โรงเรียนผู้ใหญ่ หรือ ADULT SCHOOL

วันนี้คุยเรื่อง หาความรู้ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาอยู่ในอเมริกาใหม่ๆหรืออยู่ในอเมริกามานานแต่ไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน เพราะติดกับ “จ๊อบ” แรกที่คุณได้ทำตั้งแต่เริ่มต้น คุณมีโอกาสหาความรู้เพิ่มในสิ่งที่คุณชอบ คุณสามารถเข้าเรียน “โรงเรียนผู้ใหญ่” หรือ “อดั๊ลท์ สกูล” (Adult school) ไม่ว่าคุณจะอยู่เถื่อนในอเมริกาหรืออยู่อย่างถูกต้อง ดิฉันจะเห็นลูกความหลายคนที่พอเข้ามาถึงอเมริกาก็รีบหางานทำ งานแรกก็คือร้านอาหารไทย เสริฟหรือทำงานในครัว เมื่อคุณเข้าทำร้านอาหารไทยปุ๊บเท่ากับปิดโอกาส ที่จะออกหางานอื่นที่คุณเรียนจบมา เพราะงานร้านอาหารไทยชั่วโมงยาว 10-12 ชั่วโมงต่อวัน กลับบ้านก็หมดแรง ที่มาของโรงเรียนผู้ใหญ่ “อดั๊ลท์ สกูล” เป็นโรงเรียนสำหรับผู้ใหญ่ (อายุเกิน 16 ปีขึ้นไป) มีทั่วทุกรัฐ และทุกเขต ใกล้เขตที่ดิฉันอยู่ ABC Adult school โรงเรียนผู้ใหญ่ได้รับเงินกองทุนหนุนจากรัฐบาลกลาง (Federally Funded Adult Education and Family Literacy Programs) เพื่อช่วยให้ผู้ใหญ่และครอบครัวรู้หนังสือ ดิฉันคิดว่าจุดประสงค์เบื้องต้น มีหลักสูตรช่วยเด็ก (อาจเป็นเด็กที่ยากจนหรือเด็กที่ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว) ที่เรียนไฮสกูลไม่จบ หรือผู้ใหญ่คนต่างด้าวที่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้  หลักสูตร 3 คอร์สหลักคือ (1) หลักสูตรช่วยให้เด็กสอบผ่านและได้รับประกาศนียบัตรจบไฮสกูล (2) คลาสสอน “ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง” เรียกย่อว่า “อี เอ็ส แอล” (ESL ย่อมาจาก English …

โควิดวัคซีนสำหรับผู้ขอใบเขียว

กฎอิมมิเกรชั่นสำหรับผู้ขอใบเขียวจากเมืองไทยผ่านสถานทูต (Consular Processing) ต้องฉีดโควิดวัคซีนก่อนเดินทางเข้าอเมริกา และผู้ที่ขอใบเขียวในอเมริกาหรือ“ปรับสถานภาพ” หรือ “แอ็ดจัสท์เม๊นท์ ออฟ สแตตัส” (Adjustment of status) ต้องมี “พรูฟ” ว่าฉีดวัคซีนโควิดแล้วเช่นกัน กฎใหม่มีผลบังคับใช้ 1 ตุลา 2021 นี้ ฉีดวัคซีนเมื่อไร สำหรับผู้ที่ขอใบเขียวจากเมืองไทย  คุณควร มี “พรูฟ” ฉีดวัคซีนเรียบร้อยก่อนวันนัดไปตรวจร่างกาย และต้องนำนำผลฉีดวัคซีนไปโรงพยาบาลวันตรวจร่างกายด้วย  ร. พ. ที่ทางสถานทูตรับรองคือ ร.พ. บำรุงราษฎร์ ร.พ. บี เอ็น เค (BNK) หรือ แบ็งคอค เนิร์สซิ่ง โฮม และ ร.พ. แม็คคอร์มิค ในเชียงใหม่  บัตรฉีดวัคซีน ต้องเป็น “ออฟฟิเชียล วัคซีน เร็คคอร์ด” (official vaccine record) มีลงวันที่ที่ได้รับการฉีด ชื่อคุณ และ ควรมี ชื่อบริษัทผู้ผลิด และ ล็อทนัมเบอร์ และแสดงให้ทางโรงพยาบาลดู เพื่อทาง ร.พ. สามารถดูได้ว่าวัคซีนที่คุณฉีด ทางกระทรวงอาหารและยาของอเมริกา …

