซาลง ปู่ขายกิจการและกลับไปนิวยอร์ค ปีต่อมาปู่กลับไปบ้านเกิดและแต่งงานกับเพื่อนบ้าน“อิลิซาเบท ไครสท์” (Elizabeth Crist) ปลายปี 1904 ปู่พาภรรยาย้ายไปอยู่นิวยอร์ค ปู่และย่ามีลูกด้วยกัน 3 คนๆโตคือ “เฟรดเดอริค ทรัมพ์ จูเนียร์” (Frederick C. Trump Jr.”) พ่อทรัมพ์ ปู่อายุสั้นตายตอนอายุ 46 ปีจากโรคไข้หวัดหมู

พ่อทรัมพ์เกิดบนกองเงินกองทองเช่นเดียวกับพ่อไบเดน ตอนปู่ตายเขาอายุเพียง 15 ปี พ่อทรัมพ์ทำงานบริษัทอสังหาของพ่อร่วมกับแม่ พ่อแต่งงานกับหญิงชาวสก็อตชื่อ “แมรี่ แอน” (Mary Anne nee MacLeod) ในนิวยอร์ค ทั้งสองมีลูกด้วยกัน 5 คน แมรี่แอน เฟรดเดอริค อิลิซาเบท ดอนัลด์ ทรัมพ์เป็นลูกคนที่ 4 และโรเบิรท์ พ่อทรัมพ์ทำธุรกิจอสังหาร่ำรวยมหาศาล ส่วนพ่อไบเดนทำธุรกิจพลาด จากมหาเศรษฐีกลายเป็นชนชั้นกลาง

ดอนัลด์ ทรัมพ์ เกิดวันที่ 14 มิถุนายน 1946 ในนิวยอร์ค ปัจจุบันอายุ 74 ปี การศึกษาจบโรงเรียนเตรียมทหาร “นิวยอร์ค มิลลิทารี่ แอคคาเดมี่” (New York Military Academy) ตอนอายุ 18 ปี จบปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย “วอร์ตัน สกูล ออฟ เดอะ ยูนิเวร์ซิตี้ ออฟ เพนซิลเวเนีย (Wharton School of the University of Pennsylvania)ตอนอายุ 25 ทรัมพ์และพี่ชายคนโต “เฟรเดอริค” ทำธุรกิจบริษัทอสังหาของตระกูล พ่อแม่หวังในตัวลูกชายคนโตมาก แต่“เฟรเดอริค”ไม่ชอบและไม่เอาธุรกิจด้านนี้ เขาชอบบินและต้องการเป็นนักบินซึ่งพ่อแม่รับไม่ได้ “เฟรเดอริค” หันหาเหล้าและเสียชีวิตปี ค.ศ. 1981 อายุเพียง 42 ปีจากติดเหล้า ทรัมพ์สาบานว่าจะไม่กินเหล้าและสูบบุหรี่ตลอดชีวิตเช่นเดียวกับไบเดน ทรัมพ์ทำธุรกิจของตระกูล และขยายจากอสังหาไป คาสิโน วิทยาลัย สนามกอล์ฟ ทีวีโชว์ กิจการประกวดนางงาม เป็นต้น (คงเอาเลือดปู่มา) ตาม Forbes Magazine ณ. เมษา 2020 ทรัมพ์มีมูลค่าสิทธิ 2.1 พันล้านเหรียญเทียบกับไบเดนซึ่งมีมูลค่าสิทธิเพียง 9 ล้านเหรียญ ทรัมพ์เป็นนักธุรกิจมาตลอดและไม่เคยเล่นการเมืองมาก่อน

ครอบครัว ทรัมพ์แต่งงานทั้งหมด 3 ครั้ง ภรรยาปัจจุบันนาง “เมลาเนีย ทรัมพ์” (Melania Knauss Trump) ปัจจุบันอายุ 50 ปี เธอเป็นอิมมิแกรนท์มาจากสาธารณรัฐสังคมนิยม “สโลเวเนีย”(Slovenia) ทั้งสองแต่งงานปี 2005 มีลูกชายด้วยกัน 1 คน ชื่อ “บาร์รอน ทรัมพ์” (Barron Trump) ก่อนสมรสเธอเป็นนางแบบ ปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัว ทรัมพ์มีลูกทั้งหมด 5 คน ชายสาม หญิงสอง ดอนัลด์ ทรัมพ์ จูเนียร์ ไอแวนก้า ทรัมพ์ แอริค ทรัมพ์ ทั้ง 3 คนแรกเป็นลูกภรรยาคนที่หนึ่ง ชื่อ “ไอแวนน่า ทรัมพ์” (Ivanna Trump) ชาวเช็คโกสโลวาเกีย คนที่ 4 ชื่อ ทิฟฟานี่ ทรัมพ์ เป็นลูกภรรยาคนที่สอง “มาร์ลา ทรัมพ์” (Marla Trump) ชาวอเมริกันเคยเป็นดารา และคนสุดท้อง บาร์รอน ทรัมพ์ ลูกของภรรยาคนปัจจุบัน 

เปรียบเทียบไบเดนกับทรัมพ์

ดิฉันชอบรู้ประวัติความเป็นมาของคน เพื่อจะรู้จักเขาดีขึ้นว่าเป็นคนอย่างไร ตระกูลโจ ไบเดนดูจากประวัติ  เป็นพวกทำมาหากินบริสุทธิ ไม่เห็นแก่เงิน ไบเดนเป็นคนเสียสละ รักลูกเมีย  ดูจากที่เขาคิดจะขายบ้านที่ตนอยู่ เตรียมเงินช่วยลูกชายที่ป่วย และเขาเป็นบุคคลที่ดูแล้วว่าจะมีเพื่อนแท้(คนเห็นแก่ตัวไม่มีเพื่อนแท้) ดูจากที่โอบาม่าหว่านล้อมไม่ให้ไบเดนขายบ้านและเขาจะให้ยืมเงิน และตอนที่ภรรยาคนแรกตายเพื่อนพูดหว่านล้อมให้เขาดำเนินชีวิตต่อไปและรับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ดิฉันสรุปว่าไบเดนเป็นคนมีคุณธรรมดี 

ทรัมพ์  ดิฉันนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร เอาว่าสิ่งหนึ่งที่ดิฉันไม่ชอบเอามากๆคือ คำสอนที่ทรัมพ์สอนลูกๆว่า “Win at all costs.” (ทำทุกอย่างเพื่อชนะ)  คำสอนนี้บ่งถึงคุณธรรมของบุคคล 

นึกถึงคุณแม่ตอนที่ท่านเลือกซื้อคอนโดแถวซอยอารีหลังหนึ่ง สมัยนั้นคอนโดพึ่งเริ่มขึ้นมีแค่ 2 โปรเจ็ค ดิฉันถามว่าทำไมเลือกหลังนี้ไม่อีกหลัง คุณแม่บอกเหตุผลว่าเจ้าของโปรเจ็คนี้เป็นคนดีเงินสะอาด ต้องดูที่มาและที่ไปของเงินทั้งตอนซื้อและขาย ตอนนั้นดิฉันก็ไม่เข้าใจนัก แต่ดิฉันนำคำสอนแม่มาใช้จนปัจจุบัน