คำสอนแม่

เดือนนี้ดิฉันมี “ไร๊ทเท่อร์ส บล๊อค” (writers’ block) คือ นึกหัวข้อไม่ออกว่าจะเขียนอะไร เนื่องจากสถานการณ์โลกที่ยุ่งเหยิง ข่าวอัฟกานิสถาน ข่าวไวรัสใหม่ “เดลต้า แวเรี่ยนซ” (Delta Variance) และดิฉันยังเผชิญความเศร้า คือ การตายจาก ดิฉันต้องค่อยตั้งสติ แยกประเด็นออกมาทีละเปราะและ deal กับมัน และได้คำสอนแม่ที่นำมาใช้ ข่าวอัฟกานิสถาน  หลังจากประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศจะถอนทัพอเมริกันทั้งหมดออกจากประเทศอัฟกานิสถานภายใน 31 สิงหานี้ ทุกครั้งที่ดิฉันเปิดอีเมล์ก็จะเห็นแต่ข่าวอัฟกานิสถานและรูปหน้าสกรีนที่สะเทือนใจ หลังเหตุการณ์ 9/11ปี ค.ศ. 2001 ที่ผู้ก่อการร้ายกลุ่ม อัล ไคด้า (al Qaeda) จากอัฟกานิสถาน ไฮแจ๊คเครื่องบินและบินชนถล่มตึก “เวิร์ลดเทรด” ในรัฐนิวยอร์ค รัฐบาล “จ๊อร์จ บุช” ประกาศส่งกองทัพอเมริกันเข้าไปประจำประเทศอัฟกานิสถาน เพื่อกวาดผู้ก่อการร้าย 10 ปีให้หลังปี 2011 รัฐบาล “บาแร็ค โอบาม่า” ทหารอเมริกันได้ฆ่า”โอซาม่า บิน ลาเดน” (Osama Bin Laden) สำเร็จ โอบาม่าประกาศวางแผนถอนกองทัพทหารอเมริกันออกจากอัฟกานิสถานภายใน 10 …

Culture Sensitive

พวกเราที่อยู่ในอเมริกา“ดินแดนแห่งผู้อพยพ” ทุกคนที่อยู่ในอเมริกาจะว่าเป็นชาวต่างด้าวทั้งหมดก็ได้ อเมริกามีคนต่างเชื้อชาติ ต่างสัญชาติ ต่างภาษา ต่างสีผิว และต่างวัฒนธรรม หลายชาติ หลายภาษา ในยุคปัจจุบัน เวลาพูดถึงคนแต่ละชาติ เเราจะต้องมีความอ่อนไหวกับวัฒนธรรมของแต่ละชาติ เรียก“คัลเช่อร์ เซ็นซิทีฟ” (culture sensitive) “คัลเช่อร์”= วัฒนธรรม “เซ็นซิทีฟ”= ความอ่อนไหว เราควรรู้ และใช้คำศัพท์ที่เหมาะสมในการเรียกชื่อหรือพูดถึงคนแต่ละกรุ๊บ ถ้าเราใช้ศัพท์ไม่ถูกต้อง อาจบ่งถึงการรังเกียจและกีดกันเชื้อชาตินั้นๆ โดยเฉพาะอเมริกามีกฎหมาย “เฮ๊ท ไครมน์” (Hate Crime) เป็นกฎหมายที่เพิ่มโทษอาชญากรรมรุนแรง ถ้าผู้ใดทำร้ายผู้อื่นเนื่องจากความเกลียดชังสีผิว และเชื้อชาติ ตั้งแต่เหตุการณ์ “นายน์/อีเลฟเว่น” (9/11) วันที่ 11 กันยายน 2001 ที่ผู้ก่อการร้ายชาวมุสลิม ถล่มตึก “เวิร์ลด เทรด” ในรัฐนิวยอร์ค คนอเมริกันกีดกันและโกรธแค้นชาวมุสลิม คนไหนหน้าเหมือนแขก ก็ทึกทักว่าเป็น “แทโรริสท์” (terrorist) หรือผู้ก่อการร้ายหมด พอมายุค “โควิด” (COVID)ยุครัฐบาล“ทรัมพ์” ตอนโควิดระบาดใหม่ๆ ในทำเนียบขาวเอง ไม่ทราบว่าวุฒิสมาชิกคนไหนให้สัมภาษณ์ต่อหน้านักข่าว เรียก “ไข้หวัด โควิด” ว่า “คังฟลู” (kungflu) (ฟลู แปลว่า ไข้หวัด) ซึ่งเป็นการล้อเลียนถึงการรังเกียจคนจีน ตั้งแต่นั้นมาจนปัจจุบันจะได้ยินข่าวคนจีนถูกทำร้ายร่างกายด้วยความเกลียดชังสีผิว ป.ธ.น. …

วันหยุดราชการใหม่ในอเมริกา

Happy 4th “แฮ็ปปี้ ฟอร์ทซ” นะคะ วันที่ 4 กรกฎาคม “จูลาย ฟอร์ทซ” (July 4th) เป็นวัน“อินดีเพ็นเด๊นท์ เดย์” (Independent Day) หรือวันประกาศอิสรภาพของอเมริกาจากประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1776 ปีนี้เท่ากับครบ 245 ปีที่อเมริกาสร้างประเทศ ทุกปีเมือง“ลา พาล์มม่า” (La Palma) มีฉลองวัน“จูลาย ฟอร์ทซ” มีวิ่งแข่งหรือเดินแข่ง 5 K 10 K ตั้งแต่ 6 โมงเช้า มีพาเหรด ออกร้าน และเกมให้เด็กเล่น แต่ปีนี้เงียบเหงาเราไม่มีฉลอง 😞 ถึงแม้ผู้ว่ารัฐคาลิฟอร์เนียได้ประกาศเปิดรัฐ ธุรกิจเปิดปกติ แล้วตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน  วันนี้คุยความรู้เรื่องวันหยุดราชการของอเมริกา ที่มา และวันหยุดราชการวันใหม่ชื่อวัน“จูนทีนซ์” ที่จะเริ่มมีผลใช้ปีหน้า  ใครกำหนดวันหยุดราชการ วันหยุดราชการในอเมริกาปัจจุบันมีทั้งหมด 11 วัน เริ่มปีหน้าเราจะมีวันหยุดราชการใหม่เรียกวัน “จูนทีนซ์” เป็น 12 วันตามกฎหมายอำนาจของการสถาปนาวันหยุดราชการขึ้นอยู่กับรัฐสภาหรือ“คองเกรส” เมื่อมีผู้ยื่นเสนอวันหยุดเข้าไปในสภาจะมีการโวท และถ้าผ่านจึงส่งต่อให้ประธานาธิบดีเซ็นชื่อ วันหยุดราชการจึงผ่านได้ วันหยุดราชการออฟฟิสรัฐบาลทั่วประเทศปิด และสถาบันที่เกี่ยวโยงกับรัฐบาลจะปิดด้วย เช่น ธนาคาร โรงเรียน ตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น …

ธงชาติ

วันที่ 14 มิถุนายนเป็น “วันธงชาติ” หรือ “แฟล๊ก เดย์” (Flag Day) ของอเมริกา และวันที่ 4 กรกฎาคม “จูลาย ฟอร์ทซ” (July 4th) เป็นวันชาติหรือ “วันประกาศอิสรภาพ” ของอเมริกาจากอังกฤษ “อินดีเพ็นเด๊นท์ เดย์” (Independent Day) ซึงเป็นวันหยุดราชการ “แนชันเนิล ฮอลิเดย์” (National holiday) คอลัมน์นี้ ให้ความรู้เกี่ยวกับธงชาติอเมริกา ประวัติความเป็นมา เพลงชาติ คำปฏิญานต่อหน้าธงชาติ สิทธิส่วนตัวในการเคารพหรือไม่เคารพธงชาติ ภาษิตของประเทศ ซึ่งจะเป็นเกล็ดความรู้สำหรับคุณที่อยู่อเมริกาและเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะสอบซิติเซ่น ประโยคไฮไลท์สีดำอยู่ในข้อสอบซิติเซ่น ลักษณะและสัญลักษณ์ธงชาติ ธงชาติอเมริกัน “อเมริกัน แฟล๊ก” (American flag)  หรือ “เดอะ ยู เอส แฟล๊ก”  (the U.S. flag) มีชื่อเล่นเรียกกันว่า “สตาร์ส แอนด์ …

กฎหมายเพื่อนบ้านและการปฏิบัติต่อกัน

วันนี้คุยกันเรื่องปัญหาเพื่อนบ้าน และ“กฎหมายเพื่อนบ้าน” “เนเบ้อร์ ลอว์” (Neighbor Law) ซึ่งคุณหลายคนคงได้ผ่านปัญหา ถ้าแก้ไม่ได้ก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่เกลียดขี้หน้ากัน อยู่บ้านไม่มีความสุขถึงขั้นอยากย้ายบ้าน ปัญหาเพื่อนบ้านส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาต้นไม้ ซึ่งดิฉันได้ประสบกับตัวเอง ซึ่งมันค่อยๆบานปลาย“เนเบ้อร์ ลอว์”กฎหมายเพื่อนบ้านเป็นกฎหมายท้องถิ่นของแต่ละเมือง เรียก “โลเคิล ออร์ดิแน๊นซ์” (Local Ordinance) บางแห่งเข้มงวดกว่าบางแห่ง แต่หลายสถานการณ์ที่ไม่มีกฎหมายกำหนด กรณีไม่มีข้อระบุในกฎหมาย ศาลจะตัดสินเป็นคดีๆไปดูจากคดีบรรทัดฐานหรือตามประเพณีความเป็นอยู่ของท้องถิ่นนั้น และการปฏิบัติที่สมเหตุสมผลปัญหาต้นไม้เพื่อนบ้านดิฉันอยู่บ้านหัวมุม จึงมีเพื่อนบ้านข้างเดียวซ้ายมือ ครอบครัวชาวอินเดีย 6 คน สามีภรรยามีลูกยังเด็ก 2 คน และพี่สะไภ้ ผู้ชายมีธุรกิจร้านขายลิคเก่อร์และแกมีรายได้เสริม คือขายรถมือสองที่คนมาฝากขายที่ร้าน และแกจะนำรถมาจอดที่หน้าบ้านบททางเข้าโรงรถหรือ “ไดร๊ว์ เวย์” (Driveway) บ้านแกปลูกต้นมะนาวและพุ่มไม้หลากชนิดเป็นรั้วเตี้ยกั้น (ดูรูป 1) ปัญหาคือ เวลาหน้ามะนาวออกลูก ลมจะพัดใบไม้และดอกไม้ร่วงมาเขต “ไดร๊ว์ เวย์” บ้านดิฉัน และพุ่มไม้ก็จะรกเร็ว (บ้านนี้ปลูกอะไรก็งาม) พี่สะไภ้ก็จะเดิน เสต็ปข้ามทางช่องว่างระหว่างรั้วต้นไม้ประมาณ 3 ฟุต ลงมา“ไดร๊ว์ เวย์” ทางเข้าโรงรถบ้านดิฉัน …

ข่าวดีล่าสุดของอิมมิเกรชั่น

เมื่อวันที่ 18  มีนาที่ผ่านมา“สภาล่าง”หรือ“เฮาส์ ออฟ เร็พพรีเซ็นเททีฟ” (House of Representative) ได้ผ่าน “บิล” หรือ “ร่างกฎหมาย” 2 ฉบับ คือ H.R 6 และ H.R.1603  ด้วย 228 ต่อ 197 เสียง สมาชิกพรรครีพับบลิคกัน 9 ท่าน ได้โหวตร่วมกับเดโมแครต ขั้นต่อไป 2 บิลนี้จะถูกส่งเข้า“สภาสูง”หรือ“เซเนท” (Senate) เพื่อโหวต เชื่อว่าสองบิลนี้จะผ่าน เพราะในเซเนท มีจำนวนวุฒิสมาชิกเท่ากัน เดโมแครท 50 รีพับบลิคกัน 50 ท่าน ถ้าเสมอ รอง ป.ธ.น. Harris โหวตเสียง ตัดสิน หลัง 2 บิลผ่าน “เซเนท” บิลถูกส่งให้ประธานาธิบดี “ไบเดน” เซ็น “บิล” …

โรบินฮู้ดอยู่อย่างถูกกฎหมายใกล้เป็นจริง

มีคำถามมาจากแฟนพันธ์แท้ที่ติดตามคอลัมน์ดิฉันมานาน อ่านคำถามข้อ 3 ข้อ เลยต้องรีบเขียนคอลัมน์ ให้กำลังใจค่า คำถาม ช่วยอธิบายการโหวตผ่านร่างกฎหมายจากสภาสูง (วุฒิสภา) หน่อยครับ คือเท่าที่อ่านข่าวจากหลายๆสื่อ ตอนนี้ในสภาสูงมีเสียงเท่ากัน 50/50 ถ้าบวกอีก 1 คะแนนของรองประธานาธิบดีก็ถือว่าชนะได้แล้ว ทำไมจึงต้องรอลุ้นล่ะครับ ผมไม่เข้าใจเลยครับ   บางสำนักข่าวเขียนว่า “การโหวตคะแนนเสียงขั้นสุดท้ายในวุฒิสภาต้องการเพียงจำนวนเสียงข้างมากเท่านั้นจึงจะผ่านได้  แต่บางสำนักก็บอกว่าต้องได้ถึง 60 คะแนนจึงจะผ่านร่างกฎหมาย” ผมก็เลยสับสนว่าแล้วที่แท้จริงกระบวนการโหวตในสภาสูงของอเมริกาเป็นอย่างไรกันแน่ครับ  ตอนนี้ผมรออ่านผลงานของคุณอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งสำคัญต่อชีวิตผมและผู้อพยพที่เป็นโรบินฮู้ดประมาณ 11-12 ล้านคน ครับ ว่าไบเดนจะทำสำเร็จไหม ผมรอคอยกฎหมายปฏิรูปอิมมิเกรชั่นมายาวนานถึง 15 ปีเต็ม ถ้าโจ ไบเดน ไม่สามารถทำได้สำเร็จ ผมก็ไม่รอแล้วครับ ตัดสินใจกลับเมืองไทย ตอบคำถามเลยนะคะ ข้อ 1      ก่อนอื่นจะอธิบายเรื่องการโหวตผ่านร่างกฎหมายในอเมริกาย่อๆนะคะ “ร่างกฎหมาย” เรียก“บิล” (Bill) เมื่อมีผู้เขียนหรือเสนอ “บิล” ขึ้นมา ขั้นแรกบิลจะถูกส่งไป “สภาล่าง” หรือ“สภาผู้แทนราษฎร” เรียก“เฮาส์ ออฟ เร็พพรีเซ็นเททีฟ” (House of Representative) เรียกสั้นๆว่า“เฮ๊าส์” (House) ใน“เฮ๊าส์”มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส.ทั้งหมด 435 คน ซึ่งเป็นตัวแทนมาจากแต่ละรัฐ จำนวนสมาชิกแต่ละรัฐไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่ว่ารัฐนั้นมีกี่เขต รัฐคาลิฟอร์เนียมีสมาชิกผู้แทนราษฎรจำนวนมากที่สุดคือ 53 คน ส่วนรัฐเดลาแวร์ (รัฐที่ โจ ไบเดนอยู่) มีสมาชิก 1 คน สมาชิก …

รองประธานาธิบดีครบวงจร

วัน 20 มกราเป็นวันพิธีเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ “โจ ไบเดน” (Joe Biden) และเราได้รองประธานาธิบดีผู้หญิงคนแรก นาง“กมลา แฮริส” (Kamala Harris) ตอนดิฉันดู “เลดี้กาก่า”(Lady Gaga) ร้องเพลงชาติอเมริกัน ดิฉันน้ำตาไหล“แฮ็ปปี้” (เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกคือวันที่ดิฉันสาบานตนเป็น “ซิติเซ่น”) ดิฉันถือเป็นการเปิดฉากใหม่ ของความสำเร็จในการต่อสู้เพื่อสิทธิเสมอภาคที่เท่าเทียมกันของผู้หญิง คนผิวดำ และการแต่งงานระหว่างผิว คือครบวงจร  การกีดกันผิว เมื่อดิฉันเรียนกฎหมาย ทำให้ดิฉันเข้าใจที่มาที่ไปของประวัติศาสตร์อเมริกาอย่างลึกซึ้ง จากการศึกษาคดีต่างๆและการตัดสินคดีที่ค่อยๆเปลี่ยนไปตามยุคและกาลสมัย และได้“เช๊พ” (shape) อเมริกามาเป็นอเมริกาปัจจุบัน ตามประวัติศาสตร์คนผิวดำจากประเทศอัฟริกาถูกลักลอบตัวเข้ามาอเมริกาโดยชาวโปร์ตุเกสนำมาขายเป็นทาส ระหว่าง ค.ศ. 1525-1866 อเมริกามีคนผิวดำทาสมากกว่า 12.5 ล้านคน พวกขุนนางและเจ้าของไร่จะประมูลซื้อคนดำเอามาเป็นทาสทำงานไร่ฝ้ายและไร่ยาสูบ ทาสถือเป็นสมบัติของเจ้านายคือพวกเขาไม่มีสิทธิในตัวเองใดๆทั้งสิ้น เมื่อออกลูก หลานมาพวกเขาก็ยังเป็นทาส และเป็นสมบัติของเจ้านายไปทั้งโคตร ระหว่างปี ค.ศ. 1861-1865 เกิดสงครามกลางเมือง หรือ“สงครามเลิกทาส” ระหว่างรัฐทางเหนือและรัฐทางใต้ รัฐทางเหนือต้องการให้เลิกทาส แต่รัฐทางใต้(ซึ่งทำไร่นาเป็นหลัก)ต่อต้านการเลิกทาส ปี ค.ศ. 1863 ประธานาธิบดี “ลินคอล์น” ออกคำสั่ง“ประกาศ”ให้อิสรภาพทาส ปี ค.ศ. 1865 เมื่อสงครามสิ้นสุด รัฐทางใต้แพ้ รัฐบาลผ่านรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข บทที่ 13 ระบุว่า “ห้ามมีทาสและห้ามบังคับใช้คนโดยที่เขาไม่ต้องการ” …